Backpack คนเดียวเที่ยวนครพิงค์เชียงใหม่ รีวิวโดย HaiNeVerDIe

          สวัสดีครับกระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของผม ตอนแรกว่าจะลงรูปแค่ในเฟสบุ๊คแต่มันเยอะเกินเลยอยากหาที่ที่อัพทีเดียวจบเลย มีรุ่นพี่กับเพื่อนแนะนำให้ลองตั้งกระทู้ในพันทิป ผมก็ไม่เคยลองมาก่อนเคยแต่อ่านเพราะกลัวทำผิดกฏเดี๋ยวต้องกินมาม่าเข้า พี่กับเพื่อนผมเค้าบอกว่าถือเป็นก

Backpack คนเดียวเที่ยวนครพิงค์เชียงใหม่

Backpack คนเดียวเที่ยวนครพิงค์เชียงใหม่

 วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563 เวลา 11.05 น.

 วันที่เดินทาง 8 ธ.ค. 2557

          สวัสดีครับกระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของผม ตอนแรกว่าจะลงรูปแค่ในเฟสบุ๊คแต่มันเยอะเกินเลยอยากหาที่ที่อัพทีเดียวจบเลย มีรุ่นพี่กับเพื่อนแนะนำให้ลองตั้งกระทู้ในพันทิป ผมก็ไม่เคยลองมาก่อนเคยแต่อ่านเพราะกลัวทำผิดกฏเดี๋ยวต้องกินมาม่าเข้า พี่กับเพื่อนผมเค้าบอกว่าถือเป็นการแชร์ประสบการณ์ ไม่เป็นไรถ้ามีคนชมก็ดีไป ถ้าด่า ว่า ติ ดราม่าก็เอามาปรับปรุง ผมก็คิด “กลัวไรละวัยรุ่น ก็จัดไปซี้!!!”

          เกริ่นเรื่องก่อนเลยนะครับ ผมพึ่งออกจากงานมา ตอนนี้ก็ไล่สอบพวกงานราชการอยู่ครับ บ้านผมอยู่สุโขทัย ก่อนเดินทาง 2 วัน ผมต้องลงไปกรุงเทพฯ เพื่อสอบงานราชการ แล้วตอนนั้นผมก็ไปเจอกระทู้เที่ยวเชียงใหม่ในพันทิปหลายกระทู้ ผมเป็นคนชอบเชียงใหม่อยู่แล้ว วาดฝันอยากไปอยู่เชียงใหม่ทำงานมาตกเย็นนั่งส่องแม่หญิงเวียงพิงค์ เสาร์อาทิตย์เที่ยวดอย มโนไปเรื่อยเปื่อย ก็เลยจัดกระเป๋าไปเลย แผนเผินนี่ไม่มีเตรียม กำหนดวันก็ยังไม่ได้คิดเลยครับ กะไปพอแค่ตังค์หมด ไปคิดเอากลางทาง

          นี่คือสัมภาระของผมครับ มีอะไรก็ยัดลงไปให้หมด แม่นี่รู้ว่าจะไปเที่ยวเลยเอาถุงยามาให้ มีพาราฯ ยาธาตุ ยาดม ยาหม่อง เบตาดีน อีโน น้ำเกลือ พาสเตอร์แปะแผละ ถุงเบ้อเริ่มอะครับ ผมเลยแบ่งไว้หอเพื่อนที่กรุงเทพเอาไปแต่พาราฯ ยาดม ยาธาตุ อีโนกับน้ำเกลือนี่เอาไปอย่างละ 2 ซอง


          วันที่หนึ่ง วันเดินทาง เช้าวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2557 ผมออกจากหอเพื่อนแถว ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ประมาณ 8 โมง ขึ้นคิวรถตู้ไปจตุจักร รถโคตรจะติด ขนาดบนทางด่วนยังติด ถึงจตุจักรก็ประมาณ 9 โมงครึ่ง ต่อ MRT ไปลงหัวลำโพงถึงประมาณ 10 โมงกว่าๆ

          ผมนี่ก็รีบไปจองตั๋วรถไฟฟรีก่อนเลย ไล่ถามเค้าไปทั่วว่าจองยังไงเพราะไม่เคย จนได้มาแล้วก็ไปกินข้าว แล้วเดินไปเดินมาเล่นๆ สัก 11 กว่ารถไฟก็มาละครับ แต่มันออก 12.45 เลยถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยเปื่อย (รูปตั๋วไม่มีนะครับ ผมลืมถ่าย หลังๆเอาไปเช็ดอะไรไม่รู้ เห็นมันเปื้อนเลยทิ้งไปเลย)

        เวลารถไฟมาเทียบชานชาลาก็จะมีเจ้าหน้าที่ล้างทำความสะอาดครับ มันก็ดูสะอาดขึ้นมาบ้างนิดหน่อย


          บรรยากาศในชานชาลาครับ มีบริการตัดผมด้วย ไม่รู้ฟรีไหม กะจะไปตัดสักหน่อยแต่กลัวเสียตังค์เดี๋ยวตังค์ไม่พอ


          นี่คือบรรยากาศในรถไฟฟรีครับ ขบวน 109 ชานชาลาที่ 10 กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 12.45 - 04.05 น. 15 ชั่วโมง ผมต้องนั่งอยู่ในเนี้ย กลางวันโคตรจะร้อนกลางคืนก็โคตรจะหนาว คนยืนนี่เพรียบเลยครับ เจ๊คนข้างหน้าผมนี่บอกว่าป้าเข่าไม่ค่อยดีขอยืดขาหน่อย ผมก็ด้วยความใจนักเลงเลยบอกไปอย่างห้าวหาญว่า “ได้ครับ” ขานี่แทบจะพาดตักผมเลยทีเดียว แล้วก็มีเด็กน้อยนั่งข้างเจ๊เค้า ข้างหน้าผมแหละครับ กินขนมเสร็จจะล้างมือ ผมก็เปิดกระจกให้ล้างมือ ผมเริ่มตะหงิดๆในใจว่าผมพลาดอะไรไปหรือเปล่า สักพักก็ได้เรื่องเลยครับ เด็กล้างมือนอกหน้าต่าง รถไฟมันวิ่งอย่างเร็ว น้ำนี่กระแทกหน้ากับตัวผมเต็มๆ ฮากันซะอีก ด้วยความใจนักเลงอีกแล้วครับ ได้แต่ยิ้มแล้วหัวเราะ คิคิ

