ล่าหมอกภูลังกา ไปสโลวไลฟ์ที่พะเยา รีวิวโดย กานต์เดินทาง

ขับไปเรื่อย -> ภูลังกา มาพะเยา เต็มอิ่ม ฉบับ 4 คน 3 วัน 2 คืน ที่ขอเน้นแต่รูปนะคะ กับ 9 จุดเช็คอิน ที่กานต์ขอพาเพื่อนๆไปฟิน ครบทั้ง ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ วัด น้ำตก อย่าลืมกดติดตาม ทริปอื่นๆของ กานต์•เดิน•ทาง เพื่อเป็นกำลังใจให้กานต์ด้วยนะคะ วันหยุดช่วงกลางเดือน 10-13 ตุลาคม (ลา 1 วัน) แบบนี้ ก

ล่าหมอกภูลังกา ไปสโลวไลฟ์ที่พะเยา

ล่าหมอกภูลังกา ไปสโลวไลฟ์ที่พะเยา

 วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563 เวลา 16.10 น.

 วันที่เดินทาง 10 ต.ค. 2563

ขับไปเรื่อย -> ภูลังกา มาพะเยา เต็มอิ่ม ฉบับ 4 คน 3 วัน 2 คืน ที่ขอเน้นแต่รูปนะคะ

กับ 9 จุดเช็คอิน ที่กานต์ขอพาเพื่อนๆไปฟิน ครบทั้ง ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ วัด น้ำตก

อย่าลืมกดติดตาม ทริปอื่นๆของ กานต์•เดิน•ทาง เพื่อเป็นกำลังใจให้กานต์ด้วยนะคะ

วันหยุดช่วงกลางเดือน 10-13 ตุลาคม (ลา 1 วัน) แบบนี้ กานต์เลยหาที่เที่ยวเพื่อหวังจะล่าหมอก จนมาสะดุดจังหวัดนึงที่มองข้ามไปนั่นก็คือพะเยา เลยเกิดการรวมตัวและทริปนี้ขึ้นนั่นเองโดยจริงๆแล้ว เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เลิกงานช่วงหกโมงเย็นวันที่ 9 ตุลา ไปนอนระหว่างทางก่อน โดยคืนแรกเราไปพักนอนกันที่ B2 พิษณุโลก ถึงที่พักช่วงสี่ทุ่มกว่า ราคาประมาณ 600-700 บาท/ห้อง ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เหมาะกับคนที่ขับรถเที่ยวไกลๆ เลี่ยงการขับยิงยาวนานๆ ด้วยการมาแวะนอนระหว่างทางก่อนสักคืนก็จะได้ไม่เหนื่อยนะคะ

เอาล่ะค่ะ มาเริ่มต้นทริปวันแรกกันดีกว่า เราเช็คเอ้าท์ตั้งแต่ 7 โมงเช้า เพื่อมุ่งตรงไปสู่ปลายทางคือภูลังกา ดูจาก GPS ใช้เวลาเกือบๆ 6 ชั่วโมงแหนะ ขนาดมานอนระหว่างทางแล้ว เพื่อไม่ให้สายมากกลัวรถจะติดเราเลยขับไปเรื่อยๆ หิวตรงไหนค่อยแวะกินและแล้ว ช่วง 9 โมงครึ่งเราก็เข้าสู่เมืองแพร่ search หาร้านอาหารใกล้ๆ จนได้มาลองทานร้านนึงชื่อว่าปั๋นใจ๋ ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับที่ทำการไปรษณีย์เลย

เมนูในร้านก็มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งขนมจีน หลากหลายน้ำยา ทั้งข้าวซอย รึแม้แต่ส้มตำ ไก่ย่างก็มี

