ขี่รถเครื่องตะลุยแดนใต้ 2137 km. รีวิวโดย กฤติณ เชิงทอง

สวัสดีเพื่อน ๆ  ด้วยครับ วันนี้ผมจะมาเล่นเรื่องราวการเดินทางด้วยรถเครื่อง (ติดมาจากภาษาถิ่นใต้) กับการอยู่บนเบาะแคบ ๆ กว่า 2137 กิโลเมตร ระยะเวลากว่า 12 วัน ตั้งแค่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2562 กับการตะลุยภาคใต้จังหวัด ประจวบ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ เรียกว่าได้ทุกเกือบทุกรส ภูเข

ขี่รถเครื่องตะลุยแดนใต้ 2137 km.

ขี่รถเครื่องตะลุยแดนใต้ 2137 km.

 วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2563 เวลา 13.37 น.

 วันที่เดินทาง 22 ส.ค. 2563

สวัสดีเพื่อน ๆ  ด้วยครับ วันนี้ผมจะมาเล่นเรื่องราวการเดินทางด้วยรถเครื่อง (ติดมาจากภาษาถิ่นใต้) กับการอยู่บนเบาะแคบ ๆ กว่า 2137 กิโลเมตร ระยะเวลากว่า 12 วัน ตั้งแค่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2562 กับการตะลุยภาคใต้จังหวัด ประจวบ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ เรียกว่าได้ทุกเกือบทุกรส ภูเขา เดินป่า ลำธาร คลอง ทะเล !


วันที่ 1 ชีวิตมักไม่เป็นไปตามแผนเสมอ

ก่อนออกเดินทางผมวางแผนไว้ว่าวันแรกอยากไปนอน บ้านป่าหมาก ประจวบ ที่ต้องขึ้นเขาไป 30 กว่าโล นั้นคือจุดหมายแรกของผม
เริ่มต้นวันแรกของการเดินทางกับความร้อนมาก ๆ ของภาคกลาง อุณหภูมิราว ๆ 40 กว่าองศา หลังจากเตรียมแพ็คกระเป๋าเสร็จ ก็ออกเดินทางตอน 9 โมงกว่า ๆ ร้อนมาก ๆ  ร้อนจนเสี่ยงกับโรค heat stroke จริง ๆ สำหรับเพื่อน ๆ ชาวไบค์เกอร์หรือนักเดินทางที่ชอบเที่ยวด้วยมอเตอร์ไซค์ ช่วงนี้ระวังกับโรค heat stroke ด้วยครับ มันร้อนจนระหว่างขี่รถอยู่เหงื่อออกในหมวกได้ ต้องคอยจอดกินน้ำเป็นระยะ ๆ อย่าให้ขาด เราไม่มีแอร์แบบรถยนต์ ช่วงที่ผมเดินทาง (วันที่ 1 วันแรงงาน) ตามเพจในเฟสกระจายข่าวความเสี่ยงโรค heat stroke บ่อยมาก เพราะมันร้อนจริง ๆ เลยต้องป้องกันตัวเองหน่อย ถอดเสื้อชุบน้ำแล้วขี่เอา ไม่ต้องกลัวชื้นเลย เพราะขี่ได้ 10 นาทีก็แห้งหมดแล้วครับ ร้อนจริง ๆ


ประมาณ 11 โมง แวะอัดน้ำกับชีสเบอร์เกอร์กุ้ง ปตท.บายพาสหัวหิน กดดูโลเคชั่นสถานที่แรกที่จะไปกางเต็นท์ รร.ตชด บ้านป่าหมาก ห่างอีก 50 กว่ากิโล ไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ทำไม GPS เด้งเป็นชั่วโมงเลยหว่า และเริ่มออกเดินทางต่อ อีก 50 โล จะได้พักซักที ใกล้ถึงเป้าหมายอีก 30 โล ระหว่างทางรู้สึกอากาศดีขึ้น อุณหภูมิที่รถแจ้งว่าอยู่ราว ๆ 36-37 องศาเท่านั้น ไม่แน่ใจเพราะว่าขึ้นเขาด้วยรึเปล่า

หารู้ไม่ หายนะกำลังรอเราอยู่ข้างหน้า




น้ำมันเหลือสองขีด เลยแวะปั้มหลอดชาวบ้านข้างทางเติมน้ำมันกับซื้อน้ำ ถามทางป้าคนขายว่าบ้านป่าหมากไปทางไหนครับ
ป้าบอกว่า ตรงไปอย่างเดียวเลยหนุ่ม ทางจะรุงรังนิดหน่อย แต่ไปได้สบาย ๆ เห็นรถเก๋งไปกันเยอะแยะ แต่สัญญาณมือถือไม่ค่อยมีนะ ระวังหลง
นึกว่าป้าขู่ให้กลัว ขี่ต่อด้วยความสบายใจ อากาศเริ่มเย็นขึ้น สงสัยขึ้นเขา จนเจอทางกึ่ง ๆ วิบาก คิดในใจ ทางถือว่ากระจอกมาก มาได้ยัน R1 จอดถ่ายรูปซะหน่อย

ไปสักพักเริ่มฮาไม่ออก ทำไมมันวิบากกรรมขึ้นเรื่อย ๆ ทางแยกก็โครตเยอะ ไหนป้าบอกตรงอย่างเดียว อกล่างนี้ขูดแล้วขูดอีก GPS ก็ใช้ไม่ได้ สัญญาณมือถือก็ไม่มี เหมือนจีบสาวแล้วโดนเธอบล็อคไลน์ 😭