          บรรยากาศวิวกลางทางครับ ติดมืดไปหน่อยไม่กล้าเปิดนานวัดแสงนาน กล้องผมมัน mirrorless กินแบตโคตรรรร พอเย็นๆก็กินข้าว ซื้อข้าวกินในรถ ไม่ต้องห่วงครับอาหารการกิน ข้าวปลาอาหารน้ำดื่มมีเดินขายตลอดทาง เรียกได้ว่าขายกันแบบมาราธอน เดินขายกันตั้งแต่บ่ายยันมืด แต่ราคาค่อนข้างแพงอยู่ครับ พอเริ่มมืดแค่นั้นแหละครับความเย็นเริ่มมานิดๆ แต่แมลงจัดเต็ม ผมไม่รู้ว่าผมคันเพราะแมลงหรือเพราะผมไม่ได้อาบน้ำ แต่คันจริงๆ จะเกาก็เกรงใจเพื่อนร่วมทาง เด็กเห็นแล้วเลียนแบบมันจะไม่ดี พอรถไฟวิ่งเลยอุตรดิตถ์มาอากาศเริ่มหนาวละครับ ปิดหน้าต่างก็ยังหนาว


          วันที่สอง เริ่มผจญภัย วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2557 ตี 4 กว่าๆ รถไฟเทียบชานชาลาสถานีเชียงใหม่ (ผมลืมถ่ายรูปซะงั้น) จะไปไหนก็ไม่ได้เพราะมันยังไม่เช้า เพื่อนฝูงผมก็ไม่ได้บอกว่าจะมาเมื่อไหร่ เพราะไม่ได้วางแผนไรไว้ แต่เจอเพื่อนร่วมชะตากรรมสองคน คนนึงมีงบมา 1000 บาท อีกคนไม่มีไรมาเลย สุดๆอะ เลยนั่งคุยกันจนเจ็ดโมงเช้าแล้วก็เดินไปแถวข่นส่งอาเขตเพราะงบน้อยกัน กลางทางก็โบกรถแต่ไม่มีใครกล้ารับ คุยกันสักพักก็แยกย้ายไปล่าฝันของแต่ละคน ผมตรงดิ่งไปร้านเช่ามอไชค์เลยครับ บอก “ผมขอแบบถูกสุดเลย เพราะใช้หลายวัน เอาเครื่อง 125 แบบมีเกียร์ครับ” แล้วก็ได้มา ซูซูกิโชกันหรือโชกุนไรเนี่ยแหละครับ ผมเช่ามา 5 วันก่อน ถ้าอยู่ต่อแล้วเดี๋ยวค่อยเพิ่ม (เหตุผลที่ไม่อยากเสียตังค์ไปกับอย่างอื่นเยอะเพราะต้องมาเช่ามอไซค์เนี่ยแหละครับ)

          แผนเที่ยวผมคิดมาตอนนั่งบนรถไฟแล้วว่าที่แรกต้องดอยอินทนนท์ พอได้มอไซค์ปุ๊บ ผมเปิดกูเกิลแม็พมาร์คจุดไปดอยอินทนนท์ทันที ขี่ไปสักพักไปโผล่ลำพูน บร๊ะเจ้าขนาดมาตาม gps นะเนี่ย ผมนี่รีบปิดแล้วถามทางคนอื่นๆ กับไปตามป้ายเลยครับ ถ้าตาม gps ต่อไม่รู้จะไปโผล่ไหน อารมรณ์จะถ่ายรูปกลางทางไม่มีแล้ว สติแตก แค่ที่แรกก็หลงแล้วอะ

          ในที่สุดผมก็มาถึงจนได้ดอยอินทนนท์ ดอยที่สูงที่สุดในไทย แต่กว่าจะขึ้นมานี่มีวีรกรรมอีกครับ คือด้วยความรีบกว่าจะถึงตีนดอยนี่ก็บ่ายๆแล้ว พอถึงทางขึ้นผมนี่รีบบิดขึ้นไปเลย ด่านเดิ่นเก็บค่าเข้านี่ผมจอดไม่ทันจริงๆ ผ่านไปเฉยเลย พอขึ้นไปได้สักสิบกว่ากิโลเมตร ก็มองดูน้ำมัน(ทำไมก่อนหน้านี้ไม่มองวะ) ปรากฏน้ำมันตกขีด E ต้องลงไปเติมใหม่ เพราะกว่าจะถึงยอดดอยอีกหลายสิบโล คราวนี้เสียค่าเข้าครับเพราะขับช้า เสียไป 70 บาท (สังเกตุรอบเต็นท์มันจะเป็นเคลียร์โซน วันแรกๆ ยังไม่กล้ามีปฏิสัมพันธ์กับใคร หลังๆ นี่สนิทไปเรื่อยเปื่อย) พอมาถึงจุดกางเต็นท์ก็เสียค่ากาง 30 บาทให้อุทยาน ข้างบนจะมีของเอกชนด้วยครับ วิวจะสวยกว่าแต่ราคาสูง กางเต็นท์เสร็จก็ไปกินข้าว ส้มตำอร่อยมาก ผมลืมถ่ายรูปอีกละเพราะกินด้วยความหิวโหย

          พอสัก 3 โมง 4 โมงเย็น ผมก็ขับรถขึ้นไปยอดดอย ผมไม่เห็นมีอะไรให้ดูเลยนอกจากไปสักการะกู่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ สักแป๊ปนึงผมก็ลงมาแถวกิ่วแม่ปานถามแม่ค้าว่าเค้าดูพระอาทิตย์ตกดินที่ไหนกันครับ แม่ค้าเค้าให้มาแถวพระธาตุ ผมก็ลงไปเลย

          ถึงละครับพระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ตอนผมไปเค้ากำลังจัดสวนใหม่ เดินขึ้นไปบนพระธาตุก็เหนื่อยพอตัวนะครับ จนไปถึงข้างบนผมตกใจเห็นคนข้างๆเค้าสไลด์ขึ้นมาเลยไปดู เอ๊า!!! มีบันไดเลื่อนด้วย ชีวิตหนออออ...

          ภาพวิวทิวทรรศน์รอบๆพระมหาธาตุครับ ผมถ่ายรอพระอาทิตย์ตก แต่ป้ายเค้าเขียนไว้ทางเข้าว่าปิด 17.00 น.