ด้านรสชาติของร้านนี้ สำหรับเราให้ 8/10 ละกัน น้ำเงี้ยวเรารสชาติจะค่อนไปทางเค็ม ส่วนส้มตำแคปหมูค่อนไปหวาน กานต์เลยเอามากินด้วยกัน เป็นรสหวานๆเค็มๆปนกันไป ส่วนข้าวซอยเนื้อทั้งสามชาม ตัวหมี่กรอบด้านบนออกเหนียวๆ ไม่กรอบเลยทั้งสามชาม แต่ด้วยอาหารที่หลากหลาย และราคา บวกบรรยากาศและการบริการโดยรวมให้ 8/10 ค่ะ มาขับรถกันต่อค่ะ ขับไปเรื่อยๆ แวะหาห้องน้ำบ้าง เจออะไรก็ช้อปปิ้งไปเรื่อยเราก็มาถึงจุดหมายแรกของเรานั่นก็คือ

1.บ้านกลางหมอกที่ภูลังกา

ฟินมั้ยล่ะคะ นี่คือวิวจากเต้นท์เราเลย เปิดออกไปเห็น ผาช้างน้อยแบบมุมตรงๆ ที่ไม่มีอะไรกั้น มันดีงาม ในราคา 750 บาท/คืน/2คน รวมอาหารเช้าจริงๆเค้ามีแบบเป็นบ้านพักด้วย ที่มีห้องน้ำส่วนตัว แต่เราจองไม่ทัน เลยได้เต้นท์แบบห้องน้ำรวมมา แต่ถามว่าชอบแบบไหน ส่วนตัวชอบแบบนี้นะ ใกล้ธรรมชาติดี

เรากับเพื่อน จองไป 2 เต้นท์นะคะ คือ เต้นท์หมายเลข 6 กับ 7 เต้นท์ของเราคือเบอร์ 6 เห็นวิวสวยมาก ในเต้นท์ก็มีที่รองนอน หมอน ผ้าห่มให้ ไม่มีผ้าเช็ดตัว ใครกลัวหนาวเอาผ้าห่มมาเผื่อด้วยเพราะที่เค้าให้ค่อนข้างบาง ส่วนไฟฟ้ามีให้คร่า หาปลั๊กพ่วงมาเสียบต่อได้เลย เก็บของเสร็จก็เดินไปคาเฟ่ ใกล้ๆ ที่ใครมาภูลังกาก็ต้องแวะเข้าไปนั่นก็คือ

2. Magic mountain cafe'

ถ้าไม่ใช่แขกของทางรีสอร์ทจะต้องซื้อน้ำ 1 แก้วต่อท่าน ถึงจะเข้าไปนั่งด้านในได้ แต่เหมือนมีประกาศจากคาเฟ่ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันว่า ตอนนี้คาเฟ่ สงวนสิทธิ์ให้กับลูกค้าในรีสอร์ทเท่านั้น แปลว่าถ้าอยากเข้าคาเฟ่นี้ เพื่อนๆต้องไปพักกับทาง magic mountain นะคะ

สำหรับวิวที่ได้จาก Magic Mountain cafe' ก็จะคล้ายๆกับที่พักเรา เพราะอยู่ใกล้ๆกัน จริงๆทุกรีสอร์ทแถวนี้จะหันหน้าเข้าผาช้างน้อยทั้งหมด ในใจยังแอบชอบวิวจากที่พักเรามากกว่า เพราะเห็นวิวในมุมตรงๆ แต่ถือว่าเป็นคาเฟ่ชิลๆ นั่งดูอะไรเขียวๆสุดสายตา ที่สโลว์ไลฟ์ไปอีกแบบ

ทางคาเฟ่จะปิดบริการให้แขกนอกนั่งทางได้ถึงประมาณสี่โมงเย็น ใช่ค่ะเราใช้เวลานั่งชิลกันจนหมดเวลา 555+ ก่อนที่จะเดินออกมาแล้วสำรวจที่พัก ธรรมชาติไปเรื่อยเปื่อย เจออะไรระหว่างทางก็ถ่ายรูป เราว่าภูลังกาเป็นอีกสถานที่ ที่สวยด้วยธรรมชาติตัวมันเอง เงียบ สงบ มีเสน่ห์

การมาภูคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องกินหมูกระทะ เราสั่งจากทางที่พักชุดละ 499.- ทานได้ 3-4 คน แน่นอนว่าสำหรับพวกเราไม่น่าอิ่ม เราเลยซื้อพวกมาม่า และอาหารตามสั่งจากร้านแถวๆที่พัก ตอนเดินไปสำรวจมาเสริม เพราะที่พักเราไม่มีอาหารเย็นอย่างอื่นนะคะ นอกจากหมูกระทะ

อากาศเย็นๆ กับวิวที่ได้รับ พร้อมกับหมูกระทะร้อนๆ เอาจริงๆ แค่นี้ก็อิ่มแล้วอะ ยิ่งถ้าไปตอนฝนตกปรอยๆ มีหมอกจางๆ เราว่าต้องฟินมากแน่ๆ พอกินเสร็จเราก็แยกย้ายไปอาบน้ำ จะบอกว่ามีห้องน้ำ 2 ห้อง ไม่ได้แย่งกันอาบขนาดนั้น แต่เครื่องทำน้ำอุ่นใช้ไฟฟ้า ดังนั้นกำลังไฟไม่ค่อยพอ ผลที่ตามมาคือน้ำไม่อุ่นสักที แถมไฟห้องน้ำดับๆติดๆ เรื่องห้องน้ำจึงถือว่าเป็นข้อเสียของที่นี่ ที่อาจไม่เหมาะกับคนรักสบายจะมานอนเต้นท์เท่าไหร่ แต่สำหรับเราเฉยๆค่ะ

พอตกกลางคืนก็เตรียมไฟ ไปถ่ายรูปเกร๋ๆ แบบนี้อะคุ๊ณณณณ แค่ไปนอนรับอากาศเย็น กลางคืนนี่ดาวเต็มท้องฟ้า เท่านี้ก็มองข้ามความวุ่นวายไปได้ชั่วขณะนึงแล้ว

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า จากหน้าเต้นท์นะคะ แม้ว่าเช้านี้จะไม่มีหมอกเหมือนที่ตั้งใจ แต่ตื่นมาแล้วเห็นวิวแบบนี้ก็ชื่นใจแล้วค่ะ

การมานอนที่ภูลังกา แล้วได้เจอหมอกหนาๆฟูๆ ก็คงเหมือนการซื้อหวย ที่ต้องลุ้นเอา แต่ถ้ามีโอกาสเราจะมาเที่ยวอีกแน่นอน

มื้อเช้าที่นี่จะเป็นข้าวต้ม ไข่ลวกให้ คนละชาม กินเสร็จเราก็ตรงเข้าเมืองพะเยา วันนี้เราจะไปเที่ยวในตัวเมืองกัน จุดหมายต่อไปคือ

3.วัดพระนั่งดิน

วัดสำคัญแห่งหนึ่งของพะเยา ที่ภายในประดิษฐานพระเจ้านั่งดิน พระประธานที่ไม่มีฐานมารองรับเหมือนพระประธานอื่นๆ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งศักดิ์คู่เมืองพะเยา

มีตำนานเล่าต่อกันมาว่า ชาวบ้านได้สร้างฐานขึ้นมาเพื่อรองรับ และได้อัญเชิญพระเจ้านั่งดินไปประทับ แต่เกิดเหตุฟ้าผ่ากลางวิหารถึง 3 ครั้ง ชาวบ้านจึงได้อาราธนาเชิญพระเจ้านั่งดินมาประดิษฐานบนพื้นดินเหมือนเดิมจนถึงปัจจุบัน

ส่วนด้านข้างวิหารมีปราสาทสีทอง สวยงามมากค่ะ

จากวัดพระนั่งดิน เราขับรถต่อมาอีกไม่ไกลก็จะเจอกับอีก 1 วัดที่สวยงามไม่แพ้กันเลยนั่นก็คือ

