5 เนินสู่การพิชิตลานสน และอีก 10 สถานี สู่ยอด 2,102 เมตร ภูสอยดาว รีวิวโดย Sikhorn Palanan

     หากเอ่ยถึงบรรดายอดเขาทั้งหลายที่อยู่ในประเทศไทยสำหรับการเดินป่า ที่ติด top 5 คุณต้องเคยได้ยินชื่อนี้แน่นอน "ภูสอยดาว" วันนี้เราจะไปกัน     อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว  มีเนื้อที่ประมาณ 212,633 ไร่ หรือ 340.21 ตารางกิโลเมตร อยู่ในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์และจังห

5 เนินสู่การพิชิตลานสน และอีก 10 สถานี สู่ยอด 2,102 เมตร ภูสอยดาว

5 เนินสู่การพิชิตลานสน และอีก 10 สถานี สู่ยอด 2,102 เมตร ภูสอยดาว

 วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เวลา 16.11 น.

 วันที่เดินทาง 14 ธ.ค. 2563

     หากเอ่ยถึงบรรดายอดเขาทั้งหลายที่อยู่ในประเทศไทยสำหรับการเดินป่า ที่ติด top 5 คุณต้องเคยได้ยินชื่อนี้แน่นอน "ภูสอยดาว" วันนี้เราจะไปกัน


    อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว  มีเนื้อที่ประมาณ 212,633 ไร่ หรือ 340.21 ตารางกิโลเมตร อยู่ในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดพิษณุโลก เราจึงขับรถมุ่งหน้าสู่ อำเภอชาติตระการ จ.พิษณุโลก นอนพักที่นี่สักหนึ่งคืน รุ่งเช้าเราก็แวะตลาดป่าแดง ในตัวอำเภอชาติตระการ ซื้อเสบียงแล้วก็พุ่งไปยัง อุทยานแห่งชาติภูสอยดาวทันที 

    เราใช้เวลาขับรถประมาณชั่วโมงครึ่งก็มาถึงที่ทำการอุทยาน นำของลงเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ไปยังจุดบริการที่ 1 เพื่อลงทะเบียน ว่ามากันกี่คน ชื่ออะไรบ้าง ขึ้นยอด 2,102 มั้ย เบอร์ติดต่อฉุกเฉิน ต่างๆ แล้วนำเอกสารที่ได้ เดินต่อไปยังจุดบริการที่ 2

     จุดบริการที่ 2 นี้ก็เป็นการชั่งน้ำหนักของ ที่จะจ้างลูกหาบแบกขึ้นไปด้านบน (กิโลละ30บาท) มีค่าแท๊กใบละ 5 บาท ด้วย  ของใบใหญ่หน่อยก็ใช้ใบนึง  ของเล็กๆ สองสามชิ้นชั่งรวมกันก็ใช้แท๊กใบนึงเพื่อเขียนน้ำหนัก แล้วก็เช็คว่าใครจะเอาหมอนผ้าห่มผ้านวมกี่อัน เจ้าหน้าที่จะจดใส่กระดาษไว้ ให้เราไปยื่นเบิกของด้านบนลานสน แล้วค่อยกลับมาชำระที่นี่ในวันขากลับลงมา

     นี่คือโฉมหน้าและสภาพโดยรวมของผู้ท้าชิงขึ้นสู่ลานสนภูสอยดาว ถ่ายรูปรวมกันไว้สักหน่อย

และก็จะมีรถของเจ้าหน้าที่ ขับพาเราไปส่งยังน้ำตกภูสอยดาว ซึ่งก็เป็นทางเดินขึ้นนั่นแหละ สาเหตุที่ไม่ให้นำรถไปจอดเพราะว่า พื้นที่มีน้อย ให้เฉพาะคนที่ไปน้ำตก ไปเช้าเย็นกลับได้ ถ้าใครจะขึ้นลานสนภูสอยดาวต้องจอดรถไว้ที่ทำการอุทยานเท่านั้น เจ้าหน้าที่ไปส่งให้ไม่ได้เสียค่าบริการเพิ่มแต่อย่างใด  

