Backpack คนเดียวลุยเดี่ยวเที่ยวทะเลตะวันออก รีวิวโดย HaiNeVerDIe

          ทริปนี้เกิดขึ้นเนื่องจากตอนนั้นผมกำลังนั่งดูทีวีช่องการ์ตูนคลับอยู่ที่บ้านแล้วมันฉายวันพีชพอดี ผมก็คิดว่าอากาศตอนนี้มันก็ร้อนแฮะ น่าไปลุยทะเล สักพักผมก็ไปเปิด Pirate of the Caribbean พอถึงภาคที่ 2 ก็เริ่มเก็บของละครับ ดูไปเก็บของไป ตอนนั้นในหัวผมนี่มีแต่คำว่า

Backpack คนเดียวลุยเดี่ยวเที่ยวทะเลตะวันออก

Backpack คนเดียวลุยเดี่ยวเที่ยวทะเลตะวันออก

 วันพฤหัสที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563 เวลา 23.21 น.

 วันที่เดินทาง 25 ก.พ. 2558

          ทริปนี้เกิดขึ้นเนื่องจากตอนนั้นผมกำลังนั่งดูทีวีช่องการ์ตูนคลับอยู่ที่บ้านแล้วมันฉายวันพีชพอดี ผมก็คิดว่าอากาศตอนนี้มันก็ร้อนแฮะ น่าไปลุยทะเล สักพักผมก็ไปเปิด Pirate of the Caribbean พอถึงภาคที่ 2 ก็เริ่มเก็บของละครับ ดูไปเก็บของไป ตอนนั้นในหัวผมนี่มีแต่คำว่า “ทะเล โจรสลัด แกรนด์ไลน์  เส้นขอบฟ้า มหาสมุทรรอข้าอยู่” ซ้ำไปซ้ำมา ออกแนวเพ้อเจ้อคิดว่าตัวเองเป็นจ้าวแห่งโจรสลัดหรือไม่ก็เดวี่โจนส์  เลยไปบอกพ่อกับแม่ว่าจะไปทะเลนะ แถวระยอง ก็ได้รับอนุญาติให้ไป พ่อบอก "อืม ออกไปผจญภัย ไปดูโลกภายนนอกซะ" ทริปนี้แนวเดิมครับ ไปตายเอาดาบหน้า ไม่มีแบบแผน ที่พงที่พักเดี๋ยวค่อยไปหาเอา พอบอกพ่อกับแม่เสร็จผมก็ไปจองตั๋วรถทัวร์ สวรรคโลก-กรุงเทพฯ 369
          นี่คือสำภาระครับ กะเอาไปแบบเบาๆ ดันหนักเกือบเท่าเดิมซะงั้น ผมลองเอาชั่งน้ำหนักดูกระเป๋าหนัก 10 kg อะไรมันอยู่ในนั้นจริงจังวะ ว่าเอาไปแต่เสื้อผ้าแล้วนะ ไหนจะเต็นท์+ขาตั้งกล้องอีก 6 kg รวมๆก็ 16 kg ปางตายซิครับงานนี้ แต่เอาเถอะ ฝึกความแข็งแรงของร่างกาย



          วันที่หนึ่ง 25/02/58 ตีสี่กว่าๆ ณ หมอชิต ผมได้รถตู้ไประยองในราคา 160 บาท นั่งรอแป๊ปนึงรถก็ออก แต่วันนั้นรถติดมากต้องเดินออกไปขึ้นรถข้างหน้าหมอชิต ของก็โคตรจะหนัก คนขับรถตู้บอกเร็วๆเลยครับ แหม่ นี่ก็สุดชีวิตละครับพี่ เกือบจะโดนรถเมล์สอยไประหว่างทางอีก

          นั่งรถตู้มาระยองใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครับ รถตู้เค้ามาส่งผมที่ บขส.ระยอง ผมก็ต่อสองแถว (25 บาท) รอบ 8.30 ไปที่ท่าเรือบ้านเพ เห็นรถเก่าๆก็นึกว่าอย่างนี้จะถึงกี่โมงวะเนี่ย ที่ไหนได้ไวอย่างกับชิงกันเซ็ง หลบทุกพื้นที่ที่เป็นที่ราบ ลุยทุกพื้นที่ที่เป็นหลุม น้ำที่กินไปแทบกระฉอกออกมาหมด แต่แป๊ปเดี๋ยวก็ถึงท่าเรือบ้านเพแล้วครับ

          พอลงจากสองแถวมา ก็มีลุงคนนึงมาคุยบอกว่าไปเสม็ดไหม ตั๋วหนึ่งร้อย ไป-กลับ ผมก็คิดว่าแถวนี้เค้าบริการถึงใจดีจัง กระชับฉับไหวเลยจัดไป 100 บาทถ้วน


          พอถึงเรือแล้วถึงกลับอึ้งครับ นี่มันเรือขนของชัดๆ มีแต่หมึก ปลา กุ้ง สัปปะรส แตงโมฯ กะลูกเรือไม่กี่คน จะเอาเราไปทิ้งกลางทะเลเปล่าวะ แต่กลัวไรละวัยรุ่นนนนน ก็ลงไปซี้!!

