กอดสายลม ห่มแสงดาว ที่ช่องเย็น รีวิวโดย Natchaya Peungla-aw

-อยากเจออากาศเย็นช่วงเดือนมีนา...ไปที่ไหนดี- ช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมาเราติดแงกอยู่กับบ้านไปไหนไม่ได้ ได้แต่มองอุปกรณ์เดินป่า อุปกรณ์ตั้งแคมป์ตาปริบๆ อากาศเย็นทำให้เราโหยหาภูเขา วันนี้เป็นโจทย์ของการเที่ยวหลังจากสถานการณ์โควิดเบาลง โจทย์คือ "ตอนนี้อุณหภูมิบ้านเราประมาณ 37 องศา จะไปที่ไหนที่เราจะ

กอดสายลม ห่มแสงดาว ที่ช่องเย็น

กอดสายลม ห่มแสงดาว ที่ช่องเย็น

 วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564 เวลา 15.25 น.

 วันที่เดินทาง 6 มี.ค. 2564



-อยากเจออากาศเย็นช่วงเดือนมีนา...ไปที่ไหนดี-


ช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมาเราติดแงกอยู่กับบ้านไปไหนไม่ได้ ได้แต่มองอุปกรณ์เดินป่า อุปกรณ์ตั้งแคมป์ตาปริบๆ อากาศเย็นทำให้เราโหยหาภูเขา 

วันนี้เป็นโจทย์ของการเที่ยวหลังจากสถานการณ์โควิดเบาลง โจทย์คือ "ตอนนี้อุณหภูมิบ้านเราประมาณ 37 องศา จะไปที่ไหนที่เราจะได้ใช้เสื้อกันหนาวกันดี??"


                                                                 - ปุปปับทัวร์ -
เป็นการตัดสินใจไปแบบกระทันหัน โดยที่ไม่ได้เตรียมของไว้ก่อนเลย  วันนี้น่าจะเข้าฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ที่ผ่านมาด้วยสถานการณ์โควิดทำให้เราเหมือนนักโทษที่ถูกขังในแดนรอวันประหาร พอสถานการณ์เริ่มผ่อนคลายความอยากและความโหยหาธรรมชาติก็บังเกิด สถานที่ไม่ลับที่ทุกคนสามารถมาสัมผัสอากาศเย็นได้ตลอดปี ช่องเย็น


ช่องเย็น จังหวัดกำแพงเพชร อยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 28 กม. ความสูง 1,340 เมตรจากระดับน้ำทะเล ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ค่ายใด เส้นทางไปง่ายรถยนต์สามารถขึ้นไปถึงยอดได้ มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี

- เริ่มออกเดินทาง -

วันแรก
10.00 น. เราเริ่มเก็บของ คว้าทุกอย่างที่คิดออก และเริ่มออกเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว
เราขับออกมาจากบ้านได้สักพักก็คิดได้ว่าลืมของหลายอย่างมาก เลยแวะ global house ซื้อของกัน ระหว่างทางอากาศที่ร้อนจัด ทำให้เราต้องแวะซื้อน้ำดื่มดับกระหาย อุณหภูมิในรถร้อนจนเรากลัวแก๊สกระป๋องที่เอามาด้วยจะระเบิด ขับไประแวงไป

13.00 น. อีกไม่กี่กิโลเราก็จะถึงที่ทำการอุทยานแล้ว แวะซื้อของกิน อุปกรณ์ต่างๆที่ยังขาดก่อนจะขึ้นช่องเย็นกัน บนช่องเย็น ไม่มีไฟฟ้า แต่มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำไว้บริการนักท่องเที่ยว

14.00 น. ขับรถมาได้สักพักก็มาถึงประตูทางเข้าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เราลงไปจ่ายค่าเข้าอุทยาน

ค่าเข้าอุทยาน คนละ 40 บาท
ค่ายานพาหนะ (รถยนต์) คันละ 30 บาท

ก่อนขึ้นอุทยานนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ซื้อน้ำแข็ง จะมีร้านค้าเล็กๆ อยู่ติดกับที่ทำการอุทยาน

เราขับรถขึ้นมาจากประตูประมาณ 10 กิโล ก็ถึงที่ทำการอุทยาน ตรงจุดนี้เราต้องไปลงทะเบียนกางเต็นท์ ช่วงสถานการณ์โควิดนักท่องเที่ยวต้องจองที่กางเต็นท์ผ่านระบบออนไลน์ แต่เรามาแบบไม่ทันตั้งตัวเลยไม่ได้จองมา เจ้าหน้าที่อุทยานแจ้งว่า เราจะได้กางเต็นท์ที่ ลานกางเต็นท์ขุนน้ำเย็น ซึ่งอยู่ต่ำกว่าช่องเย็น

