คีรีวง หมู่บ้านอากาศดี ที่ให้ฟีล "ชนบทญี่ปุ่น" เล็กๆ รีวิวโดย Where We Go

ฝากติดตามเพจของเราด้วยนะค้า ^^ https://www.facebook.com/wherewegopage วันนี้จะเป็นทริปที่ 2 จากการซื้อตั๋ว AirAsia บุฟเฟ่ต์ของเราค่ะ  เป้าหมายของเราก็คือ ‘หมู่บ้านคีรีวงค์’ จ.นครศรีธรรมราช ที่ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทยนั่นเอง ทริป

คีรีวง หมู่บ้านอากาศดี ที่ให้ฟีล "ชนบทญี่ปุ่น" เล็กๆ

คีรีวง หมู่บ้านอากาศดี ที่ให้ฟีล "ชนบทญี่ปุ่น" เล็กๆ

 วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563 เวลา 13.42 น.

 วันที่เดินทาง 6 ส.ค. 2563


ฝากติดตามเพจของเราด้วยนะค้า ^^

https://www.facebook.com/wherewegopage


วันนี้จะเป็นทริปที่ 2 จากการซื้อตั๋ว AirAsia บุฟเฟ่ต์ของเราค่ะ 

เป้าหมายของเราก็คือ ‘หมู่บ้านคีรีวงค์’ จ.นครศรีธรรมราช

ที่ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทยนั่นเอง

ทริปนี้ยังเป็นทริป 2 วัน 1 คืน แบบไม่มีรถยนต์ส่วนตัวเหมือนเดิมค่ะ

Day 1:

ทริปนี้เราบินไฟลท์เช้าตรู่ 6:50 น. กันเลยทีเดียว

พอเครื่องลงแล้ว เราก็เดินออกมาขึ้นรถ Shutter Bus ที่จอดอยู่เยื้องๆกับประตูทางออกสนามบินเพื่อเข้าตัวเมือง เป้าหมายแรกของเราเช้านี้อยู่ที่ ‘ร้านโกปี๊’ สภากาแฟชื่อดังของเมืองคอน (อ๊ะ เราก็เพิ่งรู้ว่า จ.นครศรีธรรมราชเค้าเรียกกันอีกชื่อว่า ‘เมืองคอน’) Shutter Bus จะมี 2 สาย ตามจุดหมายของเรานั้นก็เลือกขึ้นสาย 8 ค่ะ ราคา 40 บาท ตลอดสาย ไปลงที่ป้ายประตูรอด จากนั้นก็เดินค่ะ 

แต่! ใครจะไปคิดว่ามันเดินไกลขน๊าดนี้!!!! ดีนะที่ยังเช้าอยู่ อากาศเลยไม่ร้อนมาก แต่สองข้างทางนี่ไม่มีอะไรเพลิดเพลินให้ดูเลยจร้า เพราะว่าเช้ามาก เค้ายังไม่เปิดกัน ใครที่จะตามรอย 

“อย่าได้หาทำนะคะ” 

พอลงประตูท่ารอดแล้ว แนะนำให้หาโบกวินมอเตอร์ไซค์ไปดีกว่าค่ะ 

ส่วนเราน๊านนน ไม่ทันแล้ว มะ ไหนๆก็ไหนๆ เดินตามเรามาค่ะ 5555

จากการเดินกิโลกว่าๆ (ตั้งแต่เริ่มทริป 555) เราก็มาถึง ‘ร้านโกปี๊’ แล้วค่ะ 

ที่ร้านคนเยอะมว๊ากกกค่ะ โต๊ะเต็มเกือบหมดเลย เราต้องเล็งดีๆว่ามีโต๊ะไหนลุก เราต้องรีบพุ่งตัวไปเลยค่ะ

ที่ร้านก็จะมีอาหาร บักกุ๊ดเต๋ ติ่มซำ ชา กาแฟ ปาท่องโก๋ให้เราเลือกทานเยอะเลย

เราเลือกสั่งบักกุ๊ดเต๋, ปาท่องโก๋, ขนมจีบกุ้ง, ไข่ลวก และแน่นอนชาชักค่ะ 

อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวเราน้า 

เราว่าเฉยๆอ่ะค่ะ 555

บักกุ๊ดเต๋ เครื่องยาจีนไม่ค่อยแรงเท่าไหร่

ขนมจีบกุ้งไม่ค่อยหนึบ 

แต่ชาชักนี่เข้มข้นได้ใจดีค่ะ ตื่นเลย

ระหว่างที่ทานๆอยู่แม่ค้าถือถาดใส่มังคุดมาเดินขายในร้านด้วย แต่ตอนนั้นเราคิดว่า อ๊ะ เดี๋ยวไปเที่ยววัดต่อ ที่วัดก็คงมีขายแหละ ของขึ้นชื่อนี่นา

