ไปเที่ยวเชียงราย | หมู่บ้านลอบือ 101 (ตอนที่ 2) รีวิวโดย Try to try ก็แค่ออกไปลอง

ไปเที่ยวเชียงราย | หมู่บ้านลอบือ 101 (ตอนที่ 2) highlight: เดินเท้า 7 กิโลดอยเข้าหมู่บ้านลอบือ --------------------------------------------------------------------------------- จากตอนที่แล้ว [ไปเที่ยวเชียงราย | หมู่บ้านลอบือ 101 (ตอนที่ 1)] จากที่ฟังๆ มาก็คือรถสองแถวจะมาส่งเราถึงแค่หมู่บ้านสุดท้าย ท

ไปเที่ยวเชียงราย | หมู่บ้านลอบือ 101 (ตอนที่ 2)

ไปเที่ยวเชียงราย | หมู่บ้านลอบือ 101 (ตอนที่ 2)

 วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เวลา 15.53 น.

 วันที่เดินทาง 12 พ.ย. 2563

ไปเที่ยวเชียงราย | หมู่บ้านลอบือ 101 (ตอนที่ 2)

highlight:

  • เดินเท้า 7 กิโลดอยเข้าหมู่บ้านลอบือ

---------------------------------------------------------------------------------

จากตอนที่แล้ว [ไปเที่ยวเชียงราย | หมู่บ้านลอบือ 101 (ตอนที่ 1)] จากที่ฟังๆ มาก็คือรถสองแถวจะมาส่งเราถึงแค่หมู่บ้านสุดท้าย ที่ชื่อว่าหมู่บ้านปูกก และจากนั้นเราจะต้องเดินเท้าเข้าไปที่หมู่บ้านลอบือ ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่า เดินเท้าประมาณ 7 km ด้วยความชัน 45 องศาตลอดการเดิน แต่ก็ยังดีที่เราไม่ต้องแบก (สัม) ภาระเข้าไปเอง

เอาล่ะสิ งานงอกแล้วจ้ะทุกคนนนนน เรื่องของเรื่องก็คือว่า ก่อนมาเราก็ไปฝึกเดินมาแล้วแหละ 7 km เราคิดว่าเราเดินได้ รอดแน่นอน แต่ที่ไหนได้ มัน 7 โลดอยยยยยยยยยยยยย เจ็ดโลดอยที่เราลืมคิดว่ามันเป็นการเดินขึ้นเขาาาาาาาาาาาาาาา แล้วเราไม่เคยเดินขึ้นเขาด้วย จะตายไหมถามใจเธอดู 555555555555

เห็นทางข้างหน้า บวกกับแดดตอนบ่ายโมงนิดๆ คือเริ่มกลัวแล้วนะ ฉันจะไม่ไปเป็นภาระของคนอื่นใช่ไหม ฉันไปฝึกเดินมาแล้วนะ บวกกับเอาน้องรถถังสีชมพู (asics gel-kayano 26) คู่ใจมาเดินด้วย ฉันต้องรอดสิ ปลุกใจตัวเองสุดๆ

ก่อนเริ่มเดิน ที่จุด Start ก็มีร้านขายของชำให้ทุกคนตุนเสบียงกันได้เต็มที่ แต่เราเอาแซนวิชกระเป๋ากับ เกลือแร่ 3 ซองมาแล้ว น่าจะพอแหละ มั้งงง

จากประสบการณ์การเดินของครูบอลในครั้งก่อน แกก็เลยเตรียมลำโพงและเพลงมาด้วยเยอะมากกกกกกกกก สุดยอดจริงๆ คนนี้ 55555

ได้เวลาเริ่มเดินกันแล้วววว เราเริ่มเดินกันตอน 13.30 พอดิบพอดี 

การเดินจะแบ่งกันเดินออกเป็น 3 กลุ่ม และแต่ละกลุ่มจะมีหัวหน้ากลุ่มที่เดินเก่งๆ พาเดินไป ทางมูลนิธิก็จะมีวิทยุสื่อสารแจกให้กับหัวหน้าในแต่ละกลุ่ม และมีพี่ที่นำทางปิดหัวปิดท้ายให้ด้วย

