ตอนจบจ้า: นั่งรถไฟไปหลังคาโลก จากเฉิงตูสู่ทิเบตสุดสายที่เอเวอเรสท์เบสท์แคมป์! A journey to Tibet and the Everest Base Camp รีวิวโดย Will Work For Travel

ตอนที่ 3 ตอนจบจ้า: ใกล้แค่ลมหายใจ ไกลแต่ไม่เกินเอื้อม The Everest Base Camp   เรื่องราวมันเกิดขึ้นหลังจากได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง “นั่งรถไฟไปหลังคาโลก” (ที่เป็นกระทู้แนะนำในพันทิพนี่แหละค่ะ) เป็นเรื่องราววัยรุ่นไทยเรียนจบใหม่ๆ ออกไปไขว่คว้าหาประสบการณ์ ผ่านการเดินทางขึ้นรถไฟจากหัวลำโพงไป

ตอนจบจ้า: นั่งรถไฟไปหลังคาโลก จากเฉิงตูสู่ทิเบตสุดสายที่เอเวอเรสท์เบสท์แคมป์! A journey to Tibet and the Evere

ตอนจบจ้า: นั่งรถไฟไปหลังคาโลก จากเฉิงตูสู่ทิเบตสุดสายที่เอเวอเรสท์เบสท์แคมป์! A journey to Tibet and the Everest Base Camp

 วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563 เวลา 12.05 น.

 วันที่เดินทาง 19 เม.ย. 2563

ตอนที่ 3 ตอนจบจ้า: ใกล้แค่ลมหายใจ ไกลแต่ไม่เกินเอื้อม The Everest Base Camp  

เรื่องราวมันเกิดขึ้นหลังจากได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง “นั่งรถไฟไปหลังคาโลก” (ที่เป็นกระทู้แนะนำในพันทิพนี่แหละค่ะ) เป็นเรื่องราววัยรุ่นไทยเรียนจบใหม่ๆ ออกไปไขว่คว้าหาประสบการณ์ ผ่านการเดินทางขึ้นรถไฟจากหัวลำโพงไปถึงทิเบต อ่านรอบแรก ให้หวนคิดถึงความรู้สึกตื่นตาตื่นใจของตัวเองที่ได้เดินทางออกไป “เห็น” โลกเป็นครั้งแรก เลยตัดสินใจวางแผนใช้วันหยุดยาวช่วงสงกรานต์ไปเยือนดินแดนหลังคาโลก “ทิเบต” อีกสักครั้ง คราวนี้ตั้งใจจะต้องนั่งรถไฟสายที่สูงที่สุดในโลกให้ได้ แถมไปปิ๊งไอเดียจากโปรแกรมทัวร์ที่พาดั้นด้นไปถึง Everest Base Camp อีก ทีนี้แผนการที่วางไว้เลยกลายมาเป็นรูปเป็นร่าง ทริป 11 วัน 3 โลเคชั่น ใน1 ประเทศจึงได้เริ่มขึ้นค่ะ

ฝากเพจนิด กดติดตามกันได้ค่ะ ไม่รกแน่นอนเพราะนานๆขยันที : https://www.facebook.com/ww4travel/

กดไลค์เหอะ ... อยากเจอ 555 หรือจะ Instagram: @nickywork_travel อันนี้บ้าลงรูป ใครชอบดูรูปไปกด Follow กันได้ค่า

พร้อมแล้วไปต่อกันกับภาค 3 ได้เลยค่า เอ้า ลุ๊ย!!!!