          นี่เป็นช่างภาพอีกสองคนที่แอบเจ้าหน้าที่ครับ รอถ่ายพระอาทิคย์ตกดินกัน พี่เค้าบอก “ปิดห้าโมงแต่ฟ้าระเบิดขนาดเนี่ย พี่ขอสักแชะแหละวะ ไงถ้ามาไล่จริงๆ เดี๋ยวพี่ให้น้องไปเคลียร์กับเจ้าหน้าที่ก่อนเลย” นั่นไงกลายเป็นหน่วยทะลวงฟันไปซะผมอะ ขาลงไปจุดกางเต็นท์นี่อย่างมืด ถ่ายรูปเพลินไปหน่อย ระยะทางกว่าสิบโล ไฟกลางทางก็ไม่มี ผมนี่นึกถึงเรื่องผีบนดอยวิ่งไล่ตามรถเลย ขนลุกตลอดทาง จะจอดถ่ายรูปก็ไม่ไหวละ ตัวคนเดียวเซียววาบ

          บรรยากาศแถวจุดกางเต็นท์ตอนกลางคืนครับ เย็นๆ ยังไม่ค่อยหิวเพราะพึ่งกินไป พอดึกๆ เนี่ยแหละหิวมาก ภาพขวาล่างนั่นคืออาหารการกินผมเอง เต็นท์ข้างๆ นี่จัดเต็ม ผัดกะเพรา ผัดเผ็ด ไก่ย่างส้มตำ หมูจุ่มฯ แทบจะยกครัวมา ผมนี่มีแต่ไข่ปิ้งกะน้ำเปล่า รสชาติชีวิต T^T พอกินเสร็จอาบน้ำ หนาวมากแต่ต้องอาบเพราะคันมากกว่า เสร็จแล้วก็นอน จะได้ตื่นมาเช้าๆ แต่ตอนกลางคืนจะหนาวตายครับ ผมมีแค่เสื้อกันหนาวกะถุงนอน ซึ่งใบเล็กมากๆ หรือตัวผมใหญ่เกินไปก็ไม่รู้ ยัดตัวลงไปแทบไม่ได้ เต็นท์อย่างเปียก น้ำค้างแรงโคตร แต่ก็ต้องข่มตานอน จะได้ตื่นมารอเก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้น


          วันที่สาม วันพุธที่ 10 ธันวาคม 2557 ตื่นมาล้างหน้าแปรงฟันไปล่าแสงอาทิตย์กัน ผมขี่ขึ้นไปที่กิ่วแม่ปานเลยครับ ภาพนี้เป็นจุดเริ่มต้นมิตรภาพในการเที่ยวครั้งนี้ครับ “เหล่านักล่าแสงอาทิตย์” พูดคุยประสบการณ์การเที่ยวการเดินทาง

          รวมภาพพระอาทิตย์ขึ้นนะครับ ทั้งกิ่วแม่ปานแล้วก็จุดชมวิวกลางทาง ผมจำไม่ได้ว่าชื่อว่าอะไร ตอนลงจากกิ่วแม่ปานเห็นคนเยอะเลยแวะดู

          พอจอดรถก็เจอของดีเลยครับ “ถอกเลมะ-ทะเลหมอก” (ไม่สุภาพขออภัยด้วยขอรับ อิอิ) เห็นจากไกลๆริบๆ เข้าไปใกล้ๆไม่ได้ แต่ดีแล้วละครับเดี๋ยวตกทะเลหมอกไป ผมก็ว่ายหมอกไม่เป็นซะด้วย ผมบอกลาดอยอินทนนท์ด้วยภาพนี้แหละครับ ถ่ายเสร็จลงไปเก็บเต็นท์แล้วไปเป้าหมายต่อไปทันที

          เป้าหมายที่ 2 อุทยานแห่งชาติออบหลวง นึกว่าเป็นดอย ผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่เห็นป้ายบนดอยอินทนนท์เลยลองมา เส้นทางไม่ชันแต่โค้งเยอะ ระหว่างทางซ้ายติดภูเขา ขวาเป็นห้วยยาวไปตามทาง จุดกางเต็นท์จะอยู่ในอุทยาน ข้างๆห้วยแหละครับ นอนข้างห้วยซะเลยผมอะ สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี ถือว่ามาละงานนี้ ทั้งอุทยานมีคนกางเต็นท์ 3 เต็นท์ ที่เห็นเยอะๆ น่ะเต็นท์เปล่า

          นี่ถ่ายจากในเต็นท์ผมเลยนะเนี่ย บรรยากาศดีสุดๆ ฟังเสียงน้ำกระทบโขดหิน ซ่า ซ่า ... เพลินนนนน วูบหลับไปพักนึงเลย

          ตื่นมาผมก็ไปหาที่เที่ยวเลยครับ จะมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติอยู่ เดินขึ้นเขาไป 450 เมตร เป็นจุดชมวิว หลุมศพมนุษย์โบราณ ภาพวาดมนุษย์โบราณ แต่ผมไปได้แค่ 80 เมตรครับ ได้เห็นแค่หลุมศพมนุษย์โบราณ แค่นี้ก็จะตายละครับ หน้ามืดแล้วววว เลยเดินลงมากลับไปที่เต็นท์นั่งฟังเพลงชมธรรมชาติเบาๆสบายๆ แล้วไปกินข้าว

          มืดผมก็ไปอาบน้ำ กลางวันนี่อุ่นๆครับ ผมก็สบายใจละ คืนนี้นอนสบายแน่นอน ที่ไหนได้ สามทุ่มปุ๊บเริ่มหนาวน้ำค้างลงอีกละ เลยออกมาถ่ายเส้นแสงดาว แต่เป็นภาพถ่ายเส้นแสงดาวที่ทุเรศมาก แทนที่จะออกมาเป็นเส้น ออกมาเป็นจุดๆ ด้วยความที่กล้องมันประมวลผลช้า ถ่าย 30 วิ ประมวลผลอีกเกือบ 30 วิ มาเป็นจุดๆเลยทีเดียวเชียว T^T ไม่เป็นไรครับ ยังไงผมก็ยังรักเจ้าฟูจิตัวนี้อยู่ดี


          วันที่สี่ วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2557 ผมตื่นมาตั้งแต่ตี 5 เลยครับ (ไม่ใช่อยากตื่นแต่มันหนาววววว นอนไม่หลับ) กะจะถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น แต่ภูเข้าบังซะงั้นเลยได้ม่แต่ภาพแบบนี้ พอเจ็ดโมงผมเริ่มเก็บเต็นท์ ไปกินข้าว แปดโมงก็ออกเดินทางไปต่อ