พอได้เติมพลังอาหารเช้ากันแล้ว เราก็เดินกันต่อค่ะ 

ตรงข้ามกับร้านโกปี๊ จะเป็น ‘ศาลากลาง จ.นครศรีธรรมราช’ ค่ะ

ซึ่งข้างในจะมี ‘หอพระพุทธสิหิงค์’ ตั้งอยู่ สามารถเดินขึ้นไปกราบไหว้ได้ค่ะ

จริงๆเราคาดหวังว่าจะเจอ มังคุดคัด ขายเต็มไปหมดที่นี่ 

แต่ เอ๊ะ เดินไปซ้าย ไปขวา อ้อมไปดูด้านหลัง

ไม่มีซักร้านจ้า ม๊ายยยน้าาา มังคุดคัดของไผ่!!!!!

จากนั้นเราก็เดินไปเรื่อยๆค่ะ เป้าหมายต่อไปของเราคือ ‘พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง’

จริงๆในตัวเมืองคอนจะมีรถสองแถววิ่งให้บริการรอบเมืองนะคะ ราคาแค่ 10 บาทตลอดสายค่ะ

แต่เราเลือกที่จะเดิน จะได้ชมเมืองด้วย แล้วก็ได้ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆด้วย 

ที่นครศรีฯ ก็มีหอนาฬิกาด้วยนะ

เดินกันลัดเลาะเข้าซอยไปเรื่อยๆ แล้วเราก็มาเจอ ‘ร้านขนมจีนเมืองคอน’ 

อีกหนึ่งร้านดังที่ใครๆก็บอกกันว่าต้องมาลอง 

แต่! บังเอิญว่าทริปนี้ก่อนมา ไผ่มีเพื่อนที่มาเที่ยวก่อนแล้ว 

เพื่อนบอกว่า “เฉยๆ” 555 แล้วแนะนำว่าให้ไปอีกร้านดีกว่า 

เราก็เลยไม่ได้ลองที่นี่เลย

แล้วบังเอิ๊ญ บังเอิญ สายตาก็ไปเห็นรถเข็นขายของทอดตั้งอยู่หน้าร้านขนมจีนเมืองคอน แแล้วเค้าก็มี ‘มังคุดคัด’ ขายด้วย!!!! 

เย้!!!! ได้กินแล้วเว้ย

‘มังคุดคัด’ คือของดีเมืองคอน ที่ต้องลอง (ไผ่คิดว่านะ 555)

มันคือมังคุดดิบค่ะ คัดมาตั้งแต่ตอนที่เปลือกยังเป็นสีเขียว เอามาปลอกแล้วเสียบไม้ขาย ไม้ละ 20 บาท

พอลองแล้ว มันจะกรอบ (เพราะมันยังไม่สุกอ่ะเนอะ) รสชาติหวานอมเปรี้ยว แล้วก็มีความฝาดนิดๆ

สำหรับไผ่แล้ว ชอบมังคุดสุกนิ่มๆมากกว่า 555

แต่คิดว่า ถ้ามาแล้วไม่ควรพลาดค่ะ ต้องลองซักครั้งนะค้า

ว่าแล้วเราก็เดินกันต่อ เดินเลี้ยวเข้าไปซอยเล็กๆอีก แล้วก็เจอแล้ว ‘พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง’

ข้างในจะมีเป็นบ้านไม้หลายๆหลังสร้างอยู่ในพื้นที่เดียวกันค่ะ แต่ละหลังก็จะมีตัวละครหนังตะลุงจัดแสดงอยู่

แล้วก็จะมีพี่ที่เค้ากำลังนั่งทำหนังตะลุง ให้เราสามารถไปยืนดูวิธีทำสดๆร้อนๆกันได้เลยค่ะ

นอกจากนี้ยังมีโรงฉายหนังตะลุงด้วยค่ะ คิดว่าน่าจะจัดแสดงเวลาที่มีคนมาเที่ยวเป็นหมู่คณะมาเยี่ยมชม

ที่นี่จะเป็นพิพิธภัณฑ์แบบชาวบ้านค่ะ ไม่มีค่าเข้าชม แต่จะมีกล่องที่เราสามารถหย่อนเงินสมทบทุนช่วยเรื่องค่าน้ำค่าไฟ ค่าทำนุบำรุงสถานที่ เป็นที่ที่เรารู้สึกว่าดีมากค่ะ เป็นที่ที่อนุรักษ์ของดั้งเดิมไว้ให้คนรุ่นหลังได้เข้าชมกันอยู่ พี่ๆและคุณป้าที่เราเจอ น่าจะเป็นผู้ดูแลที่นี่ ก็น่ารักมาๆด้วยค่ะ

