Yuna Japanese Restaurant ร้านอาหารญี่ปุ่นสุดหรู โดยเชฟญี่ปุ่นแท้ๆ รีวิวโดย กิน จน จน

          ห่างหายกันไปนานมากกกกกกกก กับรีวิว "กิน จน จน" เนื่องจากช่วงสถานการณ์ Covid-19 ทำให้ไม่มีร้านไหนเปิดให้เราได้ไปรีวิวแบบจริงจังเลย จนในที่สุดเมื่อมีการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ ร้านตั่งต่างก็เปิดให้บริการแบบทานที่ร้าน เราเลยได้มาลองซะที ร้านนี้เป็นการมารีวิวที่ป

Yuna Japanese Restaurant ร้านอาหารญี่ปุ่นสุดหรู โดยเชฟญี่ปุ่นแท้ๆ

Yuna Japanese Restaurant ร้านอาหารญี่ปุ่นสุดหรู โดยเชฟญี่ปุ่นแท้ๆ

 วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563 เวลา 13.33 น.

 วันที่เดินทาง 13 มิ.ย. 2563

          ห่างหายกันไปนานมากกกกกกกก กับรีวิว "กิน จน จน" เนื่องจากช่วงสถานการณ์ Covid-19 ทำให้ไม่มีร้านไหนเปิดให้เราได้ไปรีวิวแบบจริงจังเลย จนในที่สุดเมื่อมีการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ ร้านตั่งต่างก็เปิดให้บริการแบบทานที่ร้าน เราเลยได้มาลองซะที ร้านนี้เป็นการมารีวิวที่ปุปปัปมากๆๆๆๆ คือเลิกงานแล้วกำลังรอรถไฟฟ้าจะกลับห้อง อยู่ดี ๆ แฟนก็บอกว่า ป่ะไปร้านนี้ เราก็งง เอ้า อะไรยังไง อารมณ์ไหนวะ แต่ก็เลยตามเลยค่ะ 555555 ร้านนี้เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ชื่อว่า "Yuna Japanese Restaurant" ค่าาา


         ร้าน Yuna (อ่านว่า ยู-หนะ) เป็นร้านที่เราไปเห็นจากรีวิวของ Youtuber ชาวญี่ปุ่นชื่อดังคนหนึ่ง ไม่เฉลยหรอกค่ะว่าใครเดี๋ยวรู้หมด ใบ้แค่ว่าชื่อขึ้นต้นด้วย ฮิโระ ลงท้ายด้วย ซาโนะ ไปหาเองนะคะ ใบ้แค่นิดเดียวหายากหน่อยนะคะ 5555555555 จริงๆตั้งใจจะตามมาลองร้านนี้ซักพักแล้ว แต่ยังหาจังหวะไม่ได้ เพราะร้านแบบนี้ว่ากันตามความจริงคงหมดเงินเยอะค่ะ 55555

          ร้าน Yuna อยู่ในซอยสุขุมวิท 11 ติด BTS นานา เดินแค่สามนาทีถึงค่ะ เข้าไปในซอยไม่เกิน 100 เมตร จะเจอร้านอยู่ตรงหัวมุม ร้านสวยมากกกก ตกแต่งดี แต่ถ้าเดินมาจากปากซอยระวังป้ายหลอกตานะคะ เพราะป้าย Citin Sukhumvit 11 นี่ ใหญ่กว่าป้ายชื่อร้านจริงๆ จนเราเข้าใจว่านี่คือร้าน Citin ค่ะ เดินเลยร้านไปละถึงเดินย้อนกลับมาเจอป้ายชื่อร้าน Yuna จริง ๆ ค่ะ 555555

