พิชิตผาทาร์ซาน จ.นราธิวาส กับฝนที่กระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง รีวิวโดย Bean Skullflied

จังหวัดที่ใครๆ เมื่อได้ยินเข้าก็มีแต่ความกลัวเต็มในหัวไปหมด ความรู้สึกเหล่านั้นได้ลบหายไปจากใจเราแทบหมดสิ้น คงเหลือไว้แต่ความกระหายที่อยากจะมาสัมผัสถึงธรรมชาติ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ของผืนป่าแห่งนี้ ครั้งนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสความดิบชื้น พร้อมกับเจ้าทากตัวน้อยๆ ที่คอยดูดเลือดคุณไ

พิชิตผาทาร์ซาน จ.นราธิวาส กับฝนที่กระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง

พิชิตผาทาร์ซาน จ.นราธิวาส กับฝนที่กระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง

 วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563 เวลา 21.43 น.

 วันที่เดินทาง 2 ต.ค. 2563

จังหวัดที่ใครๆ เมื่อได้ยินเข้าก็มีแต่ความกลัวเต็มในหัวไปหมด

ความรู้สึกเหล่านั้นได้ลบหายไปจากใจเราแทบหมดสิ้น

คงเหลือไว้แต่ความกระหายที่อยากจะมาสัมผัสถึงธรรมชาติ

ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ของผืนป่าแห่งนี้

ครั้งนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสความดิบชื้น

พร้อมกับเจ้าทากตัวน้อยๆ ที่คอยดูดเลือดคุณไปตลอดทาง

เราจะไปพิชิตยอดเขาที่นี่กันครับ "ผาทาร์ซาน" จ.นราธิวาส

การเดินทาง

สนามบินดอนเมือง >> สนามบินหาดใหญ่ >> บ้านยาเด๊ะ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส >> ผาทาร์ซาน

จุดหมายปลายทาง

- ป่าสอวอใน

- แคมป์ไอร์กือรี

- ต้นสยาโบราณ

- ดงกระพ้อป่า

- แคมป์ผาทาร์ซาน

- ดอกกุหลาบพันปี (แดงประดับผา)

- ผาทาร์ซาน   

ข้อมูลสำหรับท่องเที่ยว

- ป่าแถบสุคิริน จ.นราธิวาส เป็นพื้นที่ป่าดิบชื้น ฝนตกตลอดทั้งปี และทากค่อนข้างชุกชุม

- ค่าเดินป่าผาทาร์ซาน คนละ 3,500 บาท

- สำหรับคนที่มาโดยเครื่องบินสามารถเลือกได้ว่าจะลงสนามบินหาดใหญ่ รอบจะเยอะหน่อย

หรือลงที่สนามบินนราธิวาสจะมีเพียงสองรอบต่อวัน

ติดต่อจองเดินป่า

- บังการิม (Facebook : Jabali Orang Bukit)

เช้าวันแรกของการเดินทาง

พวกเราเริ่มต้นกันที่สนามบินดอนเมือง

เพื่อที่จะเดินทางไปยังสนามบินหาดใหญ่

แต่ทริปนี้ของพวกเราคงจะชุ่มฉ่ำจนลืมไม่ลง

เพราะเมื่อวันก่อนเช็คข่าวล่าสุดแจ้งว่าฝนตกที่นราธิวาสต่อเนื่องจนถึงวันที่ 29 พ.ย.

ฝนเทกระจายแน่นอน แค่คิดก็สนุกแล้วครับ เดินป่าภาคใต้มันต้องอย่างนี้แหละ ฮ่าๆๆ

จากสนามบินหาดใหญ่พวกเราไม่รอช้า

รีบมุ่งหน้าไปยังจังหวัดนราธิวาสกันเลยครับ

กองทัพต้องเดินด้วยท้องครับ

แวะกินข้าวในตัวเมืองนราธิวาสกันก่อน

เดี๋ยวเราต้องไปลุยกันอีกเยอะ

มานราธิวาสแล้วต้องมากินอาหารพื้นเมืองของคนที่นี่กันครับ

ข้าวยำเนื้อราดน้ำวูดู โรยด้วยปลาป่นแซมด้วยผักนิดๆ

แค่นี้ก็ชวนน้ำลายสอกันแล้วครับ

อิ่มกันทุกคนแล้วไปกันต่อครับ

จุดหมายปลายทางของเราวันนี้จะต้องเดินป่าเข้าไปยังแคมป์ไอร์กือรี

นอนคืนแรกที่นี่ก่อนที่วันต่อไปเราจะลุยไปยังผาทาร์ซาน

จุดหมายปลายทางของเราในทริปนี้ครับ

นั่งรถกันไปไม่ถึงชั่วโมงพวกเราก็มาถึงยังบ้านยาเด๊ะ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ครับ