ถัดจาก ‘พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง’ เราเดินไปเรื่อยๆ แล้วเห็นเจดีย์ใหญ่ๆ 

ลูกไผ่: “อ๊ะ เจดีย์สวยอ่ะค่ะ ไปกันมั้ยคะ”

พี่ปุ่น: “โอเค”

ลูกไผ่: “งั้นเดี๋ยวไปทานข้าวก่อน แล้วค่อยไปเนอะ จะได้เดินย่อยด้วย”

ว่าแล้วเราก็มุ่งหน้าที่ “ร้านขนมจีนเส้นสดแม่แอ๊ด” ที่ส้มโอ เพื่อนผู้มาสำรวจเส้นทางก่อนเมื่ออาทิตย์ที่แล้วแนะนำเรามา ที่ป้ายหน้าร้านเขียนว่าเป็นเจ้าแรกของเมืองคอนเลยนะ

พอนั่งปุ๊ป ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง

เจ้าของร้าน: “นั่งๆเลย เดี๋ยวจัดชุดเล็กมาให้ลองก่อนเนอะชุดนึง”

               “เอาหมูทอด กุ้งทอดด้วยมั้ย อร่อยนะ จานละ 30 บาท”

                   “กุ้งทอดละกันเนอะ อร่อยๆ”

5555 ว่าแล้วเราก็ได้ขนมจีนชุดเล็กมา 1 ชุดกับกุ้งทอดอีก 1 จาน

ขนมจีนของที่นี่จะเป็นเส้นสด และมีน้ำราดมาให้ 3 ถ้วย

ถ้วยแรก จะรสชาติหวานๆ ถั่วๆ 

ถ้วยที่ 2 มีความคล้ายๆกับแกงเขียวหวาน

ถ้วนที่ 3 จะมีกลิ่นคาวหน่อยๆ คล้ายๆแกงไตปลา

ส่วนกุ้งจะเหมือนกุ้งแพทอดนี่แหละค่ะ แต่ว่าพิเศษตรงที่เค้าจะมีผักสมุนไพรทอดเข้าไปด้วย รสชาติค่อนข้างเผ็ด

ตอนเดินเข้าร้านแอบเห็นขนมด้วย เราเลยเดินไปสั่งมาลองซัก 1 ชาม

ลูกไผ่: “อันนี้คืออะไรอ่ะคะ”

คนขาย: “ขนมกวนขาวจ่ะ ลองมั้ย”

ขนมกวนขาวจะเป็นแป้งเหนียวๆก้อนสีขาว ราดด้วยน้ำกะทิ และโรยน้ำตาล ตัวแป้งจะจืด แต่ถ้าทานคู่กับน้ำตาลก็จะโอเคหน่อย


รสชาติอาจจะไม่คุ้นปากเราเท่าไหร่ แต่ถ้ามาถึงนครศรีธรรมราชแล้ว แนะนำให้ลองค่ะ 

มื้อนี้สนนราคาที่ 210 บาทค่ะ 

พอท้องอิ่มแล้วเราก็ออกเดินต่อ เดินไปทางซ้ายมือของร้าน แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยเล็กๆ ก็จะทะลุเจอ ‘วัดมหาธาตุเจดีย์’ ที่ๆเจดีย์สีขาว ขนาดใหญ่ (มากกก) หลายๆเจดีย์ ประดิษฐานอยู่ ที่เราเห็นไกลๆระหว่างเดินทาง จะบอกว่าของจริงสวยงาม ใหญ่โตมากๆค่ะ 

อ้อ ที่นี่มีมังคุดขายด้วยนะ 555

จากวัดมหาธาตุเจดีย์ ก็ถึงเวลาที่เราต้องหาทางไปคีรีวงค์กันแล้ว เราเลยเดินไปหาขึ้นรถสองแถวประจำทางที่หน้าวัด แล้วก็เจอพอดี จากที่อ่านมาคิวรถไปคีรีวงค์จะจอดอยู่ที่ตลาดน้อย

พี่ปุ่น: “ไปขึ้นตลาดน้อยครับ ผมจะขึ้นรถไปคีรีวงค์อ่ะครับ”

คุณลุง: “ไม่ได้ไปคีรีวงค์​ เดี๋ยวไปตรงคิวรถนะ”

พี่ปุ่น: “ตรงตลาดน้อยนะครับ”

คุณลุง: “อ่า คิวรถนะ” 