เราได้อยู่กลุ่มที่ 2 กลุ่มเดียวกับลำโพงยักษ์ของครูบอลนั่นแหละ

ที่หมู่บ้านลอบือนี้ทางมูลนิธิกระจกเงาเคยไปมา 2 ครั้งแล้ว แต่ละครั้งทางเดินเข้าหมู่บ้านไม่ซ้ำกันเลย และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ก็จะเข้าอีกทางนึง

ซึ่งทางที่เราจะเดินไป พี่ต้นซุงที่เป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิบอกกับเราว่า "เป็นทางเทรคกิ้งที่ฝรั่งชอบมาเดินสมัยก่อน และพี่แกก็ยังไม่เคยมาเดินเหมือนกัน" อะไรนะ!!!! ทางทางเทรคกิ้งที่ฝรั่งชอบมาเดิน แล้วทางที่ฝรั่งชอบมาเดินกันนี่มันเคยง่ายสะที่ไหนล่ะแมรรรร่ TT^TT

ส่วนใครที่นึกภาพไม่ออกว่ามันโหดร้ายยังไงให้ดูที่ภาพด้านล่าง จะเห็นได้ว่าตั้งแต่จุดเริ่มเดินได้จนถึงกิโลเมตรที่ 6 มีแต่ขึ้นอย่างเดียวไม่มีลงเลยจ้ะ แถมความชันก็คือชันมากกกกกก และ ณ กิโลเมตรที่ 6 เป็นจุดที่สูงที่สุดของยอดเขา มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร++ 

ใครที่จะมาโครงการครูบ้านนอกบอกเลยว่าไม่ง่ายจริงๆ อยากออกจาก Comfort zone ตัวเองนักใช่ไหมมมมม ได้ออกตั้งแต่ตรงนี้กันเลยจ้ะ 555555555555555

(ขอขอบคุณภาพจาก: ครูพี่เนศ)

เอาล่ะ ได้เวลาเดินกันแล้ววว ด้วยความที่เราไม่เคยเดิน ก็จะตื่นเต้นดี๊ด๊าาากับธรรมชาติรอบข้างและเสียงเพลงจากลำโพงยักษ์ของครูบอล ก็เลยเดินถ่ายรูปไปด้วยแล้วก็เดินให้ทันเสียงเพลงไปด้วย

ทางเริ่มแคบลง และแดดก็ยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ผ่านไปไม่นานธรรมชาติเริ่มคัดสรรกลุ่มให้เราเองแล้วจ้ะ แถวเริ่มจะขาดๆ บ้างแล้ว 55555555555555

ทางที่เราเดินกันตรงนี้เห็นเขาว่ากันว่า เมื่อก่อนเคยเป็นถนนที่รถยนต์วิ่งได้แต่พอเวลาผ่านไป ฝนตกหนักทางก็เริ่มขาดจนเหลือแค่มอเตอร์ไซค์เท่านั้นที่วิ่งได้ ซึ่งทางก็แคบลงไปมากจริงๆ

ที่มูลนิธิเลือกทางนี้ให้เราเดินกันก็เพราะว่าทางนี้ร่มกว่าครั้งก่อน มีต้นไม้เยอะกว่า แล้วก็อ้อมมากกว่า (มันจะดีกว่าจริงๆ ใช่ป่ะ??)

ผ่านไปประมาณ 12 นาที ด้วยความที่เราไม่เคยเดินขึ้นเขา บวกกับแดดร้อนไม่มีร่มเลยตั้งแต่เริ่มเดิน บวกกับหายใจไม่ทันเพราะเร่งให้ตัวเองเดินตามเสียงเพลงให้ทัน ในที่สุด....

ราเริ่มจะหน้ามืด เหงื่อออกเยอะผิดปกติ แต่ก็ยังฝืนเดินต่อไป เพราะเราเพิ่งเดินมาแค่นิดเดียวเองงง ฉันจะมาน็อคตั้งแต่ตรงนี้ไม่ได้นะ!!!

