ชิมมัสมั่นจานเด็ดที่ แม่ช้อยดอยหลวง รีวิวโดย Voravud Santiraveewan

"มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา" เชื่อว่าหลายๆคนคงคุ้นเคยกับ กาพย์เห่ชมเครื่องคาว - หวาน บทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 ซึ่งถ้อยคำในบทนี้ ล่องลอยขึ้นมาในหัวผมหลังจากที่ได้ลองชิม มัสมั่นเนื้อจานเด็ดที่ร้านอาหาร แม่ช้อยดอยห

ชิมมัสมั่นจานเด็ดที่ แม่ช้อยดอยหลวง

ชิมมัสมั่นจานเด็ดที่ แม่ช้อยดอยหลวง

 วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564 เวลา 09.57 น.

 วันที่เดินทาง 15 ต.ค. 2564

"มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง

ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา"

เชื่อว่าหลายๆคนคงคุ้นเคยกับ กาพย์เห่ชมเครื่องคาว - หวาน บทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 ซึ่งถ้อยคำในบทนี้ ล่องลอยขึ้นมาในหัวผมหลังจากที่ได้ลองชิม มัสมั่นเนื้อจานเด็ดที่ร้านอาหาร แม่ช้อยดอยหลวง ที่จะพาเพื่อนๆไปชิมกันในวันนี้ ซึ่งรสชาตินั้นชวนอยากให้กลับไปทานอีกรอบจริงๆ ลองมาดูกันครับ ว่าร้านนี้มีอะไรอร่อยบ้าง

ส่วนตัวผมรู้จักร้าน แม่ช้อยดอยหลวง จากคุณลุงที่รู้จักกับคุณสันติ เศวตวิมล หรือ แม่ช้อยนางรำ นักหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ชื่อดัง และ นักชิมระดับประเทศ โดยคุณลุงของผมไปทานอาหารที่ร้านนี้มา และคุณแม่ไปเห็นทาง facebook พอดี เลยเกิดอาหารตามรอยกันไปถึงร้าน

ร้านอาหารแม่ช้อยดอยหลวง อยู่ริมถนนของซอยเรวดีตรงข้ามกับซอยเรวดี 62 มีที่จอดรถอยู่ด้านในร้าน ลักษณะร้านเป็นบ้านเดี่ยวไม่ใหญ่มาก บ้านมีลักษณะทรงสูงติดแอร์ บรรยากาศกันเอง เหมือนไปนั่งทานอาหารบ้านเพื่อน

อาหารจะมี 2 ลักษณะคือ อาหารประจำ ที่จะมีบริการทุกวัน และอาหารพิเศษ ที่จะมีบริการสับเปลี่ยนหุนเวียนกันไปในวันเสาร์อาทิตย์ มาทานร้านนี้ต้องใจเย็นๆนิดนึงนะครับ เพราะแม่ครัวคือภรรยาของคุณสันติ เป็นคนปรุงอาหารคนเดียว และด้วยความที่มีลูกค้าเข้ามาตลอด ทำให้ต้องรอกันนิดนึง แต่รับรอง คุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอน

อาหารจานแรกที่มาถึง เป็นอาหารไทยโบราณที่หาทานได้ยากแล้วในปัจจุบัน ในชื่อของ "พระรามลงสรง" หรือ "ซาแต๊ปึ่ง" ทำขึ้นครั้งแรกโดยชาวจีนเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู บ้างก็ว่าเป็นของชาวแต้จิ๋ว สำหรับรับประทานในครอบครัว จนแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ในสมัยกรุงธนบุรี โดยพระรามลงสรงเป้นชื่อไทยที่ตั้งตามลักษณะการทำอาหาร คือพระรามมีองค์เป็นสีเขียว เปรียบเสมือนกับการนำผักบุ้งมาลวกบนน้ำ คือพระรามกำลังอาบน้ำนั่นเอง

พระรามลงสรง เป็นอาหารจานเดียว ราดด้วยหมูชิ้นลวก ผักบุ้งลวก และราดด้วยน้ำซอสรสชาติคล้ายๆน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ ปรุงรสเพิ่มด้วยน้ำพริกเผา และพริกฝาน ทันทีที่เข้าปาก รสชาติถั่วและความหอมหวานของน้ำซ๊อสกระจายไปทั่วปาก ได้รสสัมผัสกรุบกรอบของผักบุ้ง เพิ่มสีสัน และรสชาติได้เป็นอย่างดี อร่อยมากครับ