Day 8: มุ่งหน้าหาอ้อมกอดหิมาลัย – Everest Base Camp –ชมแสงสุดท้ายแตะยอดเขา Everest – พัก Rongbuk Hotel สัมผัสความเย็นติดลบ 15 องศา บนความสูงเหนือน้ำทะเลกว่า 5,000 เมต

วันนี้เราเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม Manasarovar เมือง Shigatze แต่เช้าค่ะ (ก็ไม่เช้าเท่าไหร่ 9โมงแล้ว 555) ภารกิจแรกของเราคือไกด์ต้องไปทำ/รับใบอนุญาติ Aliens’ Travel Permit ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เราก็เดินทางกันต่อค่ะ

*การเดินทางมาทิเบต ใช้บริการของ Tibet Vista - ที่ช่วยอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง รวมถึงใบอนุญาติ (Permit) ต่างๆ การเดินทางในทิเบตจนถึง Everest Base Camp เราต้องมีใบอนุญาติทั้งหมด 3 ใบ (นอกเหนือจากวีซ่าจีนที่เราต้องทำเองนะคะ)

1. Tibet Travel Permit

2. Frontier Pass

3. Aliens’ Travel Permit

และถ้าใครจะไป Hiking หรือ Trekking ก็จะต้องทำเรื่องขอใบ Mountaineering License อีกต่างหาก

http://www.tibettravel.org/tibet-travel-permit/permits-mt-everest.html

จุดแรกของวันเราประเดิมด้วย ความสูงระดับ 4,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล Tso La Pass -

ตามมาด้วย Gyatso La Pass ที่ความสูง5,248 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล

- ประตูสู่เอเวอร์เรสท์ - ประตูสู่อุทยาน Qomolangma มารดาแห่งสวรรค์ ของชาวทิเบต (หรือ Sakaramata มารดาแห่งมหาสมุทร ของชาวเนปาล และ Everest ของชาวโลก)

จากนั้นก็เข้าสู่ความหรรษาของถนนที่คดเคี้ยววนไปวนมา ใครหลับได้หลับ ใครหลับไม่ลง ก็ยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปรัวๆ สนุกจะตาย 555

และจุดสูงสุดของเราในวันนี้ Gawu La Pass ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 5,198 เมตร จากจุดนี้เราจะสามารถมองเห็น เทือกเขาหิมาลัยและยอดเขาทั้ง 5 ของ Himalayas Range.

จากซ้ายไปขวา Makalu(8463m), Lhotse(8516m), Mt. Everest (8844.43m) and Cho Oyu (8201m) และ Shishapangma (8012m).

และเจ้าถิ่นผู้มีที่อยู่อาศัยเหนือระดับน้ำทะเลสูงถึง 5,198 เมตร - ดูมีความสุขกับสายลมและแสงแดดมาก (สุนัขที่นี่ส่วนใหญ่ขนฟูและเป็นมิตรค่ะ แต่ระวังเจ้าถิ่นแง่บเข้าให้บ้างก็ดี เลือดไหลบนนี้ดูจะไม่ใช่ไอเดียที่ดีนัก แหะๆ)

วันนี้อากาศไม่เอื้ออำนวย ยอดเขาเอเวอร์เรสท์ มีความขี้อาย แอบอยู่ใต้เมฆค่ะ ...

แต่ไม่เป็นไร วันนี้เราจะได้ไปอยู่ใกล้ๆ เห็นกันได้เต็มๆตาแน่นอน

มองสุดสายตา ... แค่มองไกลๆ ยังมีความสุขขนาดนี้ ...

มีขึ้นก็ต้องมีลงเนอะ... วนลงไปรัวๆ คนขับรถเก่งมาก มีความเชี่ยวชาญในทุกโค้ง ... เพลิน ...

ถนนพับผ้า ... พับไปพับมา ... พอๆกับขาขึ้น

แวะทักทายกับเจ้าถิ่นผู้ครองถนน - จะทุ่มนึงแล้วได้เวลาเลิกงานของพวกแพะแกะเหมือนกัน - กลับบ้านกัน กลับบ้านกัน

หลังจากพับไปพับมากับถนนอันคดเคี้ยว เราก็มาถึง Rongbuk แล้ว เย่ ในที่สุด! การเดินทางกว่า 3,000 กม. เพื่อจุดมุ่งหมายของเรา ภูเขาเอเวอร์เรสท์

