เที่ยว Leh Ladakh ตามรอยหนัง Three Idiots รีวิวโดย Sa.isaround

ช่วงปี 2015 เป็นช่วงที่เพิ่งเรียนจบจากรั้วมหาวิทยาลัยและเป็นช่วงที่เคว้งคว้าง หาตัวเองไม่เจอ ไม่รู้จะทำงานอะไรและไม่รู้ว่าจะได้งานไหม Throw back into 2015, I just graduated from university. It was a stress, I could not know where should I go? What should I do? เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่แม้จะมีพ่อ

เที่ยว Leh Ladakh ตามรอยหนัง Three Idiots

เที่ยว Leh Ladakh ตามรอยหนัง Three Idiots

 วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เวลา 14.05 น.

 วันที่เดินทาง 15 ก.ค. 2558


ช่วงปี 2015 เป็นช่วงที่เพิ่งเรียนจบจากรั้วมหาวิทยาลัยและเป็นช่วงที่เคว้งคว้าง หาตัวเองไม่เจอ ไม่รู้จะทำงานอะไรและไม่รู้ว่าจะได้งานไหม

Throw back into 2015, I just graduated from university. It was a stress, I could not know where should I go? What should I do?




เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่แม้จะมีพ่อแม่เลี้ยงอยู่ที่บ้านช่วงนั้น ตื่นสาย มีคนทำกับข้าวกินแต่ก็ทำให้เครียดพอตัว วันว่าง ๆ ก็นั่งดูหนังบ้างคุยกับเพื่อนบ้าง มีวันหนึ่งเพื่อนส่งลิงก์หนังมาให้บอกว่าสนุกดี ว่าง ๆ ก็ลองดู แถมเกริ่นเพิ่มมาให้ว่าเป็นหนังอินเดีย สิ่งแรกที่คิดขึ้นมาก็คือ ผู้หญิง ผู้ชายยืนเต้นส่ายสะโพกอยู่หลังเสา เอียงคอไปมาแถมจบลงที่ว่ากลัวจะดูไม่รู้เรื่องหรือจะว่าอคติก็ได้ ทำให้โยนลิงก์หนังเรื่องนั้นทิ้งไป และหันมาใช้เวลากับการหางาน โปรยใบสมัคร จนเวลาผ่านไปเพื่อนก็มาถามเรื่องหนังที่ส่งมาให้ว่าเป็นยังไงบ้าง เราก็ตอบไปตรง ๆ เลยว่า “ยังไม่ได้ดู” เพื่อนก็งอนตุ๊บป่อง เพราะไม่มีใครคุยวิเคราะห์หนังกับนาง เลยบอกว่าเดี๋ยวจะรีบดูเพื่อตัดความรำคาญ

I haven’t had job and still stay with my family. Wake up late and be lazy is a part of my daily life. It sounds good but not at all. I spend my day by finding a job, talking with my friends or watching movies. One day, my friend sent a movie link to me and told me that is India’s movie. My first though is a man and a woman are dancing behind the tree like hide and seek and better I should focus on finding a job. After she knew that I did not watch, then I watch for her.




หนังเรื่องนั้นชื่อว่า Three Idiots ใครเคยดูคงร้อง อ๋อ แต่จุจุไว้ก่อน

The movie name “Three Idiots” [If you already watched, do not spoil to others]



หนังเปิดตัวด้วยผู้ชายอินเดีย “ฟาราห์น”นั่งอยู่บนเครื่องบิน ซึ่งกำลังจะออกเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง แต่หลังจากนั้น ฟาราห์น คนนั้นก็ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลหนึ่ง หลังจากวางสายฟาราห์นก็พยายามลงจากเครื่องบิน เพื่อไปรับ “ราจู” เพื่อนอีกคนหนึ่ง และบอกว่า “ชาเตอร์” (เพื่อนที่มองว่าการศึกษาคือการท่องจำ และคือการแข่งขัน) เจอ “รานโช” หรือตัวเอกของเรื่องแล้ว แต่พอไปถึงยังสถานที่นัดพบ ก็ไม่เจอ รานโช แต่อย่างใด แต่ชาเตอร์ ทราบเบาะแสที่อยู่ของรานโช ทั้งสามจึงเริ่มออกเดินทางเพื่อไปตามหาเพื่อนที่รัก “รานโช”

The movie debuted with an Indian man. "Farah" sitting on the plane which is about to depart somewhere but after that, Farah received a call from one person. After hanging up, Farah tried to get off the plane to pick up another friend "Raju" and said "Chatter" met "Rancho" But when he arrived at the meeting place, he didn't meet Rancho at all, but Charter knew where is Ran Cho. Then three people start the trip to look for their beloved friend "Rancho".