          โชคดีที่ไม่เป็นอย่างที่คิด ถึงเกาะเสม็ดจุดหมายปลายทางอย่างราบรื่น พอมาถึงท่าเรือหน้าด่าน ผมก็เริ่มเดินหาที่กางเต็นท์ก่อนเลยครับ เดินไปเรื่อยๆ เริ่มเหนื่อย เหงือแตก ไปแวะพักที่ป้อมตำรวจถามหาจุดกางเต็นท์ คุณตำรวจบอกเดินไปอีกนิดน้อง หาดทรายแก้วลองไปถามดู ตอนนั้น 1 เมตรอย่างกับ 1 กิโลเมตร ซ่าไม่เข้าเรื่องอยากเดินไม่เช่ามอไซค


          ถึงละครับหาดทรายแก้ว พอเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ ถึงกับช็อค เจ้าหน้าที่บอกว่า “เค้ารื้อจุดกางเต้นท์ละครับ กำลังปรับปรุงพื้นที่ มีที่เดียวอ่าวลูกโยน แถวท่าเรือที่น้องเดินเลยมา” หืออออออออออออ โคตรไกลลลลล  แทบจะหมดแรง แต่กัดฟันเดินกลับไปซิครับ

          และแล้วผมก็มาถึงอ่าวลูกโยน ถ้าเดินมาจากท่าเรือหน้าด่าน แค่เลี้ยวซ้ายขึ้นเนินมานิดหนึ่งก็ถึงละครับ พอเห็นป้ายก็เดินเข้าไปจนสุด จุดกางเต็นจะอยู่ติดชายหาดเลยครับ

          ค่าธรรมเนียมคืนละ 50 บาทครับ เจ้าหน้าที่ให้ผมไปกางเต็นท์ก่อนแล้วค่อยมาจ่าย ที่พักหรูสุดๆ ติดชายหาดเลย กางวันลมเย็นดีครับ มีร่มไม้ มีชิงช้าด้วย กางเต็นท์เสร็จผมก็ไปจ่ายค่าธรรมเนียมแล้วก็ไปเก็บภาพบรรยากาศแถวนั้น

          ถ่ายจนร้อนก็กลับมานอนพักข้างเต็นท์ มีเก้าอี้ให้นอนเล่นรับลมทะเลสบายๆครั

          ผมเผลอหลับไปตื่นมาก็เย็นๆละครับ ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยน แต่อ่าวลูกโยนอยู่ทิศตะวันออกครับ เลยไม่เห็นอาทิตย์ตก

          ถ่ายรูปเสร็จก็เตรียมตัวไปหาดทรายแก้วไปเดินเล่นๆ ดูแสงสียามค่ำคืน ผมเดินไปครับ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร กลางคืนไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไร ไม่มีแดด ไม่ร้อน สบายๆ ในรูปนี้เป็นบรรยากาศถนนที่เดินไปครับ มีร้านค้าเยอะแยะ ทั้งร้านอาหาร ร้านขายเสือผ้า บาร์ฯ ทางไม่เปลี่ยวครับ

          พอมาถึงหาดทรายแก้วก็นึกในใจ ไมมันสวยจังวะ ที่ๆเราอยู่นี่กันดารไปเลย ตอนแรกก็คิดว่ากางเต็นท์อ่าวลูกโยนน่าจะสงบสบายดี เป็นส่วนตัว จะได้ซึมซับธรรมชาติ มาเจอหาดทรายแก้วปุ๊บหลงแสงสีเลยทันที แทบไม่อยากกลั

          แล้วก็มาเจอเป้าหมายในการมาหาดทรายแก้วครับ “โชว์ควงกระบองไฟ

          ผมใช้เลนส์คิต 18-55 ครับ ต้องเดินซูมเท้าเข้าไปอย่างเดียว หน้าแทบไหม้

          โชว์ควงกระบองไฟที่หาดทรายแก้วหาไม่ยากครับ กลิ่นน้ำมันก๊าซนี่คลุ้งไปทั้งหาด ผมก็เดินตามกลิ่นมาแหละครั

          แล้วก็ถึงการแสดงสุดท้าย ซูมเท้าอีกละครับ กลัวก็กลัวแต่อยากได้ภาพด้วย

          พอการแสดงจบก็จะมีการให้ทิปกัน ผมให้ไป 20 บาท แล้วก็ไปเดินเล่นต่อ (ไม่อยากกลับ หลงแสงสี) เดินไปเรื่อยๆสักสี่ทุ่มพอเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วเลยตัดสินใจกลับครับ อาบน้ำแล้วมานอนเล่นสักพัก ที่นี่เค้ามีไนท์ซาฟารีด้วย แต่ต้องบริการตัวเอง หมา แมว รอบเต็นท์ทั้งคืน สนุกสนานละคืนนี้

          คืนนั้นเป็นคืนที่หลอนมากครับ ตอนหัวค่ำมันก็ไม่เท่าไร หลังเที่ยงคืนเนี่ยแหละ มันวังเวง ได้ยินแต่เสียงคลื่นทะเล เจ้าหน้าที่ก็หลับไปหมดแล้ว ผมได้ยินเสียงอย่างกับมีอะไรมาเดินรอบเต็นท์ๆตลอด บอกตรงๆเลยว่าโคตรกลัว นอนอยู่สักพักเลยตัดสินใจเปิดเต็นท์ออกมาดู (ตัวสั่นนิดๆ) ปรากฏว่าเป็นหมากับแมวมาแทะกระดูกไก่ที่ผมวางไว้ เดินวนไปวนมารอบเต็นท์ผม แม่เจ้า!!!โล่งอก แต่พอหันหลังไปก็ตกใจอีก!!! ขนนี่ลุกซู่ แต่พอดูดีๆ เอ้า!!! ผ้าเช็ดตัวนี่หว่า ตากไว้เองแท้ๆ ประสาทหลอนไปหมดละครับ สรุปคืนนั้นมีหมากะแมวมานอนเป็นเพื่อน ค่อยยังชั่วยังพอหลับลงได้หน่อย ตอนผมไปนอนบนดอยคนเดียวไม่เห็นกลัวอะไรเลย ทำไมมาทะเลรู้สึกกลัวแปลกๆก็ไม่รู้เหมือนกัน

