สุดสัปดาห์หาที่พักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศซะหน่อย! มองหาที่เที่ยวไม่ไกลจากกรุงเทพ ออกแนวธรรมชาติ มีภูเขา แม่น้ำ สถานที่ประวัติศาสตร์ให้เรียนรู้ และได้แวะไหว้พระเป็นศิริมงคลด้วย นึกถึง กาญจนบุรี ทันที
กาญจนบุรี เปลี่ยนไปมาก นอกจากแพอาหาร ยังมีร้านอาหารชิคๆ คาเฟ่เก๋ๆ ให้เช็คอิน มากมาย
วันแรก
เราเริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเทพ มุ่งสู่กาญจนบุรีช่วงเช้าเส้นทางนครปฐม ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง40 นาที ก็เข้าสู่อำเภอท่าม่วง

เราแวะไหว้พระที่ วัดถ้ำเสือ เป็นที่แรก ยามเช้าอากาศยังไม่ร้อน ทางขึ้นสู่วัดด้านหน้าจะเป็นบันไดหลายขั้น หากไม่สะดวกอาจใช้บริการรถรางที่อยู่ข้างๆ บันได หรือจะขับรถอ้อมไปทางด้านข้างวัดซึ่งมีที่จอดรถอีกจุดหนึ่งและบันไดที่ขึ้นได้ง่ายกว่า

เมื่อขึ้นถึงด้านบน นอกจากจะได้สักการะพระชินประทานพรองค์ใหญ่ ยังสามารถเข้ากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ในพระเจดีย์เกศแก้วปราสาทซึ่งอยู่ด้านข้าง รวมทั้งสามารถชมวิว 360 องศาจากจุดนี้ได้ด้วย

เมื่อมาถึงวัดถ้ำเสือแล้วอย่าลืมแวะกราบสักการะสังขารหลวงปู่ชื่น อดีตเจ้าอาวาสที่ประดิษฐานในโลงแก้วเพื่อขอพรด้วย ไม่งั้นจะถือว่ามาไม่ถึงวัดถ้ำเสือนะจ้ะ
ได้เวลาพอสมควร จึงเดินทางต่อตามหาที่รับประทานอาหารวิวสวยๆ ขับรถออกจากวัดไปท างไทรโยค ถนนหนทางดีวิวขุนเขา มุ่งสู่ร้าน Village Farm to Cafe เป็นร้านอาหารนั่งสบายๆ สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนจากการนั่งทานแพริมน้ำ มาใกล้ชิดขุนเขาเขียวขจี


ทางร้านมีบริการที่จอดรถกว้างขวาง อาหารมีให้เลือกทั้งไทยและเทศ ของทานเล่นและกาแฟรสชาติดีทีเดียว

ขนมปังปิ้งเนื้อขนมปังไม่เหนียว มีความกรอบ ราดหน้าได้หลากหลายเช่น มะพร้าว ชอคโกแลต



หลังทานอาหาร เดินถ่ายรูปชิลๆกับธรรมชาติสูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มที่
ช่วงบ่าย
หลังจากทานอาหารเรียบร้อย เดินทางต่อจุดเช็คอินที่สำคัญอีกแห่งของกาญจนบุรี ที่ใครมาก็ต้องแวะชม
สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแคว



บริเวณนี้สามารถซื้อตั๋วรถไฟนั่งข้ามแม่น้ำแควไปยังสถานีสุดท้ายได้

ถ่ายรูปบนรางรถไฟกันเพลินๆ ชักเริ่มคอแห้ง เลยเริ่มนึกถึงคาเฟ่เก๋ๆที่มีเครื่องดื่มเติมความสดชื่นซะหน่อยขับรถออกจากบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว กลับสู่ถนน 323 ขับเลยไปหน่อย จะมีป้ายนำทางสู่คาเฟ่ แนวเซน บรรยากาศราวกับว่าอยู่ใญี่ปุ่นจริงๆ
Kan Machi Cafe คำว่า "Kan" หมายถึง "กาญจน์" ส่วน "Machi" แปลว่า "เมือง"


สิ่งแรกที่เห็นเมื่อมาถึงก็คือซุ้มประตูแดง

เครื่องดื่ม ขนมเค้ก มีให้เพิ่มเติมความสดชื่นมากมาย โดยทางร้านขอความร่วมมือให้ลูกค้าทุกท่านสั่งอาหารครบตามจำนวนคนที่เข้าใช้บริการ สามารถเลือกนั่งทานแบบญี่ปุ่นหรือทานที่โต๊ะได้จ้า

คลายร้อนลงบ้างแล้ว ก็มองหามุมถ่ายรูปได้เลย




ออกจากคาเฟ่แนวญี่ปุ่นแห่งนี้ ก็ได้เวลาเดินทางสู่ที่พัก
X2 River Kwai Resort ครอสทู ริเวอร์ แคว รีสอร์ท

โรงแรมนี้ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก ตั้งอยู่บริเวณโค้งน้ำแม่น้ำแควน้อย มีกิจกรรมทางน้ำไว้บริการแขกผู้เข้าพัก เหมาะกับผู้เข้าพักทุกเพศทุกวัยจริงๆ สามารถจองผ่านเวปไซต์ของโรงแรมหรือเวปท่องเที่ยวดังๆได้เลย
>>> เชิญรับชมคลิปรีวิวห้องพักได้เลยนะค่ะ
เมื่อมาถึงโรงแรมก็ได้รับการต้อนรับด้วย Welcome Drink เสริฟเป็นน้ำตะไคร้มะนาว ชวนให้สดชื่นชุ่มคอ ก่อนที่จะเข้าที่พักกัน