4.วัดนันตาราม

วัดที่โดดเด่นด้วยวิหารที่ทำจากไม้สักทั้งหลัง มีการตกแต่งลวดลายฉลุ ซ้อนทับชั้นกันอย่างสวยงาม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากชาวไทยใหญ่ พม่า

องค์พระประธานที่เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะสลักจากไม้สักทองลงรักปิดทองทรงเครื่องแบบไทย ด้านข้างมีพระพุทธรูปหินขาว และพระพุทธปฏิมา

ส่วนด้านข้างของวิหาร มีพิพิธภัณฑ์ ที่เก็บรวบรวมของเก่าให้เราได้เดินชมกันด้วยค่ะ

หลังจากเข้ามา 2 วัดแล้ว เริ่มรู้สึกร้อนๆ จากอากาศนะคร่าาาา อย่าเพิ่งว่าเรา เลยตกลงกันว่าจะไปหาคาเฟ่ใกล้ๆ ชิคๆนั่งกันซึ่งต้องมีห้องแอร์ 55 จนไปเจอร้านนี้เป็นคาเฟ่ แบบมินิมอล สไตล์ญี่ปุ่น มีมุมถ่ายรูปเพียบ

5.MAJU Cafe'

อาจแต่งตัวคอนทราสกับสถานที่ไปหน่อย แต่จะบอกว่าร้านน่ารักก แถมอยู่ติดถนนใหญ่ หาก็ไม่อยาก มีที่จอดรถหน้าร้านเลย เครื่องดื่มก็โอเคเป็นร้านสไตล์ลอฟท์ ตกแต่งด้วยสีขาว ผสมผสามกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ ทำให้ดูแล้วสบายตา

กาสะลอง ซ้องปีบ ก็ต้องมา ขอเช็ดใบไม้แบบญาญ่าบ้าง 555 ขอนุญาต ref. ญาญ่าด้วยนะคะ

เพราะร้านน่ารัก เราเลยใช้เวลาอยู่ที่นี่นานพอสมควร ซึ่งจริงๆตั้งใจว่าจะแวะแปปเดียว โถะๆๆ

ตัวเครื่องดื่มก็อร่อยดีค่ะ ราคา 50-70 บาทโดยประมาณ ชอบตัวกุหลาบโซดา กินแล้วสดชื่นมาก ติแค่ไอศกรีมนิลลาที่มากับอัฟโฟกาโต้อย่างเดียว ที่พอเทกาแฟใส่คือละลายหมด เหลวเป็นก้อนไขมัน ส่วนตัวช็อตกาแฟเข้มข้นมาก หอมดี โดยรวมร้านนี้ให้ 9.5/10 เพราะชอบบรรยากาศ การตกแต่ง

จากร้านกาแฟ เราขับรถมายาวๆกันสักหน่อยประมาณชั่วโมงครึ่ง แต่ยังคงอยู่ในพะเยานะคะ
เราเปลี่ยนมาเที่ยวแนวน้ำตกกันบ้าง ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าที่พะเยามีน้ำตกด้วย

6.น้ำตกธารสวรรค์
ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง ที่นี่มีน้ำตลอดทั้งปี ถูกโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ และพรรณไม้ในป่าดิบแล้ง
ถ้ามาช่วงจังหวะดีๆจะเห็นน้ำเป็นสีเขียวเลยด้วยล่ะค่ะ

เสียค่าเข้าอุทยาน แล้วมาถ่ายรูปกับนกยูงที่รอต้อนรับทุกคนนะคะ

ชื่นชมธรรมชาติไปสักพัก ดูเวลาบ่ายสองกว่าแล้ว เราเลยไปหาอาหารกลางวันสไตล์เหนือๆทานกันต่อที่

7.ร้านถ้วยก๋าไก่ and view lover
ร้านริมน้ำ บรรยากาศดี มีเมนูอาหารพื้นเมืองให้ได้เลือกทานอย่างหลากหลาย ตั้งอยู่ติดกับกว๊านพะเยาเลยค่ะ