5555 คุยรู้เรื่องรึเปล่า ไม่รู้ แต่คุณลุงใจดีมากๆ พาเรามาจอดตรงหน้าตลาดถนนคนเดินที่นึง แล้วก็บอกว่า เดินทะลุตลาดไปก็จะเจอ ค่ารถก็แค่คนละ 10 บาทเท่าน๊านนนนน 

เราก็เดินกันไปแบบงง ผ่านตลาดไป พอสุดตลาด เราก็มองหาเก้ๆกังๆ คุณป้าที่ขายน้ำอ้อยตรงนั้นก็รีบวิ่งมาหา 

คุณป้า: “ไปกันไหนเหรอ”

ลูกไผ่: “ไปคีรีวงค์อ่ะค่ะ”

คุณป้าแกก็รีบวิ่งนำชี้ให้ใหญ่เลยว่า “คิวรถไปคีรีวงค์จอดอยู่ทางนั้นจ่ะ”

เฮ้ยยยย คุณป้าน่ารักมากกก แบบแกเห็นเราเก้ๆกังๆ ก็รีบวิ่งมาช่วย ตั้งแต่มาอีกอย่างที่เราประทับใจที่นี่ก็คือ คนเมืองคอนน่ารักและใจดีมากกกค่ะ

เดินไปตามทางที่คุณป้าชี้เราก็เจอคิวรถสองแถวไปคีรีวงค์ 

คุณลุงคนขับ: “นั่งรอแปปนึงนะ เดี๋ยวออก”

ระหว่างที่รอรถออก เราเดินกลับไปอุดหนุนน้ำอ้อยของคุณป้าที่บอกทางเราเมื่อกี้ซักหน่อย น้ำอ้อยคุณป้าคั้นกันสดๆเลย มีให้เลือกหลายขนาด เราเลือกแก้วใหญ่ แก้วเบ้อเริ่มเลย ราคาแค่แก้วละ 35 บาทเอง ใครแวะมาแถวนี้ อย่าลืมมาอุดหนุนนะคะ คุณป้าน่ารักมั่กๆ 

และแล้วเราก็นั่งรถมาถึงคีรีวงค์ ระหว่างทางจะรู้สึกได้เลยว่าอากาศจะเย็นลงเรื่อยๆ ค่ารถคนละ 25 บาทเท่านั้นค่ะ 

รถจอดตรงคิวรถ ซึ่งอยู่ตรงปลายสะพานคีรีวงค์พอดี เราลงรถแล้วก็สูดอากาศดีๆ สบายสบายกันซักพัก ก็ขอเอาของเข้าไปเก็บที่พัก แล้วนั่งพักกันก่อน รอบนี้เราจอดที่ ‘Sky Roof’ ไว้ค่ะ อยู่ติดกับสะพานคีรีวงค์เลย ด้านล่างมีร้าน minimart ขนาดใหญ่ สะดวกมากๆ ราคาอยู่ที่คืนละ 1,500 บาท แต่ว่าเราใช้แต้ม agoda แลกมาได้ในราคา 662.- คุ้มมากๆ

ห้องพักจะอยู่ชั้น 2 ค่ะ พอเดินขึ้นมาจะเจอลานกว้างๆ ที่มองเห็นวิวภูเขากว้างๆ มีหมอกประปราย คือดีมากกกค่ะ

ห้องพักจะเป็นประตูกระจกค่ะ ข้างในสะอาดน่านอนมาก ถ้าเปิดผ้าม่านตรงประตูไว้ ก็จะมองเห็นวิวภูเขาด้านนอกตรงลานกว้างเมื่อกี้ได้เลย ส่วนตรงระเบียงจะสามารถมองเห็นสะพานคีรีวงค์ได้ด้วย

หลับกันไปตื่นนึง (เพราะบินไฟลท์เช้ามั่ก) ลุกขึ้นมาลงไปเดินเล่นตรงสะพาน อากาศดีมากกก เย็นสบาย ชิลล์สุดๆค่ะ ว่าแล้วก็ต้องถ่ายกับ check-in กับป้ายสะพานคีรีวงค์ซะหน่อย เดี๋ยวจะไม่รู้ว่ามาถึงแล้ว 555

วิวฝั่งนึงของสะพานจะมองเห็นเป็นลำธารยาวไปถึงภูเขานู้นนนแน่ะค่ะ

ส่วนอีกฝั่งนึง พอมองลงไป โอ้โห....ปลาอย่างเยอะ! 
น้ำไสกิ๊ง มองไปเห็นปลาชัดแจ๋วเลยค่ะ