ที่นี่เป็นบ้านของพรานที่จะพาเราไปยังผาทาร์ซาน

แค่บรรยากาศหน้าบ้านก็สวยแล้วนะ

ข้างบนคงจะสวยอีกหลายเท่าเลยแหละ

เตรียมชุด แต่งตัวกันให้พร้อมครับ

พรานบอกว่าเหนื่อยแน่นอน ไม่เป็นไรครับ

ใจสู้ยังไงก็ไหว ลุ๊ย!!!!!

เดี๋ยวๆๆๆ นี่จะไปเดินป่าหรือไปเดินแบบกันแน่ ฮ่าๆๆๆ

แหม่บังโจยืนชูกำปั้นซะเท่เลยนะ ฮ่าๆๆๆ

ก่อนจะออกลุยถ่ายรูปกับสี่สหายในทริปนี้กันซะหน่อย

สีสันนี่จัดจ้านในย่านสุคิรินเลยนะแหม่ แต่ละคนไม่เบา

หน้าตาแต่ละคนอาจจะง่วงหน่อยนะ

เมื่อตืนนอนกันไม่หลับไง ตื่นเต้นจะได้เข้าป่า ฮ่าๆๆๆ

แล้วพวกเราทุกคนก็มาถึงยังจุดเริ่มเดิน

พร้อมๆ กับทีมงานและผองเพื่อนนับสิบคน

ทริปนี้สนุกสุดเหวี่ยงกันแน่!!!!