          คราวนี้ผมจดบันทึกรายจ่ายไว้ด้วยครับ

สรุปค่าใช้จ่ายวันแรก

   -รถทัวร์ไป กทม     369 บาท

   -รถคู้ไประยอง               160 บาท

   -โออิชิ                            20 บาท

   -เข้าห้องน้ำ                        5 บาท

   -รถสองแถวไปบ่านเพ          25 บาท

   -เรือไปเกาะเสม็ด             100 บาท

   -กางเต็นท์                        50 บาท

   -ข้าว+น้ำ                         80 บาท

   -ข้าวเหนียวไก่ทอด             70 บาท

   -ข้าวกะเพราหมูกรอบไก่ทอด 90 บาท

   -ทิปควงกระบองไฟ             20 บาท

   -น้ำ                                 20 บาท

ยอดรวมค่าใช่จ่ายวันแรก 1,009 บาท


           วันที่สอง 26/02/58 อากาศในเต็นท์ร้อนมากครับ ลมมันไม่เข้า ตี 4 กว่าๆ ผมก็ออกมาถ่ายรูปดาว ดูในเฟสเห็นเค้าถ่ายทางช้างเผือกก็เลยลองมั่ง เออ มันก็พอได้อะนะ ลูกมั่วเราเนี่ย แต่เมฆเยอะมาก ถ่ายมาติดเมฆไปซะส่วนใหญ่ นอนที่นี่ไม่ต้องกลัวปัญหาเรื่องแบตหมดครับ มีที่ให้เสียบปลั๊กไฟ ชาร์จได้ตลอดเวลา

           นั่งถ่ายไปจนเช้ารอพระอาทิตย์ขึ้น ยุงก็เยอะจัง เงยหัวขึ้นไปนี่บินวนยังกับฝูงอีแร้ง ดีที่ผมเอาซอฟเฟลมาด้วย

          บรรยากาศยามเช้าตอนพระอาทิตย์ขึ้น ณ อ่าวลูกโยน เกาะเสม็ด โดยรวมๆครับ

          นี่คือเพื่อนใหม่ผมครับ อยู่ด้วยกันทั้งคืน เช้ามาก็มาดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน สักพักก็จะมีลุงขี่มอไซค์มาขายข้าวเหนียวไก่ทอด ผมก็จัดไป 100 บาท คนนี่แทบจะได้กินแต่ข้าวเหนียว


           ผมไปเช่ามอไซค์มาครับ เพื่อจะไปขี่รถเล่นให้ทั่วเกาะ ผมไล่ไปที่ละอ่าวเลย เอาให้ครบ ไหนๆก็เช่ามาแล้วสำรวจให้หมด

          เหนื่อยเอาเรื่องเลยครับ แดดมันแรง ทางมันก็ไกลพอสมควรผมขี่ไปจนถึงจุดชมวิวท้ายเกาะ

          พอมาถึงจุดชมวิวท้ายเกาะ มันจะมีทางแยกสองทางครับ ผมเลือกไปทางซ้าย เดินไปซักพักเริ่มตะหงิดๆ ทางไปจุดชมวิวไรวะ โคตรจะไกล ขึ้นเนินลงเนิน แดดก็ร้อน ทางนี่มีแต่หญ้ารกเต็มไปหมด ไม่ก็โขดหินเศษหิน มันไม่ใช่ทางละมั้ง โดนงูฉกตายไปใครจะมาเจอวะ แต่ก็คิดว่าถ้าโดนงูฉกตายไปก็ถือซะว่ามาตายที่กาลาปากอสละกัน เห็นทรงมันคล้ายๆกันอยู่ พอเดินไปเรื่อยๆ (มาไกลเกินกลับละ) จนถึงจุดชมวิวท้ายเกาะ ผมเจอฝรั่งคนนึงนั่งกินข้าวอยู่ ผมนี่นับถือเลย เท่โคตร มาอย่างไกลเพื่อมากินข้าว ตรงจุดนี้มันจะเห็นเกาะอะไรสักอย่างเนี่ยแหละครับ ผมจำไม่ได้ มาถึงได้นี่โคตรภูมิใจเลยผมอะ

          ผมกำลังถ่ายรูปอยู่แล้วหันมา ปรากฏว่าฝรั่งที่นั่งกินข้าวหายไปละ ผมนี่ตกใจ เห้ย!! ทางอย่างนี้ไมไปเร็วจัง โคตรเทพ สักพักก็รู้ความจริง มีคนจีนเดินออกมาจากทางที่อยู่ข้างหลังฝรั่งคนนั้น ทางตรงนี้มันเป็นทางที่ใช้มาจริงๆครับ เดินมาแป๊ปเดียวเอง ถางหญ้าอย่างเนียน รู้ความจริงแล้วแทบเป็นลม ตูเดินมาจากทางไหนวะเนี่ยยยยย!!! เสร็จแล้วก็กลับไปนอนพักเอาแรงเพื่อจะมาถ่ายอาทิตย์ตกดินครับ



          ห้าโมงครึ่งผมก็เริ่มตั้งป้อมละ เตรียมชมอาทิตย์ตกดิ ดูไปถ่ายรูปไป มีคนมานั่งรอเยอะครับ ผมไปตรงจุดชมวิวทางที่จะไปหาดดวงเดือน