          เป้าหมายต่อไปของผมคือดอยสุเทพดอยปุย (มาคนเดียวก็ต้องเซลฟี่งี้แหละครับ) กลางทางผมรีบหาร้านซื้อผ้าใบมากันน้ำค้าง สองคืนละ ไม่ไหวเต็นท์เปียก จะหนาวตาย เลือกผ้าใบเสร็จกำลังจะไปจ่ายเงิน เอ๊า!!! ตังไม่มี ต้องไปกด ATM ผมถามแม่ค้าว่า “ATM ใกล้สุดที่ไหนครับ” เค้า “บอก 500 เมตร” ผมคิดว่าใกล้เลยเดินไป แต่มันไกลกว่านั้นเยอะแทบตายกว่าจะถึง พอถึง ตู้ดันเสีย แม่เจ้า!!! กำลังซ่อมกันเลย ผมเลยถามเจ้าหน้าที่ “ATM ใกล้สุดอยู่ไหนครับ” เค้าบอก “อีก 500 เมตร” 500 เมตรอีกละ เอาวะไปก็ไป ผมว่ามันเกิน 500 เมตรนะเหงื่อแตกเลย เอามอไซค์มาแต่แรกก็จบไปละ

          แบตผมหมดไปแล้ว 2 ก้อน (ผมเอามา 3 ก้อน) ต้องหาที่ชาร์จด่วน เลยโทรหาพี่ที่อยู่เชียงใหม่ เค้าบอกอยู่โรงพยาบาล ผมก็หือ!!! พอไปถึงก็จอดรถแล้วขึ้นไปหา อ่อ แฟนพี่เค้าเป็นไข้เลือดออก เลยมานอนที่นี่ ผมนี่แบกสัมภาระพลุงพลังขึ้นลิฟท์ไป มองกันทั้งโรงพยาบาล

          ชาร์จแบตเสร็จบ่ายสามผมก็ลาพี่เค้ามา พอลงมาก็ได้เรื่องเลยครับ ผมจอดตรงเส้นขาวแดง ตำรวจกำลังล็อคล้อเลย ผมเห็นคนจอดเยอะเลยจอดตาม แต่ผมก็ผิดจริงๆแหละ เลยทำตามระเบียบ คุยกับคุณตำรวจไปๆมาๆ เค้ารู้ว่าเราแบกเป้มาเที่ยวคนเดียวจากสุโขทัย เลยเปลี่ยนข้อหาให้จากตอนแรก 400 เป็น 200 บาท (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะครับ แต่ตอนนั้นผมต้องเซฟตังค์ไว้จริงๆ อิอิ)

          ออกใบสั่งเสร็จผมก็ไปเลย ดอยสุเทพดอยปุย ลืมดูน้ำมันอีกละ พึ่งรู้ว่ามีครึ่งถังตอนไปถึงพระธาตุ แต่เห็นว่าทางไม่น่าไกลเลยไปเรื่อยๆ ทางขึ้นดอยสุเทพก็ไม่ชันมากครับ มีหักศอกบ้าง แต่ตอนไปดอยปุยนี่แหละขึ้นลงเขาโค้งหักศอกทางยังจะแคบอีก แต่เส้นทางสวยงสมร่มรื่นมาก อยากจอดรดไปถ่ายรูปแต่ก็ไม่กล้าจอด เพราะมีรถวิ่งเข้าออกตลอดเดี๋ยวไปเกะกะเค้า (ไปคนเดียวก็ลำบากงี้แหละครับ)

          ถึงละครับดอยปุย ภาพบรรยากาศจุดกางเต็นท์ เสียค่ากางถ้าเอามาเอง 30 บาท เช่าตะเกียง 30 บาท มะหมาเต็มไปหมดสนุกสนานดีครับเล่นกับพวกมัน มีลูกน้อยด้วย แต่ไม่ห่วงเลยสักนิด บนดอยปุยจะมีร้านขายข้าวครับ จานละ 40-45 บาท มาม่าคัพ 25 บาท น้ำขวดเล็ก 10 บาท

          ผมละพลาดไปอีกอย่าง ผมเอาไฟฉายมาแต่พอจะใช้ อ่าว!!! ไม่มีถ่าน เลยไปซื้อมาตอนก่อนขึ้นอินนทนนท์แต่ซื้อผิดเบอร์มันต้องใช้ถ่านใหญ่ผมดันซื้อขนาดกลางมา ก่อนมาที่นี้ผมเลยไปซื้อถ่านใหญ่ พอใส่ปุ๊บ รู้เรื่องเลยครับ ไฟฉายพัง ซวยสุดๆ ต้องไปเช่าตะเกียงเจ้าหน้าที่มา เพราะที่จุดกางเต็นท์ดอยปุยเค้าไม่มีไฟ มีตรงห้องน้ำนิดหน่อย คืนนี้ผมมีผ้าใบแต่ก็ไม่วายหนาวอีกละ เต็นท์เปียกตามระเบียบ โชคดีผมชอบถ่ายรูปเลยพกขาตั้งกล้องมาด้วย ตอนนอนทุกคืนเลยได้เจ้าขาต้องกล้องเนี่ยแหละใส่ถุงของมันไว้แล้วเอามานอนกอด

          นี่คือหนึ่งในไฮไลท์ของดอยปุยเลยละครับ ผมมาแรกๆอย่างงง ไม่เห็นมีอะไร พอกางเต็นท์เสร็จไปกินข้าวอาทิตย์เริ่มตก ได้เรื่องเลยครับ มันสวยงามมากกกกกก!!! ผมอะเซ็ตกล้องกับขาตั้งไว้เรียบร้อยแล้วแต่มัวตะลึงกับภาพที่เห็น สักพักถึงเริ่มเก็บภาพ มุมนี้เป็นทิศตะวันออกครับ พรุ้งนี้คงจะงามหน้าดู


          วันที่ห้า วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2557 ตื่นมาตี 5 รอพระอาทิตย์ขึ้น หลอกกกกกก เพราะความหนาวมากกว่าครับ นี่ไงครับมุมเดิม แต่เป็นตอนเช้า สวยจริงๆ ผมตื่นมาตั้งแต่ตี 5 เพราะความหนาวอีกละ

          พระอาทิตย์เริ่มขึ้นละครับ คุ้มค่าจริงๆ

           7 โมงเช้าผมเริ่มเก็บของเก็บเต็นท์ ออกเดินทางประมาณ 8 โมงกว่าๆ เมื่อคืนเซิชที่เที่ยวกางเต็นท์นเชียงใหม่เจอม่อนแจ่ม เลยมาร์คจุดไว้เลย แต่เซิชว่าม่อนแจ่มในกูเกิลแม็พไม่เจอนะครับ ต้องเซิชโครงการหลวงหนองหอยมันอยู่ใกล้ๆกัน