จอดกินน้ำแล้วคิดว่าจะเสี่ยงไปต่อ หรือ พอแค่นี้ดี คนอื่นที่เขาไปนี้ไปกันยังไงหนอ จนสุดท้ายก็คิดว่าเหนื่อยก็พัก เขาไม่รักก็พอ หันรถกลับ ขาเข้าเสียเวลาไปเกือบสองชั่วโมง ขาออกเสียอีกเกือบสองชั่วโมง กับระยะทางแค่ หกสิบกว่าโล แต่เหมือน ×2 เหนื่อยมาก ร้อนมาก น้ำก็หมด มือถือแบตก็จะหมด สัญญาณก็ไม่มี ถือว่ายังทำการบ้านมาไม่พอ (ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองวางแผนมาดีแล้วนะ) ถือว่าเป้าหมายแรกพัง


เข้าไป 11 โมงกว่า ๆ ออกมาสามโมงกว่า เหนื่อยมาก เลยแวะร้านข้าวชาวบ้านเติมพลังและพักให้หายเหนื่อย ชาร์จแบตอุปกรณ์ไฟฟ้า กับข้าวอร่อยดี ได้เยอะด้วยนะ 30 บาทเอง

ต่อไปจะเอายังไงดี แผนวันแรกล่มแล้ว จะไปต่อชุมพรเลยดีไหม เปิดดู GPS อีกสองร้อยกว่าโล ...
เปิด Agoda หาที่นอนดีกว่า ได้ที่พักชื่อ เดอะบีช วิลเลจ รีสอร์ท ห่างไปแค่ 40 โล 30 นาทีน่าจะถึง


ก่อนจะออกจากร้าน เหมือนดวงอาทิตย์ทะเลาะกับดวงจันทร์เลยงอนหายไป เมฆฝนเข้ามาแทน ทำได้แต่สวดอ้อนวอนพระเจ้าว่าอย่าเพิ่งตก อีก 40 โลให้ผมถึงที่พักก่อนนะ


สงสัยพระเจ้าเห็นเราบ่นร้อน เลยจัดฝนให้ชุดใหญ่ ต้องจอดศาลาพักใจ

ฝนหยุดก็ขี่ไปที่พักต่อ จะได้นอนตากแอร์พักสักที


ห้องพักผมใส่สปอยไว้นะครับ สำหรับคนอยากดูสภาพห้อง ชื่อที่พัก The beach Village สวยงาม หรูหรา จองผ่านอโกด้าได้โปร ราคาไม่แพงด้วย มีสระน้ำ และที่สำคัญ ไม่ไกลจากทะเล มีจักรยานให้ใช้ฟรีด้วยนะ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ที่พักหรูหราใช้ได้เลย จากตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะไปกางเต็นท์นอนนะเนียะ

แต่อนิจจา พนักงานรูดบัตรสองรอบ !! แถมดันเป็นบัตรเดบิต หักเงินเลยอีก ต้องรอเงินมัน Void เข้าบัญชีอีกกี่วันก็ไม่รู้ 555 ซวยสองเด้ง


ไหน ๆ แผนก็พังละ ตังโดนหักอีก กางเต็นท์นอนบนเตียงเลย ต้มมาม่ากินเบียร์ย้อมใจ นอนกอดเข่าร้องไห้คนเดียว พรุ่งนี้เที่ยงค่อยออก วันแรกก็มีแต่เรื่องซวย ๆ ซะแล้ว 555 ด้วยความเหนื่อยจากการไปลงบนเขากว่า 2 ชั่วโมงกว่า ๆ ทำให้คืนนี้ไม่ได้ไปเที่ยวต่อไหนครับ นอนหลับยาว ๆ ยันเช้าเลย...





เช้าวันที่ 2 ผมตื่นก่อนเวลาอาหารเช้า 1 ชั่วโมง (อาหารพร้อมตอน 7.30) เลยยืมจักรยานปั่นไปดูทะเลเสียหน่อย




สภาพแวดล้อมสวยงามใช้ได้เลย เหมือนหาดส่วนตัว แต่ผมไม่ได้เล่นนะ เพราะแดดมันจ้ามาก ยืนตากแดดนาน ๆ ก็จะเป็นลมแล้ว กลับไปเล่นน้ำที่พักก็ได้ เลยได้แต่เดินถ่ายรูปอย่างเดียวแทน



ถ่ายรูปจนหน่ำใจแล้วก็กลับที่พักไปกินอาหารเช้าโลด เตรียมออกเดินทางต่อ

ผมใส่สปอยอาหารเช้าเอาไว้นะครับ สำหรับคนอยากดูว่าอาหารเช้ามันมีอะไรบ้าง  แพนเค้กอร่อยมาก


[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

หลังจากกินข้าวเช้า กับชมวิวทะเลแล้ว ก็รีบออกไปต่อชุมพรโดยไว เพราะใช้เวลาราว ๆ 4 ชั่วโมงถึงที่หมาย เลยต้องรีบหน่อยอยากถึงก่อนบ่าย

พอใกล้ถึง มีทางวิบากพอหอมปากหอมคอ และถึงที่หมาย น้ำตกคลองเพรา หรือ อุทยานแห่งชาติน้ำหงาว มาถึงก็เดินไปสอบถามเจ้าหน้าที่ว่ากางเต็นท์ตรงไหนได้บ้าง

เกือบลืมบอกระหว่างทาง ถ้าวิ่งเส้นอุทยานเขาสามร้อยยอด วิวสวยมาก จอดถ่ายรูปได้เลยนะครับ รถน้อยสุด ๆ 



เจ้าหน้าที่ใจดีมาก พาเดินสำรวจจุดที่คนนิยมกางกันบ่อย ๆ ผมได้ทำเลแจ่ม จึงเริ่มลงมือกางเต็นท์ทันที เก็บกดจากเมื่อวาน



เดี๋ยวมาต่อนะครับ ตัวอักษรเกินละ

กางเสร็จก็ถึงเวลาเตรียมเสบียง เลยเดินไปซื้อน้ำจากร้านชาวบ้านใกล้ ๆ มา 10 ขวด มีของกินเยอะ และราคาไม่แพงเลย (ข้าวจานละสามสิบได้)