ร้านนี้ก็มีเมนูให้เลือกเยอะอยู่นะคะ แต่ที่ชอบสุดคงจะเป็นปลานิลนึ่ง ที่กินคู่กับน้ำพริกหนุ่ม ปลาไม่คาว สด อร่อยดีค่ะ ส่วนยำกุ้งสดตะไคร้เราว่าหวานไปแม้จะหั่นมะนาวเป็นชิ้นๆใส่มาแต่ส่วนใหญ่ทุกคนเลือกกินแต่กุ้งและเหลือสมุนไพรไว้เต็มจาน

ลาบคั่วเองก็อร่อยใช้ได้ โดยรวมของรสชาติอาหารกับบรรยากาศที่ได้ให้ 8.5 คะแนนละกัน อันนี้แล้วแต่ความชอบเนอะ
พอทานเสร็จ เราก็ไปถ่ายรูปกันที่กว๊านพะเยา ตรงนี้อยากจะบอกเลยว่า อย่า search GPS ว่า กว๊านพะเยาเด็ดขาด เพราะจากถ้วยก๋าไก่มันจะพาเลี้ยวซ้ายเข้าป่า
จริงๆออกจากร้านเลี้ยวขวามานิดเดียวเอง search ว่า อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง หรือสวนสมเด็จย่า 90 พรรษาก็ได้ค่ะ

8.กว๊านพะเยา
ทะเลสาบน้ำจืดใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือ และเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย
แนะนำให้มาช่วงเช้านะคะ เพราะถ้ามาถ่ายตอนบ่ายจะได้รูปย้อนแสงแบบเราแทน

และที่สุดท้ายของค่ำคืนนี้ เรามาพักกันอีกหนึ่งโฮมสเตย์ ซึ่งรูปทรงแปลกตาอิงไปกับธรรมชาติ

9.ม่อนสามเคียน

เป็นที่พัก ที่ทำให้เราสะดุดตาตั้งแต่รูปทรงของบ้าน ซึ่งเจ้าของรีสอร์ท เป็นผู้ออกแบบเอง เราได้มีโอกาสนั่งคุยช่วงเย็น เค้าเป็น อ.สอนวิศวะ อยู่ที่ม.พะเยาด้วย ทางเจ้าของเค้ายึดหลักง่ายๆแค่ว่าให้ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด รูปทรงบ้านพักเลยเป็นแบบนี้

ในส่วนของห้องพักเรานั้น เป็นแบบ 2 ท่าน อยู่ชั้น 2 ตรงกลางมีพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน บรรยากาศในที่พักดีเกินคาด มีชิงช้าให้นั่งเล่น มีน้ำดื่ม ขนม ชา กาแฟ ไว้ให้กินมากมาย ฟิลลิ่งเหมือนมานอนบ้านเพื่อนเลยอะ

มาดูบรรยากาศด้านในห้องพักกันบ้างนะคะ

กตอนเย็นเราเลือกทานอาหารจากที่พักเลย ซึ่งเป็นเมนูง่ายๆอย่างฟิซซ่า ถาดละ 120 บาท แต่พิเศษตรงที่เราสามารถแต่งหน้าฟิซซ๋าได้ด้วยตัวเองเลยจ้า ก็สนุกๆขำๆ แต่งมั่วๆแต่เน้นทานได้ 555

ถาดไม่ใหญ่นะคะ แบ่งได้สัก 4 ชิ้นต่อถาด ทำไป กินไปก็สนุกดีค่ะ ^^

อราตรีสวัสดิ์สำหรับคืนนี้ไว้ที่ม่อนสามเคียนนะคะ
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังทานอาหารเช้าเสร็จเราก็ขับรถมาเที่ยวกันต่อที่ เพชรบรูณ์
รอติดตามรีวิวสั้นๆ เพชรบรูณ์แบบ 2 วัน 1 คืนได้เร็วๆนะคะ ^_^

ความคิดเห็น