           ผมนั่งดูมันเกือบจะมืด คนอื่นก็กลับกันไปหมดละ พึ่งจะนึกออกอีตอนลงมามันก็ลงมาด้วยความอยากได้จุดสวยๆ ขาขึ้นเนี่ยแหละ จะขึ้นไงวะเนี่ย ของก็พะลุงพะลัง ตะเกียงตะกายแทบตายกว่าจะขึ้นไปได

           ขากลับ ผมแวะซื้อข้าวมานั่งกินข้างเต็นท์ นั่งตากลม ฟังเสียงคลื่นไปเรื่อยๆ จนเที่ยงคืนก็ไปอาบน้ำนอนครับ แต่ก็ตื่นมาตีสี่ เพราะมันร้อนนนนนน เลยออกมานั่งเล่นนอกเต็นท์ ถ่ายรูปบรรยากาศตอนกลางคืนซะหน่อย

สรุปค่าใช้จ่ายวันที่สอง

   -น้ำเปล่า (4ขวด)    80 บาท

   -ข้าวเหนียวไก่ทอด 100 บาท

   -เช่ามอดตอร์ไซค์   300 บาท

   -น้ำมัน                   60 บาท

   -ผัดไท+ส้มตำ       120 บาท

   -กะเพรา+ไก่ทอด    90 บาท

   -โออิชิ                   25 บาท

ยอดรวค่าใช้จ่ายวันที่สอง 775 บาท


          วันที่สาม 27/02/58 สักเกือบๆหกโมงเช้า ผมก็ขี่มอไซค์ไปหาดทรายแก้วเพื่อไปถ่ายรูปพระอภัยมณีกับนางเงือก กลางทางมันมืดมาก เกือบโดนหมากัด มันคงคิด “ใครวะ มืดจะตายห่า ยังจะมาขี่มอไซค์เสียงดัง” แต่ก็ต้องไปต่อ ขากลับก็โดนหมาตัวเดิมวิ่งไล่อีก ชีวิตรันทด T^T

           กลับไปที่เต็นท์ นั่งเล่นไปเรื่อยๆ พระอาทิตย์เริ่มขึ้นละครับ สักเก้าโมงผมก็เริ่มเก็บเต็นท์ แล้วไปคืนมอไซค์เพื่อจะขึ้นฝั่

          พอขึ้นเรือกลับมาท่าเรือท่าเพ ผมก็กินข้าวแล้วนั่งวินมอไซค์ไปเป้าหมายต่อไป “อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า

          ที่นี่เสียค่าเข้า 40 บาท ค่ากางเต็นท์อีก 30 บาท/คืน ผมให้ลุงมอไซค์ส่งที่จุดทำการจ่ายค่าธรรมเนียม พอเข้าไปจ่ายค่าธรรมเนียมเสร็จเค้าบอกว่าต้องเดินขึ้นเนินไปอีกค่ะ ไกลพอสนควร เวนนนนนนนนน!!! กลัวละวัยรุ่นนนน ก็เดินไปเซ้!!! เอ้า เดินก็เดิน มีขึ้นเนินลงเนิน แทบตายกว่าจะถึง เดินจนรองเท้าขาดพื้นหลุด ต้องปฐมพยาบาลโดยด่วน



          กลางวันร้อนนะครับที่นี่อะ ที่จุดกลางเต็นท์แทบไม่มีต้นไม้เลย แต่ลมแรงมาก ผมกางแถวศาลาชมวิว วิวสวยสุดๆ มีร้านค้าขายข้าวขายน้ำครับ ไม่ต้องกลัวอด มีจุดบริการนักท่องเที่ยวด้วย ที่นี่มีลิงด้วยนะครับ ใครมาก็ระวังข้าวของด้วย เดี๋ยวมันมารื้อมาขโมยได้ แต่ผมไม่โดน

          การกางเต็นท์ที่เขาแหลมหญ้า เราต้องเอาบัตรประชาชนไปแลกกับป้ายนี้ครับ (จ่ายเงิน 30 บาท) เจ้าหน้าที่บอกผมว่าเพื่อเป็นการแสดงว่าเราเสียค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว

          กางเต็นท์เสร็จ ผมก็ไปกินข้าวซื้อน้ำตุนไว้ แล้วไปสำรวจอุทยาน ตอนเที่ยงแดดเปรี้ยงๆ เนี่ยแหละครับ

          เขาแหลมหญ้าเค้าจะมีเส้นทางศึกษาดูธรรมชาติ เป็นฐานความรู้ 9 ฐาน เดินขึ้นเขาเตี้ยๆแต่เหนื่อยเอาการอยู่ ยิ่งหลังๆทางเป็นโขดหินเดินค่อนข้างยากครับ รองเท้าผมก็สุดยอดซะด้วยซ

          เดินดูทิศดูทางเสร็จแล้วผมก็กลับมาพัก นั่งใต้ต้นไม้ตากลมเย็นๆ รอจนห้าโมงเย็นก็ออกไปหาที่ตั้งป้อมชมอาทิตย์ตกครับ ที่ๆผมเลือกอยู่ระหว่างเส้นทางศึกษาธรรมชาติ พอมาถึงจุดตั้งป้อมให้ความรู้สึกหึกเหิมไงไม่รู้ เป็นสถานที่ๆสวยจริง เป็นผาหินติดทะเล รู้สึกคึกแปลกๆ วันนั้นมีคนมาถ่ายพรีเวดดิงด้วยครั

          วันนั้นมีคนมาถ่ายพรีเวดดิงด้วยครับ

          และแล้วพระอาทิตย์ก็เริ่มตกดิน

 

          นั่งชมบรรยากาศ ฟังเสียงลมเสียงคลื่นได้สักพักก็เริ่มเก็บภาพบรรยากาศต่อครับ อาทิตย์อัสดง ณ เขาแหลมหญ้า