ร้านค้าอยู่ใกล้ ๆ นี้แหละครับ เดินมาเอา ของกินเยอะมาก ราคาไม่แพง

เสร็จก็ต้มมาม่ากิน แล้วก็ถึงเวลาแข่น้ำเย็น ๆ สักที ผมมาถึงเร็วกว่าที่คิดไว้นิดหน่อย เลยมีเวลาเรื่อยเปื่อยเยอะ และที่สำคัญ ไม่มีสัญญาณมือถือใด ๆ ทั้งสิ้น ตัดขาดจากโลกโซเชียล

รูปที่เหลือใส่สปอยไว้สำหรับคนสนใจดูเพิ่มนะครับ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

โอ๊ะ ที่สำคัญต้องดูแลบำรุงโซ่กันหน่อย ผมฉีดทุก ๆ 500 โล ครับ ฉีดอัดไปเลย ค่อยมาล้างตอนกลับบ้านทีหลัง 555

จริง ๆ ผมคิดเผื่อสถานการณ์ไร้สัญญาณมือถือไว้ด้วยนะ เตรียมกันดั้มมาต่อ 2 กล่อง แต่... หาคีมตัดไม่เจอ เลยไม่ได้ต่อกันดั้มเลยทั้งทริป!!

เลยหยิบสมุดกับปากกามาเขียนนู้นเขียนนี้แทน 555

ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดละ มืดไวจังแหะ เลยเตรียมอุปกรณ์แสงสว่างไว้ ตอนกลางคืนต้องมืดมากแน่ ๆ ที่สำคัญ ยุงเยอะมาก...

เย็น ๆ เริ่มหิว เลย ต้มโจ๊กกินกับหอยลายกิน ซักพักข้าศึกบุก ปวดท้องมาก เลยเดินไปสำนักงานจะขอเจ้าหน้าที่เข้าห้องน้ำหน่อย

ห้องน้ำสะอาดมากนะ

เจ้าหน้าที่ใจดีมาก ชวนกินข้าวด้วย และที่สำคัญมีสัญญาณ Wifi ให้ใช้ เพิ่งจะรู้ !!!

คืนนี้ยังอีกยาวไกล ที่สำคัญ อากาศไม่ร้อนอย่างที่คิด แต่ยุงกับแมลงเยอะมาก ก ก ก ก ก เปิดไฟล่อแมลงไว้หน่อยดีกว่า

จริง ๆ ตอนดึก ๆ ไม่รู้กี่โมงได้ยิงเสียวคลุกคลั่ก ๆ และจู่ ๆ เต็นท์ก็ขย่ม!! ผมสะดุ้งตื่น... แต่ไม่ได้ออกไปดูนะ กลัวผี เลยข่มตานอนต่อทั้งยังงั้นแหละ 555 พอเช้ามา ฟายชีทหาย!!

หันไปดูข้าง ๆ ตัวอะไรมันมานอนข้าง ๆ วะ อ่อที่แท้ ก็มีหมามานอนด้วยนี่เอง โดยมีฟายชีทม้วน ๆ ตัวมันอยู่นั้นแหละ แต่สงสัยว่ามันดึงฟายชีทได้เองเลยหรอ...

ชงโอวัลตินดื่มก่อนเลย เช้า ๆ อากาศดีมาก อุณหภูมิที่รถแจ้งว่า 26 องศาเอง นี้แค่ชุมพรนะเนียะ

จากนั้นก็ต้มโจ๊กสำหรับอาหารเช้า แช่น้ำซักพัก เย็นชื่นใจ ธรรมชาติบำบัดที่แท้จริง

หลังจากนั้นเก็บข้าวของ เตรียมเดินทางสู่จุดหมายต่อไป!

ผมเลิกของหวานมาซักพักละ แต่ช่วงบ่าย ๆ อากาศมันก็กลับมาร้อนอีก มีเมฆเหมือนฝนจะตกเป็นจุด ๆ การพักดื่มน้ำหวาน ๆ เย็น ๆ ก็ช่วยให้ไม่เสี่ยงต่อโรคฮีทสโตรกได้ เรามาเที่ยวด้วยมอเตอร์ไซค์ต้องดูแลตัวเองนิดนึง

จากนั้นก็ถึงสุราษฯ

อันนี้ไม่มีอะไร เล่าให้ฟังเฉย ๆ คือผมอยากลองนอนวัดมาซักพักละ ทำการบ้านก่อนออกเดินทางว่าวัดไหนน่านอน หวยมาลงที่วัดนี้ เพราะใกล้เขื่อนดี แต่รูปนี้ผมถ่ายวันอื่น เพราะวันที่ผมมาถึง มันเป็นวันที่มีตลาดนัดพอดี คนเลยจะเยอะ ๆ หน่อย

ไม่ควรทำตามเลยนะครับ เพราะตามหลักแล้วมันอันตรายมาก รถหลุดโค้งมาก็หลับยาวยันชาติหน้าได้เลย...

แต่ผมกลัวผีน่ะ เลยมานอนตรงนี้สบายใจกว่า สังเกตเห็นว่ารถมันไม่ค่อยมี 555

จากนั้นก็มาสำรวจตลาดนัดที่วัดนั้นแหละ พอได้อะไรกินมาบ้าง แต่ถ้าจะหาเซเว่นบอกเลยว่าใกล้ที่สุดราว ๆ 30 โลได้ ...