มองไปด้านข้างก็ถึงบางอ้อว่าทำไมปลามาชุมนุมอยู่ตรงนี้เยอะมาก บนสะพานเค้าจะตั้งอาหารปลาไว้ ถุงละ 10 บาท ให้คนสามารถซื้อแล้วโปรยลงไปให้ปลาข้างล่างนี้ได้ค่ะ ตรงอาหารนี้เราก็จะเห็นนก (ที่ไม่กลัวคนเลย 555) ทำหน้าที่เหมือนเป็นคนขายอาหารปลา แต่เปล่า! นางแอบจิกกินอาหารปลาจ้าาาา 5555

ถ่ายข้างบนสะพานซักพัก พี่ปุ่นก็เดินนำลงไปลำธารข้างล่าง ตรงลานหญ้าข้างลำธารตรงนี้ ชาวบ้านเค้าจะเอาวัวมาผูกไว้ให้กินหญ้าตลอดทั้งวันเลย

ลงไปริมธารแล้ว เราจะสัมผัสกับฝูงปลาอย่างใกล้ชิด แทบจะจับมือกันได้ 555

จะเห็นว่า ปลาไม่ได้เยอะอย่างเดียวนะคะ ตัวใหญ่มากด้วย!

เราใช้เวลาทั้งเย็นวันนี้นั่งชิลล์ ถ่ายรูปอยู่ริมธารยาวเลย มันดีมากกกกจริงๆค่ะ

จากนั้นก็เดินขึ้นไปสั่งอาหารมาทานที่ที่พัก มองวิวสะพานคีรีวงค์ช่วงค่ำๆกันนน

Day 2:

เช้านี้เราตั้งใจตื่นกันแต่เช้าตรู่ เนื่องจากส้มโอ (อีกแล้ว) บอกว่าจะมีตลาดเช้าอยู่ถัดจากที่พักเรานิดเดียวเอง ตลาดจะมีตั้งแต่ 6:00 - 8:00 น.

เอาจริงๆปกติไผ่กับพี่ปุ่นจะไม่ค่อยตื่นเช้า แต่พอมาที่นี่ นอกจากตลาดแล้ว ควรต้องตื่นเช้าจริงๆค่ะ เพราะอากาศตอนเช้าคือสุดมาก ต้องตื่นมาสูดโอโซนเข้าไปฟอกปอดเยอะๆ ฟื้ดดดดดดด........สดชื่นมั่กๆ

หลังจากเดินตลาดเช้าแล้ว เราค่อยกลับมาทานอาหารเช้าของโรงแรม ที่นี่เค้าจะจัดเป็นเซ็ตๆสำหรับแต่ละห้องใส่ตระกร้าไว้ให้ค่ะ และมันเยอะมากกกกก มีทั้งโจ้ก ไข่ลวก ปาท่องโก๋ ไส้กรอก ขนมจีบ แถมมีผลไม้ที่สามารถตักได้ไม่อั้นอีก สำหรับของเราวันนี้เป็นทุเรียนค่ะ พุงแตกแต่เช้าเลยจร้าาา 555

พอเติมพลังเรียบร้อยแล้ว เราก็ check out แล้วเอากระเป๋าฝากที่โรงแรมไว้ แล้วเดินลงมาเช่ารถที่ minimart ข้างใต้โรงแรม จริงๆที่คีรีวงค์ ส่วนใหญ่เค้าจะเช่าจักรยานปั่นกันค่ะ ตอนแรกเราก็กะจะปั่นจักรยานกันนี่แหละ แต่พอดีเมื่อวานถามพี่พนักงานโรงแรม เค้าบอกว่า minimart มีรถมอเตอร์ไซค์ให้เช่าด้วย วันละ 100 บาท 
หะ! 100 บาท เท่ากับเช่าจักรยานคันละ 50 บาท เช่า 2 คันก็ 100 เท่ากันเลย เราเลยเลือกมอเตอร์ไซค์สิค๊าบบบ 5555

พี่ปุ่น: “เช่ามอเตอร์ไซค์ครับ ขอเป็นเกียร์ออโต้ครับ”

เจ้าของร้าน: “โอเค เดี๋ยวเดินตามพนักงานไปเอารถข้างๆนี้ได้เลยจ้า”

พอเดินไปถึง มีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่ 3 คัน แล้วมีคันเดียวที่เป็นเกียร์ออโต้

พนักงาน: “เอ๊ะ กุญแจไม่ใช่ดอกนี้นี่ รอแปปนึงนะคะ”

แล้ววิ่งกลับไปในร้านพักใหญ่แล้วเดินกลับมาค้นๆที่รถ

พนักงาน: “กุญแจหายไปไหน หาไม่เจอเลย”

