ซำเหนือ เชียงขวาง ... บนเส้นทางของตัวเรา ตอนที่ 7 รีวิวโดย กระทิงเปลี่ยวเที่ยวโลกกว้าง

หลังจากกินเฝอเป็นอาหารเที่ยง ซึ่งถูกรวมไว้กับค่าทัวร์เรียบร้อยแล้ว เราไปต่อกันที่เมืองคูน อดีตเมืองหลวงของชาวไทพวน เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่แพ้เมืองหลวงพระบาง หรือ จำปาสัก แต่ต้องเผชิญชะตากรรมในเรื่องสงครามอยู่หลายครั้ง เนื่องจากตั้งอยู่ในตำแหน่งจุดยุทธศาสตร์ที่โอบล้อมไปด้วยอาณาจักรที่เรืองอำ

ซำเหนือ เชียงขวาง ... บนเส้นทางของตัวเรา ตอนที่ 7

ซำเหนือ เชียงขวาง ... บนเส้นทางของตัวเรา ตอนที่ 7

 วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564 เวลา 20.21 น.

 วันที่เดินทาง 12 ม.ค. 2553

หลังจากกินเฝอเป็นอาหารเที่ยง ซึ่งถูกรวมไว้กับค่าทัวร์เรียบร้อยแล้ว เราไปต่อกันที่เมืองคูน อดีตเมืองหลวงของชาวไทพวน เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่แพ้เมืองหลวงพระบาง หรือ จำปาสัก แต่ต้องเผชิญชะตากรรมในเรื่องสงครามอยู่หลายครั้ง เนื่องจากตั้งอยู่ในตำแหน่งจุดยุทธศาสตร์ที่โอบล้อมไปด้วยอาณาจักรที่เรืองอำนาจในยุคสมัยต่างๆ ที่ต่างรบราฆ่าฟันกันด้วยจุดประสงค์ในการแผ่อำนาจการปกครอง แม้เมืองคูนจะผ่านศึกสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เมืองแห่งนี้ก็สามารถยืนหยัดมาได้หลายร้อยปี จนสุดท้ายแล้ว เมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแห่งนี้ก็ถึงคราวสิ้นสุด เมื่อสงครามอินโดจีนได้เกิดขึ้น เมืองคูนที่เคยมากมายไปด้วยวัดวาอาราม จึงเหลือเพียงเศษซากจากไฟสงคราม ให้คนรุ่นหลังได้จำไว้เป็นบทเรียน

เศษซากจากไฟสงครามที่หลงเหลือในเมืองคูนมีเพียงแค่ 2 แห่ง แห่งแรกคือพระธาตุฝุ่น ซึ่งตั้งอยู่บนเนินดินสูง ซึ่งแม้ในวันนี้จะยังเห็นรูปทรงดั่งเดิมของพระธาตุ แต่ก็อยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมและเริ่มมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมที่องค์พระธาตุ

อีกสถานที่หนึ่งที่ยังหลงเหลือ คือ วัดเพียวัด ซึ่งว่ากันว่าวัดเก่าแก่อายุ 800 ปีแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบพวนขนานแท้ แต่น่าเสียดายที่ในวันนี้เหลือแค่เพียงพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางเสาโบสถ์ที่ปรักหักพัง

แม้ว่าเมืองคูนจะย่อยยับจนแทบไม่เหลือร่องรอยแห่งอดีตอันรุ่งโรจน์ แต่หากคิดจะพลิกฟื้นเมืองนี้ให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองก็คงสามารถทำได้ แต่การที่ทางการลาวย้ายเมืองหลวงของเชียงขวางไปตั้งยังเมืองโพนสะหวัน อาจด้วยเหตุผลที่มีมากกว่าการพังย่อยย่อยจนเกินกว่าจะบูรณะ แต่คงเป็นเพราะต้องการให้เมืองแห่งนี้เป็นสิ่งย้ำเตือนมนุษยชาติถึงภัยแห่งสงคราม ที่ทุกชาติควรร่วมมีต่อต้านกันอย่างจริงจัง แต่คำพูดหรือสนธิสัญญาใดๆก็คงไร้ซึ่งความหมาย หากความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันยังไม่ผลิบานอยู่ในใจของแต่ละคน

บนเส้นทางที่ย้อนกลับ รถตู้พาเรามาส่งที่เมืองโพนสะหวัน เพื่อนร่วมทางหน้าใหม่จากหลากมุมโลก ได้โบกมือล่ำลากันด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะก้าวเดินแยกจากกันเพื่อไปยังเส้นทางของตัวเอง

จริงอยู่ แม้อดีตความกลัวจะเป็นเหมือนกำแพงบางๆที่ปิดกั้นตัวผมให้ไกลห่างจากเส้นทางของตัวเอง แต่ในวันนี้เมื่อเส้นทางสู่โลกกว้างได้ทอดตัวให้ได้เห็น และเพียงแค่ใจเรากล้าที่จะก้าวเดินไปยังเส้นทางนั้น กำแพงแห่งความกลัวที่เคยฝังรากลึกก็ไม่ได้มีความหมายอะไรอีกต่อไป เพราะไม่มีสิ่งใด น่ากลัวเกินกว่าใจเราคิดไปเอง

เส้นทางของตัวเรา จึงยังคงทอดยาวให้เราได้ก้าวไปสัมผัส แม้ว่าจะเป็นการเดินทางเพียงคนเดียวก็ตาม

ความคิดเห็น