ก็หาร้านของชำแถวนั้นแหละ มีของไม่เยอะ แต่มีที่จำเป็นเพียงพอ ก็กลับไปนอน วันนี้นอนไวเพราะเหนื่อยจัด

มาต่อที่เช้าวันใหม่กันครับ ผมตื่นแต่เช้าเพื่อหาของกินที่ตลาดนัดอีกเมืองนึง บรรยากาศคันทรี่หน่อย ๆ อุณหภูมิเช้า ๆ อากาศดีนะ ค่อนไปทางหนาวเลยครับ

ของนี้ผมว่าราคาไม่แพงเลยนะครับ ถ้าขับรถยนต์แล้วเอากระทะเอาหม้อมาด้วยนี้ต้องซื้อไปทำอะไรกินบ้างละ 555

ถึงเป็นตลาดนัดชาวบ้าน แต่ก็มีเปิดหมวกนะ ร้องเพลงเพราะด้วย แต่เพลงใต้หมดนะ

จัดป๋าท๋องโก๋หน่อย ยืนดูซักพักละ หิวเลย

กลิ่นขนมครกหอมมาก มีสองเวอร์ชั่น คือ ทรงเครื่องสมัยใหม่ (ที่เรากิน ๆ กัน) กับแบบโบราณไม่มีเครื่อง ชาวบ้านแถวนี้ชอบกิน

จากนั้นก็กลับไปกินให้เรียบร้อย มุ่งหน้าไปจุดต่อไป ซึ่งวันนี้จากตอนแรกที่ผมกะจะนอนเต็นท์อีกซักคืน แต่ อุปกรณ์สำรองไฟฟ้าแบตเริ่มจะหมดกันแล้ว เลยจำเป็นต้องหาที่พักชั่วคราวเพื่อชาร์จแบต เป้าหมายที่เราจะไปคือ เขื่อนรัชชประภา แต่ไม่ได้นอนแพนะครับ นอนห้องเช่าธรรมดาแถวเขื่อนนี้ล่ะ มีตั้งแต่หลักร้อยยันหลักพัน แถมห้องพักก็ไม่ได้ขี้เหร่นะ

ถ้าตัววัดอุณหภูมิรถผมไม่เสีย ก็จะอยู่ราว ๆ 28 องศาเองนะ ระหว่างทางมีฝนตกลงด้วย แต่ขี่ไปซักพักก็พ้นจุดที่ฝนลงละ แดดเปรี้ยงเลย

ถึงเขื่อนซักที ทางขวาฟ้าแจ่มใส แต่ทางซ้ายเมฆฝนลอยมาแต่ไกล 555 อย่างที่เขากล่าวกัน ที่ใต้มีทุกฤดูย่อมมีฝนเสมอ

จากนั้นก็ขี่ขึ้นไปบนเขื่อน ก็ เอ๊ะ เมื่อก่อนมันไม่มีร้านกาแฟนี่นา สงสัยเพิ่งสร้าง เลยไปลองดูหน่อย

บรรยากาศ วิว ก็โอเคดีครับ แต่บนเขื่อนมันมีจุดอื่นที่แจ่มกว่านี้อยู่ แต่ใครร้อนก็ถือว่ามานั่งตากแอร์เอาได้

ราคาถือว่าไม่แพงเลยนะครับ

จริง ๆ จะลงเรือต่อ แต่วันที่ผมมามันไม่ใช่เทศกาล คนเลยน้อยมาก ๆ ทำให้ไม่ค่อยมีคนหาร ... ผมเลยไม่เอาดีกว่า แพงเกิ๊น อีกอย่างผมมาบ่อยมาก ๆ ละเขื่อนเนียะ นั่งตากลมซักพักก็มุ่งหน้าหาที่เที่ยวต่อ

อ่ะลืมบอก สำหรับคนแบ็คแพคมายาว ๆ ที่นี่หาตู้ซักผ้าสาธารณะง่ายมาก ๆ เลยนะครับ แทบจะมีทุกอำเภอเลยล่ะ จุดที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวก็มีนะเออ แปลกดี สงสัยชาวบ้านแถวนี้ไม่ค่อยนิยมมีเครื่องซักผ้าเป็นของตัวเองกัน หาง่ายกว่าเซเว่นอีก

เป้าหมายที่ผมจะไปคือคลองน้ำใส จริง ๆ ผมไปมาหลายรอบแล้วล่ะ แต่อยากแช่น้ำเย็น ๆ ที่นี่มันมีไม่กี่ที่ และคลองมันสวยจริง ๆ นะเออ

ที่สำคัญ ระหว่างทางมันสวยด้วยนะ มีอุโมงค์ต้นไม้ (ที่เป็นสวนยาง) ด้วย ขี่ช้า ๆ รับลมเย็น ๆ เพลินเลย

มาถึงก็ผิดคาดนิดหน่อย สงสัยเพราะส่วนใหญ่ผมจะมาวันธรรมดา คนจะไม่มีเลยไม่ค่อยเสียค่าเข้าค่าจอด แต่ดันลืมไปว่าวันที่ผมมาวันนี้มันคือวันเสาร์ คนเลยเยอะมาก ๆ ผมเลยนั่งพักแปปนึง ละคิดว่า ค่อยมาใหม่วันหลังก็ได้

สำหรับรูปที่ผมมาซ้ำวันที่ไม่มีคน วันธรรมดา ผมใส่สปอยไว้ให้สำหรับคนอยากดูคลองเต็ม ๆ ขอบอกว่าใสมาก ๆ ครับ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

จากนั้นก็กลับ ขากลับแวะเข้าตัวเมืองเดียวกับที่ผมมาซื้อของตลาดนัดตอนเช้านั้นแหละ นึกว่าเมืองร้าง... 555 แต่มีเซเว่นนะ พนักงานนั่งเหงาเลย... จากนั้นฝนก็ตก (เพิ่งมารู้ทีหลังว่าช่วงที่ผมไป มันช่วงพายุเข้า) ผมก็นอนเขี่ยมือถือจนหลับ รอไปดูทะเลหมอกตอนเช้า

