รีวิวเที่ยวญี่ปุ่นหน้าหนาว 2020 โตเกียว เที่ยวง่าย 6 วัน 5 คืน รีวิวโดย Together Backpacker

...สวัสดีครับ..เนื่องจากในช่วงกลางเดือน กพ. ที่ผ่านมา ก่อนจะมีการระบาดอย่างหนักของโรคโควิด-19 เราได้มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่นกันมาาา หลังจากที่ก่อนหน้านี้เถลไถลไปประเทศอื่นแต่ก็ยังไม่ได้มาญี่ปุ่นซักที 555 กว่าจะได้ฤกษ์งามยามดี.. วันนี้เราก็จะมารีวิวและแบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนๆ ส่วนค่าใช้จ่ายทริปนี้เดี๋ยว

รีวิวเที่ยวญี่ปุ่นหน้าหนาว 2020 โตเกียว เที่ยวง่าย 6 วัน 5 คืน

รีวิวเที่ยวญี่ปุ่นหน้าหนาว 2020 โตเกียว เที่ยวง่าย 6 วัน 5 คืน

 วันพฤหัสที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563 เวลา 22.32 น.

 วันที่เดินทาง 12 ก.พ. 2563

...สวัสดีครับ..เนื่องจากในช่วงกลางเดือน กพ. ที่ผ่านมา ก่อนจะมีการระบาดอย่างหนักของโรคโควิด-19 เราได้มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่นกันมาาา หลังจากที่ก่อนหน้านี้เถลไถลไปประเทศอื่นแต่ก็ยังไม่ได้มาญี่ปุ่นซักที 555 กว่าจะได้ฤกษ์งามยามดี.. วันนี้เราก็จะมารีวิวและแบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนๆ ส่วนค่าใช้จ่ายทริปนี้เดี๋ยวสรุปให้ตอนท้ายอีกทีนะ…

----------------------------...ต้องเกริ่นก่อนว่า ทริปนี้เกิดจากที่ตัวผมเองได้ไปเห็นโปรของสายการบิน Vietnam Airline ซึ่งเป็น Full Service ไป-กลับ โตเกียว แค่ 8,xxx บาท จากนั้นตาก็ลุกวาว ก็เลยได้ไปชวนสมาชิกอีก 3 คน ซึ่งทุกคนก็ใจง่ายเหลือเกิน ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว 5555 จึงเกิดเป็นทริปนี้ขึ้นมา เอาละ ไปดูกันว่า เราต้องเตรียมอะไรบ้าง นอกเหนือจาก Passport ที่ต้องเตรียมอยู่แล้วนะ...
1.ตั๋วเครื่องบิน ก่อนที่เราจะตัดสินใจจอง เราก็ได้ใช้เว็บเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินต่างๆมากมายทั้ง skyscanner , google flight จนเราไปเจอตั๋วของสายการบิน Vietnam Airline ในราคา 8,830 บาท ซึ่งเป็น Full Service มีบริการเสิร์ฟอาหารบนเครื่อง โหลดกระเป๋าได้ 23 Kg. แต่ต้องไป transit ที่ฮานอยก่อน ซึ่งดูจากเวลา transit ประมาณ 3 ชั่วโมง เราก็โอเคพอรับได้ จึงตัดสินใจจองเลย โดยเราจองผ่านทางเว็บของสายการบินโดยตรง จองล่วงหน้าประมาณ 5 เดือน โดยไฟลท์ขาไปที่เราจองคือออกจากกรุงเทพฯ 1 ทุ่ม ไปถึง นาริตะ 7 โมงเช้า จะได้เที่ยวต่อเลย ส่วนขากลับก็เลือกไฟลท์ออกจากโตเกียว 10 โมง ถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 5 โมงเย็นได้ ..แต่อยากบอกทุกคนว่า รีบจองก็ไม่ได้ถูกสุดเสมอไป คือก่อนเราจะเดินทางประมาณเดือนนึง เราก็เข้ามาดู (ต้องบอกว่าไม่น่าเข้ามา) มันลดเหลือแค่ประมาณ 8,300 เองงงงงง ทำร้ายจิตใจกันเหลือเกินนนนน
2.ที่พัก หลังจากที่เราได้ตั๋วเครื่องบินแล้ว เราก็จองที่พักโดยใช้บัตรเครดิตแบบจองก่อนจ่ายทีหลังไว้ผ่าน Agoda และ Booking ซึ่งหากเปลี่ยนใจหรือเจอราคาที่ถูกกว่าก็จะสามารถยกเลิกได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งที่พักนี้เราก็เปลี่ยนจนถึงใกล้ๆวันไปเลยทีเดียว โดยทริปนี้เราพักทั้งหมด 3 ที่ ตามนี้เลย
1.) Sakura Hostel Asakusa คืนแรกเราพักแบบ Hostel โดยเราจองห้องส่วนตัวแบบ 4 คนไป ในราคา 2,410 บาท 1 คืน ห้องกว้าง ห้องน้ำรวมแต่สะอาดมากกก ใกล้วัดอาซากุสะ แต่ก็เดินไกลจาก Tokyo Metro พอสมควร
2.) Shiki-no-Yado Fujisan คืนที่ 2 เราไปพักกันที่ kawaguchiko ที่พักนี้จะอยู่ป้ายรถบัสหมายเลข 5 ราคา 1,596 บาท มีที่จอดรถ และมี Lawson ใกล้ที่พัก
3.) APA Hotel Asakusa-Ekimae กลับเข้าในเมืองเรามาพักกันที่นี่ทั้งหมด 3 คืน ราคาคืนละ 1,860 บาท ใกล้ Tokyo Metro มี Family Mart ติดโรงแรมเลย ที่พักถึงจะแคบแต่ก็ไม่ได้อึดอัดมาก และมีอุปกรณ์ให้ครบครัน
3.Sim เนื่องจากแพลนวันก่อนกลับ เราจะแยกย้ายกันเที่ยวนะ เลยซื้อซิมแยกกันเลย ที่พวกเราใช้มีทั้ง Ais Sim2Fly และ Travel Sim Asia ของ True ก็ใช้ได้ดีทั้งคู่นะ ไม่มีปัญหาอะไรเลย
4.Application ส่วนใหญ่ในโตเกียวเราจะใช้รถไฟใต้ดินหรือ Tokyo Metro กับรถไฟ JR ซึ่ง App ที่เราใช้ก็ Google Maps นี่แหละ บอกข้อมูลละเอียดมากกกกกก ทั้งชานชาลา, เวลาที่รถไฟมาถึง, ทางออกสถานีปลายทาง และช่วงเวลาไหนที่ตู้ไหนคนจะแน่น และแม่นมากด้วย
5.เครื่องแต่งกาย ช่วงที่เราไปจะเป็นหน้าหนาว ก็เอาพวกฮีทเทค, ฟลีท และก็เสื้อขนเป็ดไป ซึ่งก็เอาอยู่สบายๆ
6.แพลน เราก็ได้ทำแพลนไว้ว่าอยากไปไหนบ้าง แต่พอไปจริงๆก็ไม่ค่อยตามแพลนเท่าไหร่ คืออยากไปไหนก็ไป 555 อันนี้เป็นแพลนที่เราทำไว้

7.ประกันการเดินทาง เราไปต่างประเทศก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอะเนอะ ซื้อไว้มันก็สบายใจ ซึ่งประกันการเดินทางมีหลายเจ้าเลยลองเปรียบเทียบกันดู อันนี้แล้วแต่ทุกคนเลย แต่ของพวกเราซื้อของ Sompo ผ่านทางเว็บแล้วเขาก็จะส่งกรมธรรม์มาให้ในเมล ถ้าถามว่าของ Sompo ดีไหม เราก็ตอบไม่ได้เพราะซื้อไปแต่ไม่ได้ใช้ และก็ไม่ได้อยากใช้ ปลอดภัยตลอดทริป 5555

..มาดูสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเดินทางในโตเกียวบ้าง
1.) Tokyo Metro & Toei subway ใช้สำหรับนั่งรถไฟใต้ดินได้ทุกสายตามแผนที่ด้านล่าง
นี้เลยย โดยมันจะมีแบบ 24 ชม. , 48 ชม. และ 72 ชั่วโมง ซึ่งมันจะเริ่มนับเวลาเมื่อเราใช้บัตรครั้งแรกนะ

2.) IC Card ก็จะมี Suica กับ Passmo ซึ่งเป็นบัตรสำหรับเติมเงิน สามารถใช้ได้ทั้งรถไฟใต้ดิน , JR , ร้านสะดวกซื้อต่างๆ หรือ Locker หลายๆที่ก็ใช้ได้ สะดวกสบายสุดๆ สามารถซื้อได้ที่ตู้ตามสถานีรถไฟหรือเติมเงินก็เติมได้ที่ตู้นี้เช่นกัน 3.) JR Tokyo Wide Pass ตั๋วที่ใช้เดินทางโดยรถไฟ JR ภายในและรอบๆโตเกียว ทั้งรถไฟแบบ Local, Rapid, Express, Limited Express ไปจนถึงรถไฟ Shinkansen (บางเส้นทาง) ใช้ได้ 3 วัน ราคา 10,000 เยน หากใครจะไปดูฟูจิที่ Kawaguchiko หรือไปเล่นสกีที่ Gala Yuzawa แนะนำว่าต้องซื้อ มันคุ้มมากๆ หน้าตาตั๋วก็จะประมาณนี้

..โดย JR Tokyo Wide Pass กับ Tokyo Metro เราจะไปซื้อที่สนามบินนาริตะ ส่วน IC Card เราได้ความอนุเคราะห์จากพี่ที่งานมาอีกที ของฟรีนั่นเอง 555 และก็มีจองที่นั่งชินคันเซ็นล่วงหน้าไปก่อน โดยจองได้ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม ซึ่งจะต้องใช้บัตรเครดิตในการจองด้วย ส่วนวิธีการจองก็เว็บนี้เลย https://chillchilljapan.com/online-shinkansen-reservation/ เมื่อไปถึงสนามบินก็ใช้ JR Tokyo Wide Pass ในการรับตั๋วที่จอง จะไม่มีค่าใช้จ่าย
..เอาละ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปกันเลยยยยย

Day 0 Take off ...


.. วันที่เรารอคอยกันเนิ่นนานก็มาถึง ไฟลท์ของเรา 1 ทุ่มตรง กับสายการบิน Vietnam Airlineโดยจะต้องมาขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ เราไม่ค่อยตื่นเต้นกันเท่าไหร่ แต่มาถึงกันตั้งแต่บ่าย 3 โมงอะ 5555 เมื่อมาถึงเราก็ไปดูที่บอร์ดก่อนนะ ว่าเที่ยวบินของเราจะเปิดให้ check-in ที่ gate ไหน ก็ไป gate นั้น ซึ่งเราได้ทำ web check-in มาเรียบร้อยแล้ว แนะนำว่าให้ทุกคนทำมานะ เพราะว่าหากไม่ได้ทำ web check-in มา เราจะต้องไปต่อแถวเพื่อ check-in ก่อน แต่หากใครทำมาแล้ว ก็จะได้ไปต่ออีกแถว ซึ่งคนน้อยกว่าและเร็วกว่ามากกก เมื่อเรียบร้อยแล้วก็เข้า gate ได้เลยยยยย
…นี่เป็นเครื่องที่เราจะนั่งไปลงที่ฮานอยเพื่อเปลี่ยนเครื่องไปนาริตะอีกทีหนึ่ง


ประมาณ 6 โมงครึ่งก็ boarding ขึ้นเครื่อง ไปดูบรรยากาศบนเครื่องบินกันบ้าง ซึ่งขาไปฮานอยจะเป็นลำเล็ก ที่นั่งแบบ 3-3 ที่นั่งสบายไม่อึดอัดเท่าไหร่ และก็ออกตรงเวลา


...นั่งไปสักพักก็มาถึงสนามบินนอยไบ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนามแล้ว พอออกมาจากเครื่องเราก็เดินตามป้าย Transit ไปเลยก็จะผ่านจุดสแกนเพื่อเข้า Gate อีกรอบ จากนั้นก็รอไปจ้ะ 3 ชั่วโมง แต่ระหว่างรอเราก็เริ่มหิว ก็เลยไปจัดเฝอคนละชาม รสชาติก็ดีกว่ากินน้ำเปล่าหน่อย 555
..รอไม่นานก็ได้ขึ้นเครื่องแล้ว ตอนนี้เราก็เปลี่ยนเครื่องเป็นลำใหญ่กว่าเดิม ที่นั่งกว้าง มีจอส่วนตัว และมีบริการเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง มีไวน์ด้วยนะ ถ้าใครชอบสั่งได้เลยยยย



---------------------
Day 1 First time in Japan

---------------------

….และแล้วเราก็มาถึงซักที ประเทศญี่ปุ่นนนนน รู้สึกได้ถึงความเย็นสบาย แต่...ฝนก็มาต้อนรับเราอย่างอบอุ่น ตกแบบนี้จะเที่ยวยังไง TT



...เมื่อมาถึง เราก็เอาใบตม.ที่ลูกเรือแจกให้บนเครื่องนั่นแหละ แนะนำว่าให้กรอกตั้งแต่บนเครื่องนะ จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากรอกตรงตม. แล้วก็ผ่านด่านตม.ปกติ
...โดยสายการบินนี้จะมาจอดที่ Terminal 1 นะ จากนั้นเราก็ต้องไปซื้อตั๋วกันก่อน เดินตามป้าย Train ลงไปชั้นล่างเลย โดยตั๋วที่เราจะซื้อก็จะมี
1.ตั๋วรถไฟด่วนพิเศษ Skyliner + Tokyo subway 24 hrs. เพื่อนั่งจากสนามบินไปลง Ueno และซื้อขากลับไว้ด้วยเลย โดยเราซื้อที่เป็นแพ็ครวมกับตั๋วรถไฟใต้ดินแบบ 24 ชั่วโมง ราคา 4,780 เยน เราซื้อที่ Skyliner & Keisei Information Center ออฟฟิศใหญ่ๆสีน้ำเงิน หาไม่ยาก
2.JR Tokyo Wide Pass ซื้อที่ JR East Travel Service Center ออฟฟิศใหญ่ๆสีแดง ตอนซื้อทางพนักงานก็จะถามว่าเราจะเริ่มใช้วันไหน เขาจะระบุวันลงหลังตั๋วเราให้เลย เมื่อได้ตั๋วมาแล้วเราก็จอง reserved seat ของวันที่จะไป/กลับ Kawaguchiko ไว้ด้วย เนื่องจากกลัวว่าจะเต็ม และเราก็รับตั๋วที่เราจองที่นั่งชินคันเซ็นล่วงหน้าด้วยเลย
..หลักจากเราได้ตั๋วเรียบร้อยแล้ว ก็เดินตามป้ายไปเลย มีป้ายบอกค่อนข้างละเอียดไม่หลงแน่นอน เราไม่ได้ถ่ายรูปมาเนื่องจากเราเลือกรอบ 9 โมง และตอนนั้นเหลือเวลาอีกแค่ประมาณ 15 นาที รถไฟจะออก จึงต้องรีบลากกระเป๋าวิ่งกันโดยด่วน 555 และแล้วเราก็มาทัน บรรยากาศภายในรถไฟก็จะประมาณนี้นะ นั่งสบาย หลับยาว...