และนี่ก็เป็นโฉมหน้าบังการิม

พรานป่าที่จะพาเราไปตะลุยยังผาทาร์ซาน

เคร่งขรึมน่าดูครับสไตล์คนใต้

เริ่มเดินกันได้ครับ

ผ่านไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตร

เส้นทางเดินของเราก็เต็มไปด้วยดินโคลน

ยิ่งรองเท้าที่ไม่มีดอกยางเยอะๆ นี่

ลื่นกันเป็นแถวครับ

เส้นทางวันแรกประมาณสี่กิโลเมตรได้

ดูเหมือนใกล้ แต่ไม่เลยครับหนทางยังอีกยาวไกล

เราเริ่มเดินกันราวๆ บ่ายสอง

บังการิมบอกกับพวกเราว่าสักทุ่มกว่าๆ น่าจะถึงนะ

เอ๊าไปกันต่อ แค่นี้สบายมาก

เท่ตลอดนะเราน่ะ เดินได้แล้วเพื่อนเค้าไปโน่นแล้วววว

เละแค่ไหนดูจากสภาพรองเท้าดูครับ

ถึงกับผงะเมื่อเจอต้นหนาม

หลบไม่ทันนี่นอนร้าวไปทั้งคืนแน่ครับ

ฝนตกตลอดไม่มีหยุด

ทางที่เดินก็เต็มไปด้วยโคลนที่ชุ่มฉ่ำ

เดินข้ามน้ำข้ามเขาหลบหลีกขอนไม้กันไม่รู้ต่อกี่ท่อน

สุดท้ายพวกเราก็เดินทางมาถึงยังแคมป์ไอร์กือรีได้สำเร็จ

ด้วยสภาพที่สะบักสะบอมกันพอสมควร

พร้อมกับน้องทากที่เกาะติดมาที่หลัง ฮ่าๆๆๆ

ไม่ต้องบอกก็รู้

ว่าพวกเราหิวกันมากขนาดไหน

เดินกันมาทั้งวัน ทำอะไรให้กินตอนนี้กินหมดครับ ฮ่าๆๆๆ

เหล่าพ่อครัวหัวป่าเริ่มบรรเลงฝีมือการทำกับข้าวกันแล้วครับ

พี่มังของพวกเราโชว์สเต็ปการต้มไข่

ต้องบอกเลยว่าไข่พี่เค้านั้นเนียนชวนกินน่าดูครับ ฮ่าๆๆๆ

ค่ำคืนนี้หนีไม่พ้นเมนูข้าวยำน้ำวูดูโรยปลาป่นเหมือนเช่นเคยครับ

ก่อนที่พวกเราจะแยกย้ายกันไปนอนเปลตามที่ผูกกันไว้

แล้วพบกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ ราตรีสวัสดิ์ครับ

เริ่มต้นเช้าวันที่สองด้วยการกินข้าวมื้อเช้าริมน้ำ

อาหารหรูๆ ไม่ว่าจะแพงแค่ไหน อร่อยแค่ไหน

ก็ไม่เท่ากินข้าวกลางป่าแบบนี้

เป็นมื้อเช้าที่อร่อยไปด้วยธรรมชาติจริงๆ ครับ

ตบท้ายด้วยกาแฟร้อนๆ สักแก้ว

ก่อนออกลุยกันต่อ โคดได้ฟีลลลล

บรรยากาศป่าใต้นี่ละมุนไม่เหมือนที่ไหน

ความบริสุทธิ์ของผืนป่าและอากาศนั้นแทบจะไม่ส่วนไหนต่างกัน

มันดีไปหมดซะทุกอย่างจริงๆ ครับ

นั่นๆ บังโจยังนอนเล่นอยู่อีก

เก็บของแล้วไปกันต่อได้แล้วววว

วันนี้น้ำป่ามาต้อนรับเรากันแต่เช้า

สังเกตได้จากสีน้ำขุ่นมาแต่ไกลเลยครับ

พรานบอกให้พวกเรารีบเดินกันหน่อย

เดี๋ยวน้ำมันมาหนักกว่านี้แล้วจะยุ่งน่ะ

อะยังๆ ยังจะวิดพื้นโชว์อีก สุดๆ อะคนนี้

เดินลุยน้ำกันแบบนี้เลยครับ

น้ำก็ไหลแรงน่าดู

ใครคิดจะมาก็ฟิตร่างกายกันให้ดี

ไม่งั้นคุณจะไม่รอดครับ ฮ่าๆๆ

วันนี้เราต้องเดินกันไกลถึงเจ็ดกิโลเมตร

จนกว่าจะถึงแคมป์ผาทาร์ซานครับ

แต่ขอนไม้ท่อนนี้สูงเอาเรื่อง

เดินไป สั่นไป ทางเดินดีๆ มีไม่เดินนะ ฮ่าๆๆๆ

แล้วพวกเราก็เข้าสู่เขตต้นสยาโบราณกันแล้วครับ

ต้นสยาโบราณนี่ถือว่าหาดูได้ยากแล้วในป่าเมืองไทย

ที่ยังเห็นอยู่นี้เป็นต้นสยารุ่นแรกๆที่ยังเหลือให้เห็น

พรานบอกกับพวกเราว่าเหลือเพียงไม่ถึงห้าต้นแล้วนะ

ควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่งครับ

เดินกันมายังไม่ทันเหนื่อยเท่าไหร่

ได้เวลากินข้าวเที่ยงกันแล้วครับ

ส่วนสองสาวนี่กำลังเช็คน้องทาคูมิกันอยู่

ยิ่งเช็คก็ยิ่งเจอครับ ปัดกันมือระวิง

มันจะดูดก็ปล่อยให้มันดูดไป

คิดซะว่ามาบริจาคเลือดแล้วกัน ฮ่าๆๆๆๆ

กินข้าวกันดีกว่า

เมนูเที่ยงวันนี้ข้าวพริกแกงไก่

อยู่ในป่ากินข้าวกับอะไรก็อร่อยไปหมด

ทุกคนคิดเหมือนเรามั๊ยล่ะ...