          กว่าจะเดินกลับมาที่เต็นท์ก็ทุ่มกว่าละครับ ไปกินข้าวอาบน้ำ ห้องน้ำที่นี่ค่อนข้างดีครับผมให้ B เลย อาบน้ำเสร็จก็มานั่งรับลมเล่น ลมแรงสุดๆ เย็นสบาย ไม่มียุง ตอนกลางวันเลือกจุดกางเต็นท์แถวศาลาชมวิวเพราะวิวน่าจะสวย พอมืดรู้เรื่องเลย โคตรวังเวง น่ากลัวโคตร แต่ก็ไม่เป็นไร มีหมามานอนเป็นเพื่อนอีกแล้ว

          วิวจากจุดกางเต็นท์ครับ นี่เป็นบรรยากาศตอนกลางคืนครับ ไฟเขียวๆนั่นคือไฟเรือตกหมึกนะครับ รูปกลางคืนถ่ายติดมาทุกรูป เพื่อนผมบางคนบอกอย่างกับแสงเหนือ

          ผมออกไปเก็บภาพบรรยากาศตอนกลางคืนได้สักพักก็กลับมานอนเล่นหน้าเต็นท์ ดูดาวสบายใจ


สรุปค่าใช้จ่ายวันที่สาม

-ข้าว 40 บาท

-วินมอไซค์ 80 บาท

-เข้าอุทยาน 40 บาท

-กางเต็นท์ 30 บาท

-น้ำเปล่า 50 บาท

-ข้าวไข่เจียวหมูสับ 50 บาท

-โค้ก 15 บาท

-ชาร์จแบต 20 บาท (ที่นี่เสียค่าชาร์จแบตครั้งละ 20 บาท จนเต็มครับ)

ยอดรวมค่าใช้จ่ายวันที่สาม 325 บาท



          วันที่สี่ 28/02/58
ผมปลุกนาฬิกาไว้หกโมงเช้า มารอดูพระอาทิตย์ขึ้น วิวข้างหน้าของเข้าแหลมหญ้า จะเป็นเกาะเสม็ดนะครับ ผมลืมบอก

          พระอาทิตย์เริ่มขึ้นละครับ มีคนมาถ่ายรูปหลายคนอยู่ ทั้งช่างภาพ คาราวานจักรยาน คู่รัก แสดงว่าที่นี่เป็นแลนด์มาร์คซินะเนี่ย เก็บภาพไปเรื่อยๆสักแปดโมงผมก็เก็บเต็นท์ไปกินข้าว แล้วไปรอเพื่อนครับ เพื่อนผมทำงานอยู่ระยอง เมื่อคืนผมชวนมันไปเป้าหมายต่อไป “เกาะช้าง”

          เพื่อนผมมารับที่เขาแหลมหญ้าแล้วขับรถไปจอดที่โลตัสแกลง (ซื้อรองเท้าด้วย) เพื่อต่อรถตู้ไปตราด พอก่อนถึงตัวเมืองตราด รถตู้เค้าบอกให้ต่อสองแถวเพื่อจะไปท่าเรือเฟอร์รี่ที่อ่าวธรรมชาติ (ไม่รู้ผมโดนหลอกหรือเปล่านะครับ มันหลายทอดซะเหลือเกิน ไม่รู้โดนฟันค่าชาร์จไปกี่บาท แต่นี่ก็อาจเป็นทางที่ตรงที่สุดแล้วก็ได้)

          ถึงแล้วครับท่าเรือเฟอร์รี่อ่าวธรรมชาติ เราสามารถนำรถไปขับบนเกาะได้ด้วย แต่ค่าใช้จ่ายผมไม่ทราบเหมือนกันครับผม



          ภาพบรรยากาศบนเรือเฟอร์รี่ครับ บนเรือมีมินิมาร์ทสบายหายห่วงเรื่องหิว วันที่ไปฟ้ามืดมาเชียว หวั่นๆว่าจะได้ซดน้ำฝนแทนน้ำทะเ

         มาถึงเกาะช้างผมกับเพื่อนก็นั่งแท็กซี่เกาะช้างไปหาดไก่แบ้ ไปหาเช่ามอไซค์กันก่อนแล้วก็หาที่พัก ผมได้ที่พักคืนละ 750 บาท (จะพาเพื่อนไปนอนเต็นท์ก็เกรงใจ กลัวจะพามันไปลำบากลำบน) พอเข้าไปที่พัก เก็บข้าวเก็บของ พักให้หายเหนื่อยก็ออกไปซื้อข้าวที่ 7-11 (มาเที่ยวทะเลแต่กินข้าว 7-11?) แล้วออกก็ไปขี่รถเล่นรอบเกาะ เกาะช้างนี่ทางค่อนข้างชันเลยนะครับ ชันด้วยหักศอกด้วยก็มี


          สักหาโมงเย็นเราก็ขับรถมาที่จุดชมวิวของเกาะช้าง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกพอดี จุดนี้เราสามารถเห็นเกาะมันในได้ ผมเห็นมีหลายคนพายเรือไปนอนอาบแดด

          พระอาทิตย์เริ่มจมทะเลไปละครั

          พอพระอาทิตย์ตกดินไปผมกับเพื่อนก็ไปกินกุ้งกระทะกัน มื้อนี้หรูสุดที่กินละครับ ปกติผมกินข้าวกล่อง (มีหมามีแมวมาแย่งกินด้วย