ป้ายชื่อร้านจริง ๆ เป็นป้ายเล็ก ๆ เองค่ะ

ป้ายนี้ยิ่งเล็กค่ะ

ป้าย Citin Sukhumvit 11 ด้านบนใหญ่มากค่ะ 555555

พนักงานต้อนรับดีมากกก ตั้งแต่หน้าร้านเลยค่ะ เข้าร้านไปพนักงานก็พาไปนั่งที่โต๊ะค่ะ รอบนี้เราขอนั่งตรงเคาท์เตอร์หน้าเชฟเลยค่ะ เครื่องดื่มเราขอเป็นชาร้อนค่ะ รีฟีลนะคะ

ชาอร่อยมากค่ะ รสจืดแต่กลิ่นอย่างหอมเลย


แต่งร้านได้หรูหรามากเลยค่ะ แต่อาจจะถ่ายมาไม่ค่อยสวยนะคะ เพราะเป็นรีวิวที่ฉุกละหุกมาก ใช้มือถือถ่ายไปเลยค่ะ 55555


          เชฟที่เป็นคนปั้นซูชิตรงเคาท์เตอร์เป็นเจ้าของร้านเองเลยค่ะ ชื่อเชฟเซโกะ จำมาจากคลิปที่ดูมาล้วนๆค่ะ 55555 


          นั่งปุปก็เปิดเมนู ใจอยากจะสั่งเซตโอมากาเสะ แต่ราคาถือว่าเกินตัวไปเหมือนกัน เลยสั่งเซตย่อย ๆ แทน จะได้ราคาไม่โหดจนเกินไป แล้วก็เพิ่มนั่นเพิ่มนี่ที่อยากลองค่ะ


          และแล้วก็สั่งไปค่ะ พยายามสั่งตัวที่เป็น Signature เพื่อให้ลองหลาย ๆ อย่างค่ะ เมนูแรกที่มาเสิร์ฟเป็นเซต Nigiri Special ค่ะ มีจำนวนคำตามนี้เลย หลัก ๆ ก็จะมีปลาเนื้อขาวพวกปลากะพง ปลาไท ละก็มีเนื้อแดงเป็นคินเมได ชูโทโร่ มีอูนิ มีกุ้ง ละก็ข้าวห่อทูน่าสับ ตามรูปนั่นแหละค่ะ 5555 รู้จักไม่ครบทุกอย่างจริง ๆ ละด้วยความที่เชฟเป็นคนญี่ปุ่นด้วย เราเลยเกรงใจที่จะถาม ก็กินทั้ง ๆ ไม่รู้จักนั่นแหละค่ะ


ส่วนเซ็ตนี้ชื่อ Nigiri Omakase ค่ะ จะเล็กลงกว่า Nigiri Special นิดนึง


          ร้านนี้ทำรสชาติแบบญี่ปุ่นแท้ดั้งเดิมเลยค่ะ ที่เขาเรียกกันว่าสไตล์เอโดะมาเอะ ลองชิมไปทีละคำแล้วเราคิดว่า ถ้าเป็นคนญี่ปุ่นจริง ๆ หรือคนที่ชอบกินซูชิแบบนี้น่าจะชอบค่ะ แต่คนที่กินซูชิแนว ๆ เรา แบบแนวร้านบุฟเฟ่ต์ ซูชิที่เป็นปลาเนื้อขาวพวกกะพง ปลาไท เราเข้าไม่ถึงค่ะ 55555 เนื้อปลาจะกึ่งเด้ง กึ่งกรึบ แล้วก็จืด ๆ แต่อย่างอื่นเช่น ปลาเนื้อแดง ชูโทโร่ คินเมได ละก็กุ้ง อูนิ ไข่ปลาแซลม่อน ดีมากกกเลยค่ะ อร่อยยย ละก็ข้าวห่อที่เป็นไส้ทูน่าสับอร่อยขโมยซีนมากค่ะ แซงเกือบทุกอย่างในจานเลย 55555