แล้วพวกเราก็พากันเข้ามาสู่ดงกะพ้อป่า

ตลบอบอวลไปด้วยหมอกบางๆ ฟุ้งไปทั่วขุนเขา

ใครได้มายืนอยู่จุดนี้ต้องบอกเลยว่าคูลสุดๆ

จนพี่มังต้องบอกเลยว่า

ใครยังไม่มาต้องมาน่ะ

มันสวยจริงๆ เชื่อผม

เชื่อครับพี่ ไม่ต้องชี้หน้าผมก็ได้ ฮ่าๆๆๆ

เดินป่าแบบนี้กระหายน้ำกันใช่มั๊ยล่ะ

พรานป่ามีบริการน้ำดื่มจากธรรมชาติ

ฟันฉับให้เรากินกันสดๆ เลยนะ

นี่เลยครับ "เถาวัลย์น้ำ"

ต้องบอกเลยว่ารสชาติของน้ำที่ออกมานั้นหอมชื่นใจสุดๆ

ออกจากดงกระพ้อป่าแล้ว

พวกเราก็มาเจอกับหินก้อนนี้ครับ

เรา : อ้าวบังโจนี่มันหินอะไรน่ะ

บังโจ : เราว่ามันน่าจะชื่อว่าหินตั้งนะ

เรา : ทำไมล่ะ

บังโจ : ก็มันตั้งอยู่ไง ผ่ามมมมมม!!!!

แยกย้ายๆ เดินต่อกันดีกว่า ฮ่าๆๆๆ

สรุปแล้วพรานบอกกับพวกเราว่า

มันก็ชื่อหินตั้งจริงๆ นั่นแหละ

เมื่อถึงจุดนี้แล้ว เราจะเดินกันแบบนุ่มสบายเท้าสุดๆ

เพราะตลอดเส้นทางจากนี้ไปดินบริเวณนี้

จะนุ่มมากเหมือนป่าปูพรมให้เราเดินไปตลอดทาง

เป็นอะไรที่มหัศจรรย์ดีนะครับ

ในที่สุดพวกเราก็พาร่างกายหอบหิ้วเป้

ที่หนักเกือบสิบโล มายังผาทาร์ซานกันได้สำเร็จ

ช่วงเย็นหมอกยังลอยคลุ้งอยู่

อาจจะไม่สวยมากเท่าไหร่

แต่บรรยากาศดีมากเลยทีเดียว

เดี๋ยวพวกเรานอนเอาแรง

พรุ่งนี้ตื่นเช้ามาชมทะเลหมอกกันครับทุกคน

แยกย้ายกันไปกางเปลกันต่อครับ

ก่อนที่ฝนจะตกลงมาเม็ดใหญ่กว่านี้

แล้วพวกเราจะกางเปลกันลำบาก

แคมป์ผาทาร์ซานที่นี่ ไม่มีน้ำดื่มให้กินกันนะครับ

ถ้าจะเอาก็ต้องเดินลงเขาไปอีกไกลเลย

เรารองน้ำฝนกินกันสดๆ แบบนี้แหละ

เพราะป่าคือทุกสิ่งทุกอย่างของการมีชีวิตอยู่ครับ

เดินสำรวจรอบแคมป์กันไม่ทันไร

เจอเจ้าแมงป่องยักษ์เข้าให้แล้ว

ถ้าโดนกัดเข้าไปนี่มีหวังสลบยาวตลอดทริปเลยครับ

พอฟ้ามืดเหล่าพ่อครัวก็กลับไปประจำตำแหน่งกันอีกครั้ง

ขะมักเขม้นปรุงอาหารกันน่าดู

ส่วนพวกเราก็ถ่ายรูปเล่น

รอเวลากินกันอีกเช่นเคยครับ ฮ่าๆๆๆ

ตัดภาพมาที่วันรุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ใช่ครับพวกเราตื่นมากินกันอีกแล้วครับ

