"ฮาลา บาลา" อเมซอนแห่งอาเซียน รีวิวโดย t.aroundtogether

“ฮาลา บาลา” หลายๆคนอาจยังไม่คุ้นหูเท่าไหร่นัก ว่าสถานที่นี้อยู่ในประเทศไทยหรือป่าว และคำตอบที่ใช่ก็คือ สถานที่นี้อยู่ที่ประเทศไทย ปลายสุดด้ามขวานของประเทศไทยเรานั่นเอง ฮาลา บาลา เป็นผืนป่าที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ หรือเรียกได้ว่า amazon แห่งอาเซียน ประกอบด้วยป่าสองผืนระหว่าง 2 จังหวัด คือ ป่าฮาลา

"ฮาลา บาลา" อเมซอนแห่งอาเซียน

"ฮาลา บาลา" อเมซอนแห่งอาเซียน

 วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563 เวลา 16.46 น.

 วันที่เดินทาง 25 ส.ค. 2563


“ฮาลา บาลา” หลายๆคนอาจยังไม่คุ้นหูเท่าไหร่นัก

ว่าสถานที่นี้อยู่ในประเทศไทยหรือป่าว

และคำตอบที่ใช่ก็คือ สถานที่นี้อยู่ที่ประเทศไทย

ปลายสุดด้ามขวานของประเทศไทยเรานั่นเอง

ฮาลา บาลา เป็นผืนป่าที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ หรือเรียกได้ว่า amazon แห่งอาเซียน

ประกอบด้วยป่าสองผืนระหว่าง 2 จังหวัด คือ ป่าฮาลา ในจังหวัดยะลา และป่าบาลา ในจังหวัดนราธิวาส

ด้วยความที่ฮาลาบาลา มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก เป็นป่าดิบชื้น ที่มีความอุดมสมบูรณ์

มีความชื้นตลอดทั้งปี และยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

แต่ถ้าพบเห็นกันได้บ่อยๆก็คงเป็น นกเงือกที่มีมากกว่าหลายชนิด

ชุมชนจุฬาภรณ์พัฒนา 9 เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่อยู่ติดกับผืนป่าฮาลาบาลา

ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่หวาย อำเภอธารโต จังหวัดยะลา

เป็นชุมชนประวัติศาตร์ ที่มาจากพรรคคอมมิวนิสต์ ที่อพยบมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย

และยังมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาตร์คอมมิวนิสต์มาลายาที่ไว้ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆให้ได้เรียนรู้กัน

ชุมชนที่ไม่ถูกปรุงแต่งใดๆ แต่มีแต่ความงามจากธรรมชาติที่สร้างขึ้นรายล้อมอย่างสมบูรณ์

เราเลือกวิธีการเดินทางมายังชุมชนนี้ โดยเริ่มจากเดินทางจากกรุงเทพไปลงที่สนามบินหาดใหญ่

และเช่ารถจากหาดใหญ่เพื่อเดินทางมายังชุมชน

ระยะทางจากสนามบินหาดใหญ่มายังชุมชนนั้นระยะทางประมาณ 223 กิโลเมตร 

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชม.

หลายๆคนที่เดินทางมาก็คงหวั่นใจไม่น้อยในการเดินทางมายังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่เรามักได้ยินเรื่องที่ไม่ค่อยดี ด้านเรื่องความไม่สงบในพื้นที่

แต่พอได้มาสัมผัสแล้วมันทำให้เราได้สบายใจกับที่นี่ขึ้นมาพอสมควร

เส้นทางที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางหลักๆ ถนนดีมาตลอดเส้นทาง 

มีเพียงบางช่วงเท่านั้นที่กำลังปรับปรุงทำถนนอยู่

เราเริ่มออกเดินทางจากสนามบินหาดใหญ่โดยตั้งเป้าหมายมาที่เขื่อนบางลางก่อน

เพราะชุมชนหมูบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 นั้นจะอยู่เลยเข้าไปจากเขื่อนอีกประมาณ 30 กิโลเมตร

เมื่อเดินทางถึงเขื่อนก็แวะชมธรรมชาติของสันเขื่อนกันก่อน

การท่องเที่ยวชุมชนหมูบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 นั้นจะมีเป็นโปรแกรมคือ 2 วัน 1 คืน

โดยกิจกรรมหลักๆก็จะมี

เดินป่าระยะสั้นประมาณ 3-4 กิโลในผินป่าหลังชุมชน (ป่าฮาลาบาลา)

ชมน้ำตกฮาลาซะห์ และต้นสมพงษ์ยักษ์

ล่องเรือ ณ ทะเลสาปฮาลา-บาลา และล่องเรือสู่ต้นน้ำ คลองน้ำใส

ชมทะเลหมอกยามเช้าที่ผาหินโยก

ชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ คอมมิวนิสต์มาลายา

หลังจากที่เราเดินทางออกจากเขื่อนบางลางด้วยระยะทางที่เหลืออีกเพียง 30 กว่ากิโลนั้น

แต่เต็มไปด้วยหนทางอันคดเคี้ยว ลัดเลาะมาเรื่อยๆ ผ่านชุมชนต่างๆ

สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นทุเรียนที่ออกผลเต็มต้น

เราเดินทางมาเรื่อยๆ จนสุดทางที่ชุมชนหนึ่งที่เป็นจุดหมายของเราในวันนี้

ที่ “ชุมชนหมูบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9”