ประชากรรอบข้างเริ่มเข้ามารุมล้อม ถามว่าไหวไหมมม นั่งพักก่อนไหมมม แล้วก็มีพี่คนนึงเอาขวดน้ำ 1.5 ลิตร ของเราไปถือให้แล้วบอกให้เรานั่งพักก่อน แต่ด้วยความที่เราเกรงใจคนอื่นเราก็เลยเดินต่อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ

เราฝืนเดินไปได้อีกนิดนึง ในใจตอนนั้นคือ "พระเจ้าหนูไม่อยากเดินแล้ว ไม่เอาแล้วได้ไหม ไม่สู้แล้วได้ไหม หนูมาทำอะไรที่นี่ ซึ่งสิ่งนี้คือสิ่งที่หนูเลือกมาเองทั้งหมด ฮรือออออออออ" เป็นจังหวะที่ถ้าหันหลังกลับไปก็กลับไม่ได้แล้ว พอจะเดินไปข้างหน้าก็ยังอีกไกลมากกกกกกกกกกกกกก

ซึ่งบางครั้งชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ใช่ไหม บางสถานการณ์เราจะหันหลังกลับก็กลับไม่ได้ จะเดินต่อไปก็ไปไม่ถึง ในอนาคตเราก็อาจจะเจอสถาณการณ์แบบนี้อีกหลายๆ ครั้งก็ได้ ความรู้สึกในตอนนั้นคือมันแย่มากๆ แย่ถึงขั้นที่จะร้องไห้ออกมาแล้ว น้ำตาคลอที่เบ้าตาแล้ว 

จังหวะที่น้ำตากำลังจะหยด ครูพี่เนศเสื้อม่วงที่เป็นนักวิ่งเทรล ก็มาเห็นสภาพที่กำลังย่ำแย่ที่สุดของเราพอดี แล้วบอกให้เรานั่งพักก่อน ถอดกระเป๋า วางของอะไรต่างๆ ออกให้หมด ทำให้ตัวเราเบาที่สุด 

แล้วพี่ๆ แถวนั้นก็มาปฐมพยาบาลให้กับเรา น้ำตาที่จะร่วงจะร่วง หายไปตอนไหนก็ไม่รู้ คือซึ้งใจทุกคนมากๆ ที่ดูแลกัน ขอบพระคุณค่าาา >//< 

เพราะสิ่งที่เรากลัวมากที่สุดในชีวิตนี้คือ "การเป็นภาระของคนอื่น" และเราก็ดันเป็นภาระของคนอื่นจริงๆ วืดคนแรกของขบวนเลยในระยะเวลาที่เร็วมากๆ ด้วย การซ้อมเดินมาไม่ได้มีความหมายอะไรกับคนอย่างช้านนนน 5555 

เรานั่งพักแป๊ปนึงอาการมันก็เริ่มดีขึ้น ก็เลยเดินต่อไปได้ แล้วพี่ที่นำทางก็สงสารเรามั้ง เลยตัดไม้ลวกมาทำเป็นไม้เท้าให้ ทำให้การเดินของเราดีขึ้นเย้ออออ 

ระหว่างที่กลับมาเดินใหม่ มันทำให้เรานึกถึงคำพูดของครูพี่โตที่ได้ยินแว่วๆ มาตอนเช้าว่า "อย่าไปสนใจปลายทาง ให้สนใจแค่ปลายเท้า" ซึ่งการเดินอันโหดร้ายแบบนี้มันก็ต้องคิดแบบนี้จริงๆ 

เราจะไม่เร่งจังหวะเดินไปตามใครแล้ว ปิดเสียงเร้าทุกๆ เสียง แล้วค่อยๆ เดินมองปลายเท้าเราไปเรื่อยๆ ช้าๆ ก็เริ่มจับจังหวะการเดินของตัวเองได้ การหายใจก็กลับมาเป็นปกติแล้ว เย้^^ 