ไข่แซลม่อนแตกในปากเลยค่ะ ไม่เค็มเกินไปด้วยนะ

ชูโทโร่ค่ะ อร่อยมากกก เหมือนทูน่าเนื้อแดงอากามิที่หวานขึ้น และละลายมากขึ้น

คินเมไดค่ะ หวานแบบผู้ดี แล้วก็ละลายหายไปเลย

          จากที่กินทั้ง 2 เซตนี้แล้วเราก็รู้สึกตัวว่า ไม่มีโอโทโร่มาให้ แล้วเราเองก็ไม่เคยกินโอโทโร่มาก่อนเลย (โอโทโร่คือทูน่าส่วนมันเยอะค่ะ) พอมีโอกาสได้มาทั้งที เราก็เลยสั่งโอโทโร่มาลองด้วยค่ะ

สีชมพูระเรื่อ กึ่งขาว ต่างจากชูโทโร่เยอะมากเลยค่ะ พอลองกินเข้าไป อร่อยยยย ละลายไปเลยยย หวานมากกละมีความเปรี้ยวมาตัดเล็ก ๆ ซึ่งรสเปรี้ยวนี้เป็นเอกลักษณ์ของบลูฟินทูน่าค่ะ ชอบมากกก เป็นโอโทโร่ครั้งแรกที่ประทับใจมากเลย ร้านอื่นเป็นไงไม่รู้ แต่อันนี้อร่อยมากกกก

          และแล้วก็มาถึงเมนู Signature ที่เรารอคอยค่ะ เมนูนี้ชื่อ ไข่ตุ๋นหูฉลาม เป็นไข่ตุ๋นในซุปรสเข้มข้น แล้วก็ด้านในจะมีหูฉลาม ไข่ปลาแซลม่อน ปลากะพงแบบสุก กุ้งหวาน ปูอัด แล้วก็อูนิวางมาด้านบนค่ะ เครื่องเยอะแล้วอร่อยมากกกก อันนี้เราให้เป็นที่ 1 ของทุกจานที่ได้กินวันนี้เลยค่ะ


          ตอนแรกว่าจะกินแค่นี้ แต่แฟนเราตัดสินใจลองสั่งเมนูเนื้อค่ะ ชื่อว่า วากิว Tottori ที่เป็น Signature ของร้านเหมือนกัน เนื้อก็มาเสิร์ฟเป็นสเต็กหั่นเต๋า ย่างแบบ Medium Rare แบบนี้ค่ะ

          เราเป็นคนไม่กินเนื้อเราเลยเฉย ๆ กะจานนี้ ไม่ได้อะไร แต่พอแฟนลองชิมไปได้ 2 คำ คำแรกโรยเกลืออย่างเดียว คำที่สองจิ้มซอสแล้วกินคู่กับกระเทียมทอด นางถึงกับบอกว่า เป็นเมนูเนื้อที่อร่อยที่สุดในชีวิตเลย แล้วก็บังคับให้เรากินค่ะ 5555555 เราก็เอาเข้าปากแบบกล้า ๆ กลัว ๆ เห้ยยยย อร่อยยย อร่อยแบบไม่น่าเชื่อ แซงโอโทโร่เลยค่ะ 55555 คือมันเป็นเนื้อญี่ปุ่นที่กลิ่นความเป็นเนื้อน้อยมาก แล้วแทบจะละลายในปากไปเลย ทั้ง ๆ ที่มาเป็นแบบหั่นเต๋า แล้วเคี้ยว ๆ ไป ความมันแตกกระจายทั่วปาก แฟนเราบอกว่าเลเวลนี้ต้องระดับความมัน A4 ไม่ก็ A5 แน่ ๆ เปิดประสบการณ์เรามากค่ะ แต่ก็คงไม่ทำให้เราเป็นคนกินเนื้อหรอกค่ะ 5555 เพราะเนื้อทั่วไปก็คงไม่เหมือนแบบนี้ แต่ก็ได้รู้เพิ่มขึ้นมาว่า ตัวเองกินเนื้อญี่ปุ่นแบบนี้ได้ ถ้าเป็นแบบนุ่มละลายและกลิ่นความเป็นเนื้อไม่เยอะ


