ซำเหนือ เชียงขวาง ... บนเส้นทางของตัวเรา ตอนที่ 2 รีวิวโดย กระทิงเปลี่ยวเที่ยวโลกกว้าง

ในเวลาที่แสงแรกแห่งวันยังไม่สาดส่อง ผู้โดยสารส่วนหนึ่งลงจากรถมายืนต้านความหนาวเพื่อให้กำลังใจคนขับและเด็กประจำรถที่ช่วยกันเปลี่ยนยางล้อหน้าอย่างชะมักเขม่น ในขณะที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่เลือกที่จะหลับใหลบนที่นั่งในรถต่อไป แล้วในเวลาที่แสงแรกแห่งวันเริ่มฉายแสงอย่างอ่อนโยน การเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าของร

ซำเหนือ เชียงขวาง ... บนเส้นทางของตัวเรา ตอนที่ 2

ซำเหนือ เชียงขวาง ... บนเส้นทางของตัวเรา ตอนที่ 2

 วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564 เวลา 19.50 น.

 วันที่เดินทาง 9 ม.ค. 2553

ในเวลาที่แสงแรกแห่งวันยังไม่สาดส่อง ผู้โดยสารส่วนหนึ่งลงจากรถมายืนต้านความหนาวเพื่อให้กำลังใจคนขับและเด็กประจำรถที่ช่วยกันเปลี่ยนยางล้อหน้าอย่างชะมักเขม่น ในขณะที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่เลือกที่จะหลับใหลบนที่นั่งในรถต่อไป

แล้วในเวลาที่แสงแรกแห่งวันเริ่มฉายแสงอย่างอ่อนโยน การเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าของรถก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เส้นทางยังคงลัดเลาะไปตามแนวเขาสูงชันที่แผ่ตัวสลับซับซ้อนจนสุดสายตา สายหมอกที่เคลียคลอยอดเขาอย่างบางเบาเริ่มทวีความหนามากขึ้น จนกลายเป็นทะเลหมอกที่อ่อนโยนปกคลุมทิวเขาอันสลับซับซ้อนเหล่านั้น เหลือระยะเพียงแค่ 27 กม.เท่านั้นก็จะถึงซำเหนือ แต่รถที่เพิ่งเคลื่อนตัวผ่านสายหมอกเพียงแค่ไม่นานก็จอดอย่างสงบนิ่งอีกครั้ง เพราะ เครื่องดับ!

แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าพิสมัยมากนัก แต่ดูเหมือนจะไม่มีผู้โดยสารชาวลาวคนไหนแสดงความหงุดหงิดใจให้ได้เห็น ซึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาเคยชินกับสิ่งเหล่านี้ หรือบางทีอาจเป็นเพราะจังหวะชีวิตประจำวันของพวกเขานั้นไม่ต้องเร่งรีบจนเป็นทาสของเข็มวินาทีเหมือนเช่นสังคมที่ผมจากมา

เวลาแห่งการรอคอยคงจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว หากผมมีเพื่อนร่วมทางสักคนมาพูดคุยฆ่าเวลาเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา แต่สำหรับการเดินทางเพียงคนเดียวเช่นนี้ ผมจะหาเพื่อนคุยได้จากที่ไหน

แล้วผมก็ได้รับรู้ว่า แม้จะเดินทางเพียงคนเดียว แต่เพื่อนบนเส้นทางนั้นไม่ได้หายากอย่างที่คิด

ด้วยรอยยิ้มที่ส่งให้อย่างคนที่มีรากเหง้าเดียวกัน ทำให้ผมเดินเข้าไปทักทายครอบครัวของยายพร ซึ่งสมาชิกในครอบครัวกำลังนั่งผิงไฟแก้หนาวกันอยู่เต็มลานบ้าน

บ้านของยายพรนั้นตั้งอยู่ในบ้านคอน โดยตัวบ้านนั้นยกพื้นสูง ไม่ต่างจากบ้านของไทยในชนบท อาชีพหลักของครอบครัว คือการทำนาแบบบรรพบุรุษที่เคยเป็นมา โดยมีนาผืนใหญ่อยู่ด้านหลังบ้าน ซึ่งนอกจากการทำนาแล้ว ในช่วงพ้นฤดูเก็บเกี่ยวเหมือนเช่นช่วงการเดินทางของผมในครั้งนี้ สมาชิกในครอบครัวยังมีอาชีพเสริมจากการทอผ้า ซึ่งว่ากันว่าผ้าทอจากหัวพันนั่นมีสีสันและลวดลายที่งดงามไม่เหมือนใคร จนกลายเป็นสินค้าเลื่องชื่อที่ผู้มาเยือนต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับไป

ยายพรเล่าว่าครอบครัวเขาและเหล่าชาวบ้านในบ้านคอนทั้งหมดเป็นชาวไทแดง ซึ่งถือเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของแขวงหัวพัน นอกจากไทแดงแล้ว ในหัวพันยังมีชาวไทดำปะปนอยู่มากพอสมควร (บางครั้งเรียกว่า ไททรงดำ โดยมีเมืองเดียนเบียนฟู ในเวียดนาม หรือ อาณาจักรสิบสองจุไทในอดีต เป็นเมืองหลวง)

ยายพรบอกวิธีการสังเกตความแตกต่างของไทดำ กับ ไทแดง จากการแต่งตัว ไทดำนั้นมักจะนุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าสีดำหรือสีเข้ม ส่วนไทแดงมักนุ่งห่มเสื้อผ้าสีแดง หรือสีสด

แม้อากาศในเวลานี้จะหนาวเย็น แต่ยิ่งสนทนากับยายพรนานขึ้น ผมก็เริ่มรู้สึกมากขึ้นว่าความพร้อมหน้าพร้อมตาของสมาชิกในครอบครัว ดูช่างอบอุ่นมากกว่ากองไฟที่กำลังนั่งผิง และความรักที่สมาชิกในครอบครัวมอบให้แก่กันก็ดูจะมีความสดใสมากกว่าเสื้อผ้าที่สวมใสยิ่งนัก

แล้วการสนทนากับเพื่อนหน้าใหม่และต่างวัยบนเส้นทางก็ยุติลง เมื่อรถประจำทางเร่งเครื่องเป็นสัญญาณของการเดินทางที่จะเริ่มต้นอีกครั้ง

ความคิดเห็น