ที่พักของเรา ในค่ำคืนอันเหน็บหนาวนี้ Rongbuk Hotel (Guesthouse) โรงแรมที่คิดว่าเป็นที่พักที่สูงที่สุดแล้วในชีวิตนี้ 5,150 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล- ช่วงที่เราไปพวกเต๊นท์ที่เป็นเกสท์เฮ้าส์ ยังตั้งไม่เสร็จค่ะ เลยได้พักที่โรงแรมแทน

ห้องสำหรับ 5 คน ที่นอนหมอนผ้าห่มสะอาดสะอ้านดี มีกระติกน้ำร้อนให้เราไปเติมน้ำได้ฟรีที่ห้องอาหาร ส่วนห้องน้ำ (ห้องส้วม) อยู่ด้านหลังส่วนของห้องพัก เป็นห้องน้ำแยกหญิง-ชายแต่เป็นแบบเปิดค่ะ คือ ซอยเป็นช่องเล็กๆ มีหลุมสี่เหลี่ยมอยู่ใช้สำหรับถ่ายหนักถ่ายเบา เอาเป็นว่านั่งลงปุ๊บคนเดินผ่านยกมือทักทายกันได้ (ฮา)

ปล.ไม่มีรูปมาให้ดู ..เกรงใจคนใช้บริการห้องน้ำค่ะ  แหะๆ

วิวพันล้าน จากหน้าต่างห้องนอนของเราค่ะ - วิวเอเวอร์เรสท์-

เรามาถึงราวๆ 2 ทุ่มค่ะ แต่ฟ้ายังไม่มืด เลยได้โอกาสออกไปเก็บภาพยามเย็น (หรือค่ำ?) น่าเสียดายที่วัด Rongbuk ปิดซ่อม เราเลยอดเข้าไปไหว้พระด้านใน ได้แต่ยืนถ่ายรูปอยู่ด้านนอก

ฟ้ายังปิด เมฆยังบดบัง ... ได้แต่มองจ้องไปแล้วอธิษฐาน ขอให้พรุ่งนี้อากาศดี เพี๊ยง!

*ความโชคดีของเรา*

ก่อนมา เราได้ศึกษาข้อมูลความทรมานในการนอนพักค้างคืนที่ตีนเขาเอเวอร์เรสท์ ทั้งความกดอากาศ ความขาดอ๊อกซิเจน และที่สุดคือความหนาวแบบสุดติ่งกระดิ่งแยคส์ ติดลบ เลข 2 ตัว ที่ทำให้เรารู้สึกครั่นคร้าม

แต่ แต่ แต่ พระเจ้าก็เมตตาเรา ไกด์ของเราเสกผ้าห่มไฟฟ้า สำหรับปูนอนมาให้ เป็นของ Tibet Vista โดยเฉพาะ รู้สึกขอบคุณทั้งไกด์และขอบคุณผ้าห่มไฟฟ้า ที่ทำเราร้อนเหงื่อแตกถึงกับถีบผ้าห่มออกจากตัวบ้างบางโมเมนท์ในช่วงที่อากาศหนาวเย็นยะเยียบในค่ำคืนนั้น อ๊อกซิเจนกระป๋องทางไกด์ก็มีจัดเตรียมไว้ให้เผื่อฉุกเฉินรวมถึงถังใหญ่แบบที่ใช้ในโรงพยาบาลก็มี แต่โชคดีสำหรับแก๊งค์เรา ไม่มีใครป่วยจนต้องใช้อ๊อกซิเจนเลย มีความสุขกับผ้าห่มไฟฟ้ามาก หลับๆตื่นๆบ้างเพราะลมแรงมาก คอยพัดประตูตลอดคืน แต่โดยรวมถือว่านอนหลับได้สบายค่ะ

(มีเสียงกรนของเพื่อนร่วมห้องบ้าง ศรีทนได้-ทนไม่ได้ศรีก็ต้องทนให้ได้ 555)

Day 9: ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ Everest Base Camp ความทรงจำที่ดีทีสุดอีกครั้งกับยอดเขาเอเวอร์เรสท์ – เดินทางกลับสู่เมืองชิกาซส์ (Shigaze)