ตื่นเช้ามารีบขี่ไปเขื่อนทันที แต่... หมอกมีน้อยมาก 5555

แต่อากาศเย็นมาก ๆ ครับ ก็เจ๊า ๆ กันไป เรายังอยู่อีกหลายวัน ค่อยมาดูใหม่

จากนั้นผมได้โพสต์หาเพื่อนแถวนี้ในกลุ่มเฟสบุ๊ค (เพราะวันนี้มันวันอาทิตย์ ที่เที่ยวดัง ๆ คนเยอะหมด ผมเลยขี้เกียจไปไหน เลยอยากหาเพื่อนหน่อย) ได้รู้จักกลุ่มที่ใช้รุ่นเดียวกับผมผ่านกลุ่มเฟสบุ๊ค เลยขี่ไปหา อยู่ตัวเมืองสุราษฯ ตัวเมืองแบบตัวเมืองจริง ๆ ห่างจากเขื่อน 40 กว่าโลได้ มาถึงคิดในใจ จังหวัดเดียวกันแน่หรอวะ ทำไมมันทันสมัยอย่างนี้ มีเซ็นทรัลด้วยนะ 555 ที่ ๆ เราอยู่นี้กว่าจะหาเซเว่นเจอนี้โครตยากเลยนะ!

มาถึงพี่ ๆ เขาใจดีมาก ต้อนรับอย่างดี เลี้ยงน้ำ แถม ช่วยล้างโซ่ให้ด้วย จากนั้นก็นั่งคุยเล่นเรื่อยเปื่อยจนเย็น ผมถึงขอตัวกลับ เพราะอยากไปนอนเขาสก ซึ่งต้องขี่ไปอีก 60 กว่าโลได้ .... และแน่นอนผมไปไม่ทันน่ะสิ ! เลยต้องนอนที่พักเดิมต่ออีกคืนนึง 555

อันนี้ไม่มีอะไร อยากเล่าเฉย ๆ ที่ไปไม่ทันเพราะมัวแต่เข้าห้องน้ำอยู่ จู่ ๆ ท้องก็เสียซะได้ เลยต้องแวะปั้ม เสียเวลาเป็นชั่วโมงเลยให้ตายซิ 555

เช้าวันต่อมาเป็นวันจันทร์ ที่ฝนกระหน่ำตกตั้งแต่ตี 5 จนสิบโมงกว่าละ มันยังไม่หยุดเลย เที่ยงนิด ๆ จึงหยุด ผมจึงได้เวลาออกไปเขาสกซักที

ระหว่างทางก็จะมีช่วงวัดใจเป็นระยะ เพราะเมฆฝนดำทมิฬมาแต่ไกล จะเสี่ยงไปหรือรอก็แล้วแต่ใจของท่าน แต่ฝนที่ใต้มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ และบางทีมันตกไม่ทั่วฟ้า ตกเป็นจุด ๆ บางทีขี่ลุยไปห้านาทีก็ถึงจุดที่ฝนไม่ตกแล้ว แห้งเลย หรือบางทีหยุดรอจนฝนหมดแล้วขี่ต่อ อ้าว ดันตกอีกที่เฉย เลยต้องวัดใจเอาจะลุยหรือพอ 555 แต่ผมลุยยาว ๆ โดนฝนเป็นระยะ ๆ คือมาใต้แล้วหวังไม่โดนฝน ถือว่าผิดผีมาก ๆ นะ 555

ใกล้ถึงอุทยานเขาสกละ (คนละจุดกับเขื่อนเชี่ยวหลานนะ แต่เขื่อนเป็นเขตอุทยานเหมือนกัน ห่างกัน 30-40 โลได้) นึกว่าหลุดมาอีกมิติ ขยี้ตาตัวเอง นั้นเมฆหรือหมอก หรือใครมาดูดกัญชาแถวนี้ คือวิวมันสวยจริง ๆ แล้วตอนนั้นบ่ายกว่าด้วยนะคุณ

จากนั้นก็ถึงอุทยานเขาสกซักที โดยทางเข้าอุทยาน จะมีหมู่บ้านเล็ก ๆ (บ้านคนไม่ค่อยมีหรอก ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร ร้านนวด) อุณหภูมิที่รถบอกคือ 24 องศา ถ้าใครเคยไปปิล็อคน่าจะอารมณ์คล้ายกัน แต่ผมไม่เคยไปปิล็อคนะ 555

จากนั้นก็เสียค่าธรรมเนียมคนไทย เข้าอุทยาน 40 บาทได้ สอบถามเจ้าหน้าที่ว่าอยากกางเต็นท์ จนท.บอกให้ติดต่อศูนย์บริการนักท่องเที่ยวได้เลย

มาถึงคือ เป็นอุทยานที่คันทรี่ดี มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ ร้านค้ามี สวัสดีอาหารมี ห้องอาบน้ำมี ห้องน้ำมี สัญญาณเน็ตมี ให้ตายเถอะผมพลาดที่นี่ไปได้ยังไงตั้งหลายปี!

ดูเวลาประมาณบ่ายสองเกือบ ๆ สาม ฝนตก... เลยต้องยืนรอให้หยุดซักพัก

พอฝนหยุด ผมก็เดินสำรวจจุดกางเต็นท์ทันที วันนี้วันจันทร์นักท่องเที่ยวไม่มีเลย (จริง ๆ มีแหละ แต่เป็นชาวต่างชาติเยอะ เขาไม่กางเต็นท์กัน 555) จุดทำเลทองทั้งหมดเลยตกเป็นของผมคนเดียว !