ระหว่างทางฟาราห์น ได้นึกย้อนกลับไปเมื่อสมัยเรียน ซึ่งหนังได้สะท้อนถึงระบบการศึกษา ภาวะสังคม การแข่งขัน ระบบการนับหน้าถือตา และครอบครัว ไว้ได้อย่างลึกซึ้ง

On the way to visit Rancho, Farah Thought back to school days which the film reflects deeply about the education system, social conditions, competition, and family



หนังได้สะท้อนหลายแง่มุมของภาวะทางสังคม และอำนาจการต่อรองไว้ในหลายบริบท ถ้าคุณมีเงิน คุณจะมีอำนาจการต่อรองมากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว ดังที่แสดงในหนังตอนที่ผ.อ. ไวรัส หรือ ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัย ชายที่อุทิศตนให้กับความรู้ และการแข่งขันทางการศึกษา จนละเลยความเป็นครู และขาดการชี้แนะแก่นักศึกษาไป พยายามกลั่นแกล้งรานโช โดยการให้ฟาราห์นและราจู เพื่อนรักของรานโช เลิกคบโดยการส่งจดหมายไปยังครอบครัวของ 2 คน โดยที่ไม่สามารถส่งจดหมายไปยังพ่อของรานโช เพื่อตักเตือนได้เพราะพ่อมีเงินบริจาคให้กับทางมหาวิทยาลัยจำนวนมาก

The movie reflects many aspects of social conditions. If you have money, you will have power than others as shown in the movie when the director Virus or university director [A man who dedicated to knowledge and the educational competition until neglecting being a teacher, lacking guidance for students] tried to bully Rancho by giving letter to Farah and Raju’s family, But director cannot send the letter to Rancho's father to warn because his father has donated a lot of money to the university.



การสะท้อนมุมมองของการศึกษา และระบบการแข่งขัน ที่ทุกคนต้องท่องจำ เป็นนกแก้ว นกขุนทองตามตำรา เมื่อตอบตามที่ท่องจำก็จะได้เกรดดี แต่ถ้าตอบนอกเหนือจากหนังสือ ก็จะถูกหักคะแนน เหมือนตอนที่อาจารย์ถามนักศึกษาว่า เครื่องจักรคืออะไร รานโช นั้นอธิบายโดยใช้ภาษาที่เรียบง่ายซึ่งแตกต่างจากในตำรา กับโดนว่าและไล่ออกจากห้อง

The education perspective, the competition system is also shown in the movie that every student will get good grades, if they answer like copy in book. But it will be wrong, if students answer anything else like when the teacher asked students “What is the machine?” Rancho is described using a simple example that is different from the textbook but teacher does not understand what did he says and end up with kick him out of classroom.



การแต่งงานแบบคลุมถุงชน เพื่อยกระดับฐานะของทางบ้าน ความตึงเครียดจากการศึกษาและอัตราการฆ่าตัวตายเนื่องจากการเรียนที่เพิ่มสูงขึ้นในอินเดีย ความกดดันทางสังคมที่แสดงจากผู้ชายต้องเรียนวิศวะและผู้หญิงต้องเรียนหมอ ความเป็นใหญ่ของผู้ชาย และความคาดหวังทางครอบครัว มิตรภาพ และการตามหารัก ได้ถูกแทรกและฉายในหนังเรื่องที่อย่างกลมกล่อม

Arranged marriage is normal norm in India to upgrade the status of family, even it is hard for children’s heart. The movies also shown about Educational tensions and suicide rates in India. The social pressure that shows that men need to study engineering and women need to study doctor’s degree. Masculinity And family expectations, friendship, and finding love was inserted in the movie deeply.





"หากคุณไม่มีปริญญา คุณก็ไม่มีงานดีๆ ไม่มีภรรยาดีๆ ไม่มีเครดิตการ์ด และไร้ตัวตนในสังคม"

ก็ยังคงเป็นวลีเด็ดจากหนังที่สะท้อนสภาพกรอบของสังคมได้เป็นอย่างดี

"If you do not have a degree You don't have a good job. No good wife No credit card and without an identity in society"

It will be a best phrase from the movie that reflects the mindset of society


.