          กินเสร็จก็กลับมาที่พัก อาบน้ำเพื่อไปจะท่องราตรีกัน ร้านแรกจิบเบียร์กันชิลๆ ร้านอยู่แถวหาดทรายขาวติดทะเล สักพักก็ไปต่อร้านแถวๆที่พัก สั่ง bucket กินกัน ได้สักพักเริ่มมึนครับ ผมจำได้ลางๆว่าเช็คบิลร้านที่สอง 198 ผมให้แบงค์ร้อยไปสองแบงค์แล้วบอกไม่ต้องทอน แต่ได้ยินพนักงานบอกว่ามันแบงค์ 500 นะครับ แล้วภาพก็ตัดเลย ดีนะเพื่อนผมมันเอาตังกลับมาแล้วทิปไปแทน

สรุปค่าใช้จ่ายวันที่สี่ 

   -ชาร์จแบต                   20 บาท

   -ข้าวไข่เจียวหมูสับ         50 บาท

   -น้ำเขียว                      15 บาท

   -ซื้อรองเท้า                  89 บาท

   -วินมอไซค์                  30 บาท

   -รถตู้ไปตราด              150 บาท

   -รถสองแถว+เรือเฟอร์รี่ 180 บาท

   -ข้าว (7-11)               104 บาท

   -เช่ามอไซค์                175 บาท (เจ้าของลดให้ จาก 2 คน 400 เป็น 350 บาท)  

   -ห้องพัก                    300 บาท (เพื่อนมันให้ผมจ่ายแค่นี้)

   -แท็กซี่เกาะช้าง            80 บาท

   -เบียร์                        200 บาท

   -กุ้งกระทะ                   230 บาท

ยอดรวมค่าใช้จ่ายวันที่สี่ 1,623 บาท 



          วันที่ห้า 01/03/58 กลับมานอน กะว่าพรุ้งนี้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน ที่ไหนได้ ตื่นมาสิบโมงครึ่ง โวยวายกันอยู่พักนึงก็ออกไปซื้อแฮมเบอเกอร์ 7-11 (7-11 อีกละ) แล้วไปกินที่ชายหาดข้างล่างจุดชมวิวที่ไปมาเมื่อวาน ฟ้านี่ครึ้มเชียว อย่างกับฝนจะตก

          ประมาณเที่ยงกว่าๆผมก็ไปเช็คเอาท์ที่พัก แล้วคืนมอไซค์ (รู้สึกมาไม่คุ้มไงไม่รู้) แล้วนั่งแท็กซี่ลงไปท่าเรือ แท็กซี่ที่ไปท่าเรือจะมีรอบบ่ายครึ่งครับ (เช้ากว่านี้น่าจะมี) เค้าจะติดป้ายว่าไปท่าเรือไว้หน้ารถ

          มาถึงท่าเรือเพื่อนผมกลับไปก่อนครับ แต่ผมอยู่ต่อ วันนี้ผมกะไปฝั่งตะวันออกของเกาะ แถวสลักเพชร เค้าบอกว่าสงบดี รถที่จะไปแถวสลักเพชรจะเป็นรถคิวครับ มีหรือไม่มีคนก็ต้องไป มีวันละสามรอบ ขาไป 9.00, 11.00, 15.00 ผมได้เที่ยว 15.00 ส่วนขากลับมีรอบ 10.00, 12.00, 16.00 ตอนไปมีชาวต่างชาตินั่งไปด้วนสองคน คุยกันสนุกสนานครับ ร้องเพลงกันตลอดทาง เฮฮาปาร์ตี้ไปเรื่อย มิตรภาพมันยิ่งใหญ่ไร้พรมแดนครั

          มาถึงแล้วครับ สลักเพชร แทบนี้เป็นเหมือนหมู่บ้านครับ เงียบสงบ เป็นโฮส์มสเตย์ซะส่วนใหญ่ ผมหาที่กางเต็นท์ไม่ได้ เลยต้องเช่าห้องพักแทน ผมไปพักที่ครัวแสงอรุณคืนละ 500 บาท ห้องแอร์ สภาพห้องไม่หรูหราแต่นอนสบาย สะอาดดีครั

          บรรยากาศที่ครัวแสงอรุณครับ ได้ห้องแอร์ก็นอนซิครับ แล้วค่อยตื่นมาดูแสงท้องฟ้าตอนเย็น



          อาหารเย็นผมก็กินที่นั้นแหละครับ มีมินิมาร์ท มีร้านอาหาร พอมืดๆก็มาเก็บภาพบรรยากาศตอนกลางคืน แล้วก็อาบน้ำนอน ผมชอบนะที่เงียบๆอย่างนี้ ได้ยินเสียงธรรมชาติชัดดี ไม่อึกกระทึกครึกโครม


สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ห้า

   -แฮมเบอร์เกอร์     41 บาท

   -แท็กซี่ไปท่าเรือ 100 บาท

   -รถไปสลักเพชร  100 บาท

   -ข้าว                  40 บาท

   -ห้องพัก            500 บาท

   -ข้าว                   60 บาท

   -ขนม                  70 บาท

ยอดรวมค่าใช้จ่ายวันที่ห้า 911 บาท 



          วันที่หก 02/03/58 ผมปลุกนาฬิกาไว้หกโมงเช้า จะตื่นมาดูอาทิตย์ขึ้น พอตื่นมาฟ้าก็ยังครึ้มเหมือนเดิม แต่สักพักพระอาทิตย์ก็โผล่มาให้เห็นจนได้ คิดว่าจะมาเสียเที่ยวซะแล้ว

