เดินงงคนเดียวในหลวงพระบาง รีวิวโดย Titi goaround

สบายดีหลวงพระบาง เป็นคำพูดที่อยากเอาไปพูดเมื่อถึงหลวงพระบาง การเที่ยวหลวงพระบางครั้งนี้คือ plan is no plan ของจริงเพราะไม่มีการทำการบ้านหรือวางแผนอะไรใดๆ เกี่ยวกับหลวงพระบางเลย รู้แค่ว่าอยากไปและบังเอิญมีโปรของบางกอกแอร์เวย์สพอดีเลยจองและเดินทางเลย พอเครื่องร่อนลงจอดปุ๊ปผ่านด่านทุกด่านออกมาแล้ว จิตใ

เดินงงคนเดียวในหลวงพระบาง

เดินงงคนเดียวในหลวงพระบาง

 วันพฤหัสที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563 เวลา 22.37 น.

 วันที่เดินทาง 26 ก.ย. 2562

สบายดีหลวงพระบาง เป็นคำพูดที่อยากเอาไปพูดเมื่อถึงหลวงพระบาง การเที่ยวหลวงพระบางครั้งนี้คือ plan is no plan ของจริงเพราะไม่มีการทำการบ้านหรือวางแผนอะไรใดๆ เกี่ยวกับหลวงพระบางเลย รู้แค่ว่าอยากไปและบังเอิญมีโปรของบางกอกแอร์เวย์สพอดีเลยจองและเดินทางเลย พอเครื่องร่อนลงจอดปุ๊ปผ่านด่านทุกด่านออกมาแล้ว จิตใจก็มุ่งแต่จะหารถเข้าเมืองจนลืมแรกเงินและซื้อซิม ได้รถสกายแล็ปก็บอกจะเข้าเมืองไปแถวตลาดกลางคืน พอคนขับพยักหน้าเราก็กระโดดขึ้นรถไปเลย นั่งเอาหน้ารับลมมองเด็กๆ ปั่นจักรยานบ้างและเดินบ้างกลับบ้านเพื่อกินข้าวกลางวัน เห็นภาพเหล่านั้นเราก็ได้แต่นั่งยิ้มอยู่บนรถคนเดียวโดยไม่ได้คิดว่าตัวเองลืมอะไรไปบ้าง พอรถจอดก็เริ่มปัญหาแรกมาเลยคือไม่มีเงินกีบ เลยถามเขาว่ารับเงินไทยไหม คำตอบคือคนที่นี่ยินดีรับเงินไทย ปัญหาต่อไปคือเดินหาที่พัก พอได้ที่พักใกล้ๆ แถวถนนคนเดินหรือตลาดกลางคืนแล้วก็ออกเที่ยวด้วยการเดินพร้อมกับโทรศัพท์ที่ไม่มีเน็ตไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ การเดินเที่ยวจึงเป็นไปอย่างงงๆ และมั่วไปเรื่อยเพราะไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนว่าควรไปเที่ยวไหนบ้าง เดินไปเรื่อยๆ เจอตู้แลกเงินแถวๆ ตลาด จึงแลกเงินก่อน ก่อนจะเดินไปอีกหน่อยก็เจอวัดแรก วัดนี้ต้องเสียค่าเข้า วัดเล็กๆ นี้ทำให้ตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปเพราะเห็นเจดีย์เก่าๆ สีขาวแต่มีริ้วคราบดำเกาะเต็มไปหมดดูคลาสสิกดี

พอออกมาก็เดินตรงไปเรื่อยๆ ก็เจอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบางจ่ายเงินค่าเข้าแล้วก็เดินโต๋เต๋เข้าไป สิ่งแรกที่สะดุดตามากเห็นจะเป็นหอพระบาง ในใจคิดว่าเหมือนวัดศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในรั้ววังเลย กลับมาถึงได้รู้ว่าในหอพระบางมีพระศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองที่หอพระบางด้วย แต่เพราะไม่ได้ทำการบ้านจึงได้แค่ถ่ายรูปไม่ได้เข้าไปไหว้