"กระดูกหมูอ่อนผัดใบยี่หร่า" เมนูแปลกๆที่ไม่เคยเห็นอีกแล้ว เคี้ยวไปก้อจะรู้สึกกรุบๆกรอบๆไป พร้อมกับกลิ่นหอมของใบยี่หร่าที่แทรกขึ้นมาเรื่อยๆ รสชาติเข้มข้นจัดจ้านมาก ทานไปเหงื่อแตกไป สามารถทานกับข้าว หรือนำใบที่ให้มาด้วยในจานห่อแล้วค่อยทานก้อได้

"มัสมั่นเนื้อ" มาแบบจัดเต็มมากๆ เนื้อชิ้นใหญ่ๆหลายๆชิ้นเลย พร้อมกับขนมปังปิ้งและอาจาด ผมลองเอาขนมปังจิ้มดูก่อน ทันทีที่เข้าปาก ต้องร้องเลยครับ ไม่ใช่อะไร มันร้อนนนนนนน เอาล่ะ กลับเข้าเรื่อง กลิ่นหอมของเครื่องเทศเข้มข้นมากๆ หอมทั่วไปหมดทั้งปาก ไม่เคยกินมัสมั่นที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อน พอชิมเนื้อดู เนื้อนุ่มมากๆๆๆๆๆ และเครื่องเทศหอมซึมเข้าเนื้อสุดๆ มัสมั่นจานนี้ เป็นสูตรของตระกูล บุนนาค มีรายการทีวีจากต่างประเทศเดินทางมาถ่ายทำ และยกย่องให้เป็นมัสมั่นที่อร่อยที่สุด ซึ่งไม่เกินเลยไปเลย ผมแทบจะสั่งกลับไปกินต่อที่บ้านเลย แต่โดนห้ามไว้เพราะกลัวคุณพ่อที่ทานมันไม่ค่อยได้จะทนไม่ไหวมาขอแจมด้วย


"กระหล่ำปลีผัดน้ำปลา" เมนูง่ายๆ แต่เป็นของโปรดของผม แต่ด้วยความง่ายนี่แหละ จะทำให้อร่อยไม่ใช่ง่ายๆเลย กะหล่ำปลีผัดน้ำปลาของแม้ช้อยดอยหลวง ผ่านไปอย่างสบาย กะหล่ำปีกรุบกรอบที่หอมน้ำปลา เคี้ยวเพลินๆแป๊ปเดียวก้อหมดจานล่ะ

"ปีกไก่ทอดซินเกียง" ตอนที่สั่งจานนี้ แลดูทุกคนงงๆว่าสั่งเมนูพื้นๆแบบปีกไก่มาทำไม แต่ผมทำการบ้านโดยการหารีวิวอ่านมาก่อนแล้ว ปีกไก่มาในชิ้นที่อวบใหญ่เนื้อแน่นๆ ข้างนอกเหลืองกรอบหอมกรุ่น ในขณะที่เนื้อในนิ่มนวลละมุนลิ้น มาด้วยน้ำจิ้ม 3 แบบคือ น้ำจิ้มไก่ปกติ มายองเนส และน้ำจิ้มขมิ้น แนะนำให้จิ้มกับน้ำจิ้มขมิ้นและมายองเนสครับ กลิ่นขมิ้นหอมเข้มข้นมากๆ อร่อยสุดๆ

"ยำเย็นตาโฟ" มาด้วยเครื่องปรุงมาตรฐาน แต่วัตถุดิบแต่ละชิ้น ปลาหมึกเอย กุ้งเอย ผักบุ้งเอง ชิ้นใหญ่สะใจ และสดมากๆ ราดซอสยำที่คลุกเคล้ากับน้ำเย็นตาโฟ ก้อเป็นอีกเมนูหนึ่งที่ไม่ควรพลาด

จานสุดท้ายแล้ว กับ "บะกุ๊ดเต๋" ที่รอนานหน่อย เห็นแบบนี้ในชามมี ซี่โครงหมูชิ้นใหญ่หลายๆชิ้นอยู่ในนั้น เยอะจนตกใจ ตุ๋นจนเนื้อเปื่อยนุ่ม แทบละลายในปาก คลุกเคล้ากับกลิ่นหอมของสมุนไพรจีน และเครื่องต่างๆในน้ำซุปที่ผสมกันมาอย่างดี ซดแล้วหยุดไม่ได้เลย

สำหรับค่าเสียหายในวันนี้ ก้อถือว่าราคามาตรฐาน แต่ได้รสชาติอิ่มอร่อยทุกอย่าง หลังจากเริ่มเบื่อพวกร้านปิ้งย่าง ชาบู ที่มีเกลื่อนเมือง มาเปลี่ยนบรรยากาศกับอาหารไทยจีนดีๆแบบนี้ ต้องบอกเลยว่าอิ่มทั้งท้อง อิ่มทั้งใจครับ


ติดตามกันต่อได้ที่

https://www.facebook.com/TravelofSalaryMan/

https://www.facebook.com/voravuds

ความคิดเห็น