เราจะได้บัตรเพื่อยื่นเจ้าหน้าที่ก่อนขึ้นช่องเย็น และเสียค่ากางเต็นท์คนละ 30 บาท
เราจะต้องมีถุงดำติดมาด้วยเพื่อเก็บขยะจากข้างบนลงมาด้านล่าง

เสร็จเรียบร้อยไปกันเลย


14.30 น. เราเริ่มขับรถผ่านโค้งไปเรื่อยๆ ต้นไม้ข้างทางแห้งแล้งเนื่องจากเป็นช่วงหน้าร้อน ถนนลาดยางขับง่าย เราขับกันไปสักพัก เราเริ่มหันไปคุยกับเพื่อนร่วมทางว่าทำไมไม่มีรถสวน หรือตามเรามาเลย เหมือนเรามาเที่ยวแค่คันเดียว


15.00 น. ขับผ่านมานับหลายสิบโค้ง เราลองเปิดกระจกลมเย็นเริ่มเข้ามาปะทะร่างกาย เป็นสัญญาณว่าเราได้ขึ้นมาบนภูเขาแล้ว ขับต่อไปข้างทางเงียบสงบ มีแต่เสียงล้อที่เหยียบใบไม้แห้ง และเสียงเครื่องยนต์ที่เร่งขึ้นเนิน พอพ้นโค้งสายตาเราเหลือบไปเห็นจุดชมวิว พักรถถ่ายรูปตรงนี้ดีกว่า




- จุดชมวิวกิ่วกระทิง -
แสงแดดที่ส่องลงมากระทบกับวิวเขาด้านหน้า ถึงมันจะร้อนแต่ลมที่พัดมากลับเย็น เราเดินลงไปที่แนวหน้าผา มองไปสุดตาวิวเขาตรงหน้าทำให้เราหายเหนื่อยล้าจากการขับรถ


วู้ววววววววววววววววววววววววววว !!!!!!


เสียงของเราที่ตะโกนออกไปตรงหน้าผาจุดชมวิว มันเป็นความรู้สึกที่อยากจะตะโกนเสียงให้ดังที่สุดออกไปให้ธรรมชาติรับรู้การมาของเรา ถ่ายรูปจนเพลินพระอาทิตย์เริ่มทอดลงมาต่ำ เรารีบไปที่กางเต็นท์กันดีกว่า เพราะไม่รู้ว่าจะมีที่ไหม


16.00 น.

ขุนน้ำเย็น

ลานกางเต็นท์ไล่ 3 ระดับ เราจอดรถและออกไปยืนเล็งว่าเราจะกางตรงไหนกันดี คนมากางเต็นท์วันนี้ไม่เยอะมาก มีกลุ่มวัยรุ่นด้านล่างสุดประมาณ 4-5 กลุ่ม ระดับ 2 มีประมาณ 3 กลุ่ม และบนสุดนี้มีกลุ่มครอบครัวประมาณ 3 กลุ่ม เราเลือกกางกับกลุ่มครอบครัว เพราะอยากอยู่แบบเงียบๆ 


เราขนของเดินลงไปและเริ่มกางเต็นท์ กางไปได้ครึ่งทางรู้สึกคันขาหลายจุด มองอีกที เป็นจุดแดงห้อเลือดสะแล้ว เจ้าตัวคุ่น มากัดเรา ตัวคุ่นมีลักษณะคล้ายๆแมลงหวี่ ตัวเล็กมากจนแทบมองไม่เห็น พอกัดแล้วจะเป็นห้อเลือด บางคนแพ้จนเป็นไข้ได้ เรารีบเอายามาฉีด


แสงอาทิตย์เริ่มเบาลง อากาศก็เย็นลงอย่างรวดเร็ว กางเต็นท์เสร็จเรารีบขับรถขึ้นไปที่ช่องเย็น ไปดูพระอาทิตย์ตกกัน

16.30 น. 
ช่องเย็น

บนลานกางเต็นท์ช่องเย็น มีคนมากางกันเต็มลาน ทุกเต็นท์อุปกรณ์แน่นมากทั้งไฟประดับ เครื่องครัว ดูแล้วมีความสุขไปด้วยเลย เราเดินดูวิวสักพักเลยขึ้นไปตรงทางเดินขึ้น ภูสวรรค์ ขึ้นไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง ก็เจอวิวระดับล้านให้เราแวะถ่ายรูป



ถ่ายรูปจนเพลินพระอาทิตย์เริ่มลับหายไป เราขับรถลงไปที่ลานกางเต็นท์ เพื่อรีบอาบน้ำ
อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำเย็นเจี๊ยบ เลยต้องนั่งทำใจกับการอาบน้ำพักนึง

19.00 น.