          กำลังจะเรียกเก็บเงิน เชฟก็ยื่นขนมมาให้ บอกว่าแถมเป็นเซอร์ไพรส์ค่ะ ตอนนั้นกรี๊ดมาก 55555 ไม่รู้ว่าเพราะเห็นเรากินเกลี้ยงท่าทางอร่อยมาก หรือเขาแถมทุกโต๊ะนะ แต่กรี๊ดไว้ก่อนค่ะ 55555 สีเขียวที่เห็นนี่เนื้อสัมผัสเป็นเค้กที่สากหน่อย คล้าย ๆ เค้กกล้วยหอมบ้านเรา ส่วนสีเหลืองเป็นขนมฟักทองค่ะ Texture คล้าย ๆ ขนมทองหยิบแต่อันใหญ่มากแล้วเป็นฟักทอง เรียกฟักทองหยิบละกันค่ะ 5555 วิปครีมเป็นแบบจืด จบมื้อแบบสวยงามมากค่ะ


          ลืมถ่ายรูปใบเสร็จมาให้ดูค่ะ บอกเป็นตัวเลขคร่าว ๆ แล้วกันนะคะ ร้านนี้ถือว่าเป็นร้านที่อาหารคุ้มราคามากเลย พูดกันตามตรงราคาแพงเลยค่ะ เมื่อเทียบกับมื้ออาหาร 1 มื้อ อีกอย่างราคาที่เห็นในเมนู ยังไม่ได้รวม Vat 7% และ Service Charge 10% นะคะ แต่ว่าเมื่อเทียบกับวัตถุดิบแต่ละอย่างที่ได้กิน ราคาถือว่าถูกกว่าหลาย ๆ ร้าน ที่คุณภาพระดับเดียวกันเลยค่ะ โอโทโร่ 2 คำ 250 เอง เป็นไปได้ยังไง แฟนเราบอกเคยกินที่อื่น ต่ำๆ ก็คำละ 200 กว่าบาทแล้วค่ะ เนื้อ Tottori วากิว 580 บาท น่าจะได้ประมาณ 100 กรัม ในขณะที่เนื้อเกรดนี้ราคาต่อ กก. น่าจะ 4-6 พันบาทค่ะ 


          หมดทั้งคอร์สวันนี้เราจ่ายไป 2 คน ประมาณ 4300 บาทค่ะ (รวม ++ แล้ว) ตกคนละ 21xx บาท ซึ่งอิ่มมากกก ซึ่งถ้าใครอยากลองซูชิแบบญี่ปุ่นแท้ เราแนะนำร้านนี้เลยค่ะ ละร้านนี้ไม่ได้มีแต่ซูชินะ เมนูเยอะมากทั้งเมนูข้าว แล้วก็ราเมง ราคาร้อยกว่าบาทถึงสองร้อยกว่าบาท เทียบเท่าร้านอาหารญี่ปุ่นดัง ๆ ตามห้างที่เรากินกันประจำเลย แล้วก็ถ้ามาแล้วไม่ใช่คนที่กินซูชิแบบญี่ปุ่นแท้ ไม่ต้องสั่งเป็นเซตก็ได้นะคะ เลือกเฉพาะเมนูที่ชอบจะได้รู้สึกว่าคุ้มค่า แล้วแนะนำจริง ๆ ที่อยากให้สั่งคือ ไข่ตุ๋นหูฉลาม โอโทโร่ แล้วก็ Tottori วากิวค่ะ คนไม่เคยทานเนื้อก็ทานได้ค่ะ แล้วจะชอบด้วยเราคอนเฟิร์ม 555555 


          เจอกันใหม่กับรีวิวต่อไปจาก "กิน จน จน" น้าาา กลับมาอีกครั้งแล้วค่าาาา

ความคิดเห็น