...ใช้เวลาประมาณ 41 นาที ก็มาถึงสถานี Ueno เราก็เดินออกจากสถานี Keisei เดินเลี้ยวซ้ายไปหน่อยนึงก็จะถึง JR Ueno ใกล้ๆ จากนั้นเราก็ไปเติมเงินเข้าบัตร Suica ไว้ก่อน สะดวกสบายมากบัตรนี้ ใช้ได้ทั้งรถไฟ ร้านค้าต่างๆ และก็ตู้ Locker ก็สามารถใช้บัตรนี้ได้ ซึ่งเราจะเอากระเป๋าไปเก็บที่ Locker ก่อน ราคาตู้สำหรับกระเป๋าใบใหญ่ 700 เยน สามารถฝากข้ามคืนได้นะ เพราะวันพรุ่งนี้ที่เราจะไป Kawaguchiko เราก็มาฝากไว้ที่นี่แหละ ไม่ต้องแบกไปให้เหนื่อย เอาล่ะ เมื่อเก็บกระเป๋าแล้วก็ไปเที่ยวกันเลยยยย


..ที่แรกที่เราจะไปกัน ก็คือ ตลาดปลาซึคิจิ การเดินทาง ก็นั่งรถไฟใต้ดินสาย Hibiya Line จาก Ueno ไปลงสถานี Tsukiji โดยเราใช้บัตร Tokyo Subway 24 hrs.



ออกจากสถานี Tsukiji ก็เดินเลี้ยวซ้ายมาเรื่อยๆ ระหว่างทางจะผ่านตรงนี้



...ถึงแม้ว่าตลาดปลาด้านในจะย้ายไปตลาดแห่งใหม่แล้ว แต่ตลาดปลาซึคิจิแห่งนี้ยังมีของกินขายอยู่มากมาย ทำให้นักท่องเที่ยวก็ยังนิยมมากันอยู่นะ เรามาถึงประมาณ 10 โมง คนค่อนข้างเยอะเลย อากาศเย็นสบาย ประมาณ 10 องศา



ใครมาที่นี่เตรียมตัวล้มละลายได้เลย ของกินเยอะมากกกกก เราก็จัดทุกอย่างที่ขวางหน้ากันไปเลย..



Wagyu ท็อปปิ้งด้วยอูนิ



อูนิอร่อยมากกกก แต่กินเยอะๆน่าจะเลี่ยน



..ไข่ย่างเสียบไม้ร้าน Tamagoyaki เป็นร้านเก่าแก่กว่า 80 ปี ซึ่งกว่าเราจะได้กิน คิวยาวมากจริงๆ



สำหรับรสชาติส่วนตัวคิดว่าเฉยๆนะ แต่เพื่อนบอกว่าอร่อย อันนี้แล้วแต่คนชอบ ราคาไม้ละ 100 เยนเท่านั้น มาลองกันดู..



แบบนี้ถ้วยละ 500 เยน หยิบเพลินๆก็หลายตังอยู่ 555



ของหวานกันต่อเลย



... หลังจากอิ่มกันแล้ว เราก็กลับไปที่สถานี Ueno เพื่อเอากระเป๋า และนั่งรถไฟใต้ดิน Ginza Line ต่อไปสถานี Tawaramachi เพื่อไปเช็คอินที่ที่พักกัน แต่ความที่ไม่หาข้อมูลมาก่อนไง ไม่รู้ว่าสถานีนี้ทางที่เราออกไม่มีลิฟต์ ต้องแบกกระเป๋าขึ้นจากสถานี แล้วเดินอีก 900 เมตร อากาศหนาวๆก็ได้เหนื่อยอะบอกเลย 555 แต่ระหว่างเดินไปที่พักก็มีวิว Tokyo Skytree ให้ได้ชมบ้าง



..เหนื่อยนักก็พักหน่อย 555


..ในที่สุดเราก็เดินมาถึงซักที ที่พักคืนแรกของเรา ก็คือ Sakura Hostel Asakusa จะอยู่ย่าน Asakusa ใกล้วัดเซนโซจิ โดยเราจองห้องแบบส่วนตัว 4 เตียงไป แต่ตอนมาถึงเจอพนักงานเป็นคนไทยด้วย เขาแจ้งว่าได้อัพเกรดห้องให้เป็น 6 เตียง แต่คือได้อยู่แค่ 4 คนเหมือนเดิมนะ ก็ดีเลยได้ห้องใหญ่กว่าเดิม
...ด้วยความที่ทุกคนเหนื่อยล้าจากเดินทางข้ามคืนกันมา จึงแยกย้ายกันทำธุระส่วนตัวแล้วก็พักผ่อนกันนิดหน่อย จึงไม่มีใครได้ถ่ายรูปห้องไว้เลย อันนี้เป็นภาพตัวอย่าง ห้องจริงก็เหมือนในรูปเลย ราคา 2,410 บาทนี่รวมอาหารเช้าด้วยนะ ห้องน้ำรวมก็สะอาดมาก หากใครอยากประหยัดก็แนะนำเลย


ขอบคุณภาพจาก www.agoda.com

..วันนี้เราตัดสินใจเปลี่ยนแพลนนิดหน่อย เนื่องจากเหนื่อย 555 โดยวันนี้เราจะไปแค่วัดเซ็นโซจิ และเย็นๆไปถ่ายรูปเล่นบริเวณโตเกียวทาวเวอร์แล้วก็พักผ่อน...
..พักเหนื่อยเสร็จแล้วก็ไปกันต่อดีกว่า ที่ที่เราจะไปก็คือวัดเซ็นโซจิ ระหว่างทางไป เราก็ได้แวะไปชิมไอศกรีมชาเขียวร้านดังนั่นก็คือร้าน Suzukien ซึ่งเป็นร้านเก่าแก่มีประวัติยาวนานกว่า 150 ปี เลยทีเดียว



เราสั่งความเข้มข้นที่ระดับ 6 ราคา 420 เยน ความเข้มข้นเราว่ากำลังพอดีเลย ไม่เข้มจนเกินไป จริงๆก็อยากลองระดับ 7 แต่ก็กลัวขมเกินกินไม่ได้ 555 แต่ใครชอบความเข้มข้นแบบขั้นสุด ก็จัดระดับ 7 โลดดดด
พิกัด : 〒111-0032 東京都台東区浅草3丁目4−3



ไปต่อกันที่สถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ที่ใครมาญี่ปุ่นก็ต้องมา นั่นก็คือ วัดเซ็นโซจิ บางคนก็เรียกวัดอาซากุสะ เนื่องจากมันอยู่ย่านอาซากุสะ ตรงนี้ก็จะเป็นถนนนากามิเสะ ซึ่งมีร้านค้าเก่าแก่ให้ช้อปปิ้งมากมาย



และด้วยจุดเด่นของวัดแห่งนี้นั่นก็คือ คามินาริมง (Kaminarimon Gate) ที่มีโคมแดงยักษ์ ใครมาก็ต้องมาถ่ายรูปที่นี่



วันที่เราไปคนไม่เยอะมากเท่าไหร่



ตรงนี้จะเป็นจุดที่ตักน้ำเพื่อชำระล้างร่างกาย เราก็ทำตามๆไปเพื่อความเป็นสิริมงคล 555



บริเวณวัดก็สามารถมองเห็น Tokyo Skytree ด้วยนะ



...ต่อไปเราจะไปกันที่ Tokyo Tower โดยนั่งรถไฟใต้ดินสาย Asakusa ไปลงที่สถานี Daimon แล้วเดินประมาณ 900 เมตร ก็จะถึง



...Tokyo Tower ก็เป็นอีกหนึ่ง Landmark ของโตเกียว ที่นี่เป็นหอคอยสื่อสารโดยภายในก็มีร้านค้าและจุดชมวิว รวมถึงสวนสนุกธีมวันพีซขนาดใหญ่อย่างโตเกียววันพีซทาวเวอร์ ก็อยู่ในนี้เช่นกัน แต่เราขอถ่ายรูปเล่นบริเวณรอบๆก็พอ