          ตอนกลับก็กะลงไปทีเดียวให้ถึงข้างล่าง จะได้ไปเติมน้ำมันเพราะตอนขึ้นมามีแค่ครึ่งถัง แต่ดันหลงไปบ้านม้ง งานเข้าเลย แต่โชคดีที่ยังลงมาจนได้เติมน้ำมัน

          ก่อนไปม่อนแจ่มผมต้องไปเสียค่าปรับก่อน ผมตรงดิ่งไปที่ศูนย์จราจรแถวตลาดวโรรส คุยกันไม่รู้เรื่องครับ ตำรวจกับผู้ต้องหา ตำรวจอู้กำเมือง ผู้ต้องพูดภาษาสุโขทัย ตึบเลยครับ

          ทางขึ้นไปม่อนแจ่มจะมีป้ายบอกตลอดทางครับ แต่ผมสังเกตยิ่งขับไปทำไม่ระยะทางมันยิ่งไกล ตอนแรกเขียน 4.5 กิโลเมตร ไปอีกสักพักมีป้ายบอกอีก 5 กิโล ตกลงป้ายมันบอกระยะทางมั่วหรือผมตาฝาดกันแน่ อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับ เพราะต้องตั้งสมาธิกับการขี่มอไซค์ ทางมันชันแล้วก็หลังๆก่อนถึงม่อนแจ่มเป็นหมู่บ้าน

          พอถึงม่อมแจ่มคนเยอะมากๆ มีสไลด์เดอร์ให้ไปเล่นด้วย แต่ผมไม่ได้ถ่ายรูปเลย ผมตรงไปถามที่กางเต็นท์ทันทีเพราะเหนื่อยมาก แต่เจ้าหน้าที่บอกกับผมว่า "ม่อนแจ่มเป็นรีสอร์ทสไตล์กางเต็นท์ค่ะ เราจะมีเต็นท์ให้ ไม่สามารถกางเองได้ 1 คน 600 บาทค่ะ ไม่รวมอาหารเช้า" เหยดดดดด จบกัน งบไม่พอผมยังต้องไปอีกหลายที่

           เคว้งคว้างซิงานนี้วนเวียนอยู่ในดอยพักใหญ่ๆ แต่แล้วก็เจอ “ม่อนจันทรา” อยู่กลางๆทางไปม่อนแจ่ม ค่ากางเต็นท์ 100 บาท มีร้านขายขนม รอดละผม กว่าจะหาที่ซุกหัวนอนได้ ผิดหวังจากม่อนแจ่ม ชีวิตนี่เฟว้งฟว้าง สัญญานโทรศัพท์ก็หายไปสามชั่วโมง gps เลยบอดตามไปด้วย

           บรรยากาศที่ม่อนจันทราครับ ทั้งม่อนมีผมนอนอยู่คนเดียว ที่เห็นบ้านเห็นเต็นท์อื่นๆนี่ว่างครับ เปล่าๆ เจ้าของก็ใจดีให้ไปชาร์จแบตบังกะโลข้างๆ เต็นท์

          สักพักก็มีเพื่อนมาอยู่เป็นเพื่อน เจ้าม็อม สุนัขไทย(น่าจะหลังอาน) นั่งเฝ้าอยู่กับผมตั้งแต่มากางเต็นท์จนผมนอน ตอนเย็นผมซื้อไก่ย่างมากิน เอาไปให้มันก็ไม่กิน หยิ่งนะจ๊ะ ตื่นมาไก่ย่างผมหาย นี่ถ้าเมื่อวานไม่เจอมันก่อนผมคงคิดว่า “เจอแล้ว ตูโดนรับน้องแล้ว”

          ตามสเต็ปเดิมครับ จะถ่ายเส้นแสงดาว แต่ได้ออกมาเป็นจุดๆแทน ที่นี่กลางวันร้อนครับ กลางคืนก็หนาวเหมือนเดิน นอนกอดขาตั้งกล้องไป ตื่นมาเห็นแสงอาทิตย์รอดก้อนเมฆกับแสงที่พาดไปโดนนาขั้นบันได้ ผมก็ถ่ายรูปสักพักแล้วก็เก็บเต็นท์ คืนนี้ผมจะไปนอนในเมืองครับ อยากไปถนนคนเดิน ไปเหล่หญิง อิอิ


           วันที่หก วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2557 คืนนี้นอนในเมืองครับ จะไปถนนคนเดิน ลงทุนนอนหรูเลย 490 บาท ปาดเหงื่อเลยผมอะ ตลอด 4 วันที่ผ่านมาผมก็เช็คอินไว้ทุกที่เพราะผมคิดว่าการเช็คอินไม่ได้มีประโยชน์ไว้โชว์อย่างเดียว อย่างคนที่มาเที่ยวคนเดียวเรื่อยเปื่อยแบบผมมันเป็นการยืนยันตัวตนว่ายังมีชีวิตอยู่ แล้วก็เป็นการมาร์คจุดว่าที่สุดท้ายเราอยู่ที่ไหน เผื่อตายหรือหาญสาบสูญจะได้เริ่มต้นตามหากันถูก ขึ้นดอยลงดอยรถจะแหกโค้งตายครับ (คืนนี้นอนในเมือง ขอนอนอุ่นๆหน่อย จะหนาวตายมา 4 คืน)

          ก่อนไปถนนคนเดินผมก็ไปแวะถ่ายรูปมุมมหาชนในเมืองเชียงใหม่ซะก่อน “สะพานขัวเหล็ก” มีฝรั่งมาถ่ายเป็นเพื่อนด้วย 

          เสร็จแล้วก็ไปเดินเที่ยวถนนคนเดิน กว่าจะหาที่จอดได้แทบตาย โชคดี gps สุดมั่วมันพาไปทางลัด มีที่จอดเยอะ แต่เปลี่ยวมากๆ ผมก็พึ่งจะรู้จากรุ่นน้องที่อยู่เชียงใหม่ว่าถนนคนเดินมันมีวันอาทิตย์ วันเสาร์มันถนนวัวลาย คนน้อย อ่าวพลาดอีกแล้วหรอเนี่ย แต่แค่นี้ก็แย่ละครับ คนก็แออัดพอตัวเลย สีสันของถนนคนเดินนี่ผมว่ามันไม่ได้อยู่ที่ของขายเลยอะ มันอยู่ที่ศิลปินที่มาถ่ายทอดงานศิลปะให้เราได้ดูได้ฟังกัน มีนักศึกษามาเรี่ยไรเงินไปทำค่าย ผมว่าอันนี้แหละคือสีสัน