     ลงรถกัน ณ จุดนี้ ก็ถ่ายรูปกันสักหน่อย ตรงนี้มีร้านข้าว อาหารตามสั่ง ก็แวะทานรองท้องก่อนขึ้นก็ดี   จะได้มีแรง ต้องใช้พลังงานเยอะมาก แต่ระวังกินมากขี้แตก ระหว่างทางไม่มีห้องน้ำนะ 

  เริ่มสตาร์ทกันที่เวลา 10.30 น. โดยประมาณ เป็นเส้นทางเดินลัดเลาะน้ำตกภูสอยดาว ตามสภาพภูมิประเทศ มีขึ้นลงบันไดบ้าง 

ในช่วงแรกนี้จะมีการข้ามลำธาร จากซ้ายไปขวา แล้วก็จากขวาไปซ้าย แล้วก็จากซ้ายไปขวา อีกที ง่ายๆคือข้ามลำน้ำตกเนี้ยสามเที่ยว  เอออย่าลืมเอาอาหารกลางวันและน้ำดื่มมาด้วยล่ะ น้ำดื่มนี่คนละสองลิตรอย่างต่ำนะ... เพราะเดินไกลและเหนื่อยมากด้วย ไม่มีร้านค้าระหว่างทางนะ ย้ำอีกครั้ง

   และก็ถึงเนินแรก เนินส่งญาติ ซึ่งที่เดินผ่านมานั้น มันไม่ใช่เนินส่งญาตินะ มันเป็นแค่วอล์มเครื่องที่ทำให้เหงื่อแตกเต็มหน้าได้เหมือนกัน หลังป้ายนี้ไปนี่แหละเขาเรียกว่า เนินส่งญาติที่แท้จริง

     ขึ้นไปได้แปปเดียวถึงกับต้องเบรกกันเลย...

 เราค่อยๆไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงเนินที่ 2.เนินปราบเซียน 3.เนินป่าก่อ 4.เนินเสือโคร่ง 

  และที่ไฮไลท์ก็เนินสุดท้ายภายภาคหน้าที่เห็นนี้คือ เนินมรณะ

  ระยะทางของเนินนี้ไม่ได้ไกล แต่มีความชันมาก ต้องใช้พลังที่มีใส่เกียร์ต่ำขึ้นกันเลย ซึ่งพลังที่ว่าหมดตั้งแต่เดินมาถึงเนินส่งญาติแล้วววว.....

ยิ่งขึ้นสูงก็ยิ่งมองได้กว้าง...

     ลิ้นห้อยกันเลยทีเดียว

  และแล้วก็คลานกันมาพิชิตลานสนภูสอยดาวได้ในเวลาประมาณเจ็ดชั่วโมง มาถึง 17.30 น.

เลยนั่งชมพระอาทิตย์ตกตรงนี้มันซะเลย แล้วค่อยเดินไปอีกประมาณห้าร้อยเมตรถึงจะเจอจุดลานกางเตนท์

   รับของจากลูกหาบ กางเต็นท์ ทำกับข้าว กินข้าว อาบน้ำ

   ร่างกายร้อนปนหนาว เหมือนคนจะเป็นไข้  เพราะข้างในร่างกายเผาผลาญอย่างหนัก แต่ภายนอกโคตรหนาว ก่อกองไฟ ให้ไออุ่นดีกว่า

  ภูสอยดาวก็ต้องมีดาว แหงนไปบนท้องฟ้าที่นี่ มีดาวระยิบระยับ เต็มท้องฟ้าไปหมด ถ่ายได้ ไม่น่าจะเกินห้านาที หนาวก็หนาว เพลียก็เพลีย เข้าเต็นท์นอนดีฟ่า แบกขาตั้งกล้องขึ้นมาใช้ไม่ถึงห้านาที 5555


 เช้าวันรุ่งขึ้น ที่อุณหภูมิยอดหญ้าประมาณสิบเอ็ดถึงสิบสององศา ก็เตรียมตัวกันพิชิต ยอด 2,102 เมตร กัน เหมือนเดิมคือเอาร่างกาย อาหารและน้ำไป

มีค่าใช้จ่ายเพิ่มตรงนี้อีกคนละ 500 บาท ซึ่งพวกเราชำระมาตั้งแต่ด้านล่างตรงที่จ้างลูกหาบแล้ว เตรียมใจมาขึ้นแล้ว เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่ข้างล่างแล้วว่า ถ้าไปถึงลานสนแล้ว เปลี่ยนใจไม่อยากขึ้นยอด ก็กลับลงมาเอาตังค์คืนได้