ถึงเวลาอาหารเย็น
ด้วยความที่เรารีบและไม่ได้เตรียมอะไรมาก เราซื้อไก่ทอด ข้าวเหนียว และมาม่าขึ้นมากินกัน
ไก่ทอดกับข้าวเหนียวแข็งๆ มันกลับอร่อยมากในเวลานี้ เราเอนตัวลงที่เก้าอี้สนามพร้อมกับเงยหน้ามองท้องฟ้า 


- ในความมืดมิด....จะพบดวงดาวที่ชัดเจน-

ในเวลานั้นเหมือนเราหยุดหายใจไปชั่วขณะ ดวงดาวนับพันๆดวง ล้อมรอบตัวเรา 360 องศา ดาวทุกดวงแข่งกันส่องแสงสว่างออกมา ดาวลูกไก่ดวงน้อยที่อยู่กันเป็นกลุ่ม เราเพลิดเพลินกับการหามุมถ่ายดาวกันอยู่พักใหญ่ เวลาล่วงเลยไป กับอากาศที่เย็นลงเรื่อยๆ จนเราต้องหยิบเสื้อกันหนาวออกมาใส่

สถานที่ที่ไม่มีสัญญาณ ไม่มีไฟฟ้า ตัดขาดจากโลกภายนอก ทำให้เราได้ฟังเสียงธรรมชาติ ฟังเสียงลม เสียงสัตว์ในป่าตอนกลางคืนที่ส่งเสียงเรียกหากัน 


22.00 น.

เจ้าหน้าที่อุทยานดับไฟห้องน้ำ เต็นท์เริ่มทยอยปิดไฟกัน เหลือแต่ความมืดมิดกับความเย็นที่อยู่เป็นเพื่อนเรา
เราแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ดวงดาวชัดกว่าเดิม เราใช้เวลานั่งมองดาวแต่ละดวง ที่มีแสงกะพริบเหมือนจะทักทายเรา ดูเวลาอีกทีเที่ยงคืนแล้ว เราเก็บของและเข้านอนกัน

วันที่สอง

05.00 น.

สวัสดีเช้ามืด เราลุกจากเต็นท์ไปล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมพร้อมไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูสวรรค์กัน

06.00 น.

ฟ้าเริ่มสว่าง เราเริ่มเดินขึ้นภูสวรรค์กัน ระยะทางที่ป้ายเขียนไว้ว่า 300 เมตร แค่นี้จิ๊บๆ เป็น 10 โลก็เดินมาแล้ว......

เราเดินขึ้นบรรไดมาสักพัก หัวใจเริ่มเต้นแรง แวะถ่ายรูปกับวิวก็แล้ว ทำไมไม่ถึงสักที มองขึ้นไปกับบรรไดที่ชัน นี่เราโดนหลอกรึป่าว 300 เมตรไม่มีอยู่จริง 


หอบแล้ว หอบอีก เหงื่อเริ่มออกและแล้วเราก็มาถึงยอดภูสวรรค์จนได้ 

หลังจากดื่มด่ำบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดภูสวรรค์จนเต็มอิ่ม เราก็รีบลงมาอาบน้ำและเก็บของเพื่อเดินทางกลับกัน


พอลงมาถึงด้านล่างท้องก็เริ่มร้องดัง เราเสิชหาร้านอาหารใน google แล้วก็พบร้านอาหารใกล้ๆเรา ชื่อร้านส้มตำเจ๊เล็ก เป็นร้านอาหารอีสานเล็กๆ อยู่ระหว่างทางไปน้ำตกคลองลาน ร้านเล็กที่รสชาติอาหารไม่เล็กเลย เราสั่ง ส้มตำปูปลาร้า ปีกไก่ย่าง ต้มแซ่บกระดูกอ่อน บอกได้เลยว่าถ้ามาน้ำตกคลองลานต้องมาแวะกินร้านป้าให้ได้เลย

เราเดินทางต่อไปน้ำตกคลองลาน ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติคลองลาน พอเข้ามาเราต้องเดินไปอีกประมาณ 100 เมตรก็เห็นน้ำตกแต่ไกล ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าร้อนทำให้น้ำตกมีปริมาณน้อย แต่ก็ยังมีผู้คนเดินทางเข้ามาเล่นน้ำและถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก

ใช้เวลาอยู่กับน้ำตกไปประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ได้เวลาบอกลา จังหวัดกำแพงเพชรแล้ว เดินทางกลับบ้านกัน

จบทริป....ช่องเย็นเจี๊ยบบบบบบ

...เป็นการออกเดินทางอีกครั้งเพื่อเติมพลังใจ ขอบคุณพลังจากธรรมชาติที่ส่งให้เรามีแรงก้าวเดินต่อไป 

- พลังงานบางอย่างก็หาได้ง่ายดาย -

- แค่ออกเดินทาง....แล้วเราจะพบมัน -

ความคิดเห็น