ตอนกลางคืนยิ่งสวยยย



หลังจากถ่ายรูปบริเวณ Tokyo Tower จนมืด ก็เดินทางกลับที่พัก ระหว่างทางก็เดินผ่านวัดเซ็นโซจิ ตอนกลางคืนก็สวยดีเหมือนกันนะ อากาศก็หนาวดี เดินเล่นชิวๆสบายเลย



ร้านค้าก็ยังเปิดอยู่เลย



ก่อนกลับที่พักเราก็แวะฝากท้องที่ Family Mart อยากบอกว่าของกินน่ากินทุกอย่างเลย เราจัดเป็นเหมือนยากิโซบะแล้วมีทาโกะยากิด้วยอะ ไม่รู้เขาเรียกว่าอะไร เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่อร่อยมากกกกก
.. หลังจากอิ่มแล้วก็พักผ่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะไปดูฟูจิที่ Kawaguchiko กันนนนน

------------------------------------------

Day 2 Fall in love Mt.Fuji …
------------------------------------------
… วันนี้เรา Check out ออกจากที่พักตอนตี 5 โดยจะเราไปค้างที่ Kawaguchiko กัน 1 คืน
การเดินทางไป Kawaguchiko ที่นิยมกันก็จะมี 2 วิธี คือ
1.รถไฟ ซึ่งเราจะต้องไปเริ่มต้นที่สถานี Shinjuku มีทั้งแบบต่อเดียวถึง (Fuji Excursion) และแบบต้องเปลี่ยนสาย (Limited Express) ข้อดีของรถไฟก็คือ ตรงเวลา และหากใครซื้อ JR Tokyo Wide Pass สามารถใช้ได้ และ reserved seat ได้ด้วย (ซึ่งเราจองไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว)
2.รถบัส วิธีนี้ต่อเดียวถึง Kawaguchiko เลย แต่จะควบคุมเวลาไม่ค่อยได้หากรถติดก็ช้ากว่ารถไฟ สามารถมาขึ้นรถได้ที่ Shinjuku Expressway Bus Terminal ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,950 เยน
.. เรานั่งรถไฟใต้ดินจาก Asakusa ไปลง Ueno ก่อน (ใช้ Tokyo Metro 24 Hrs. ของเมื่อวาน) เพื่อจะเอากระเป๋าไปฝากใน Locker เอาเฉพาะของใช้ที่จำเป็นไป แล้วค่อยกลับมาเอาในวันพรุ่งนี้ จะได้ไม่ต้องแบกขึ้นลงรถไฟด้วย
.. จากนั้นเราก็ใช้รถไฟ JR Yamanote Line จาก Ueno ไป Shinjuku (เริ่มใช้ JR Wide Pass) เมื่อมาถึง Shinjuku ต้องบอกเลยว่า คนโคตรเยอะ และคือ หลงสิครับ 5555 ซึ่งเรา reserved seat ขบวน limited express ไว้รอบ 7 โมง แต่ไปชานชาลาผิด ดีว่าได้คนญี่ปุ่นช่วยไว้ ไม่งั้นไม่ทันแน่ๆ 555 ตั๋วก็จะหน้าตาประมาณนี้


.. ภายในรถไฟก็ดูดีเลย สะอาดมาก มี port usb ซึ่งขบวนนี้จะไปไม่ถึง Kawaguchiko นะ มันจะไปถึงแค่สถานี Otsuki ซึ่งเราจะต้องไปต่อรถไฟ local เพื่อไป Kawaguchiko อีก (ใช้ JR Wide Pass ได้ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)


เราสามารถซื้อของกินที่สถานีขึ้นมากินบนรถไฟได้นะ (ที่ชานชาลามีขาย) เราก็จัดไปก่อน ส่วนตัวผมชอบกาแฟอันนี้มาก เห็นคนญี่ปุ่นซื้อเลยซื้อตาม ปรากฎว่ารสชาติดีมากกกก เป็นกาแฟลาเต้มีทั้งแบบร้อนและเย็น


..ใช้เวลาประมาณเกือบๆ ชั่วโมง เราก็จะมาถึงที่สถานี Otsuki ก็เดินไปหาเจ้าหน้าที่ก็บอกไปว่าจะไป Kawaguchiko และโชว์ JR Wide Pass ให้เขาดู เขาก็จะบอกให้เราข้ามไปอีกฝั่งเพื่อต่อรถไฟ Local ไป


รถไฟมาแล้ว ขบวนนี้จะไปถึงสถานี Kawaguchiko เลย แต่เราจะลงสถานี Shimoyoshida ก่อน เพื่อจะไปเจดีย์แดงกันนนน


..ถึงแล้ว สถานี Shimoyoshida สถานีนี้เป็นสถานีเล็กๆ บรรยากาศเงียบสงบดีจังเลย


เมื่ออกจากสถานี ให้เดินเลี้ยวขวาแล้วเดินตามป้ายไปเรื่อยๆ ระหว่างทางก็จะมีฝาท่อลายเจดีย์แดงกับภูเขาไฟฟูจิอยู่


ถ้ามาถึงตรงนี้ แสดงว่ามาถูกทางแล้ว


หันหลังกลับไปก็จะเจอวิวแบบนี้เลย


แวะถ่ายรูประหว่างทางไปเรื่อย ไม่ได้เหนื่อยนะ แค่แวะถ่ายรูปจริงจริ๊งงงงงงงง 5555


..กว่าจะเดินถึง เอาเรื่องเลย 555 แนะนำว่าขาขึ้นให้เดินขึ้นทางรถมันจะชันน้อยกว่าทางที่เป็นบันได ส่วนขาลงค่อยลงทางบันได เราดูมาจากช่อง japanmase อีกทีนะ 555 พอขึ้นมาถึงค่อยรู้สึกว่าคุ้มค่ากับการเดินขึ้นมาหน่อย วิวสวยมากกกก
พิกัด : 〒403-0011 山梨県富士吉田市新倉3353-1


สวยทุกมุมเลย เราขึ้นมาถึงค่อนข้างสายทำให้ย้อนแสงพอสมควร หากใครอยากได้ภาพสวยๆ แนะนำให้มาเช้าๆ


หลังจากถ่ายรูปกันพักใหญ่ เราก็กลับลงไปที่ข้างล่าง เพื่อจะไปถ่ายรูปมุมมหาชนอีกมุมหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เมื่อเรามาถึงสถานี Shimoyoshida ให้เราเดินตรงไปอย่างเดียวเลยก็จะเจอ ส่วนตัวผมชอบบรรยากาศแถวนี้มากเลย ดูเงียบสงบ และก็ไม่วุ่นวายดี
พิกัด : 〒403-0004 山梨県富士吉田市下吉田3丁目6−26


..เสร็จแล้วเราก็กลับมาที่สถานี Shimoyoshida เพื่อมารอรถไฟไป Kawaguchiko แค่ 1 สถานี ดูรอบรถไฟที่สถานีได้เลย..
..และแล้วเราก็มาถึงสถานี Kawaguchiko..
..การเดินทางรอบๆ Kawaguchiko ที่นิยมกันก็จะ 2 วิธีนะ
1.เช่ารถขับ วิธีนี้จะเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดและประหยัดเวลาเพราะไม่ต้องเสียเวลารอรถ Bus ที่นิยมกันก็จะมี Toyota Rent a car กับ Nippon rent a car ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสถานี ส่วนราคาค่าเช่าก็สูงเหมือนกัน เนื่องจากถ้าเช่าอย่างเดียวไม่ซื้อประกันจะเสี่ยงมากๆ แต่ถ้ามากันหลายคนน่าจะคุ้ม ซึ่งเราไม่ได้เลือกวิธีนี้ เนื่องจากไม่มีใครกล้าขับ
2.รถ Sightseeing Bus จะเป็นรถที่ขับรอบๆทะเลสาบ Kawaguchiko และทะเลสาบใกล้เคียง มี 3 สาย คือ Red Line, Green Line และ Blue Line โดยจะเป็นตั๋วแบบ 2 วัน ในราคา 1,500 เยน ซึ่งเราเลือกวิธีนี้แหละ ไปเรื่อยๆไม่รีบ