          ผมเช็คเอาท์แล้วขึ้นแท็กซี่รอบ 10.00 ไปขึ้นเรือเฟอร์รี่ ตอนแรกว่าจะเข้า กทม. เลย ไปพักหอเพื่อนสักคืนแล้วกลับบ้านเพราะเห็นฟ้ามันครึ้มๆ แต่เปลี่ยนแผนกะทันหัน ขึ้นรถไปพัทยาต่อ ผมก็ไปถามราคารถตู้ไปพัทยา ค่ารถตู้ ตราด-อนุฯ 300  บาท ตราด-พัทยา 350 บาท มันต้องมีการเข้าใจอะไรกันผิดแน่ๆ เลยเนี่ยยยยย แต่ก็ไปจนได้ ไปแบบงงๆกับราคา
          กว่าจะถึงพัทยาก็เกือบสี่โมงเย็น ต้องต่อรถตู้ไปศรีราชาอีก ซับซ้อนซ่อนเงื่อนซะจริง เป็นครั้งแรกที่ต้องยืนบนรถตู้ครับ คนแทบล้นยังจะยัดเข้าไปอีก คอนี่แทบจะตกหมอน ยืนตัวเอียงคอเอียงตลอดทาง ผมมาถึงหน้าโรบินสันศรีราชาประมาณสี่โมงครึ่ง (ปวดคอปวดหลังโคตร) แล้วนั่งตุ๊กๆ (50บาท) ต่อไปเกาะลอยท่าเรือข้ามฝากไปเกาะสีชัง ผมได้ขึ้นเรือรอบห้าโมงเย็น

          ได้นั่งดูพระอาทิตย์ตกบนเรือจนได้ เมฆก็จะเยอะไปไหนไม่รู้ พระอาทิตย์ยังไม่ทันจะตกไปถึงไหนเลย มุดเมฆหายไปซะงั้น ผมมาเที่ยวคราวนี้ไม่เคยเจอฟ้าระเบิดสักวั

          ตอนผมนั่งเรือมามีป้าคนนึงมานั่งคุยกับผม แกบอกว่าหาลูกค้าอยู่ แกเป็นเจ้าของร้านเช่ามอไซค์ ผมก็ตะหงิดๆ จะโดนหลอกไหมวะ คุยไปคุยมาถูกคอกันซะงั้น พอขึ้นฝั่งป้าแกพาผมซ้อนมอไซค์เที่ยว(แอบใช้แรงงานผู้สูงอายุ) แล้วพาไปเช่ามอไซค์เพราะผมจะไปหาดถ้ำพังมันไกล แกเติมลมเติมน้ำมันให้เรียบร้อย ฟรีด้วย ผมเห็นคนบนเกาะรู้จักแกหมด แกบอกว่า “ถ้าใครมีปัญหา โทรบอกป้า เดี๋ยวป้าไปเคลียร์ให้” เอาแล้ววุ้ย เจอขาใหญ่ประจำเกาะซะแล้ว สบายใจละผ

          ผมเปิด gps ไปหาดถ้ำพัง จะไปถ้ำพังบีชรีสอร์ท เห็นบอกว่ามีที่กางเต็นท์ gps มันพาไปทางลัดครับ ลัดจริงๆ บ้านคนนี่ไม่มี มีแต่ป่า มืดก็มืด ใจนี่ตกไปอยู่ตาตุ่ม สักพักก็มาถึงถ้ำพังบีชรีสอร์ท ผมไปถามลุงที่เคาท์เตอร์ว่ามีจุดกางเต็นท์ไหมครับ คิดค่าบริการเท่าไร ลุงแกบอกว่า “ที่นี่กางตรงไหนก็ได้หนู ไม่ต้องจ่ายตังค์ เลือกเอาเลย แล้วมาอาบน้ำที่นี่ก็ได้ แต่ต้องระวังนะ ของมันหายบ่อย หนูต้องระวังตัวให้ดีนะ ลุงขอให้หนูโชคดี” คำอวยพรแท้ๆ แต่ผมรู้สึกขนลุก สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ เลยไปหาบ้านพักดีกว่า ได้รา 600 บาท ความจริงหาดถ้ำพังตรงมาจากท่าเรือเรื่อยๆ พอจะเข้าเขตพระราชฐานก็เลี้ยวขวาไปสักแป๊ปก็ถึงละครับ แล้ว gps มันพาผมไปไหนมาวะเนี่ยยยยย อยากจะปาทิ้งซะตรงนั้นเลย พอได้ที่พักก็อาบน้ำ ไปหาข้าวกิน เก็บบรรยากาศตอนกลางคืนเกาะสีชัง แล้วก็มานอน ปลุกนาฬิกาไว้ 6 โมง จะไปถ่ายรูปสะพานอัษฎางค์ตอนเช้าๆ

สรุปค่าใช้จ่ายวันที่หก

   -ข้าวกะเพราะทะเล       70 บาท

   -เรือเฟอร์รี่                  80 บาท

   -รถตู้มาพัทยา            350 บาท (ตัวแพงเลยอะ T^T)

   -รถตู้ไปศรีราชา          60 บาท

   -ตุ๊กๆไปท่าเรือเกาะลอย 50 บาท

   -ค่าเรือเกาะสีชัง          50 บาท

   -เช่ามอไซค์             300 บาท

   -ที่พัก                      600 บาท

   -ข้าว (7-11)               96 บาท

ยอดรวมค่าใช้จ่ายวันที่หก 1,656 บาท 



          วันที่เจ็ด 03/03/58 สะพานอัษฎางค์ตอนเช้าๆ ครับ เกือบไม่มีแสงอีกแล้ว ช่วงนี้มรสุมเข้าภาคตะวันออก ผมก็ไปเดินเล่นถ่ายรูปในเขตพระราชฐานไปเรื่อยๆ มีที่ให้ไปอีกเยอะครับ