ในเรื่องยังมีบทเพลงเพราะ ๆ อาทิ Give me some sunshine หรือ All is well ซึ่งเป็นเพลงติดหูที่ผู้เขียนชอบมาจนถึงทุกวันนี้

In the story there are also beautiful songs such as Give me some sunshine or All is well, which is a catchy song that the author has loved until this day.



เราจะไม่ขอบอกว่าตอนจบของหนังเป็นยังไง แต่เพราะสถานที่ถ่ายทำตอนสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ทำให้เราถึงกับต้องมนต์สะกด หลังจากหนังจบก็รีบเปิดถามพี่กู๋ว่าสถานที่ถ่ายทำจากหนังเรื่องนี้คือที่ไหน และพี่กู๋ก็บอกเราว่าที่นั้น คือ Leh Ladakh

We won't say what the ending of the movie looks like. But because the shooting location for the last part of this movie made inspiration to us like get a spell. After the movie ended, I googled where the filming location from this movie is. And it was Leh Ladakh.





เราเก็บภาพวิวนี้ไว้ในใจและตั้งปณิธานว่า เมื่อไรที่เก็บเงินได้ มีงานทำ เมื่อนั้นเราจะตีตั๋วไปอินเดีย

I keep this dream and set target that one day, If I have a job, I will go there.



หลังจากทำงานใช้เวลาเกือบปีก็สามารถเก็บเงินก้อนแรกได้ แต่ก็ต้องมาฝ่าฝันอุปสรรคด้านครอบครัว เนื่องด้วยผู้เขียนเป็นลูกสาวคนเดียว ประสบการณ์การท่องเที่ยวต่างประเทศน้อยมาก แต่อยากจะไปอินเดีย ภาพจำของครอบครัวมองว่าอินเดียอันตราย เที่ยวยาก หาของกินลำบาก เลยไม่อนุญาตให้เราไป แต่เราก็ดื้ออยู่พักใหญ่ หาเพื่อนไปร่วมผจญภัย พร้อมจองตั๋ว ไป-กลับ และแพลนเที่ยวอินเดีย 10 วัน โดยไม่ได้ไปกับกรุ๊ปทัวร์แต่อย่างใด

I spent almost a year to save some money but then I had to overcome the family obstacles because I am only child who have not much experience to travel aboard. My family thought India is a dangerous country, difficult to travel, difficult to find and eat. I had a big argument then I get permission to go. Then I asked my friend to go with me, book a round-trip ticket without going with a group tour in any way.



เราขอข้ามทริปอื่น ๆ ในอินเดียแล้วมาโฟกัสที่ Leh Ladakh พระเอกของเรื่องที่ทำให้เรามาเที่ยวอินเดียวครั้งนี้

I will skip other routes and focus on Leh Ladahk.



หลังจากนั้นเครื่องมา 5 ชั่วโมงก็ต้องเปลี่ยนเครื่องที่ Delhi เพื่อไปที่ Leh Ladakh ประมาณอีก 1 ชั่วโมง

After 5 hours in flight, we need to spend one more hour to Leh Ladahk.



การเที่ยว Ladakh นั้น ต้องขอใบอนุญาติ หรือ permit แยก ซึ่งสามารถขอได้ตั้งแต่ตอนขอวีซ่าที่สถานทูต หรือสามารถขอที่ Ladakh ได้โดยใช้เวลาประมาณ 1 วัน

Ladakh trips require a separate license or permit, which can be obtained from the visa application at the embassy. Or can request at Ladakh in approximately 1 day



ด้วยความที่เราวางแผนมาดีมากกกก (ก ล้านตัว) ทำให้เราไม่ได้ติดต่อที่พัก หารถ หรือขอ permit ไว้แต่อย่างใด เรียกว่ามาตายเอาดาบหน้า

I didn’t plan anything as well, so I need to find accommodation and everything when I arrive.