..ปะ เดี๋ยวเราจะไปซื้อตั๋วกันก่อน ซึ่ง Counter ขายตั๋วจะอยู่หน้าสถานีเลยหาไม่ยาก แต่ระหว่างเรากำลังไปต่อแถว ก็มีผู้หญิงต่างชาติคนนึงมาถามเราว่าจะซื้อตั๋ว Sightseeing Bus หรือเปล่า เขาบอกว่าเขามี 2 ใบพึ่งซื้อมายังไม่ได้ใช้เนื่องจากมีธุระจะต้องกลับแล้ว เขาขายเราแค่ 1,000 เยน เราก็ดูตั๋วแล้วพึ่งซื้อวันนี้จริงๆ และหน้าตาเขาก็ดูน่าเชื่อถือ ก็เลยตัดสินใจซื้อเลย ประหยัดไปได้ 1,000 เยน


อันนี้เป็นแผนที่รถบัส โดยตั๋วที่เราซื้อสามารถขึ้น Red Line, Green Line และ Blue Line ได้ แต่เราจะเที่ยวแค่ Red Line เนื่องจากมีเวลาน้อย และไม่ค่อยอยากเที่ยวแบบรีบๆเท่าไหร่


..ตอนนี้ก็เที่ยงแล้ว ทุกคนหิวกันมาก เราหาข้อมูลมาว่ามีร้านเทมปุระอยู่ใกล้ๆสถานี เลยเดินไปกินเทมปุระที่ร้าน fuji tempura idaten ออกจากสถานีเดินมาแป๊บเดียวก็ถึง
พิกัด : 3486-4 Funatsu, Fujikawaguchiko, Minamitsuru District, Yamanashi 401-0301 ญี่ปุ่น


.. เมื่อเข้ามาในร้านเราก็ไม่รีรอ เราสั่งชุดที่เป็น 2-3 คน มา 2 ชุด ดูจากรูปเหมือนมันน้อย แต่จริงๆเยอะเลยนะ แล้วทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยมากกกกกก ก.ไก่ล้านตัว เอาไปเลย 10 เต็ม 10


...โค้กลายฟูจิด้วย เราเก็บขวดกลับบ้านเลย 555 เอาไปสะสมไว้ก่อน


.หลังจากกินอิ่มแล้ว เราก็เดินกลับมาที่หน้าสถานี เพื่อจะขึ้นรถบัสไปโรงแรมเพื่อเก็บของก่อน จุดขึ้นรถบัสที่หน้าสถานี เราก็มองหาพนักงานที่เขาชูป้ายว่า Red Line หรือถามเขาก็ได้ ก็ไปต่อแถวนั้น รถจะออกทุกๆ 15 นาที นั่งไปแป๊บเดียวก็ถึงป้ายที่ 5 ซึ่งเป็นที่พักของเรา Shiki-no-Yado Fujisan หน้าตาที่พักก็จะประมาณนี้


เมื่อฝากของแล้ว เราก็ได้เวลาไปเที่ยวกันแล้ววววว แต่เนื่องจากเราดูพยากรณ์อากาศแล้วว่าอีก 1 ชั่วโมงฝนจะตก เราก็เลยเลือกไปถ่ายรูปเล่นที่ป้ายที่ 15 เลย
..มาถึงป้าย 15 ก็จะเจอ Family Mart พึ่งเคยเจอ Tone สีนี้ คลาสสิคมากกกก


...ไปเดินเล่นชมวิวฟูจิกันเถอะ


อากาศหนาวมาก ลมก็แรงอีก แต่มีวิวแบบนี้ ฟินสุดๆ


ไปต่อกันที่ป้าย 20 Oishi Park ป้ายนี้ก็จะเป็นจุดชมวิวฟูจิอีกที่หนึ่ง ถ้ามาช่วงมิ.ย. - ก.ค. ก็จะเห็นทุ่งลาเวนเดอร์สวยงาม แต่เรามาช่วงหน้าหนาวก็สวยไปอีกแบบ ดูฟูจิเขินอายไปหน่อย เมฆบังหมดเลยยยย


และป้ายนี้ก็จะมี Kawaguchiko Natural Living Center ที่มีของที่ระลึกและของฝากขายด้วย และที่ขาดไม่ได้คือ มาชิมซอฟต์ครีม Blueberry พร้อมกับวิวฟูจิ ตอกย้ำความหนาวให้กับตัวเอง 5555


..หลังจากอยู่ที่ Oishi Park ได้แป๊บเดียว ฝนก็ตกลงมาตามคาด เราก็เลยตัดสินใจกลับไปเช็คอินที่ที่พักกันก่อน
...เมื่อเช็คอินเข้าที่พักจะเสียภาษีโรงแรมคนละ 150 เยน ส่วนห้องที่เราจองกันมาเป็นห้องเตียงคู่มีตู้เย็น ห้องน้ำในตัว ราคาคืนละ 1,596 บาท ถือว่าคุ้มค่าเลย และที่โรงแรมมีออนเซนด้วยแต่เราไม่ได้ไปใช้บริการ


. เผลอหลับไปงีบนึงตื่นมาก็เกือบจะมืดแล้ว ฝนหยุดตกพอดี เราก็เลยออกไปเดินเล่นบริเวณสะพานข้ามทะเลสาบ kawaguchiko บรรยากาศดีเหลือเกิน …


.. เดินเล่นกันสักพักก็กลับที่พัก คืนนี้เราก็ฝากท้องกับที่ Lawson เนื่องจากรถบัสมันหมด 6 โมง ไม่สามารถไปไหนได้แล้ว TT พรุ่งนี้ลุยกันต่อ

------------------------------------

Day 3 Bye Mt.Fuji
------------------------------------
..วันนี้เราตื่นกันตั้งแต่ 6 โมง กะว่าเดินชิวๆถ่ายรูปฟูจิ แล้วไปหาไรกินที่ Lawson พอออกมานอกโรงแรมเท่านั้นแหละ โคตรหนาววว แต่เห็นวิวฟูจิระหว่างทาง คุ้มค่ากับการทนความหนาว คือมันดีมากจริงๆ


จริงๆมันสวยและอลังการกว่าในรูปมากเลยนะ ต้องมาเห็นด้วยตาของตัวเอง


ตอนเช้ามันก็เงียบสงบดีนะ


ถึงแล้ว Lawson ไปหาไรกินกันเถอะ
พิกัด : 〒401-0301 山梨県南都留郡富士河口湖町船津1395-1


อากาศหนาวๆ ต้องกินอะไรร้อนๆ นี่เลย มัทฉะลาเต้ ฟินสุดๆไปเลย


.. หลังจากซื้อของเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินกลับที่พัก และ Check out เลย แต่ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อน
...วันนี้ตั้งใจจะไปถ่ายวิวฟูจิกับศาลเจ้าคาวากุจิ อาซามะ โดยจะรอรถ Retro Bus ซึ่งรอบแรกคือ 9 โมง ซึ่งเราก็หาข้อมูลมาว่าให้นั่งรถ Retro Bus ไปลงที่ป้าย 15 แล้วเดินอีกประมาณ 2 กิโล ซึ่งเราก็ปักหมุดไว้ใน Google maps ด้วย
...พอมาถึงที่ปักหมุด มันจะมีเหมือนทางขึ้นศาลเจ้าเป็นทางเหมือนเดินขึ้นเขาเลย เราก็เดินขึ้นไปอารมณ์เหมือน Trekking ที่ดอยภาคเหนือบ้านเราเลย เดินไปจนเกือบสุดก็ไม่เจออะไร ต้องบอกว่าตอนนั้น โคตะระเหนื่อย ก็เลยตัดสินใจลงดีกว่า กลายเป็นว่าพาเพื่อนมาออกกำลังกายยามเช้าซะงั้น 5555