แล้วก็วิ่งกลับไปที่ร้านอีกรอบ แล้วหายไปเลย อ้าว 555
เราเลยเดินตามเข้าไปในร้าน แล้วพนักงานก็บอกว่าไม่มีเกียร์ออโต้ เหลือแต่เกียร์ธรรมดา ได้มั้ย แต่ด้วยความที่พี่ปุ่นขี่เกียร์ธรรมดาไม่แข็งแรง เราเลยคิดกันอยู่นาน เลยตัดสินใจว่า ปั่นจักรยานก็ได้เอ้า

ว่าแล้วก็เดินไปหาร้านเช่าจักรยาน พอไปเห็นจักรยาน ป๊าดดด

ลูกไผ่: “พี่ปุ่น ไผ่ปั่นไม่ถึง”

5555 แม่นแล้วค่ะ จักรยานที่ร้านเช่าเป็นจักรยานแบบล้อสูง ไซส์ฝรั่ง แล้วดูตัวอิช้านนนน โถ....

สุดท้ายเลยเดินคอตก ไปขอเช่ามอเตอร์ไซค์คันที่เป็นเกียร์ธรรมดาก็ด๊ะ

เป้าหมายแรกของการขี่มอเตอร์ไซค์ของเราวันนี้คือ สะพานแขวน ค่ะ

จากที่พัก ขี่ตรงเลาะลำธารไปเรื่อยๆ ประมาณ 10 นาทีก็ถึง ระหว่างทางคือวิวและอากาศดีมากๆค่ะ

ถ้าใครเอารถมาตรงนี้จะมีค่าที่จอดรถนะคะ รถยนต์ 40 บาท รถมอเตอร์ไซค์ 10 บาทค่ะ

ลำธารบริเวณสะพานแขวนนี้สามารถลงเล่นน้ำได้นะคะ ตอนเราไปมีเด็กแถวนั้นกระโดดน้ำตู้มๆ เล่นน้ำกันเต็มเลย

จุดหมายถัดไปของเราคือ ‘วังปลา’

จะเป็นแหล่งที่มีปลาชุกชุม ว่ายอยู่กันเป็นกระจุกเลย จากที่อ่านรีวิวมา เค้าบอกว่าทางไปก็ให้ถามทางคนแถวนั้นไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มถามจากคุณลุงที่เก็บค่าที่จอดรถนี่แหละ แล้วก็ไปตามทางที่แกบอก จนถึงเนินที่เริ่มเข้าป่า ดูจากความสูงชันนี้น๊านนน และทักษะสกิลการขี่มอเตอร์ไซค์ของพี่ปุ่นแล้ว เราเลย “จอดมอเตอร์ไซค์ไว้ตรงนี้ แล้วเดินเถอะ” 5555

ชาวบ้าน: “ขี่ขึ้นไปเลย เกียร์ 1 ขึ้นไป เชื่อสิ จักรยานยังปั่นขึ้นไปเลย”

พี่เค้าก็พยายามเชียร์สุดใจขาดดิ้น แต่พวกหนูไปไม่ได้จริง จริงงงงง 555

ชาวบ้าน: “ไกลนะ อีกตั้งกิโลกว่า”

ลูกไผ่: “โอเค สบายค่ะ เดินได้ๆ”


ว่าแล้วก็ถามทางไป วังปลา กับลุงแก

ชาวบ้าน: “เดินตามทางไปเรื่อย พอเจอแยกให้เลี้ยวขวา แล้วก็จะเจอบ้านที่หมาเยอะๆ ให้ลงตรงนั้นเลย ถ้าเลยจะไม่เจอแล้ว”


ลูกไผ่: “หะ! แล้วหมาดุมั้ยคะ”

ชาวบ้าน: “ไม่ดุๆ มันไม่กัด”

โอเคค่ะ หนูเชื่อลุง

ว่าแล้วก็เดินตามทางไปเรื่อยๆ เฮ้ย นี่มันทริปเดินป่าอีกแล้วนี่! อิหยังวะ 5555

ระหว่างทางก็มีต้นทุเรียนกับต้นมังคุด กำลังออกผลเลย ดกมากๆ เดินไปอาจมีระแวงว่าทุเรียนอาจตกมาใส่หัวเล็กน้อย 555

พอเจอแยกเลี้ยวขวาตามที่ลุงแกบอก ทางที่เคยเป็นถนนก็เริ่มเป็นดินแดงจ้า ว่าแล้วเราก็เจอแล้วบ้านหลังที่หมาเยอะๆ คือไม่ต้องรอให้ถึงบ้าน เดอะแก๊งค์หมาก็วิ่งออกมาเห่าขู่ต้อนรับ ไหนลุงบอกมันไม่ดุ!!!!!!