ตื่นแต่เช้า ล้างหน้าแปรงฟัน วิ่งไปเข้าห้องน้ำ ก่อนที่คนจะพลุกพล่าน เงยหน้ามองด้านหลังของโรงแรมเจอพระจันทร์กลมสวย ฟ้าใสแจ๋วผิดกับเมื่อวาน วันนี้เราโชคดี

เดินท่อมๆท่ามกลางความหนาว ออกมาพบเจอมารดาแห่งสวรรค์ (ของชาวทิเบต) เทพธิดาแห่งมหาสมุทร (ของชาวเนปาล)

กระเถิบเข้าใกล้เธออีกนัด (ไกด์สั่งห้ามไม่ให้เดินเลยเต๊นท์สีเขียว) เราเลยได้แต่เดินไปมาถ่ายรูปเล่นแถวหน้าโรงแรม (หนาวมากกก)

จากนั้นเราก็นั่งรถ หรือจะเลือกเดินไปก็ได้ค่ะ ระยะทางประมาณ 4 กม. ไกด์จะพาเดินเริ่มสตาร์ทจากจุดเต๊นท์เกสท์เฮ้าส์ (ซึ่งอยู่ห่างจากRongbuk Hotel ไปประมาณนั่งรถ 3 นาทีถึง) ใช้เวลาเดินประมาณ 1-1.30 ชมใ แล้วแต่ความฟิตของแต่ละบุคคล เส้นทางเป็นการเดินบนถนนลูกรังเดียวกับถนนที่รถใช้ และมีความราบเรียบไปถึงลาดชัน ความยาก นับว่าไม่ยากเลย แต่พอบวกความสูงและความหนาวเข้าไป ถือว่าทรหดใช้ได้เลยค่ะ

พอมาถึง ส่วนที่เป็น Everest Base Camp (ความสูง 5,200 เมตร) เราผิดหวังเล็กน้อย เพราะป้ายที่เคยอยู่ มันได้จากเราไปแแล้ว เหลือแค่ป้ายหินเล็กๆสลักว่า Qomolangma Base Camp - แต่อย่ากระนั้นเลยค่ะ ปีนขึ้นเนินเขาเล็กๆ สูงสัก 100เมตรนิดๆได้ แล้วไปถ่ายรูปกันดีกว่า

ยอดเขาเอเวอเรสต์ เป็นยอดเขาหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเกิดจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียนและแผ่นเปลือกโลกอินเดีย ในทางภูมิรัฐศาสตร์ ยอดเขาเอเวอเรสต์ถือเป็นจุดแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศเนปาลและทิเบต โดยชาวเนปาลเรียกยอดเขาเอเวอเรสต์ว่า สครมาตา (ภาษาสันสกฤต: सगरमाथा หมายถึง มารดาแห่งมหาสมุทร) ส่วนชาวทิเบตขนานนามยอดเขาแห่งนี้ว่า โชโมลังมา (จากภาษาทิเบต: Qomolangma จูมู่หลั่งหม่า (珠穆朗玛) หมายถึง มารดาแห่งสวรรค์)

ชื่อยอดเขาเอเวอเรสต์นั้น ตั้งโดย เซอร์แอนดรูว์ วอ นักสำรวจประเทศอินเดียชาวอังกฤษ เพื่อเป็นเกียรติแก่ เซอร์จอร์จ อีฟเรสต์ นักสำรวจประเทศอินเดียรุ่นก่อนหน้า (คำว่า Everest นี้ คนส่วนมากอ่านออกเสียงเป็น เอเวอเรสต์ ขณะที่เซอร์จอร์จอ่านออกเสียงชื่อสกุลของตัวเองว่า อีฟเรสต์) ซึ่งก่อนหน้านั้นนักสำรวจเรียกยอดเขาแห่งนี้เพียงว่า ยอดที่สิบห้า (Peak XV)