..หลังจากลงมาก็เดินชมวิวบ้านคนญี่ปุ่นไปเรื่อย เสียดายเวลาน้อยไปนิด ได้เวลากลับเข้าโตเกียวแล้ว.. เราก็ไปเอากระเป๋าที่โรงแรมและไปที่สถานี Kawaguchiko เพื่อกลับเข้าโตเกียวกัน
..ขากลับก็ใช้ JR Tokyo Wide Pass เช่นเดิม เราจะนั่งรถไฟ local จาก Kawaguchiko ไปลงที่สถานี Otsuki และต่อรถไฟด่วนพิเศษจาก Otsuki ไปลงที่สถานี Shinjuku ซึ่งรถไฟด่วนพิเศษเราได้ reserved seat ไว้ตั้งแต่ที่สนามบินแล้ว
..รถไฟ local จะมีลายการ์ตูนน่ารักแบบนี้แหละ


...พอมาถึงสถานี Shinjuku เราก็ต่อรถไฟ JR Yamanote Line ไปลงที่ Ueno เดี๋ยวเราจะไปเดินเล่นและหาไรกินที่ Ueno กันก่อน เนื่องจากต้องรอบ่าย 3 ถึงจะ Check in เข้าโรงแรมได้
...หลังจากเดินทางกันมาอย่างยาวนาน ต้องเติมพลังกันก่อน เราไปกินข้าวหน้าปลาไหลที่ร้าน Unatoto มีหลายสาขาในโตเกียว แต่เรากินที่สาขา Ueno
พิกัด : 〒110-0005 東京都台東区上野6丁目12−7


เมนูก็ตามนี้เลย มีหลายไซส์ให้เลือก


มีน้ำชามีเสิร์ฟให้ก่อน ระหว่างรออาหาร


มาแล้ววว ข้าวหน้าปลาไหล ชามนี้ 550 เยน รสชาติอร่อยใช้ได้เลย ราคาไม่แพงด้วย


..อิ่มแล้วก็ไปเดินเล่นกัน ไปกันที่ตลาด Ameyoko ตลาดยอดฮิตของคนไทย เดินไปทางไหนก็เจอแต่คนไทย 555 ที่นี่ก็จะมีของกินและของให้ช้อปปิ้งมากมาย ร้านยอดนิยมก็มี ABC Mart ที่สาย Sneaker ไม่ควรพลาด แต่เราว่าสาขานี้ของน้อย ถ้าให้แนะนำคือสาขา Ikebukuro จะเป็นสาขาใหญ่ เลือกกันจนตาลาย บอกเลยยยย และเมื่อเราเดินจากตลาด Ameyoko มาสุดทางก็จะเจอตึก Uniqlo กับ GU ที่นี่แหละทีเด็ดเลย เราหลงกันอยู่ในนี้อย่างนานนนนนน


…หลังจากช้อปเสร็จ เราก็ไปต่อกันที่ Takeshita Street ย่าน Harajuku โดยนั่งรถไฟ JR จาก Ueno ไปลงที่ Harajuku เลย เมื่อออกจาสถานีก็เจอกับแก๊ง Mario Kart ด้วย


..ถนน Takeshita Dori เป็นถนนช้อปปิ้งย่าน Harajuku ยาวประมาณ 400 เมตร ย่านนี้เป็นเหมือนศูนย์รวมวัยรุ่นญี่ปุ่น โดยเดี๋ยวเราจะเดินเล่นชิวๆไปถึง Shibuya เลย


...เดินไปแป๊บเดียวก็แวะชิมมันฝรั่งทอดกรอบ Calbee กันแล้ว


..ระหว่างทางก็จะมี Shop หลากหลายแบรนด์เต็มไปหมด รวมถึง Line Friends Store ที่มีสินค้าจาก Line ให้เลือกเพียบ ใครผ่านเป็นต้องแวะเพราะเจ้า Brown ตัวนี้แหละ ตัวใหญ่ดีจัง


..เดินมาซักพักก็หิวอีกแล้ว มาแวะกันร้าน Luke’s Lobster ร้านนี้จะอยู่ที่ Cat Street เมนูขึ้นชื่อก็เป็น Lobster ตามชื่อร้านนั่นแหละ 555 ไม่รีรอรีบไปต่อแถวกันเถอะ..
พิกัด : 〒150-0001 東京都渋谷区神宮前6丁目7−1 1F


..ได้มาแล้วววว เราสั่งเป็น Lobster Roll + Coke จำราคาไม่ได้แล้ว รวมภาษีก็ประมาณ 1,xxx เยน แต่เนื้อแน่นๆเลย ต้องบอกว่ามันดีมากจริงๆ ขนมปังกรอบนอกนุ่มใน เนื้อ Lobster ก็เด้ง ลงตัวโคตรๆๆ


...ไปกันต่อ Cat Street นี้ก็จะมีร้านเสื้อผ้าแฟชันของวัยรุ่น 2 ข้างทางเลย บรรยากาศก็ชิวๆ


..และแล้วเราก็เดินมาถึง 5 แยกชิบุย่า อีกหนึ่ง Landmark ที่ใครมาโตเกียวก็ต้องมาแวะถ่ายรูป ที่นี่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่มีความพลุกพล่านมากที่สุดในโลก จริงหรือไม่ ไปดูกันเลยย


...และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ 5 แยกชิบุย่าก็คือ รูปปั้นสุนัข ฮาจิโกะ ผู้ซื่อสัตย์ เราได้อ่านประวัติแล้วซึ้งมากๆ เสียดายเราไม่ได้เข้าไปถ่ายรูปด้วยเนื่องจากคนต่อคิวเยอะเหลือเกิน ถ่ายได้แค่นี้แหละ


..หลังจากตะลอนเที่ยวกันทั้งวัน ก็ได้เวลาไป Check in เข้าที่พัก แล้วเดี๋ยวค่อยออกมาหาไรกินใกล้ๆที่พัก โดย 3 คืนสุดท้าย เราพักกันที่โรงแรม APA Hotel Asakusa-Ekimae โดยเราต้องไปเอากระเป๋าที่ Ueno ก่อน และนั่ง Tokyo Metro สาย Ginza จาก Ueno ไปลงที่ Asakusa


..ไปดูภายในห้องกันบ้าง เราจองห้องนี้ในราคา 1,860 บาท ห้องแคบตามสไตล์ APA แต่เตียงใหญ่หลับสบาย มีทีวีและของใช้ให้ครบครันทั้งแปรงสีฟัน ยาสีฟัน ที่โกนหนวด คือมาแต่ตัวก็ได้อะ 555 และเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวให้ทุกวัน มี Family Mart ข้างๆโรงแรมเลย โดยรวมถือว่าคุ้มค่ามาก


...เอาละ เก็บของเสร็จแล้วก็ไปหาไรกินกันดีกว่า วิว Tokyo Skytree ตอนกลางคืนก็สวยเหมือนกันนะ


คืนนี้จะไปกินราเมนกันที่ร้าน ichiran ramen หรือราเมนข้อสอบนั่นแหละ แต่เรานั่งแบบเป็นโต๊ะธรรมดา เมื่อเข้ามาในร้าน ก็จะเจอกับตู้ที่มีเมนูให้เลือกนะ โดยให้เราใส่เงินเข้าไปแล้วกดเลือกเมนูได้เลย พอมานั่งที่โต๊ะ พนักงานก็จะเอากระดาษให้เราวงรสชาติมาให้ ก็เลือกที่เราชอบเลยยย
พิกัด : 〒111-0032 東京都台東区浅草1丁目1−16 HK浅草ビル B1F