แบบหมาเป็น 10 ตัวออกมาตั้งด่านเห่าขู่ เฮ้ย มาถึงตรงนี้ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ต้องเชื่อลุงแล้วสะกดจิตตัวเองว่า มันไม่ดุ มันไม่ดุ แล้วเดินตัวแข็งฝ่าฝูงหมาไป มองไปในบ้านก็ไม่เห็นจะมีทางลง

ลูกไผ่: “ไหนหว่าทางลง”

พี่ปุ่น: “นั่นดิ”

ลูกไผ่: “หรือต้องเดินเลยบ้านไปนิดนึง แต่ลุงแกบอกว่าเลยไปจะไม่เจอแล้วนะ”



แต่สุดท้ายเราก็เดินผ่านบ้านมา ผ่านมาได้นิดนึง เราก็เจอทางเลี้ยวขวาาลงลำธาร

ลูกไผ่: “นี่รึเปล่าคะพี่ปุ่น”

พี่ปุ่น: “ไม่รู้แฮะ”

เดินไปจะเป็นถนนที่ทอดผ่านลำธาร แล้วมีน้ำไหลผ่าน เงียบมากๆ ไม่มีคนเลย

เรามองไปรอบๆ

ลูกไผ่​: “ไม่เห็นจะมีปลาซักกะตัวเลย!”

5555 เอาน่ะ ถือว่าค้นพบแหล่งใหม่ เพราะที่นี่เงียบ มีลำธารใสแจ๋ว ไหลผ่านถนน เราถอดรองเท้าเดินฝ่าน้ำไปนั่งเล่นเอาขาแช่น้ำ ดูวิวตรงนี้ ชิลล์สุดๆ ไปเลยยย

ไผ่นั่งเอาชาแข่น้ำเล่น รอพี่ปุ่นถ่ายรูปอยู่พักใหญ่ ก็ชวนกันเดินกลับ

แต่​!

เราต้องเดินผ่านอิฝูงหมาเมื่อกี้อีกรอบจ้าาาา

พี่ปุ่น: “หรือว่าวังปลาคือต้องเดินตัดบ้านหลังนี้เข้าไปหว่า”

ขากลับเราเลยเดินตัวแข็งฝ่าฝูงหมา แล้วตาชำเลืองดูประตูบ้าน ก็มีทางเข้าเดียว แถมตอนนี้ปิดไว้อีก แล้วไม่รู้ว่าถ้าเราลอกผลักเข้าไป อิหมาฝูงนี้อาจจะพร้อมใจขย่ำเราก็ได้ ไม่เสี่ยงๆ

ทริคการเดินฝ่าฝูงหมา คือ อย่าวิ่ง แล้วจ้องหน้ามันค่ะ ไผ่ลองละ พอไผ่จ้องหน้าปุป มันหลบหน้าจ้า แล้วหันไปเห่าพี่ปุ่นอยู่ข้างหลังแท้ อ้าว ป๊อดนิเราน่ะ 5555

ระหว่างทางเดินกลับ เจอ 2 ตายายขี่มอเตอร์ไซค์ผ่าน ไผ่ก็หันไปยิ้มให้

พอลงไปถึงต้นทาง

ชาวบ้าน: “อ้าว เดินเร็วนี่ เจอมั้ย”

ลูกไผ่: “ไม่เจอเลยค่ะ คือต้องเดินตัดผ่านบ้านหลังนั้นเข้าไปเหรอคะ”

ชาวบ้าน: “ใช่ๆ”

ลูกไผ่: “บ้านปิดไว้อ่ะค่ะ เหมือนไม่มีคนอยู่เลย”
ชาวบ้าน: “นี่ไง เจ้าของบ้านเค้าเพิ่งขี่รถเข้าไปเมื่อกี้”

อ้าว คุณตายายที่สวนกันเมื่อกี้ กำ อดไปจ่ะวังปลาาาาาาา ม๊ายยยยยย

จบจากการเดินป่า เราเลยขอขี่มอเตอร์ไซค์ไปแวะนั่งกินกาแฟเย็นๆที่ร้านกาแฟที่เพิ่งผ่านมาซะหน่อยที่ ‘ร้าน Good Time Cafe’ ข้างในร้านน่ารักมากค่ะ

ไผ่สั่ง caramel choco ส่วนพี่ปุ่นสั่งคาปูชิโน่ และบราวนี่มาลองทาน 1 ชิ้น สำหรับเรา เราว่าทั้งเครื่องดื่มและบราวนี่ค่อนข้างหวานปี๊ด ตามที่ส้มโอเตือนเราไว้ว่า