จากนั้นก็รีบกางเต็นท์ เพราะฟ้าฝนเหมือนจะตกอีกรอบ แต่อากาศหนาวจริง ๆ ให้ตายเถอะ

แล้วฝนมันก็ตกจริง ๆ !! นานิ๊!! ผมเลยต้องมุดไปในเต็นท์แล้วนอนรอซักพักให้ฝนหยุด

พอฝนหยุด ก็เดินสำรวจอุทยานหน่อย จุดให้เล่นน้ำเยอะมาก แต่หนาวขนาดนี้ใครจะเล่นวะ (มีชาวต่างชาติกลุ่มนึงถอดเสื้อเล่นน้ำอยู่ไกล ๆ )

ไฮไลท์ของเขาสกคือ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ 2 จุด จุดแรกชิว ๆ ระยะทางไม่ไกล จำไม่ได้กี่โล แต่เขาบอกเดินประมาณ 2 ชั่วโมง จุดที่ 2 เขาบอก จุดคนจริง 6 กิโลกว่า ๆ เดินประมาณ 3-4 ชั่วโมง แน่นอนผมต้องไปจุดที่ 2 อยู่แล้วสิคุณ

อันนี้แผนที่ ให้จำเส้นทาง และระยะทางคร่าว ๆ แต่จริง ๆ ไม่ต้องใช้หรอก

อันนี้น่าสนใจกว่า ตรงคำเตือน เกิดมาไม่เคยโดนปลิงดูด เลยเสียว ๆ เหมือนกัน ซึ่งจะเจอได้เยอะตรงจุดที่ 2 และผมเห็นชาวต่างชาติโดนดูดกันเยอะมาก ๆ นานิ๊!

อันนี้เล่าให้ฟังเฉย ๆ คือมีจุดให้อาหารปลาอยู่ 10 บาท ใครเอาก็หยอดเงินใส่กระปุกไว้ แต่ผมไม่เห็นปลาเลยซักตัว...

มาถึงเวลาของการเดินป่าซักที ผมเซิร์จวิธีป้องกันปลิงคร่าว ๆ เอาไว้แล้ว พกกระติกน้ำ นกหวีด(เพิ่งซื้อ) ไฟฉาย และ ยากันยุงเผื่อฉุกเฉิน นี้ถ้ามีพลุแฟร์ก็เอาไปด้วยละเนียะ

จดจำป้ายนี้ไว้ดี ๆ มันจะโผล่มาเป็นระยะ ๆ คอยเตือนว่า หันหลังกลับไปยังทันนะไอ้หนุ่ม

ระหว่างทางก็จะมีสถานีเป็นจุด ๆ คอยเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของป่า ผมก็แวะทุกจุดละ แต่เดินนาน ๆ แล้วมันเหนื่อย เลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูป โหดกว่าที่คิดไว้เยอะ

ข้ามมาสถานี้สุดท้ายเลยละกัน (จริง ๆ มีอีกสถานีแต่ต้องเดินต่อไปอีกราว ๆ 2-3 กิโล ผมยอมแพ้)

ดูทางเข้าไปสิ มาคนเดียวด้วยเนียะ!!

ทางเข้าไปต้องบอกว่าเลวร้ายมาก ๆ ในรูปดูกระจอก ของจริงนี้โครตชัน ต้องปีนป่ายเพื่อลง และแน่นอนขาขึ้นคุณก็ต้องปีนขึ้นนี้แหละ

มาถึงซักที แต่ผมสัมผัสถึงความงดงามไม่ได้ เพราะเหนื่อยอยู่ ใครจะถ่อมาเล่นถึงนี้วะ เดินมาอย่างน้อยเกือบ 2 ชั่วโมง ผมเลยถ่ายรูปนิดหน่อยละรีบชิ่งกลับเลย เพราะตอนนั้นมันจะห้าโมงแล้ว

ขากลับเหนื่อยกว่าขาเข้าอีก ผมเข้าไปตอน 3 โมง ออกมา 6 โมงพอดี 5555

พักกินน้ำให้หายเหนื่อย และหาข้าวกิน แต่ร้านสวัสดิการปิดไปแล้ว (หกโมงแล้วน่ะ จนท.กลับบ้านกันหมดละ) เลยต้องออกไปสำรวจด้านนอก

นี้ตอนหกโมงนะเนียะ บรรยากาศคึกคักดี ฝรั่งเยอะมากกกกกกก บรรยากาศเหมือนเดินเล่นปิล็อคเลย (แต่ผมไม่เคยไปปิล็อค)

อ่อ ตู้ ATM น่าจะมีครบทุกธนาคารนะ จะกระจาย ๆ ตามจุดต่าง ๆ และเกือบทุกร้านมีฟรีไวไฟให้ใช้ด้วยนะเธอ

ที่นี่ก็เริ่มค้นพบสัจธรรม คือ อาหารแพงมากกกกกกกก แหล่งท่องเที่ยวอะเนอะ รู้งี้รีบกินร้านสวัสดิการก็จบละ 5555

สองคือ หลังจากเดินดูจนทั่วแล้วก็ต้องพบว่า

1.อาหารส่วนใหญ่คือ พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ สเต็ก ...

2.มีอาหารอีสานรองลงมา และอาหารไทยพวกต้มยำกุ้ง อาหารทะเล คือ อาหารไทยพื้นฐานมันมีทุกร้าน

แต่ไม่มีอาหารใต้เลยวะคุณ นี้ผมจะมาถึงใต้ 600 กว่าโลทำไมถ้าจะกินพิซซ่าหรืออาหารอีสานฟะ 555

สุดท้ายก็ต้องไปซื้อสตอกับข้าวเปล่า แล้วก็มาม่ามากินนี้แหละ ถูกดี 5555

หลังจากนั้นก็ผ่านไปอีกวัน ก็นอนเอาแรง อากาศหนาวมาก ไม่มีผ้าห่มระวังแข็งตายนะคุณ ตอนกลางคืนคงหนาวจัด

พอตอนเช้า รู้สึกเหมือนมีใครมาขย่มเต็นท์วะ แต่ชั่งมัน เมื่อคืนฝนตกทั้งคืน ย้ำ ว่าทั้งคืน หยุดตกตอนเที่ยงคืนเห็นจะได้

เมื่อวานตากฝนทั้งวัน มีอาการปวดหัวนิดหน่อย โชคดีเราพกยามาเผื่อกรณีแบบนี้ เลยอัดไปก่อนสองเม็ด

ออกมาจากเต็นท์รู้ละใครมาขย่มเต็นท์ พวกคุณเห็นพวกมันไหม!!