..รอไม่นานก็มาเสิร์ฟแล้ว น่ากินมากๆ รสชาติกลมกล่อมใช้ได้เลย อากาศหนาวๆ ได้กินอะไรร้อนๆ เป็นอะไรที่ดีสุดๆ


..อิ่มแล้วก็กลับเข้าที่พัก เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะไปเล่นสกีที่ Gala Yuzawa กัน แต่ก่อนที่จะนอนเราก็ได้เข้าไปเช็คที่เพจ Gala Yuzawa ทางเพจแจ้งว่าในวันพรุ่งนี้ Gala Yuzawa อาจปิดเนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวย ต้องรอเช็คพรุ่งนี้เช้าอีกที ม่ายยยยยยยยยนะ เรามาเพื่อจะเล่นสกีเลยนะ TT

---------------------------------

Day 4 Heartbroken
---------------------------------
..วันนี้ออกจากที่พักกันตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง ตั้งใจจะไปเล่นสกีที่ Gala Yuzawa และจะเป็นการได้นั่งรถไฟความเร็วสูง (ชินคันเซ็น) ครั้งแรกในชีวิต โดยเราต้องนั่งรถไฟใต้ดินจาก Asakusa ไป Ueno (ใช้ IC Card) ก่อน โดยเราจองชินคันเซ็นไว้รอบ 06.50 น.
...เมื่อมาถึงสถานี Ueno เราก็ซื้ออาหารที่นี่แหละเพื่อไปกินบนรถไฟ


..หลังจากนั้นเราเข้าไปเช็คในเว็บ Gala Yuzawa อยู่เรื่อยๆ จนกระทั่ง !! ประมาณ 06.35 ทางเว็บ Gala Yuzawa ประกาศว่าวันนี้ไม่สามารถเปิดให้บริการได้เนื่องด้วยเหตุผลทางสภาพอากาศ ม่ายยยยยยยยยยย JR Tokyo Wide Pass หมดวันนี้วันสุดท้ายด้วย เลื่อนไปพรุ่งนี้ก็ไม่ได้แล้วววววววว ตอนนั้นรถไฟก็กำลังมา เราคุยกันว่าจะเอายังไงดี สรุปทุกคนลงความเห็นว่า ไหนๆก็จองมาแล้ว ไปนั่งรถไฟชินคันเซ็นเล่นก็ได้ 5555 สรุปว่าเราจะนั่งไปลงที่สถานี Echico Yuzawa จะถึงก่อน Gala 1 สถานี เอาล่ะชินคันเซ็นมาแล้ว ไปกันเถอะ


เมื่อขึ้นมาบนรถไฟ ก็ได้เวลากินข้าวแล้ว เราได้อันนี้มา ข้าวหน้าแซลมอนกับไข่ปลาแซลมอน รสชาดเค็มๆ แต่ก็อร่อย


นั่งมาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงสถานี Echico Yuzawa เห็นคนญี่ปุ่นแบกสกีกับสโนว์บอร์ดลงสถานีนี้กันเพียบเลย เขาน่าจะมีลานสกีอื่นอีกแหละที่เราไม่รู้ แต่เราเลือกเดินเล่นชิวๆที่เมืองนี้ดีกว่า


..ปลายทางอาจจะสำคัญ แต่ระหว่างทางมันก็มักจะมีเรื่องราวดีๆให้เราได้จดจำเหมือนกัน พูดแล้วก็เสียใจที่ไม่ได้เล่นสกี 55555


...หลังจากเดินเล่นกันพักใหญ่ๆ ต่อไปเราจะไปกันที่ Karuizawa Outlet ที่เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่และใกล้โตเกียวมากๆ ไหนๆก็ไม่ได้เล่นสกีแล้ว ไปช้อปให้หมดเลยละกัน 555
...การเดินทาง ถ้ามาจากสถานีโตเกียวนั่งชินคันเซ็นต่อเดียวถึง Karuizawa เลย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่เราไปจาก Echico Yuzawa จะต้องไปเปลี่ยนสายที่ Takasaki เพื่อไป Karuizawa ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเช่นกัน


ถึงแล้วววว Karuizawa Outlet มาถึงฝนก็ลงเม็ดเลย เพิ่มความหนาวเข้าไปอีกกกกก


..เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่วิวดี อากาศดี ของช้อปเยอะ เพอเฟคสุดๆ


..แบรนด์ยอดนิยมอย่าง Nike , Adidas คนอย่างแน่น เราก็เป็นหนึ่งในนั้น 555 หลงเข้าไปในเขาวงกตเกือบ 2 ชั่วโมง


...หลังจากช้อปกันอย่างเต็มอิ่มแล้ว เราก็กลับเข้าโตเกียวไปลงที่สถานี Ueno เช่นเดิม เมื่อถึง Ueno เราก็ไปหาไรกินก่อนเลย ไปจบกันที่ร้าน Sushi Zanmai ร้านซูชิที่มีสาขาทั่วญี่ปุ่น แต่เรามากินที่สาขา Ueno เมื่อเข้าไปนั่งในร้าน เขาก็จะให้เราสั่งอาหารผ่าน Tablet ครับ (มีภาษาอังกฤษ) จิ้มเอาได้เลย


..มาแล้ว เราสั่งไป 2 เซ็ต เซ็ตนี้ราคาประมาณ 1,900 เยน รสชาติส่วนตัวคิดว่าไม่ได้ว้าวอะไรขนาดนั้น อาจเป็นเพราะเราไม่ได้ลองเซ็ตใหญ่ด้วยมั้ง เซ็ตใหญ่จะมีหน้าที่น่ากินกว่านี้หน่อย


...หลังจากอิ่มกันแล้ว เราก็ไปตระเวรซื้อของฝากย่าน Ueno , ตึกม่วง ซึ่งไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย ที่ต้องซื้อไว้ตั้งแต่วันนี้ก็เนื่องจากในวันพรุ่งนี้ สมาชิก 2 คนจะแยกตัวไป Tokyo Disney Sea แต่เราจะไป Kawagoe เลยกลัวว่าพรุ่งนี้จะไม่มีเวลา หลังจากซื้อของฝากจนมืด เราก็จัดการเอาไปฝากใน Locker กันก่อน เพราะว่าเราจะไปหามื้อดึกกินกันที่ Ueno นี่แหละ
..เรามากันที่ร้าน Bouya เป็นร้านเนื้อปิ้งย่าง Wagyu A5 แบบยืนกินแต่ก็มีแบบโต๊ะนั่ง เราสั่งเป็นเซ็ตแบบ 4 คน จานนี้ในราคาแค่ 6,900 เยน เท่านั้น และคือเนื้อดีมากๆๆๆๆๆ 10 เต็ม 10 ไปเลย
พิกัด : 〒110-0005 東京都台東区上野6丁目6−6 1~2F 小湊ビル


อากาศหนาวๆกับปิ้งย่าง เป็นอะไรที่คู่กันจริงๆ


อิ่มแล้วก็กลับที่พักพักผ่อนนนนน

---------------------------------------------
Day 5 Little Edo
---------------------------------------------
..วันนี้เราจะแยกกันเที่ยวกับสมาชิกอีก 2 คน ซึ่งวันนี้เราจะไปกันที่เมืองเก่า Kawagoe เมืองนี้ได้รับฉายาว่าเอโดะน้อย(Little Edo) ห่างจากโตเกียวแค่ชั่วโมงเดียวเองงงงง การเดินทางวันนี้เราจะต้องไปตั้งต้นที่สถานี Ikebukuro ซึ่งจากที่พักของเราจะต้องนั่ง Tokyo Metro ไปลงที่สถานี Ueno แล้วต่อ JR Yamanote Line ไปลงที่สถานี Ikebukuro เลย
..วิธีการไป Kawagoe เราจะขึ้นรถไฟ Tobu Tojo Line ไปยังสถานี Kawagoe เป็นรถไฟ Express ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเท่านั้น ซึ่งต้องไปซื้อตั๋วที่ Counter Tobu หน้าตาแบบนี้เลย