          ผมนี่เดินมาตั้งนานไม่เสียตังสักบาท จนตรงเนี้ย ดนตรีเปิดหมวกเนี่ย รู้ตัวอีกทีตังหายไปแล้วหนึ่งแบงค์ (ค่ากางเต็นท์ตูเลยนะนั่น) เดินเสร็จรุ่นน้องก็ชวนไปสังสรรค์นิดนึงไม่เจอกันมาหลายปี แถวย่านสุดฮิต ถนนนิมมานเหมินท์ หมดไปกันคนละ 200 บาท ปาดเหงื่ออีกละผมอะ


          วันที่เจ็ด วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2557 ตื่นมาเช็คเอาท์โรงแรม ไปต่อสัญญามอไซค์อีก 2 วัน (เงินหายไปอีกแล้ววววว) วันนี้ผมจะไปดอยอ่างขาง ยังไม่ทันขึ้นดอยก็มันละครับ ทางไปเส้นไชยปราการขึ้นเขาลงเขาเล็กๆแต่โค้งก็พอตัวอยู่ ผมแวะกินข้าวกลางทางเจอแม่ค้าสวยมากกกก ช้างเผือกมักจะอยู่ในป่าจริงๆ แต่ไม่ได้ถ่ายรูป เค้าน่าจะอยู่กับแฟนเค้าแล้วผมก็หิวโหยมัวซัดไส้กรอกอย่างเดียวเลย

          ในที่สุดผมก็มาถึงตีนดอยทางขึ้นดอยอ่างขาง ผมก็คิดในใจ “มันจะเท่าไรกันเชียววะ เราก็ผ่านมาหลายที่แล้ว” ไปได้สักพักรู้เรื่องเลยครับ มันจะชันไปไหน หมอกก็หมอก มอไซค์แทบจะหงายหลัง ซัดเกียร์ 1 อย่างเดียวเลยผม มีจุดนึงทางก็ชัดแหละแต่วิวสวยผมเลยหยุดรถถ่ายรูป ถ่ายเสร็จใส่เกียร์หนึ่ง ปรากฏว่ารถไม่ไป แรงส่งมันไม่มี เวนนนนนนละครับ ต้องเอาเท้าค่อยๆยันไป คนที่ขับลงมาก็พากันขำผมกันทุกคัน แต่ผมก็เข้าใจ เค้าจะมาช่วยก็ไม่ได้ ทางมันชันแค่ตัวเค้าเองก็ลำบากแล้ว

          พอขึ้นมาได้นี่หายเหนื่อยเลยครับ เมื่อเจอสิ่งนี้ตอนประมาณบ่ายสาม

          แบบพาโนรามาครับ

          จุดกางเต็นท์ครับ ที่นี่เป็นค่ายทหาร กางฟรีครับ

          ภาพบรรยากาศโดยรวมบนดอยอ่างขางครับ

          เต็นท์ที่มีผ้าใบคลุมน่ะเต็นท์ผมเอง โกโรโกโสสุดๆ เต็นท์รอบๆนี่อาหารการกินพร้อม ขนม หมูกระทะ สเต็ก น้ำอัดลม เบียร์ฯ ผมมีแค่น้ำเปล่าครึ่งขวด โถชีวิต มันให้ความรู้สึกเหมือนอยู่คนละวรรณะไงไม่รู้

          คืนนี้เด็ก ม.น. อย่างผมนี่อุ่นใจเลยครับ

          ผมเลือกจุดกางเต็นท์ใกล้ทะเลหมอกเลยครับ กางเสร็จถ่ายรูปได้สักสองรูปหิวข้าวเลยไปกินข้าวก่อนแล้วจะกลับมาถ่ายใหม่ พอกลับมาทะเลหมอกหายไปละครับ T^T เศร้า

          ตกกลางคืนหนาวมาก ผมกำลังจะไปอาบน้ำ แต่น้ำหมดไม่มีไหลออกมาด้วย เข้าทางละครับ เอาแป้งเย็นโปะก็อยู่ได้ยันเช้าแล้วผมอะ

          เอาอีกแล้วครับมาเป็นจุดแทนเส้น เพลียครับ T^T คืนนั้นเป็นคืนที่มีฝนดาวตกครับ ผมได้ยินข่าวมาเลยรีบหาข้อมูลว่ามันมาทิศไหนดูยังไง ผมทำตามในเว็บบอกเลยครับดูดาวนี้นะแล้วไปทางซ้ายจะเจออีกสองดวงให้หันกล้องไปทางนั้น ผมก็หันไปถ่ายยาวเลยครับ ปรากฏว่าดาวตกมาขวามือผมตลอด พอจะไปถ่ายก็ไม่มีละ ถ้ามาก็ชอบมาตอนกล้องประมวลผลอยู่ซึ่งประมวลนานมากกกก ระหว่างนั้นก็คุยกับคนที่มากางเต็นท์ใกล้ๆ แลกเปลี่ยนประสการณ์ว่าไปที่ไหนมาบ้างเจออะไรมากัน สนุกสนานครับ

          ที่นี่น้ำค้างแรงมาก สามทุ่มเต็นท์ก็เปียกละ ผมถ่ายดาวได้สักพักก็มานั่งจิบน้ำอุ่นฟังพี่ทหารคุยกัน มันมากๆครับ มีหมามานั่งเป็นเพื่อนอีกแล้วละครับ สักเที่ยงคืนผมก็ไปนอน


          วันที่แปด วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2557 ตื่นมาตี 5 (ตี 5 อีกละ) เปล่าหรอกครับ ไม่ได้ตื่น มันนอนไม่หลับ มันหนาวมาก หนาวกว่าที่อื่นที่ไปอีก น้ำค้างสามทุ่มก็เปียกเต็นท์ละครับ ดึกๆไม่ต้องพูดเลยยยยย แฉะยันข้างใน แต่ก็ได้มาเก็บภาพก่อนแสงอาทิตย์จะขึ้น

          นี่คือแสงแรกที่อ่างขางเลยครับ คุ้มค่าอีกแล้วววว

          เหล่านักล่าแสงอาทิตย์ที่อ่างขางครับ

          พอแดดเริ่มแรงผมก็ไปกินข้าว อร่อยนะครับข้าวบนดอยอะ ทุกๆที่ที่ผมไปมานี่อร่อยหมดเลย ยิ่งส้มตำเด็ดนี่อย่างเด็ด ตอนรอก็มีหมาน้อยมาเล่นด้วยน่ารักเชียวครับ