เออเนอะ บางครั้งชีวิตเราก็เป็นแบบนี้นี่เอง บางครั้งที่เราฟังเสียงรอบข้างมากเกินไป แคร์สายตาคนอื่นที่มองมายังเรามากไป สุดท้ายแล้วคนที่แย่ก็คือเรานั่นแหละ แต่ถ้าเรากลับมามองแค่ที่ตัวเราถึงมันจะช้าไปหน่อย แต่ก็ดีต่อใจไม่ใช่หรอ

ณ จุดนี้การเดินของเราน่าจะเดินไหลมาเป็นกลุ่มที่ 3 แล้วมั้ง ฉันผู้ซึ่งรั้งท้ายทุกวงการ 55555555555 

ทางก็ยังคงชันอย่างต่อเนื่อง ตอนเดินไปบางช่วงสามารถอัพสเตตัสได้ด้วยนะ แต่ก็ได้แค่ครั้งเดียวนั่นแหละ (=.=)""

ระหว่างทางที่เราเดินมองปลายเท้าไปเรื่อยๆ ก็ได้ไปเจอกับ คุณลูกสน ที่สวยม๊ากกกกกกกกกกก สมบูรณ์แบบที่สุดลูกนึงเลย ที่ไม่คาดคิดว่ามนุษย์รั้งท้ายอย่างเรา จะมีอะไรดีๆ เหลือไว้ให้เยียวยาจิตใจตัวเอง 

พอเดินไปเรื่อยๆ กลุ่มเราก็เริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง เป็นกลุ่มที่ประกอบด้วยเรา พี่แฟร์ พี่เอ็มที่เป็นนักบินและฝ่ายถือกล่องปฐมพยาบาล นับรวมเป็นสามคนถ้วนพอดี 

ซึ่งกลายเป็นว่า เราเป็นกลุ่มที่อยู่ระหว่างกลุ่ม 2 และกลุ่ม 3 ก็คือเดินตามกลุ่ม 2 ไม่ทันและอยู่ห่างจากกลุ่ม 3 มากๆ 

สิ่งที่คิดระหว่างเดินก็คือ ภาพสามเหลี่ยมพีทาโกรัสที่ใช้สอนเด็กๆ มันชัดเจนอยู่ทุกช่วงของการเดิน ไม่เคยเข้าใจสามเหลี่ยมพีทาโกรัสมากเท่าวันนี้มาก่อน 5555555

ระหว่างที่เราเดินกลุ่มข้างหน้าก็จะทำสัญลักษณ์ไว้ให้เราเดินไม่ให้หลงอยู่เรื่อยๆ ถ้าเจอสัญลักษณ์นี้ก็จะอุ่นใจอยู่ประมาณหนึ่ง 5555

มันมีช่วงนึงที่สัญลักษณ์แต่ละอันมันห่างกันมาก แต่ด้วยความที่เรามากับพี่นักบินที่ตอนก่อนเดินได้เป็นหัวหน้ากลุ่มของสักกลุ่ม นั่นหมายความว่าก็จะมีวิทยุสื่อสารติดตัวมาด้วย เราก็เลยเดินด้วยความสบายใจ และไว้วางใจมากๆ ว่าความเป็นนักบินและมีวิทยุสื่อสารจะไม่พากันหลงแน่นอน *0*

ระหว่างเดินกันไปสักพักใหญ่ๆ เราก็รู้สึกว่าเสียงรอบข้างมันเงียบผิดปกติ แล้วเราก็เจอทั้งทางแยกอะไรต่างๆ เราก็เลยเริ่มเอะใจ หันไปถามพี่นักบินว่า "พี่มีวิทยุสื่อสารไหมคะ??" พี่แกก็ตอบมาเสียงดังฟังชัดไปทั้งป่าว่า "ไม่มีครับ" แมรรรรรรรรร่นุ้งจะรอดไหม 555555555555