..ซึ่งเราจะซื้อตั๋ว Kawagoe Discount Pass เป็นตั๋ว 1 Day Trip ในราคา 950 เยน ใช้สำหรับนั่งรถไฟไป-กลับ Ikebukuro - Kawagoe และสามารถขึ้นรถบัสเที่ยวรอบๆ Kawagoe ได้ตลอดทั้งวัน และที่ Counter จะมีแผนที่สำหรับเที่ยว Kawagoe ด้วย แจกฟรี หยิบมาได้เลยย


..เมื่อถึงสถานี Kawagoe ก็เดินออกสถานีมาตรงทางเดินเหมือนสะพานเชื่อมเข้าห้าง แต่เราจะเลี้ยวขวาลงไปที่ป้ายรถบัสเพื่อเข้าเมือง Kawagoe กัน และแล้วเราก็เข้ามาในเมืองเก่า Kawagoe กันแล้วว หน้าตารถบัสก็จะประมาณนี้นะ


...เราเดินไปกันที่ย่านขายขนม Kashiya Yokocho (Candy Alley) กันก่อน ย่านนี้เหมือนเป็นแหล่งรวมร้านขนมใน Kawagoe ซึ่งจะยาวเรียงรายตามถนนเป็นระยะทางประมาณ 80 เมตร ราคาไม่แพง แต่เหมือนเราจะมาเช้าไป ร้านยังเปิดน้อยอยู่ คนก็ไม่ค่อยมี ดูเงียบสงบจัง…


..เดินออกมาย่านเมืองเก่ากันบ้าง บ้านเรือนแถวนี้จะเป็นสไตล์เอโดะ ซึ่งสวยมากๆ


..เราได้ดูคลิปรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นของพี่เก้า พี่เบญ ilovetogo เขามากินซอฟต์ครีมชาเขียวร้านนึงใน Kawagoe แล้วบอกว่าอร่อยมากๆ เราเลยมาตามรอยบ้าง และแล้วเราก็หาร้านเจอ ชื่อร้าน Sa Wa Wa โคนนี้ในราคา 500 เยน อยากบอกว่ารสชาติมันดีมากกกก และนอกจากซอฟต์ครีมแล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆที่ทำจากชาเขียวอีกเพียบเลย แนะนำว่าต้องแวะ +++
พิกัด : 〒350-0063 埼玉県川越市幸町7−6


..และที่ Kawagoe ก็มีร้าน Starbucks เหมือนกัน แต่ร้านที่นี่จะเป็นแบบแนวย้อนยุค ซึ่งคลาสสิคมากๆ


..แก้วกาแฟลายซากุระ น่ารักกกกกกก


..ไปต่อกัน Landmark ของเมือง Kawagoe กันบ้าง นั่นก็คือ หอระฆัง ซึ่งหอระฆังแห่งนี้ใช้ตีบอกเวลาในสมัยเอโดะ เราสามารถเข้าไปชมข้างในได้ไม่เสียค่าเข้านะ แต่เราไม่ได้เข้าไป


..เราใช้เวลาอยู่ที่นี่หลายชั่วโมงเลย ขากลับเราก็นั่งรถบัสคันเดิมนะ มันจะวิ่งวนกลับไปที่สถานี Kawagoe เลย


...เมื่อกลับจาก Kawagoe เราก็ไปเดินเล่น ช้อปปิ้งที่ย่าน Ikebukuro ซึ่งไม่ได้ถ่ายรูปไว้อีกตามเคย แต่หากใครอยากมาดูรองเท้า แนะนำให้มาที่ Ikebukuro เลย จะมีร้าน ABC Mart ร้านรองเท้ายอดนิยมของนักท่องเที่ยว ที่นี่จะเป็นสาขาใหญ่ มี 4 ชั้น มีแทบทุกรุ่น หรือร้านที่มีสาขาที่ไทยอย่าง Atmos ที่นี่ก็มี นอกจากร้านรองเท้า ก็จะมีร้านอื่นๆอีกเพียบ ลองมาเดินกันดู เราคิดว่าย่านนี้นักท่องเที่ยวไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เจอแต่วัยรุ่นญี่ปุ่นเต็มไปหมด
..และสำหรับคืนสุดท้ายที่ญี่ปุ่น หลังจากสมาชิกพร้อมหน้าพร้อมตา เราก็ไปกินปิ้งย่างกันที่ร้าน Isomaru Suisan สาขา Ueno ร้านนี้เป็นร้านอาหารทะเล เปิด 24 ชั่วโมง มีสาขาทั่วญี่ปุ่น และเมนูของร้านนี้คือเยอะมากๆ และที่ใครมาก็ไม่ควรพลาดนั่นก็คือ มันปูย่าง คือมันอร่อยมาก อร่อยจนหยุดสั่งไม่ได้ 5555 ยิ่งกินกับข้าวผัดนะ โอ้โห ที่สุดดดดด มาแล้วต้องลองให้ได้นะ
พิกัด 〒110-0005 東京都台東区上野6丁目8−13 きぬや本館 1F


..จบวันนี้ไปด้วยอิ่มแบบสุดๆ แต่เวลาผ่านไปไวจัง พรุ่งนี้เราก็ต้องกลับไทยแล้ว..

---------------------------------------------
Day 6 Bye Japan
---------------------------------------------
…วันนี้จะบอกว่าตื่นสายก็ใช่ 555 เราออกจากที่พักต้องนั่งรถไฟ Tokyo Metro ไปลงที่สถานี Ueno เพื่อจะนั่ง Skyliner จาก Ueno ไปสนามบินนาริตะ ซึ่งเราจองตั๋วไว้ตั้งแต่วันที่มาถึงสนามบินแล้ว เราก็เอาตั๋วนั้นไปแลกเป็นตั๋วจริงเพื่อขึ้นรถไฟได้เลย ด้วยความที่วิ่งกันสุดตัว จึงไม่มีรูปอีกเช่นเคย 555 ก็ไม่มีอะไรแล้วเนอะ ก็กลับสายการบิน Vietnam Airline เที่ยว 10 โมงไปแวะ transit ที่ฮานอย และไปถึงสุวรรณภูมิประมาณ 5 โมงครึ่ง ก็จบทริปนี้ไปโดยสวัสดิภาพ..



------------------------------------------------
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณต่อคน (ไม่รวมช้อปปิ้ง)
ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-นาริตะ Vietnam Airline 8,830 บาท
ค่าที่พัก 5 คืน คนละประมาณ 4,190 บาท
Keisei Skyliner (ไป-กลับ) + Tokyo Subway 24 hrs. 4780 เยน
JR Tokyo Wide Pass 10180 เยน
ฝากกระเป๋าที่สถานี Ueno 3 วัน 2100 เยน
Sightseeing Bus รอบทะเลสาบ Kawaguchiko 1500 เยน
ค่ากินตลอดทริปโดยประมาณ 25000 เยน
Kawagoe Discount Pass 950 เยน
ของฝาก 4000 เยน
รวมทั้งหมด คิดที่เรทเงิน 0.29 ตีเป็นเลขกลมๆประมาณ 27,000 บาท

-----

ฝากติดตามเพจเพื่อเป็นกำลังใจให้เราด้วยนะค้าบ ขอบคุณค้าบ

https://www.facebook.com/TogetherBackpacker/

ความคิดเห็น