หลังจากที่ลงเครื่องที่สนามบิน Leh Ladakh จะเจอแท็กซี่มากมาย ซึ่งไม่ต้องกลัวเรื่องการต่อราคาเหมือนที่อื่น เพราะที่นี้มีคู่มือราคาแท็กซี่อยู่ เราได้พูดคุยและขอให้ทางคนขับพาเราไปหาที่พัก ซึ่งคนที่นู่นน่ารักมาก พาเราไปหาที่พักหลายที่ โดยที่ไม่มีการขอเงินเพิ่ม หรือเรียกร้องอะไรแต่อย่างใด หลังจากนั้นเราก็ได้ที่พักห้องน่ารัก ราคาไม่แพงไว้ให้นอน พอได้ที่พัก เราก็ได้มีการพูดคุยกับทางเจ้าของที่พักเพื่อเรียกแท็กซี่ และคุยรายละเอียดเรื่องเส้นทางในการเที่ยวสำหรับวันพรุ่งนี้และได้ไปติดต่อร้านทัวร์เพื่อทำ permit ไปเที่ยวที่ Leh Ladakh

After getting off at Leh Ladakh Airport, you will find many taxis which doesn't have to be afraid of bargaining like other places. Because there is a taxi price guide. We spoke and asked the driver to take us to find accommodation. People there are very nice. They took us to many places without requesting additional money. After that, we got a lovely room to stay which is not expensive. Once we get to the accommodation, we talk to the owner to call a taxi. Then talked about travel routes for tomorrow and contacted a tour shop to make a permit to travel to Leh Ladakh.



เราตื่นแต่เช้าจัดเตรียมข้าวของ เพราะเส้นทางที่เราจะไปนั้นต้องค้างคืนหนึ่งวัน พี่คนขับผู้ชำนาญทางพาเราค่อยไต่ขึ้นเขาไป พร้อมกับจังหวะเพลงและหัวที่โยกไปมา เนื่องทางเส้นทางขรุขระทำให้ร่างกายเราโยกไปมาตลอดเวลา เมื่อมองออกไปด้านนอกจะเป็นเส้นทางเรียวเล็กที่ทำให้ฉงนว่ารถสวนกันได้อย่างไร และแสงแดดพร้อมวิวอันเพลินตา ขอแนะนำว่าอย่าเช่ารถยนต์ขับเองเนื่องจากเส้นทางค่อนข้างอันตราย อาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

We got up early to prepare things. Because the route that we were going to spend one day. The driver who has expertise drive us to the hill. My head was swaying back and forth due to the rough path.



อากาศค่อนข้างหนาวถึงแม้จะเป็นช่วงเดือนกรกฎาคมที่เป็นช่วงหน้าร้อน และแม้เวลาจะผ่านมาจนเกือบหนึ่งทุ่มแล้ว แต่ฟ้าก็ยังสว่างอยู่ และเนื่องจาก เลห์ ลาดักเป็นพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลค่อนข้างมาก อาจจะมีผลทำให้เราปวดหัว คลื่นไส้ เพราะออกซิเจนในร่างกายจะลดน้อยลง ซึ่งเป็นเป็นอาการที่เรียกว่า Altitude sickness เพราะฉะนั้นใครที่ไปที่ลาดักควรพกยา Diamox (ยาตัวนี้มีผลข้างเคียงทำให้มือชาเล็กน้อย) โดยต้องทานล่วงหน้าก่อนไปอย่างน้อยหนึ่งวันก่อนไป และที่สำคัญนอนให้เพียงพอและงดแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดกับตัวเรา ดูแลตัวเองให้ดี เที่ยวให้ปลอดภัยคือดีที่สุด

Weather was getting cold even it was summer. Leh Ladakh is a high area above sea level. May result in nausea in our head because the oxygen in the body will decrease. It is a symptom called Altitude sickness. Anyone who goes to Ladakh should carry Diamox which must be taken in advance at least one day before. And most importantly, get enough sleep and do not drink alcohol to prevent the risk that may occur to us.



สถานที่ที่เราตั้งใจมาคือ Pangong lake หรือฉากสุดท้ายของ three idiots ต้นเรื่องที่จุดประกายทำให้เกิดทริปนี้ ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก น้ำที่สะท้อนให้เห็นวิวทิวทัศน์ เหมือนเรากำลังมองกระจกที่ส่องโลก ประกายจากน้ำ และท้องฟ้า พร้อมก้อนเมฆสีขาวนวล รายล้อมด้วยภูเขาสีเทาน้อยใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะบางส่วนที่ยังไม่ละลาย เป็นภาพที่ทำให้เราเกือบหยุดหายใจ วินาทีนั้นรู้สึกขอบคุณทุกอย่าง ขอบคุณเพื่อนร่วมทริป และครอบครัวที่ทำให้เรามาเห็นภาพตรงนี้ อยากจะบอกว่าแม้ภาพที่เห็นจะสวยเพียงใด หรือใช้คำพรรณนาสวยหรู ก็ไม่สามารถบรรยายสิ่งที่เห็นด้วยตาตัวเองได้เลย