เป็นกลุ่มที่มีกันอยู่แค่ 3 คน และทิ้งห่างจากกลุ่มอื่นๆ เยอะมากกกก จังหวะนั้นใจเราก็เริ่มเสียไปแล้วเรียบร้อย ไม่กล้าเดินนำไปก่อนอีกเลย ให้พี่นักบินเป็นคนเดินนำ แล้วพอเราเริ่มใจเสียมากๆ ก็เลยลองบอกให้พี่เขาเป่านกหวีดดู เผื่อใครที่อยู่ใกล้ๆ จะเป่านกหวีดตอบเรากลับมาบ้าง สรุปก็คือเงียบกริ๊บ ใจเราเสียนักกว่าเดิ๊มอี๊กกกกกกกกกก 55555555555555

ระหว่างที่ติดสินใจกันว่าจะไปซ้ายที่มีสะพานให้เดินข้ามไป หรือกับทางขวาที่มีไม้ไผ่วางพาดกันแบบกากบาทไว้ สถานการณ์ตอนนั้นถ้าเราหลงกันจริงๆ คือวิกฤตมากกก เพราะเราสามคนเหลือน้ำแค่ครึ่งขวดใหญ่ หลงจริงมีตายแน่นอน สัญญาณอินเทอร์เน็ตก็เชื่อมต่อไม่ได้แล้ว เลยนั่งพักเพิ่มพลังด้วยการกินแซนวิซกับเกลือแร่ที่พกมา 

และการที่ระดับน้ำตาลในเลือดเราตกอาจจะทำให้เราสติแตกกว่าเดิมก็ได้ 55555555555555555 ซึ่งตอนนั้นมันเวลา 16.08 หมายความว่าเราเดินกันมาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง พลังงานที่ตุนมาตอนกลางวันอาจจะหมด เลยทำให้การควบคุมความสติแตกเรามันลดลงไปด้วย 55555

พอกินอิ่ม ก็เริ่มเดินต่อ พี่นักบินก็ลดความสติแตกของเราลง ด้วยการบอกให้เราเดินตามรอยเท้า ซึ่งมันจางมากๆ จางจนเราก็ยังไม่มั่นใจว่าถูกทางจริงไหม เราสามคนก็สลับๆ กันเดินนำไปเรื่อยๆ พอถึงช่วงที่เรานำเดินที่ไม่กล้าเดินเหยียบรอยเท้าเลย กลัวพาคนอื่นหลงไปด้วย 55555555 

พอเดินๆ ไปรอยเท้าก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ และสัญลักษณ์ที่เรามองหาก็เจอสักที ฮรือออออ น้ำตาจะไหล เจอสักทีนะ ต้องขอบคุณกลุ่มแรกๆ ที่ทำสัญลักษณ์ไว้ให้เราจริงๆ >///<

(ขอขอบคุณภาพจาก: พี่แฟร์)

เราเลยมีความมั่นใจว่ามาถูกทางแน่นอน แล้วก็มีพี่ที่มูลนิธิแว๊นมอไซด์มารับคนป่วยไปพอดี ก็ยิ่งมั่นใจที่เข้าไปใหญ่ รอดตายแล้วเหวยยยย 55555555555555

พร้อมกับมีเสบียงติดมือมาเป็นลูกชิ้นร้อนๆ แล้วก็ได้เติมน้ำจนเต็มขวดอีกด้วยยย *0* 

นั่นไงกลุ่ม 3 อยู่ใกล้กันแค่นี้เองงง ทำไมไม่เป่านกหวีดตอบกลับมาให้ใจชื้นสักหน่อยยยย

เดินกันจนเวลา 17.12 เราก็เจอทางราบที่ยาวมากที่สุดแล้วววววววววว น้ำตาจะไหลลล ถ้าเราเจอทางราบแปลว่าเราอยู่บนยอดเขาแล้วรึเปล่านะ ใช่ไหม??