เริ่มออกเดินเท้าอีกครั้ง เวลาประมาณ 08.15 น. (มาลงทะเบียนก่อน08.00น.) ยอดเขาที่อยู่เบื้องหน้านั่นแหละ คือที่ที่เราจะไปพิชิตกัน  

   มีเจ้าหน้าที่ไปด้วยสองนาย เพื่อดูแลความปลอดภัยระหว่างปีนให้พวกเรา  

แวะเบรคสถานีแรก "ไผ่กงจักร" บริเวณนี้ไผ่กงจักรเยอะ ระวังเกี่ยวมือเกี่ยวขาด้วย

สถานีที่ 2 "ห้วยลึก" มันลงร่องระหว่างเขา ไม่อยากจะลงหรอกนะ เพราะการลงเนี่ยก็ต้องยิ่งขึ้นแบบสูงไปอีก

    มันเริ่มมีเชือกมาให้ไต่ละ

  สถานที่ 3 "เมเปิ้ล"  ช่วงตรงนี้ก็จะมีต้นเมเปิ้ลที่ใบกำลังเปลี่ยนสีในฤดูหนาวเป็นสีแดง ตัดกับสีเขียวของใบไม้จากต้นอื่น ไม่ได้ถ่ายไว้ เริ่มเหนื่อย และ 

   สถานีที่ 4 "ดงกล้วยป่า" น่าตัดเอาหยวกกล้วยไปต้มกิน...

สถานีที่ 5"เริ่มปีนเขา" ตามชื่อเลย เริ่มปีนบวกกับเดินขึ้นทางชัน บ้างละ เจ้าหน้าที่บอกว่าใครไม่ไหวก็กลับได้นะ อย่าฝืน แต่ก็ไม่คืนเงินแล้วนะ..ถือว่าเดินมาแล้ว  เรายังไหวกันอยู่....

สถานีที่ 6 "ที่พักริมผา" ไม่ได้ถ่ายไว้ เพราะเป็นทางชัน มีที่พักอยู่นิดนึงริมผา

สถานีที่ 7 "หวายป่า" จากจุดนี้ไปจะขึ้นแบบชันๆกันเลย ชันแบบไม่มีอะไรกั้นด้วย ขอนำเสบียงที่จะมากินตอนเที่ยง เอาออกมากินสักสี่ห้าคำก่อน เพราะตอนเช้า ไม่ได้กินข้าวมากินขนมปังมาสองแผ่นเอง เดี่ยวไม่มีแรง

พักสักแปปก็เก็บโทรศัพท์ไม่ถ่ายอะไรและ เพราะสองมือนี่ต้องเกาะรากไม้ เกาะเชือกพาตัวเองขึ้นสู่ด้านบน

สถานีที่8 ทางหมูป่า สถานีที่9 ดงเลียงผา

สถานีที่ 10 จุดโรยตัว ตรงนี้เจ้าหน้าที่จะมารอรับและรอส่งทั้งสองคนเลย พอผ่านจุดนี้ไป เดินขึ้นไปอีกอึดใจเดียวก็จะถึงยอดสูงสุดแล้ว

เรามาถึงแล้ว.....

   และนี่คือผู้ผ่านความทรหด ที่คลานกันมาถึงจุดนี่ได้...  มีผู้ถอนตัวระหว่างทางไปสองคน

และแน่นอน ที่ขึ้นว่ายากและเหนื่อยแล้ว ตอนลงแม่งยากยิ่งกว่า ขึ้นชันเท่าไหน มองลงไปเสียวกว่าเดิมสองเท่า แรงก็น้อยด้วย ต้องลงอย่างระมัดระวัง มีสมาธิตลอด เกร็งทั้งตัวตั้งแต่หัวยันฝ่าเท้า ซึ่งก็ไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปเลย จนลงมาด้านล่าง 

  ลงมายืนอย่างภูมิใจว่ากูรอดตายลงมาได้แล้ว และมองกลับไป ไอห่า ขึ้นแล้วลงมาได้อย่างไร สูงชิบหาย...