          แปดโมงกว่าผมก็ขี่รถลงดอยละครับ ระหว่างทางหมอกจัดเต็ม มองทางแทบไม่เห็น แต่ก็รอดครับรอด ขาลงโหดกว่าขาขึ้นเยอะ ผมนี่ขี่รถฝ่าทะเลหมอกลงมาจากดอยเลย หน้าพ่อหน้าแม่ลอยมาแต่ไกล

          พอลงมาเสร็จผมกะจะไปดอยหลวงเชียงดาวต่อแต่ไม่ไหวละครับ เหนื่อยมาก เที่ยวมาหลายวัน นอนก็ไม่หลับ เลยกลับไปในเมือง เหยดดด ขับรถกลับไป 100 กว่าโลกว่าจะถึงก็เกือบตาย ระหว่างทางผมเห็นป้าย “โค้งอันตราย” โค้งอันตรายนี่หมายความว่าให้ตรงไปใช่ไหมเนี่ย

          มีเรื่องฮาอีกเรื่องนึง ระหว่างทางที่ผมขี่กลับเชียงใหม่ มันจะมีด่านทหารคอยตรวจอยู่ รถยนต์รถมอไซค์เค้าผ่านได้สบาย พอเจอผมโดนเรียกเลยครับ ค้นกระเป๋า แรกๆก็จับแขนหลังๆเริ่มล็อคแน่น เวนละครับตูโดนเข้าคุกแน่ คุยกันสักพักรอดครับ ก็ผมไม่มีอะไรผิดกฎหมายอยู่แล้ว โล่งเลย

          พอผมไปถึงตัวเมืองที่คิดไว้คือจะใช้ตังค์เฮือกสุดท้ายไปหาห้องพักไม่เกิน 500 บาท ไหนๆก็จะกลับละ ขอนอนชาร์จแบตคนแบตกล้องแบตมือถือสักหน่อย ผมนอนตั้งแต่บายสามตื่นสองทุ่มออกไปกินข้าวกลับมาสี่ทุ่มนอนยันเช้าเลย


          วันที่เก้า วันอังคารที่ 16 ธันวาคม 2557 แต่...ก่อนหน้านั้นผมไปหาน้ามา น้าให้ตังค์มาอีกก็กะเอาไปเก็บไว้เป็นทุนทริปหน้า พอตื่นเช้ามาแค่นั้นแหละ มันสดชื่นอะครับ ไปคืนมอไซค์แล้ววางแผนต่อเลย ไปไหนดีวะ เอาวะไปปายเลยละกัน ผมอะนึกว่าปายอยู่เชียงใหม่ เลยอยากไป ว่าแล้วก็เช็คเอาท์เดินไปขนส่งอาเขตเก่า ได้รถตู้เที่ยว 9 โมงครึ่ง 150 บาท ก็นั่งไป ในรถมีฝรั่งสองคน ผม แล้วก็นอกนั้นคนจีน ทางไปปายทางมันไม่ค่อยชันหรอกครับ แต่โค้งมันเยอะ เยอะมากๆจะเยอะไปไหน เยอะจนคนจีนอ้วกคารถแต่มีถุงใส่นะครับ ผมไม่เมาโค้งหรอกนะครับ แต่เมากลิ่นอ้วกคนจีนเนี่ยแหละ เปรี้ยวคละคลุ้งทั้งรถแทบจะอ้วกตาม โชคดีมียาดมรีบควักมาป้ายจมูกทันที ค่อยยังชั่ว

           ระหว่างทางก็มีแวะกินข้าว ถึงปายประมาณเที่ยงครึ่ง ผมก็ไปจองตั๋วรถขากลับก่อนเลย อยู่นานหมดตัวแน่นอน ได้รถเที่ยว 10 โมงเช้า 150 บาท แล้วก็ไปหามอไซค์เช่า ที่ปายราคาคัน 100 บาท/วัน ครับ ที่เชียงใหม่ 200 บาท/วัน ผมหาที่พักแบบลูกทุ่งๆไว้ตอนนั่งรถมาก็ได้เจอ “ปายริเวอร์แคมป์” เป็นที่พักที่ออกไปนอกเมืองสัก 2-3 กิโลเมตร เงียบดี กางเต็นท์เสีย 100 บาท เจ้าของเป็นกันเองมา บอก “เด็กแนวมาคนเดียว พี่แถมผ้าห่มให้เลย” โอ้วสุดยอด ที่นี่มีน้ำอุ่นมี wifi ด้วยครับ

          กางเต็นท์เสร็จผมนอนเล่นพักนึงก็ไปถามที่เที่ยวกับพี่เจ้าของที่ พี่เค้าบอกว่า “พระอาทิตย์ตกต้องที่วัดพระธาตุแม่เย็นเลยน้อง พระอาทิตย์ขึ้นที่หยุนไหล” ผมขี่ไปสำรวจเส้นทางที่หยุนไหลก่อนเลย พรุ้งนี้ตีห้าจะได้มารอ

           แล้วผมก็ไปวัดพระธาตุแม่เย็น ไปถึงก็เย็นๆพอดี พระอาทิตย์เริ่มตกแต่เมฆเยอะแสงเลยรอดเมฆออกมา มันให้ความรู้สึกเหมือนผมอยู่ในนาร์เนียอะ ที่ผมรู้สึกอะนะ คิดไปเรื่อยเปื่อย 

           มีฝรั่งมานั่งสมาธิด้วยครับ

          พระอาทิตย์เริ่มตกดินละ ผมก็เริ่มบรรเลงเลย (มุมมันไม่มีจริงๆ 555) สักพักแม่ก็โทรมา บอกให้กลับบ้านได้แล้วววว

          ถ่ายเสร็จ ฟ้าเริ่มมืด ผมก็ไปถนนคนเดินต่อ จันทร์-ศุกร์ คนน้อยดีครับ แต่ก็ไม่เบาบาง กินข้าวที่นี่เลยผม แล้วก็หาของฝากไปให้พ่อแม่กะน้องด้วย

          กลับมาที่พักมีคนมากางเต็นท์นอนอีกคน เค้ากำลังกินเบียร์กับพี่เจ้าของที่ เค้าก็เลยชวนผมบอกเดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง สักนิดสักหน่อยคงไม่เป็นไร กินไปได้สองกระป๋องเค้าไปเอาเหล้าข้าวโพ้ดมา ผมกินไปสองเป๊กหน้าร้อนเลยครับ พอดีพี่ๆเค้าก็เลิกกินผมเลยไปอาบน้ำนอน หลับสนิทเลย