ถ่ายรูปหอพราะบางเสร็จก็หันไปเห็นโรงละคร อันนี้ไม่ได้เดินไปดูได้แต่ถ่ายรูปตรงทางเข้าเท่านั้น

จากนั้นก็เดินไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมสิ่งของมีค่า วัตถุโบราณต่างๆ ของเจ้าชีวิต ซึ่งสิ่งที่ชอบและติดตามากเห็นจะเป็นดาบโบราณของจริงซึ่งดูขลังตั้งแต่ด้ามดาบที่มีการสลักลายสวยงามไปจนถึงตัวดาบที่ดูคมกริบอย่างน่ากลัวต่างกับลวดลายที่ด้ามและปลอกดาบมาก แต่น่าเสียดายที่ข้างในเขาไม่ให้ถ่ายรูป

พอจะออกก็มีไกด์มาส่งภาษาญี่ปุ่นด้วย ทางเราก็ได้แต่บอกเป็นภาษาไทยว่าเที่ยวเองได้ค่ะ ทางไกด์เลยรีบถอยออกไปอย่างเร็ว เราเดินจากพิพิธภัณฑ์แล้วข้ามถนนเพื่อขึ้นพระธาตุพูสีที่อยู่ตรงกันข้ามเลย ก่อนขึ้นก็แวะซื้อดอกไม้กับยายที่นั่งขายอยู่ต้นทางขึ้น การเดินขึ้นตามบันไดที่ไต่ความสูงไปเรื่อยๆ ก็เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกัน วัดด้วยความเหน่อยคร่าวๆ น่าจะไม่ต่ำกว่า 300 ขั้นแต่ยังดีที่ตลอดสองข้างทางมีต้นไม้ที่ร่มรื่นจึงช่วยลดความร้อนลงไปได้บ้าง

พอขึ้นไปถึงก็ถึงกับหายเหนื่อยวิวข้างบนสวยงามมาก มองลงมาแทบจะเห็นหลวงพระบางทั้งเมือง บางมุมก็เห็นน้ำโขงสีเข้มที่แอบอิงอยู่กับทิวเขาที่สลับซับซ้อน บางมุมก็เห็นตัวเมืองที่มีฉากหลังเป็นภูเขา เราใช้เวลาอยู่ข้างบนนี้นานเหมือนกัน เรียกว่านั่งกินบรรยากาศอยู่บนนี้นานเกือบ 2 ชั่วโมง

ลงจากพระธาตุก็เดินมั่วไปเรื่อย เรียกว่าเข้าไปถ่ายรูปทุกวัดที่ไม่ได้เสียค่าเข้า ในความรู้สึกทุกวัดน่าเข้าหมด ทั้งศิลปะทั้งความงามและความสงบของวัด คือน่าเข้าไปเดินทุกวัดเลย

เดินเล่นถ่ายรรูปไปเรื่อยมาเดินมาสุดทางเราเห็นเหมือนเป็นสวนสาธารณะอยู่ริมโขงจึงเดินไปแล้วก็บังเอิญได้เห็นวัดเชียงทอง วัดที่ใครมาหลวงพระบางก็ต้องมาที่วัดนี้ให้ได้เพราะที่นี่มีสิมหรืออุโบสถที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอัญมณีแห่งศิลปะล้านช้าง และกลายเป็นต้นแบบของงานสถาปัตยกรรมในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็นหอพระบางเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมนี้ ที่นี่จึงถือเป็นมณีแห่งเมืองหลวงพระบางและศิลปะล้านช้าง และในวัดแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ประดิษฐานหนึ่งในพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดองค์หนึ่งของเมืองอีกด้วย

ออกจากวัดก็เดินชมเมืองอีกนิดหน่อยก็แวะหาข้าวแถวตลาดกินก่อนเข้าที่พักเพราะวันนี้เดินจนหมดแรงแล้ว การตื่นใส่บาตรข้าวเหนียวในวันพรุ่งนี้ก็ค่อยว่ากันอีกที