ใช่จริงๆ ด้วย นี่เราอยู่จุดที่สูงที่สุดของยอดเขานี้แล้ว เหนือระดับน้ำทะเล 1,200 m++ เดินกันมา 4 hr. เพิ่งเจอยอดเขา 

เกิดมาในชีวิตไม่เค๊ยไม่เคยทำอะไรขนาดนี้มาก่อนเลย นั่งรถขึ้นว่าลำบากแล้ว พอได้มาเดินเองคือลำบากมากกว่าเดิมอี๊กกกก นี่เราเดินไปได้ยังไงวะน่ะ 55555 

ถึงยอดเขาแต่ไม่ได้ถึงเส้นชัย TT^TT จากนาฬิกาของครูพี่เนศบอกว่า "พระอาทิตย์จะตกดิน 17.45" ณ ตอนนั้นคือ 17.20 เราจะออกจากป่าทันก่อนมืดไหม

คือตอนเดินขึ้นเขาว่าทรมานแล้ว ตอนเดินลงเขาทรมานกว่าอีกอะแมรรร่ มันเป็นภูเขาสูงชัน ตอนเดินขึ้นชันยังไงตอนลงก็ชันอย่างงั้นแหละจ้ะ TT^TT

ถ้าเดินลงเร็วไปเข่าก็จะกระแทก ปลายนิ้วโป้งเท้าก็จะต้องจิกพื้นรองเท้า เป็นอะไรที่ทรมานม๊ากกกก แต่เราก็ต้องถนอมๆ ตัวไว้ก่อนนี่เพิ่งจะวันแรกเอง คือไปเร็วอย่างคนอื่นไม่ได้เลย อนาถเข้าไปอี๊กกก 55555555555555555

นั่นหลังคาบ้านคนใช่ไหมมมม *0*

และแล้วในที่สุด!!!! คนอ้วน 80 kg อย่างช้านนนนก็เดินมาได้จนถึงจุดที่รถมูลนิธิมาจอดรอรับ น้ำตาจะไหล ถึงตอนแรกมันจะวืดไปบ้างแต่ก็ยังเดินมาได้จนสุดทาง 

ไม่คิดว่าในชีวิตนี้การเดินขึ้นเขาความชัน 45 องศา เหนือระดับน้ำทะเล 1,200 m++ กับระยะทาง 7 กิโลกว่าๆ เดินตั้งแต่ 13.30 ยัน 17.40 น. ใช้เวลา 4 ชั่วโมงเต็มๆ ในการเดิน จะเป็นอะไรที่ตัวเองทำได้ ดีใจจนน้ำตาจะไหล ออกจากป่าคนสุดท้ายแล้วไง สุดท้ายก็ถึงก่อนพระอาทิตย์ตกแล้วกัน 55555 

(ขอขอบคุณภาพจาก: พี่แฟร์)

จากตอนแรกที่เขาวางแผนกันไว้ เราจะต้องเดินกันจนถึงในหมู่บ้านเลย แต่ด้วยเวลาไม่อำนวยทางมูลนิธิเลยเอารถมาจอดรอรับ แต่ก็ยังมีส่วนนึงที่เดินกันจนถึงหมู่บ้าน สุดยอดมากๆ

และแสงสุดท้ายของวันที่ยากลำบากก็ได้หมดลงพอดี...

ไม่คิดไม่ฝันจริงๆ ว่า 4 ชั่วโมงที่เดินในป่าจะได้อะไรมากมายขนาดนี้ ทั้งการเข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น รวมไปถึงไปเรียนรู้วิธีการเอาชีวิตรอดในป่าด้วย 55555555555 ถ้าไม่ได้มากับครูบ้านนอกของมูลนิธิกระจกเงาก็จะไม่ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายอย่างวันนี้ 

ซึ่งบทความของบ้านลอบือก็ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น 55555 โปรดติดตามตอน [ไปเที่ยวเชียงราย | หมู่บ้านลอบือ 101 (ตอนที่ 3)] และสามารถติดตามเรื่องราวอื่นๆ ของเราได้ที่ [https://th.readme.me/id/JKtrytotry] หรือพูดคุยกันได้ในเพจ "Try to Try ก็แค่ออกไปลอง" แล้วจะรู้ว่าการก้าวออกจาก Comfort zone ของตัวเองมันสนุกแค่ไหน

ความคิดเห็น