          บรรยากาศตอนพระอาทิตย์ขึ้นครั

เรือนต่างๆในเขตพระราชฐานครับ

          แล้วผมก็เดินขึ้นไปวัดอัษฎางค์ต่อ ค่อนข้างไกลพอสนควร กว่าจะถึงแทบตาย เลยไปอีกนิดจะมีจุดชมวิวอยู่ครับ



          จุดชมวิวครับ (ลิ้นห้อยเลยตอนมาถึง) วิวก็เหมือนๆเดิน แต่มันสามารถมองเห็นได้รอบๆเกาะ เสียอย่างเดียว ต้นไม้เริ่มขึ้นบังล

          ระฆังหินและเจดีย์ครับ (ผมลืมชื่อ ขออภัยด้วยครับ) ผมลองเคาะดูไม่เห็นจะดัง ไม่รู้ว่าระฆังยังไงอะครับ หรือผมทำไม่ถูกวิธี


          ผ่านทะเล เก็บภาพซะหน่อยครับ

          แล้วผมก็ไปนอนตากแอร์จนเที่ยง พอเที่ยงก็คืนห้องแล้วออกไปขี่มอไซค์เล่นรอบเกาะ อันดับแรกไปหาดถ้ำพัง

          ต่อมาไปดูรอยพระพุทธบาท ทางชันมาก ถึงกับมีคนถาม “ขึ้นมายากไหมละหนุ่ม” เกือบทอดใจไม่มาละครับ ยังมีทางขึ้นไปอีกนะครับ ต้องเดินขึ้นบันได้ไปอีก 350 ขั้น เป็นยอดเสาธง จุดสูงสุดของเกาะสีชัง แต่ผมขึ้นไปไม่ไหว มันเที่ยงละ ร้อนเกินไป

          เสียดายไม่ได้เข้าไปภายในศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ได้แต่ยืนไหว้อยู่ข้างนอก เพราะเรือจออกแล้ว ต้องไปคืนรถ ป้าเจ้าของร้านเช่าก็ยังจำผมได้อีก ล่ำลากันพักใหญ่ มิตรภาพมันยิ่งใหญ่อีกแล้วครับ


          ขากลับนี่อย่างมัน ลมมันแรงครับคลื่นอย่างสูง เรือนี่เด้งหน้าเด้งหลังเอียงแล้วเอียงอีก คนข้างหลังผมก็วี้ดว้ายกันจัง ไอ้เราก็ใจเสียเลยไลน์ไปบอกเพื่อน “ถ้าถ้าเรือกูคว่ำ มางมกูด้วยนะ มหาสมุทรรอกูอยู่” แต่ในที่สุดก็ถึงฝั่งโดยปลอดภัยดี ผมนั่งตุ๊กๆ ไปโรบินสัน 50 บาท ขึ้นรถตู้ไปหมอชิต 120 บาท แล้วต่อรถไป แถว ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต อีก 40 บาท ไปนอนหอเพื่อนครับ

          มาแถวนี้แล้วนึกถึงสมัยทำงานอยู่แถวๆรังสิต ทุกศุกร์ผมต้องออกไปถ่ายรูปแลนด์มาร์คใน กทม. เป็นสมัยฝึกหัดถ่ายรูป ไม่ค่อยได้ฟ้าสวยๆหรอกครับ กว่าไปถึงก็มืดละ รถติด กลับมาก็ไปสังสรรค์แล้วก็มานอนหอตัวเองบ้าง หอเพื่อนบ้าง

สรุปค่าใช้จ่ายวันที่เจ็ด

   -ข้าว+น้ำ                           60 บาท

   -เรือขึ้นฝั่ง                         50 บาท

   -ตุ๊กๆ                               50 บาท

   -รถตู้ไป กทม.                   120 บาท

   -รถตู้ไป ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต 40 บาท

   -ข้าว                               40 บาท

ยอดรวมค่าใช้จ่ายวันที่เจ็ด 360 บาท



          วันที่แปด 04/03/63 วันเดินทางกลับ ผมนอนคืนนึงแล้วเช้ามาก็ให้เพื่อนมันไปส่งข่นส่งรังสิต ได้ตั๋วรอบ 11.30 ผมพึ่งรู้ว่าไอ้ค้อนทุบกระจกเค้าต้องใช้กันอย่างนี้ นี่ถ้าไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นมาผมคงทุบแหลกอะครับ


สรุปค่าใช้จ่ายวันที่แปด

   -รถกลับบ้าน 287 บาท

   -ข้าว           40 บาท

   -วินมอไซค์    40 บาท

ยอดรวมค่าใช้จ่ายวันที่แปด 367 บาท



@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

          สุดท้ายนี้ผมอยากบอกกว่าโลกใบนี้มันอยู่นอกหนังสือกับโซเชียลเน็ตเวิคครับ ออกไปผจญภัยกันเถอะ ใกล้ไกลไม่สำคัญ ทุนน้อยทุนหนาไปได้หมด บางวันผมใช้แค่ 300 กว่าบาทเอง โลกและการผจญมันภัยกำลังรอและส่งเสียงเรียกเราอยู่ ผมต้องจบการเดินทางครั้งนี้ละครับ ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับผม “ขอบคุณครับ”

ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับผม ^^   ออกไปผจญภัยกันเถอะครับ อิอิ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ผมลืมลงรูปนี้ครับ ไปเจอที่เกาะช้าง รู้สึกชอบ

"เราจะไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า เราจะไม่เก็บอะไรไปนอกจากภาพถ่าย"

ความคิดเห็น