ผมซูมให้ โฉมหน้าของพวกมันก็คือลิงนี้เอง!! เจ้าจ๋อจอมป่วนมาขโมยสเบียงของผม และปลุกผม พร้อมกับทำลายข้าวของไปทั่ว รื้อถังขยะจนเละ เจ้าพวกหัวขโมย!

แต่ลูกลิงน่ารักดีนะครับ มานั่งมองหน้าผมตั้งนาน ...

ประมาณเกือบ ๆ 8 โมง ลิงก็กลับเข้าป่ากันหมด ผมก็มาต้มมาม่ากินปกติ

จริง ๆ ผมนอนเขาสก 3 วันนะ นอนเต็นท์ 2 วัน นอนที่พักเขาสกอีก 1 วัน แต่กิจวัตรคือนั่งแช่น้ำเฉย ๆ เรื่อยเปื่อยจะขอข้ามตอนออกจากเขาสกเลยละกัน (ผมไม่ได้ไปเดินเส้นทางธรรมชาติจุดแรกด้วย เข็ด)

ทุกเช้าบรรยากาศเขาสกจะประมาณนี้ทุกวัน อากาศหนาวมากกกกกกกกกกกกก และหมอกหนามาก ๆ นี้คิดว่าอยู่ทับเบิกซะอีกนะเนียะ

อันนี้ผมลงจากเขาน่าจะช่วงสาย ๆ ประมาณ 8-9 โมงได้ หมอกยังหนาอยู่เลยนะคุณ!! อากาศยังหนาว ๆ อยู่ด้วย

สำหรับอาหารเช้าของผม ผมก็แวะไปที่เมืองร้างเมืองเดิม (จริง ๆ มันชื่อเมืองอะไรหว่า) กินโจ๊กไป 2 ถ้วย เสียดายปาท๋องโก๋หมด

ระหว่างกินก็มีคนมาคอยจับตาดูเป็นระยะ ๆ ...

เมืองเขาเงียบสงบจริง ๆ นะคุณ นี้สิบโมงกว่า ๆ แล้วนะเนียะ รถน้อยมาก ๆ คนไปไหนกันหมดหนอ (ผิดกับ อำเภอเมืองฟ้ากับเหว)

อันนี้ไม่มีอะไร อยากเล่าเฉย ๆ คือจอดแวะตลาด (เรียกตลาดได้ไหมไม่รู้ แพงขายของมีไม่ถึงสิบ) และซื้อขนมครกสูตรโบราณที่ผมเคยบอก อร่อยดีนะคุณ ผมไม่ใส่น้ำตาลเลย

วันนี้ผมอยากเปลี่ยนบรรยากาศ เลยไปที่ ๆ นึง ที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย มีแต่ชาวบ้านล้วน ๆ ที่ไหนเดี๋ยวผมจะพาไปชม อ่อ สภาพการจราจรที่นี้เขาสโลว์ไลฟ์มาก ๆ เลยครับ...

ท๊าด๊า! มันก็คือคลองวัดธรรมดา ๆ นี้เอง ! ...

ไม่มีอะไรเลย... แต่น้ำเย็นดีนะ แต่ผมไม่ได้เล่นนะ เอาขาแช่เฉย ๆ 555 นั่งชิวแล้วก็หาที่นอน เอียดกับการนอนเต็นท์มาก ๆ ครับคุณ 55

อันนี้ไม่มีอะไร อยากอวดเฉย ๆ คือ อยากถ่ายกับสวนยางมานานแล้ว 555

Skip มาเช้าวันใหม่ และการเดินทางใหม่กันเลยดีกว่า มันมีสถานที่นึงที่เพิ่งจะป๊อปปูล่าได้ไม่นาน ดูรีวิวแล้วมันแจ่มมาก เลยต้องไปเยือนให้เห็นกับตา ทางเข้ามีวิบากพอหอมปากหอมคอ...

มาถึงแล้ว ! ที่นี่คือ ป่าต้นน้ำบ้านราด หรือ ป่าน้ำราด เป็นของชุมชนที่เพิ่งจะทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ไม่นานนี่ นี้ผมมาวันธรรมดาคนยังเยอะเลยนะเนียะ

เดินสำรวจนิดหน่อย ของขายเยอะมาก และบริเวณรอบ ๆ สะอาดมากเลยนะ ไม่มีขยะเลย

ก่อนเข้า ต้องฝากข้าวของทุกอย่าง กระเป๋าใบใหญ่ ๆ ถุงพลาสติก ขนม ของกิน ไม่ให้เอาเข้าเลยนะ ต้องฝากไว้ด้านนอกทุกอย่าง

จ่ายเงินค่าที่จอด กับ จ่ายค่าธรรมเนียมเข้าเรียบร้อย ก็เดินเข้ามาได้เลย

ตรงไปจะเป็นที่เล่นน้ำ คนรีวิวเยอะแล้ว เลี้ยวซ้ายเป็นลงเรือ ไหน ๆ ก็มาละ เลยไปลงเรือก่อนดีกว่า

เดินเข้ามา ก็จ่ายค่าธรรมเนียมลงเรือ 40 บาท

เดินต่อมาก็จะเป็นจุดขึ้นเรือ จะพายเองก็ได้ หรือจะจ้างเด็ก ๆ พายให้ 50 บาท ผมก็อยากกระจายรายได้ให้เด็ก ๆ เลยจ้างเด็กพายแทน 50 บาท (จริงกลัวเรือล่ม 5555)