ที่เห็นยอดแหล่มๆนั่นแหละ ที่เราไปกันมาเมื่อกี้ ลงมาถึงก็สี่โมงเย็น ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง แม่เจ้า...

  อาหารเย็นวันนี้ ก็จัดเต็มกันไปเลย มีเท่าไหร่ ใส่ให้เต็มที่ 

เช้าวันรุ่งขึ้น เก็บของเดินทางกลับ เช่นกันขาลง เจ็บปวดขาเหมือนเดิม ใช้กำลังขาในการเบรคร่างกายตอนลงเยอะทีเดียว ขาลงใช้เวลาน้อยกว่าขาขึ้นเยอะ เราใช้เวลาในการลงสี่ชั่วโมง

แวะประทับตรา ได้อีกหนึ่งที่ และนั่งรถกลับไปยังที่ทำการอุทยาน

     มาถึงที่ทำการอุทยาน ชำระค่าลูกหาบและอุปกรณ์เครื่องนอนที่เช่าบนลานสนเสร็จ เอาของจากลูกหาบ แล้วไปติดต่อที่จุดบริการที่ 1 เขาจะปริ้นเกียรติบัตรนี้ให้


คำเตือน... 

1.ด้านบนไม่มีร้านค้า เตรียมของกินไปให้พอไม่เหลือไม่ขาด

2.ด้านบนมีน้ำฝนและน้ำจากลำธาร ที่เจ้าหน้าที่รองใส่ถังไว้กรอกใส่ขวดดื่มได้ มีตู้กดน้ำดื่มที่ต่อจากน้ำฝน หากน้ำฝนหมด ก็ดูดน้ำจากลำธารมากรองแทน ลิตรละ 20 บาท ตู้ใช้เหรียญ 5-10 บางวันเหรียญหมดไม่มีแลก  ส่วนน้ำที่หุงหาอาหาร ก็ไปเอาในถังที่เจ้าหน้าที่สูบจากลำธารมาพักไว้ มีที่สำหรับล้างจานให้

3.ด้านบนไม่มีถังขยะ ท่านเอาขยะไปเท่าไหนเก็บลงมาด้วย มีแค่ที่ทิ้งแค่เศษอาหาร

4.ด้านบนมีห้องน้ำแต่ไม่มีน้ำ ต้องไปตักในลำธารมาใช้(เช่าถังและขันด้วย)กะให้พอนะ และในห้องน้ำก็ไม่มีถังขยะนะ ถ้าจะไม่ใช้น้ำ ใช้กระดาษเช็ดตูดเช็ดก้นเอากลับลงมาด้วย หลายห้องด้านบนมีคนมักง่ายถ่ายไม่ราด ทิ้งทิชชู่เปียกไว้ พร้อมขี้ลอยอยู่คอห่าน แล้วใครจะไปใช้ต่อ


    เราจะไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า เราจะไม่เก็บอะไรไปนอกจากความทรงจำ คงเป็นสโลแกนประจำของอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศของไทยที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าใช้บริการ พวกเราก็เช่นกัน ที่การเดินทางครั้งนี้ มีความประทับใจ มีความทรงจำ มีเรื่องราวให้คุยกันไปได้อีกหลายเรื่องในระยะเวลาต่อจากนี้ไปอีกหลายๆปีก่อนที่ความทรงจำจะค่อยๆลบเลือนกันไป  จุดหมายด้านบนอาจพอๆกับอีกหลายๆที่ที่เคยไป หากแต่ระหว่างทางที่ไปนี่แหละที่ยังคงสำคัญพอๆกับปลายทางหรืออาจจะสำคัญกว่าด้วย เพราะระหว่างทางเนี่ยยาว จุดหมายไปถึงแล้วสั้น ทุกสิ่งอย่างน่าจดจำเสมอ...  ขอบคุณทุกท่านที่ผ่านเข้ามาเขียนเรื่องราวในชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งครั้ง

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ตำบล ห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด อุตรดิตถ์ 53110

พิกัด https://goo.gl/maps/aCcE1VZohm...


++++ เผื่อมีอะไรไถ่ถาม ฝากติดตามเพจด้วยนะคุณที่รัก ++++

https://www.facebook.com/travel1night2days


ความคิดเห็น