          วันที่สิบ เดินทางกลับ วันพุธที่ 17 ธันวาคม 2557
ตื่นมาตีห้าครึ่ง ล้างหน้าแปรงฟัน(น่าจะทำนะ ผมจำไม่ได้) แล้วรีบไปหยุนไหลเลยครับ ระหว่างทางจะเป็นหมู่บ้านสันติชล หมู่บ้านชาวจีน ผมก็ถ่ายรูปไม่ได้แล้วเมมจะเต็มถ่ายได้อีกแค่ 10 รูป ไปถึงเมฆเยอะมากๆ

          มันสว่างนะครับแต่ไม่เห็นพระอาทิตย์ ผมรอจนเกือบเจ็ดโมงครึ่ง เริ่มมีเมฆแง่มๆออก โอ้วววว นาร์เนียอีกแล้วววว

          อีกรูปครับ ดีนะผมไม่ท้อรีบกลับไปซะก่อน

          เหล่านักล่าแสงอาทิตย์ที่หยุนไหลครับ

          ภาพสุดท้ายครับ เพราะเมมมันเต็ม พบระหว่างทางกลับที่พัก พอ 9 โมงผมก็เก็บเต็นท์เสร็จ พี่เจ้าของที่ชวนกินข้าวด้วย มิตรภาพมันยิ่งใหญ่จริงๆครับ เสร็จก็ไปคืนรถนั่งรถกลับเชียงใหม่ สเต็ปเดิมคนจีนอ้วกคารถอีกละ(ใส่ถุงครับ) ผมนี่จะอ้วกตามเลย

          ท่ารถกลับสุโขทัยอยู่ใกล้ท่ารถปายพอดี ผมได้เที่ยวบ่ายสองครึ่ง ระหว่างทางกลับบ้านแถวลำพูนหรือลำปางเนี่ยแหละผมจำไม่ได้ มีทหารกับตำรวจขึ้นมาตรวจบัตรประชาชน ผมอีกแล้วครับท่าน โดนค้นกระเป๋าอยู่คนเดียวเคลียร์กันพักนึงแต่ก็รอด ผมก็สงสัยจังไมโดนจับบ่อยจริง สมัยเรียนหนังสือก็โดนยามที่คณะจับตอนทำค่ายของคณะ


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

สุดท้ายการเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมได้ข้อคิดว่า “อยากเติบโตมันต้องเดินทาง การเดินทางไม่ได้ให้เราเห็นแค่เฉพาะที่เที่ยวสวยๆ แสงสีสวยๆ หรือเมาหัวราน้ำ การเดินทางนั้นจุดประสงค์จริงๆคือจะสอนให้เรารู้จักถ่อมตน ถ่อมตนต่อธรรมชาติ ถ่อมตนต่อผู้คนที่เราพบ เราจะไปคิดตรงข้ามมันก็ได้นะครับ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามันก็อีกเรื่องหนึ่ง หนึ่งในกฏเหล็กของโลกใบนี้ คือ กฏการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม (จำมาจากการ์ตูน แต่มันใช้ได้จริงอะครับ อิอิ) อยากได้สิ่งใดต้องแลกด้วยอีกสิ่งหนึ่งที่เท่าเทียมกัน อยากได้มิตรภาพและรอยยิ้มจากผู้อื่นก็ต้องแลกด้วยมิตรภาพและรอยยิ้มของตัวเอง ซึ่งผมก็ได้รับมาตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นตอนนั่งรถไฟฟรี จอดรถติดไฟแดงคุยกับรถคันข้างๆ คนขับรถบรรทุก เหล่าคนรักการถ่ายภาพ เจ้าของที่ เจ้าหน้าที่อุทธยาน นักปั่นจักรยาน เพื่อนร่วมจุดกางเต็นท์ แม่ค้าบนดอย หมา แมว ฯ แต่ผมต้องจบทริปนี้แล้วครับ เพราะแม่ตามตัว แล้วก็งบหมด เสื้อผ้าหมด กลิ่นเท้าเริ่มอยู่เหนือการควบคุม ทริปนี้ไม่ใช่ทริปสุดท้าย มันต้องมีทริปอื่นอีกแน่นอนแต่อาจไม่ระห่ำเท่านี้ (มั้งครับ 555) แต่ไม่เอาตำรวจกะทหารแล้วนะครับ ใจมันสั่น นอนในป่าในดอยคนเดียวยังไม่กลัวเท่านี้เลย

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ค่าใช้จ่ายครับ (น่าจะปรัมาณนี้นะครับ จำไม่ค่อยได้แล้วครับผม)

- ค่าเช่ารถที่เชียงใหม่ 7 วัน วันละ 200 บาท ที่ปาย 1 วัน วันละ 100 บาท = 1500 บาท

- ค่าน้ำมันทั้งหมดตลอดทริป 500 บาท (เพราะผมค่อยๆขี่ 50-60 km/h เลยใช้น้ำมันไม่ค่อยเยอะ)

- ค่ารถตู้ ไป-กลับ เชียงใหม่-ปาย = 300 บาท

- ค่ารถกลับบ้าน 220 บาท

- ค่าโรงแรม 2 คืน คืนละ 500 บาท = 1000 บาท

- ค่ากินตลอดทริปประมาณ 2000 บาท (ไม่ค่อยกินไรเยอะครับ เพราะต้องเสียค่าโรงแรมกับเช่ามอเตอร์ไซค์อีก)

- ค่าสังสรรกับรุ่นน้อง 300 บาท

- ค่ากางเต็นท์ตลอดทริป  430 บาท
          ดอยอินทนนท์ ค่าเข้า 60 บาท ค่ากางเต็นท์ 30 บาท
          ออบหลวง ค่าเข้า+ค่ากางเต็นท์ 80 บาท
          ดอยสุเทพ-ดอยปุย ไม่เสียค่าเข้า เสียค่ากางเต็นท์ 30 บาท ค่าเช่าตะเกียง 30 บาท
          ม่อนจันทรา ค่ากางเต็นท์ 100 บาท
          ดอยอ่างขางฟรีครับ
      ปาย (ปาบริเวอร์แคมป์) ค่ากางเต็นท์ 100 บาท

- ค่าของฝาก น่าจะประมาณ 500 บาท

สรุปยอดรวมตลอดทริป 6,750 บาท 

ความคิดเห็น