เมื่อมาถึงเราก็พบกับโก้ที่มาต้อนรับพาเราเก็บของเข้าที่พัก แนะนำจุดต่างๆในชุมชน

และนัดแนะเวลาพร้อมที่จะเริ่มโปรแกรมของเราในบ่ายวันนี้

คือการเข้าไปชมน้ำตกฮาลาซะห์ โดยเราจะใช้เส้นทางทางป่า

เพื่อชมธรรมชาติไปยังน้ำตกในระยะทาง 3 กิโลนิดๆ

เมื่อเข้าสู่ผืนป่าเราก็สัมผสได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของที่นี่ ความชื้นของอากาศ


ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่รายล้อมรอบเราไปตลอดทาง

โก้ได้เล่าความเป็นมาต่างๆที่ชุมชนนี้ให้ได้ฟัง รวมทั้งให้ความรู้ของป่าไม้ไปตลอดทางให้เราได้ฟัง

เส้นทางนี้ด้วยความที่เป็นป่าดิบชื้นจึงไม่แปลกที่เราจะต้องเจอเจ้าถิ่นมาทักทายบ้าง

อย่างเช่น ทากตัวน้อยๆที่มาคอยต้อนรับกระโดดเกาะแข้งเกาะขาเราไปด้วยนั่นเอง

หากใครมีอุปกรณ์ป้องกันทากเตรียมมาเปื่อกันด้วยก็ดี

แต่การที่เราเจอทากอาศัยอยู่นั้นก็หมายถึงการแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าด้วย


หลังจากเราเดินไปได้ไม่นานเราก็ไปหยุดพักกันที่ลำธารเพื่อล้างหน้าล้างตา

กับแหล่งสายน้ำใสอันชดชื่นที่มาจากป่าแห่งนี้


ระหว่างทางเราก็จะพบกับรอยเท้าสัตว์ต่างๆเช่นพวกกระทิง หรือหมูป่าที่ออกมาหาอาหารกันบริเวณแถวนี้

แล้วยิ่งถ้าโชคดีเราก็จะเห็นฝูลนกเงือกที่บินโฉบไปโฉบมาอยู่ด้านบนเหนือต้นไม้

และเราก็เดินมาถึงแล้ว “น้ำตกฮาลาซะห์”

น้ำตกที่มีความสูงเป็นร้อยเมตรกับสายน้ำที่ไหลเย็น กระทบหินตกลงมาเป็นสาย

เรานั่งชมความงามของน้ำตกได้พักใหญ่ๆพอให้ได้หายเหนื่อย


เพื่อเตรียมพร้อมกับโปรแกรมต่อไปของเย็ยวันนี้คือการไปล่องเรือชมทะเลสาบฮาลาบาลา

เพื่อไปยังแหล่งน้ำใสที่ “คลองน้ำใส”



ระหว่างที่นั่งเรือไปยังคลองน้ำใสนั้น ถ้าวันไหนใครพกดวงมาด้วย ก็อาจจะทำให้เราได้เห็นนกพันธุ์ต่างๆ

หรือสัตว์ป่าต่างๆที่ออกมากินน้ำที่บริเวณทะเลสาบนี้ด้วย

ในที่สุดเราก็มาถึงแล้วคลองน้ำใส ที่ใสสมชื่อ ใสจนเห็นหินด้านล่าง

กับน้ำที่เย็นมากๆ ที่ทำเอาอดใจไม่อยู่จากอากาศที่ร้อนช่วงกลางวัน

จนต้องไปนอนแช่น้ำเย็นๆให้ชื่นใจ

หลังจากที่กลับมายังเกสเฮ้าท์อาบน้ำเรียบร้อย

อาม่าก็พร้อมโชว์ฝีมือทำกับข้าวไว้รอให้เราได้ทานกันในเย็นวันนี้

อาหารทั่วไปจะเป็นอาหารท้องถิ่นของที่นี่ ผักทุกอย่างปลูกเองปลอดจากสารพิษใดๆ

รสชาติไม่ต้องพูดถึง เรามาที่นี่เติมข้าวสองจานตลอด

ตรงบริเวณชุมขนก็ยังมีร้านค้าเล็กๆของอาเปะ หายห่วงสำหรับคนติดขนมอย่างเรา

เช้าวันนี้เรามีนัดกับหลิงปิง 5:30 เพื่อไปดูทะเลหมอกที่ผาหินโยก


ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านไปประมาณ 30 นาที

จากจุดทางขึ้นริมถนนไปจนถึงจุดชมวิวผาหินโยกระยะทางก็ประมาณ 500 เมตร

แต่จะเป็นทางลัดเลาะป่ายางขึ้นไปเรื่อยๆชันบ้างเป็นบางจุด

แต่ถ้าดูภาพนี้ก็รู้เลยว่าทางไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะเด็กๆขนาดนี้ยังขึ้นมาได้สบายๆ

ชาวบ้านแถวนี้ก็พาญาติๆที่มาเที่ยวมาชมวิวด้วยเหมือนกัน

คนที่นี่น่ารักมากๆ คุยสนุก เหมือนที่เค้าว่าคนใต้ใจดีจริงๆ

หลังจากลงมาจากผาหินโยก กลับมาทานข้าวพักให้หายเหนื่อย เราก็เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์

ประวัติศาตร์ความเป็นมาของหมู่บ้านนี้ก่อนต่อ

ซึ่งจะมีอาม่าที่จะมาเล่าเรื่องราวความเป็นมาต่างๆตั้งแต่ก่อนเกิดหมู่บ้านนี้

จนถึงปัจจุบันที่มีการจับมือเจรจาสันติภาพกันแล้ว

จบทริปสำหรับกิจกรรมที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9

แล้วก็เดินทางไปยังสถานที่ต่อไป “เบตง”

ความคิดเห็น