“เหมือนคนที่นี่จะติดหวานนะเธอ เวลาสั่งชา กาแฟ ก็บอกเค้าว่าหวานน้อยด้วยนะ” 555

ตรงด้านหน้าร้านคาเฟ่ จะมีทางเดินลงไปถนนที่ตัดผ่านลำธารด้วยค่ะ

วิวดีใช้ได้เลย มองเห็นสะพานคีรีวงค์อยู่ไกลๆด้วย

ทีนี้ก็มาถึงจุดหมายสุดท้ายที่คีรีวงค์ของเรา นั่นก็คือ จุดถ่ายรูปที่มองเห็นลำธารและสะพานคีรีวงค์ ซึ่งอยู่เลยคิวรถสองแถวไปนิดนึง จากตรงนี้เป็นมุมดีมากๆค่ะ

ลูกไผ่: “อ๊ะ ไผ่นึกออกแล้ว ไผ่ยังไม่ได้กินไอติมังคุดเลยอ่ะ”

ใช่แล้วค่ะ จากที่อ่านมา ในรีวิวบอกว่าไอติมมังคุดที่นี่อร่อยมาก ต้องลอง แต่ตั้งแต่มายังไม่เจอเลย ก็เลยลองกลับไปค้นในรีวิวว่าเค้าซื้อที่ไหน ปรากฎว่าเค้าซื้อที่ “กลุ่มบ้านสมุนไพรคีรีวงค์”

ลูกไผ่: “อ้าว อยู่ตรงทางผ่านที่เราไปสะพานแขวนเลยนี่นา”

พี่ปุ่น: “ไปมั้ยล่ะ”

ลูกไผ่: “แต่มันต้องขี่ย้อนไปอ่ะค่ะ ตั้ง 7 นาทีแน่ะ เลยร้านกาแฟที่เราไปนั่งอีกอ่ะ”

พี่ปุ่น: “ไปมั้ยล่ะ ไหนๆก็มาแล้ว”
ลูกไผ่: “ไปได้มั้ยคะ ฮี่ ฮี่ ฮี่”

และแล้วเราก็ได้ไอติมมังคุดมาคลอง ถ้วยละ 50 บาทค่ะ

เฮ้ยยย อร่อยจริงงงงงง ใครไปห้ามพลาดเลยนะคะ

ละเพิ่งรู้ว่าตรง กลุ่มบ้านสมุนไพรคีรีวงค์เนี่ย เป็นอีก 1 จุดถ่ายรูป คีรีวงค์ หมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทย และมีทางลงไปลำธาร ที่มีปลาชุกชุมอีกจุดด้วยล่ะค่ะ

Mission Complete ได้เวลาขี่กลับไปรอขึ้นรถแล้ว แต่! ฝนตกจ้าาาา

ขี่รถหนีฝนกันไป แล้วก็มานั่งรอขึ้นรถรอบบ่ายสองโมง จริงๆรอบสุดท้ายที่ออกจากคีรีวงค์ คือ 15:00 น. นะคะ

แต่ว่าเราไม่อยากเสี่ยง ก็เลยกลับรอบนี้ดีกว่า ถึงตัวเมืองแล้วก็นั่งพี่วิน คนละ 20 บาท ไปนั่งๆนอนๆรอขึ้นรถ Shutter Bus รอบ 6 โมงเย็น ที่ผ่านหน้าโรบินสันเพื่อไปสนามบิน

ถือว่าเป็นอีก 1 ทริปที่ประใจมากค่ะ

เราเชื่อว่าใครมา คีรีวงค์ ก็น่าจะต้องมากลับมาสูดอากาศดีๆที่นี่อีกแน่ๆ


——————————

สรุปค่าใช้จ่าย

ค่าเดินทางไป - กลับบ้าน - สนามบิน คนละ 312 บาท

ค่าตั๋วเครื่องบินไป - กลับ นครศรีธรรมราช คนละ 225 บาท

ค่าที่พัก คนละ 331 บาท

ค่า Shutter bus ไป-กลับตัวเมืองนครศรีธรรมราช คนละ 80 บาท

ค่ารถขาไป-กลับ คีรีวงค์ คนละ 50  บาท

ค่าเช่ามอเตอร์ไซค์ที่คีรีวงค์ คนละ 50 บาท

ค่าเดินทางในตัวเมืองนครศรีธรรมราช คนละ 30 บาท

ค่าอาหาร คนละประมาณ 662 บาท

รวมค่าใช้จ่ายทริปนี้ 1,740 บาท/คน


——————————

ไว้ติดตามทริปถัดไปเราด้วยน้าาา ^^

ความคิดเห็น