คนทั่วไปจดจำชื่อเอเวอเรสต์ได้ในฐานะยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก แต่สำหรับชาวเชอร์ปา (Sherpa) และนักปีนเขา (climber) บางคนแล้ว ยอดเขาเอเวอเรสต์ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดที่สูงที่สุดบนพื้นโลกเท่านั้น หากยังเป็นจุดหมายสูงสุดในชีวิตพวกเขาด้วย การไปให้ถึงยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่เมื่อยอดเขาเอเวอเรสต์ถูกพิชิตได้ นั่นหมายความว่าขีดจำกัดของมนุษยชาติได้เพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว

(ข้อมูลจากwikiค่ะ)

เราเกร่อยู่บนยอดเขาเล็กๆนั้นได้ไม่นานค่ะ หนาวจนไม่รู้สึกถึงปลายนิ้วมือนิ้วเท้า ต้องกระกระสนลงมาหาความอบอุ่นจากฮีทเตอร์ในรถที่คุณพี่คนขับเปิดไว้รอ ... หนาวมากกกก

แต่พออุ่นสักพักก็ออกไปแต๊ดแต๋ถ่ายรูปต่อค่ะ รู้สึกดี กับลมหายใจเข้าและออกของตัวเอง อยากอยู่ตรงนี้นานๆ

อธิษฐาน ขอให้ได้กลับมาอีก ... เพี๊ยง

เราใช้เวลาตักตวงความสุขที่ Everest Base Camp ราวๆ 2 ชั่วโมงกว่าค่ะ จากนั้นเราก็พร้อมที่จะกลับลงมากันแล้ว ใช้เส้นทางเดิมค่ะ นั่งรถทั้งวันเพื่อกลับไปนอนค้างคืนที่เมือง Shigatze

ขากลับได้แวะถ่ายรูปกับเทือกเขาหิมาลัยและขวัญใจของเราอีกรอบหนึ่ง ... อยากให้โฟกัสที่ถนนพับผ้า ไปก็โค้งกลับก็โค้งงงไม่มีโกง 555

ความทรงจำ ที่จะมีอายุยาวนาน อีกหนึ่งบทของหน้ากระดาษบันทึกการเดินทางในชีวิต "เอเวอร์เรสท์"

เรากลับมาค้างคืนที่เมือง Shigatze อีก 1 คืนค่ะ ความจริงแล้วระยะทางอาจไม่ได้ไกลมากหากนับเป็นกิโลเมตร แต่ที่เราใช้เวลาเดินทางทั้งวันนั้นเป็นเพราะว่า Speed Limit ของทิเบตนั้น บางจุดแค่ 30-40 กม./ชั่วโมง แถมมีระบบจับเวลาและGPS ติดตามรถแต่ละคัน (ของบริษัททัวร์) เพื่อความปลอดภัยและถูกกฎหมาย เวลาที่คนขับเร่งความเร็วเกินกำหนดบางครั้ง เราจะได้ยินเสียงเดือนจากเครื่อง GPS ด้วยค่ะ

Day 10: วัดTashilunpo Monastery – เดินทางกลับสู่เมืองลาซาผ่านเส้นทางชมแม่น้ำพรหมบุตรคนละทางกับขามาแต่หิมะตกตลอดทางเลยอดชมวิว

วันนี้เราได้แวะวัด Tashilunpo Monastery วัดใหญ่ 1 ใน 6 วัดสำคัญของทิเบตพุทธนิกายหมวกเหลือง

Tashilhunpo Monastery  (จ๋าสือหลุนปู้ซื่อ) วัดแห่งนี้สร้างขึ้นโดยดาไลลามะองค์ที่ 1 ซึ่งเป็นศิษย์เอกของพระอาจารย์จงคาปา ในปีค.ศ.๑๖๐๐ ต่อมา องค์ปันเชนลามะที่ 4 ได้ขยายตัววัดให้กว้างขวางขึ้น จนในปีค.ศ.1713 ปันเชนลามะองค์ที่ 5 ได้รับตำแหน่งจากจักรพรรดิจีน วัดนี้จึงเป็นวัดประจำขององค์ปันเชนลามะ เป็น 1 ใน 6 วัดที่สำคัญของทิเบต