Pangong Lake is the last scene that appear at Three idiots which inspire us to come here. This place is the highest saltwater lake in the world. Water in the lake was reflecting the scenery Like we were looking at a mirror of the world. Sparkling from the water and the sky with white clouds Surrounded by gray mountains makes us almost stop breathing. That moment I felt thankful for everything. Thanks to my trip buddies and family that let me here to experience and see this amazing view.



อีกสถานที่ที่เราได้มาคือ Tsomoriri lake เป็นทะเลสาบที่คนมาเที่ยวน้อยกว่า Pangong lake แต่คนพาเที่ยวเราบอกว่าเป็นทะเลสาบที่สวยกว่า Pangong lake เยอะมาก เราเลยตัดสินใจมาที่นี้ ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้มีความสูง 4,522 เมตร (14,836 ฟุต) มันเป็นทะเลสาบที่สูงที่สุดในอินเดียและ Ladakh ทะเลสาบไม่มีทางออกและน้ำกร่อย ที่นี่คนไม่เยอะมาก สงบ และเราต้องพักที่นี่ 1 คืน เป็น 1 คืนที่เงียบสงบและเหน็บหนาว เราตื่นเช้าพร้อมแสงอาทิตย์ที่สาดเข้ามาในห้อง ภาพเบื้องหน้าที่พัก มีเด็กและชาวบ้านอาบน้ำกันอยู่ด้านนอก นักท่องเที่ยวเริ่มเก็บของและเตรียมตัวเดินทางกันต่อ

Tromoriri lake is another place that we visited which at an altitude of 4,522 m (14,836 ft). It is the largest of the high-altitude lakes entirely within India and entirely within Ladakh in this Trans-Himalayan biogeographic region. The water is brackish though not very perceptible to taste. This place is very peaceful. We have to stay here for 1 night. It is a night that so quiet and cold. We woke up early with the sunlight through the window. Outside have many children were taking a shower. We packed stuffs and ready to continuous our trip.



การมาเที่ยวครั้งนี้ไม่ได้สะดวกสบาย ต้องนั่งรถเป็นเวลานาน อาหารการกินแตกต่างจากเมืองไทย อากาศเหน็บหนาวยาวค่ำคืน สภาพภูมิประเทศที่ทำให้เราอาจป่วยหรือไม่สบายได้ตลอดเวลา แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าที่เราได้ออกจากกรอบการดำเนินชีวิตที่แสนวุ่นวาย ฝุ่น ควัน มลภาวะที่บดบังความงดงามของธรรมชาติที่แท้จริง การปลีกตัวและใช้ชีวิตในอีกรูปแบบที่แตกต่าง ทำให้เรารู้ว่าโลกนั้นกว้างใหญ่เพียงใด

This trip was not comfortable. We have to sit in the car for a long time. food is so different from Thailand. The weather was so cold. It can cause us to get sick all the times. But it is a good time to get out of the busy lifestyle, dust, smoke, pollution that obscures the true beauty of nature. Separating and living in different places made me understand how big the world is.



สำหรับใครที่สนใจจะมาเที่ยวยังสถานที่แห่งนี้ ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศและสังคม สภาพการเมืองในเวลานั้น (เพราะพื้นที่ของ Leh Ladakh เป็นพื้นที่มีเปราะบาง มีการประท้วงบ่อยครั้ง) และการเดินทางให้ดี เตรียมยาประจำตัวสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เตรียมตัวว่าอาจจะต้องลำบาก แต่ขอรับรองว่า ทริปนี้จะเป็นทริปที่จะทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจตัวเองมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะรักและหวงแหนธรรมชาติให้อยู่ตราบนานเท่านาน

For anyone who interested in coming to Leh. Please check the weather and Political conditions (Because Leh Ladakh is fragile area. There are frequent protests). But I certify that This trip will be a trip that will you will learn and understand yourselves better, learn to love and cherish nature surround us.



แวะมาเยี่ยมเราที่เพจ : https://www.facebook.com/Sa.isaround

หรือดูภาพเพิ่มเติม : https://www.instagram.com/sa.isaround/


ความคิดเห็น