อาหารในป่ามันก็จะมีความฟินแบบนี้แหละ

เช้านี้เรามีของหวานจากฝีมือเชพโจปิดท้ายด้วยนะ

จะอร่อยมั๊ย ไปชิมกันนนนนนน

ถึงเวลาที่เราจะต้องบอกลาแคมป์ผาทาร์ซานกันแล้ว

วันสุดท้ายของการเดินทางที่ฝนยังคงตกกระหน่ำ

อย่างไม่ยอมหยุดยั้งเลยแม้แต่นาทีเดียว

แล้วทะเลหมอกของผาทาร์ซาน

ก็ค่อยๆ ลอยละล่องขึ้นเรื่อยๆ ลัดเลาะไปกับขอบแต่ละสันเขา

เป็นภาพที่เต็มไปด้วยความสดชื่นที่หาจากที่ไหนไม่ได้เลย

นอกจากผืนป่าที่บริสุทธิ์แห่งนี้แหละครับ

ผาทาร์ซานยังมีดอกไม้สวยๆ ให้พวกเราชมกันด้วยนะ

ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ภาคเหนือเท่านั้นนะ

ภาคใต้ก็มีดอกกุหลาบพันปีให้ชมเช่นกันครับ

สีของดอกไม้จะเป็นสีส้มออกแดง

ซึ่งคนที่นี่เขาจะเรียกกันว่า "แดงประดับผา" ครับ

บังโจได้เวลากลับแล้ว

มัวแต่ยืนทำเท่อยู่นั่นล่ะ

ว่าแต่จะเดินกลับกันยังไงล่ะพราน

มองทางซ้าย มองทางขวา ก็หน้าผาหมดเลยน่ะ

จะไปยากอะไรล่ะ ก็เดินลงหน้าผามันนี่แหละ

พูดเป็นเล่นน่ะพราน เอ๊าไปก็ไป สุดจริงว่ะทริปนี้ ฮ่าๆๆๆ

แล้วพวกเราก็เดินลงกันอย่างทุลักทุเล

แหม่ทางเดินลงทิ้งดิ่งขนาดนี้

พลาดไปก็กลิ้งทีเดียวยาวลงหน้าผาไปเลยนะเนี่ย

เดินกันไปสักพัก

มาเดินข้ามน้ำกันต่อ น้ำก็ไม่ใช่ตื้นๆ นะ

เกือบเอว ลุยสุดๆ แบบฉุดไม่อยู่จริงๆ

แล้วกระแสน้ำก็ไหลแรง

แบบไม่ประนีประนอมยอมความกันเลยทีเดียว

เกือบๆ สี่กิโลเมตรจากผาทาร์ซาน

มาถึงยังจุดสุดท้ายของการเดินทางที่อ่างเก็บน้ำไอตีมุง หน่วยพิทักษ์ป่าไอกาเปาะ

ตลอดเส้นทางที่พวกเราร่วมเดินฝ่าฟันกันมา

เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีเลยว่า

ความชอบที่เหมือนกันนั้นนำพาให้เราทุกคนมาเจอกัน

ต่อให้มันจะเหนื่อยอีกมากแค่ไหน ระยะทางจะไกลอีกมากแค่ไหน

เรื่องราวทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอดสามวันสองคืนที่ผ่านมา

มันจะไม่มีวันลบภาพความทรงจำและมิตรภาพที่สวยงามนี้ไปได้อย่างแน่นอน

ส่วนใครที่อยากดูในรูปแบบวีดีโอ

เราก็มีมาให้ชมกันนะ ไม่ใช่ของคนอื่นคนไกล

บังโจคนเดิมนั่นเอง.....ไปชมกันเล้ยยยย

EP1 G-mamong ผาทาร์ซาน

EP2 G-mamong ผาทาร์ซาน

EP3 G-mamong ผาทาร์ซาน

EP4 G-mamong ผาทาร์ซาน

"แม้การเดินทางจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า

สิ่งที่ได้รับกลับมาสู่ใจ

กลับไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่สวยงามเสมอไป

หากแต่เป็นเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างทาง

ที่รอคอยให้พวกเราได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง....."

รายละเอียดค่าใช้จ่าย

ค่าเครื่องบิน ขาไป กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ คนละ 535 บาท  

  ขากลับ หาดใหญ่-กรุงเทพฯ คนละ 635 บาท  

ค่ารถรับส่งหาดใหญ่-นราธิวาส รวมน้ำมัน 3 วัน ทั้งหมด 3,000 บาท คนละ 750 บาท

ค่าเดินป่าผาทาร์ซาน กับข้าว 3 อย่าง มีของหวาน ทั้งหมด 6 มื้อ นอนเปล 2 คืน คนละ 3,500 บาท

ค่าอาหารและเครื่องดื่ม คนละ 1,200 บาท

ไปกัน 4 คน รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดคนละ 6,620 บาท

FB : Bean Skullflied

ความคิดเห็น