นามของวัดในภาษาทิเบตแปลว่า "Heap of Glory" หรือ เปี่ยมไปด้วยความรุ่งเรืองไพศาล วัดนี้ถือเป็นวัดสำคัญของทิเบต ด้วยเป็นที่ประทับของ ปันเชนลามะ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญรองลงมาจากท่านดาไลลามะ

ที่วัดนี้ถึงแม้ว่าอาคารหลายแห่งจะถูกทำลายไปในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมถึง 2 ใน 3 ส่วน แต่ก้ได้รับการบูรณะกลับคืนมาจนสมบูรณ์

มีสถานที่สักการะศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญ โดยเฉพาะ พระพุทธรูปพระศรีอารยเมตไตยทองขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร มีความสูงถึง 26.2 เมตร (ทองคำหนัก 280 กก.) หรือ สถูปทองคำของท่านปันเชนลามะองค์ที่ 4 ที่มีความสูงถึง 11 เมตรและใช้ทองคำกว่า 110 กก.

ที่กล่าวมาล้วนอยู่ภายในวิหาร หากต้องการถ่ายภาพจำต้องบริจาคเงินให้แก่วัด เป็นจำนวนตั้งแต่ 70หยวนไปถึง 100++หยวน (หลายๆวิหารรวมกัน คาดว่าจะได้ค่าทริปอีกรอบพอดี)

ด้วยความเคารพจึงได้แต่ยกมือพนมไหว้แล้วจากมาถ่ายภาพด้านนอกอย่างสงบค่ะ

เราเดินทางฝ่าหิมะกลับถึงลาซาราว ทุ่มนึง - หาข้าวกินแล้วก็สลบอยู่ที่โรงแรมเลยค่ะ 555 แพคกระเป๋า เตรียมเดินทางกลับบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น

Day 11: ออกเดินทางแต่เช้าตรู่สู่สนามบิน Lhasa Gongga – ไฟลท์มาถึงเฉิงตู ต่อเครื่องกลับกรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ เย่!

วันสุดท้ายของการเดินทาง - ออกจากลาซาแต่เช้ามากกก เพราะสนามบินอยู่ห่างจากตัวเมืองราว 60 กม. ใช้เวลาคร่าวๆประมาณ 1 ชั่วโมง

เราเดินทางกลับจากลาซาโดยสายการบิน Sichuan Airlines ด้วยว่ามันเช้ามากเลยไม่ได้ถ่ายรูปใดๆมาเลย ขออภัยมา ณ ที่นี้ค่ะ แต่โดยรวมคุณภาพโอเค ไม่มีข้าวเช้าเสิรฟมีแค่บิสกิตกับน้ำ 1 ขวด มีจอด้วยนะคะ แต่ไม่ยักกะแจกหูฟัง 555

ไฟลท์ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง ก็มาถึงเฉิงตูค่ะ

เราก็ลากกระเป๋าจากDomestic Terminal มาที่ International Terminal ไม่ไกลเลย เดินแป๊บเดียวมีทางเชื่อมถึง

กลับถึงบ้านปลอดภัยด้วยสายการบินแห่งชาติ การบินไทยนี่ได้รับความนิยมจากพี่น้องชางจีนมากมายอุ่นหนาฝาคั่ง จนบางครั้งลืมไปเลยว่าอยู่บนเครื่องการบินไทย 555 แต่ประทับใจการบริการเช่นเคยค่ะ เลิฟๆ

*ขอจบการรีวิว ทริปตามฝันในครั้งนี้ พร้อมย้ำเตือนตัวเองกับคำสัญญาในสายลมว่าจะกลับไปอีกแน่นอนค่ะ THE EVEREST*

ฝากเพจนิด กดติดตามกันได้ค่ะ ไม่รกแน่นอนเพราะนานๆขยันที  https://www.facebook.com/ww4travel

กดไลค์เหอะ ... อยากเจอ 555

หรือจะ Instagram: @nickywork_travel อันนี้บ้าลงรูป ใครชอบดูรูปไปกด Follow กันได้ค่า

ความคิดเห็น