ไกด์ส่วนตัว ชวนคุยเก่งมาก หายเหงาเลยล่ะ

บรรยากาศร่มรื่น สวยงามมากกกก

รูปที่เหลือผมใส่สปอยไว้นะ ใครอยากดูกดโลด

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

อันนี้เรียกอะไรไม่รู้ หาเด็ดเอาได้ในนั้นแหละ จะห้อย ๆ ลงมา น้องสอนเล่นด้วยนะ ถ้าปาไปแล้วมันจะเด้งบนผิวน้ำเหมือนเขวี้ยงหินนั้นแหละ เจ๋งดี เล่นเพลิน ๆ

จากนั้นก็กลับทางเดิมไปดูจุดไฮไลท์ของที่นี่กัน

สระสวยมากกกก น้ำใสมาก เย็นด้วย คนเยอะด้วยนะ นี้ขนาดวันธรรมดานะเนียะ 555

เล่นน้ำเสร็จก็ไปหาอะไรกิน ผมไปทางเมืองร้างเมืองเดิมนั้นแหละ (มันชื่อเมืองอะไรใครรู้บ้าง) ไปร้านขนมจีนที่คนแถวนี้บอกว่า อร่อยที่สุดในย่าน

อร่อยมาก ราคาถูกดี แต่ปริมาณอาจจะน้อยไปหน่อยสำหรับผม ... 555

อันนี้อยากให้ดูเฉย ๆ คือชุดผจญภัยของผมในวันนั้น

เช้าวันใหม่วันที่ 10 จริง ๆ ไปกระบี่ แต่เพราะอะไรสักอย่างขัดข้องทำให้รูปหายเหลือไม่กี่รูป ทำให้เสียอรรถรสในการเล่าเรื่อง จึงขอข้ามไปก่อน

ข้ามมาวันที่ 10 หลังจากกลับมาจากกระบี่และมากางเต็นท์จุดชมวิวยอดฮิตที่นึงไม่ทันเพราะมืดมาก เลยต้องรีบมาตอนเช้าแทน นั้นคือ หินพัด

จะขอย้อนอดีตที่นี่หน่อย เป็นการมาหินพัดของผมราว ๆ 4-5 ปีที่แล้ว จะขอใส่สปอยไว้ละกันครับสำหรับคนอยากอ่าน ว่าสมัยก่อนมันลำบากขนาดไหนถึงจะไปเจอไอ้หินนี้ได้ 55

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

หินพัดสมัยที่ผมไป เมื่อหลายปีก่อน ช่วงนั้นเหมือนกำลังจะทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว การมาค่อนข้างลำบาก และ ยากมากไม่มีพิกัด GPS ต้องอาศัยป้ายระหว่างทางเอา

อันนี้เป็นภาพทางขึ้นสมัยก่อนที่ผมเคยมา จะเห็นว่ามันโหด และ มีแต่ป่า การขึ้นมาถ้าไม่ใช่มอไซค์วิบากก็ต้องเป็นรถ 4x4 เท่านั้น

และตอนนั้นผมได้ลองฝืนขี่ขึ้นไป ก็ต้องลำบากให้ชาวบ้านแถวนั้นมาช่วยยกขึ้นกระบะกันตามระเบียบ 555

ผมเคยมาเมื่อนานมาก ๆ มาแล้ว สมัยขี่ 150cc ใหม่ ๆ น่าจะซัก 4-5 ปีได้ ตอนนั้นกันดารมาก และสมัยนั้นเขาห้ามเอารถตัวเองขึ้นไป ผมเลยจอดทางเข้า แล้วเดินขึ้นไปแทน! เพราะเช้ามาก รถรับส่งยังไม่มากัน

เดินไปซักพัก มีชาวบ้านขี่เวฟสวนลงมา แล้วตะโกนบอก ขี่รถขึ้นไปได้นะครับ... น๊านิ๊!

ผมก็วิ่งกลับมาที่รถแล้วขี่ขึ้นไปน่ะสิครับ 555 ทางชันมาก ใส่เกียร์ 1 ไต่ ๆ มาเอา เทปูนจนมาถึงยอดแล้ว ผิดกับเมื่อก่อนฟ้ากับเหว

ปัจจุบันสวยงามมาก ๆ เดินได้ชิว ๆ ใครอยากดูรูปอดีตก็เลื่อนไปกดดูสปอยกันได้ครับ 555

หมอกสวยมาก แต่ยังไม่เยอะเท่าไหร่ คนดูแลบอก ถ้ามาช่วงเวลาพอดี จะมีหมอกเต็มลานเลย!

จริง ๆ เมื่อก่อนมันไม่มีน่ะนะ

รู้สึกคุ้มค่าที่มา ตอนแรกจะไม่มาแล้ว เพราะคิดว่าทางยังห่วยอยู่ แต่ตอนนี้ปรับปรุงได้สะดวกมาก ๆ อ่อ กางเต็นท์ได้ด้วยนะครับ แต่ใครไม่อยากนอนเต็นท์ ด้านล่างมีรีสอร์ทให้พักราคาไม่แพง ผมเลยจัดไปอีก 1 คืนก่อนกลับบ้าน แต่อีกวันหมอกก็เท่าเดิม 555

มีลานกิจกรรม ลานกางเต็นท์ให้เสร็จสรรพ อากาศดีด้วยครับ ดึก ๆ หนาวเลยล่ะ

เช้าวันต่อมา หลังจากไม่สมหวังกับหมอก (555) ก็เก็บข้าวของแล้วขี่กลับ กทม ทันทีครับ ขากลับไม่ได้แวะไหนเลย ถึงบ้านเบ็ดเสร็จก็วิ่งไปราว ๆ 2137 กิโลเมตร เป็น 12 วันที่ได้ทุกรสจริง ๆ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบครับ จริง ๆ อยากเขียนให้ได้คอมเม้นเดียว แต่ตัวอักษรมันเกิน เลยต้องแตกความคิดเห็นเป็นระยะ ๆ เป็นการเที่ยวคนเดียวที่สนุกไปอีกแบบครับ ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งครับผม

ความคิดเห็น