และเช้าวันนี้ก็เป็นไปตามที่คาดไม่ได้ใส่บาตรเพราะตื่นมาก็เกือบแปดโมงแล้ว รีบอาบลงไปกินข้าวเช้าเพราะเขามีให้ถึงแค่เก้าโมงเท่านั้น จากนั้นก็ไปหา join trip กับฝรั่งเพื่อไปเที่ยวน้ำตกตาดกวางสีเพราะไปคนเดียวท่าจะไม่ไหวค่ารถแพงมาก ได้เพื่อน 7-8 คนก็ได้รถตู้เก่าๆ หนึ่งคัน ตอนแรกยังคิดอยู่ในใจว่าจะไหวไหมน้อ ฉันจะได้ลงเขาไหนน้อ แต่ปรากฎว่าคนขับเก่งมากขึ้นเขาลงห้วยยังไงก็เอาอยู่ น้ำตกอยู่ห่างจากตัวเมืองมา 30 กิโลเมตร คนขับใช้เวลาแป๊ปเดียวก็พาพวกเรามาถึง เมื่อถึงที่หมายแล้วต่างคนก็ต่างไปตามทางที่ตัวเองสนใจ แค่รู้ว่าจะต้องกลับมาที่รถตามเวลาที่คนขับบอกเท่านั้น

ระหว่างทางเข้าไปก็จะเห็นหมีดำที่นี่เขาเป็นที่อนุรักษ์หมีดำด้วย ระหว่างทางก็เริ่มได้ยินเสียงน้ำตกแล้ว และยิ่งก่อนหน้านี้ฝนตกด้วยยิ่งทำให้น้ำที่นี่เยอะกว่าปกติ ตามทางเดินไปน้ำตกจึงเห็นบางช่วงที่น้ำไหลผ่านทางเดิน เราเลยเดินแยกออกไปถ่ายรูปน้ำตกเล็กน้ำตกน้อยในป่าก่อน

จากนั้นค่อยเดินกลับออกมาเพื่อไปน้ำตก จากที่เคยวาดฝันว่าจะได้เห็นน้ำตกสีมรกตก็คิดคาดเพราะน้ำมากจริงๆ ละอองน้ำสีขาวลอยคลุ้งเต็มไปหมด สายน้ำขาวขุ่นไหลพุ่งลงมาอย่างแรง ทำให้แอ่งน้ำที่เคยเห็นเป็นเขียวมรกตไสกระจ่างเปลี่ยนเป็นสีขาว แต่ยังไงที่นี่ก็ยังเป็นที่ที่สวยงามน่ามาอยู่ดี

เช้าวันถัดมาก่อนกลับมีเวลาอีกนิดหน่อยก็ได้เดินเที่ยวอีกเล็กน้อย ระหว่างเดินก็ได้เห็นเด็กน้อยตาโตน่ารักยืนมองอยู่เลยถ่ายรูปไว้ซะหน่อย โทษฐานของคนที่ถูกชะตากัน(ฮา) ก่อนจะเดินเลยไปถ่ายรูปวัดๆ หนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ที่พัก ที่นี่วัดเยอะจริงๆ น่าทำทัวร์ไหว้พระ 9 วัดภายในเวลา 1 ชั่งโมงมาก ในวันนี้ต้องขอบคุณตัวเองที่ชอบเที่ยวคนเดียว ขอบคุณความไม่มีแผนในการเที่ยว ขอบคุณที่ลืมซื้อซิมโทรศัพท์ มันทำให้ได้มาเจอหลวงพระบางในแบบที่ต้องเดินต้องลุยต้องติดต่อและทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำให้ได้เห็นคนหลวงพระบางในบางแง่มุมทั้งเรียบง่าย น่ารัก สบายดีหลวงพระบางจริงๆ 

ความคิดเห็น