ห้องที่เลือกเข้าพักในคราวนี้เป็นแบบ XFloat Luxe Cabin ในห้องจะมีเรือคายัคเป็นส่วนตัวในห้องเลย






ทางโรงแรมมี SUP Board และสกูตเตอร์ ไว้บริการด้วย โดยสกูตเตอร์จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

คนชอบกิจกรรมทางน้ำไม่ควรพลาด หากมีเด็กเล็กไม่อยากที่จะพักใกล้แม่น้ำ ก็อาจเลือกห้อง PoolXide Cabin ที่ติดกับสระว่ายน้ำเล่นน้ำเพลินๆได้ทั้งวัน

อาหารค่ำที่ The Bridge Bar & Bistro




วันที่สอง

อาทิตย์ยามเช้าที่ครอสทู ริเวอร์แคว รีสอร์ท
เรารับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร The Bridge Bar and Bistro อาหารเช้าเริ่มตั้งแต่ 6.30น. ช่วงนี้เสริฟเป็นลักษณะ A La Carte โดยมีเมนูให้เลือกหลากหลาย และสั่งทานได้เรื่อยๆ รวมถึงมีฺเครื่องดื่มสั่งได้ทั้งร้อนและเย็น อาหารเช้าหน้าตาดูดี มีรสชาติอร่อย


ข้าวต้ม Military (ข้าวต้มกุ๊ย) ใส่มาในภาชนะที่ดูแปลกตา

ชามนี้เป็น มาม่าโอ้โห รวมทั้งหมูกุ้งปลาหมึก รสชาติจัดจ้าน



มีผลไม้และโยเกิร์ต ทานได้เรื่อยๆอีกด้วย

ทางโรงแรมยังมีบริการแชมเปญตอนเช้าสำหรับผู้ที่จองมาในรูปแบบ Champagne Buffet อีกด้วย
ทานอาหารเช้าเรียบร้อยก็ได้เวลาออกเดินทางท่องเที่ยวกันต่ออีกหนึ่งวัน วันนี้จุดหมายของเราจะอยู่ที่
เมืองมัลลิกา ร.ศ. ๑๒๔
จากโรงแรม เดินทางประมาณ ครึ่งชั่วโมง ก็จะได้พบกับบรรยากาศย้อนยุคของไทย

ในเมืองมัลลิกา เราสามารถแต่งชุดไทยย้อนยุค และการจับจ่ายใช้สอยโดยใช้เงินรูซึ่งเป็นเงินโบราณที่ใช้ในสมัยสุโขทัยและอยุธยาแทน โดย ๑ สตางค์ = ๕ บาท

เราสามารถนั่งว่าจ้างรถเจ็กให้เข้าไปส่งที่ท้ายเมืองและเยี่ยมค่อยๆชมตามจุดต่างๆได้ เช่น ย่านสำเพ็ง ย่านสะพานหัน ธนาคาร ตลาดร้านค้า หอชมเมือง


เรือนไทยของคหบดีในยุคนั้น

ประตูพระจันทร์ในย่านสำเพ็ง



เดินเล่นถ่ายรูปอยู่พอสมควร อยากทานอาหารในเมืองมัลลิกาก็มีโซนตลาดร้านอาหารให้เยี่ยมชิมช้อปกันในย่านถนนแพร่งนรา





ก่อนเดินทางออกจากเมืองจะต้องผ่านสะพานหัน เป็นสะพานที่หันไปมาเพื่อให้เรือแล่นผ่านได้

ตู้ทิ้งหนังสือ ก็คือตู้จดหมายนั่นเอง
จากลาเมืองมัลลิกา ร.ศ.๑๒๔ ก็บ่ายคล้อยพอดี เห็นทีต้องกลับเข้าที่พักเพราะมี Afternoon Tea Set รอเราอยู่ที่โรงแรม ได้พักจิบชาให้ผ่อนคลายกัน



วาฟเฟิลและโทสต์ ทานกับน้ำชาอุ่นๆ เติมความสดชื่นได้ดี

ยามเย็นริมแม่น้ำแควน้อยขึ้นมาบนดาดฟ้าของห้องพัก....ชมจันทร์
วันที่สาม
หลังจากเที่ยวชมแลนด์มาร์คเมืองกาญจน์มาพอสมควร วันนี้เลยถือโอกาสพักผ่อนใช้สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรมนานหน่อย ก่อนเช็คเอาต์เดินทางกลับกรุงเทพกันในช่วงบ่าย
แต่ก่อนที่จะกลับกันก็จะขอแวะอีกสถานที่ในกาญจนบุรีที่น่าสนใจ ต้นจามจุรียักษ์

ต้นจามจุรียักษ์ ตั้งอยู่ในกรมการสัตว์ทหารบก อ.มะขามเตี้ย กาญจนบุรี มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว ระยะทางที่ขับเข้ามาค่อนข้างไกล แต่ถนนหนทางไม่ลำบาก เมื่อมาถึงก็รู้สึกถึงความยืนยาวยิ่งใหญ่ของต้นจามจุรีที่แตกกิ่งก้านสาขาให้ความร่มเย็นร่มรื่นมาก

เดินเข้ามาใต้ร่มไม้จะรู้สึกพักสายตาได้ดี ลำต้นของต้นไม้น่าจะมากกว่า 10 คนโอบ สามารถเดินได้รอบๆถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
ก่อนกลับกรุงเทพ ก็ต้องเติมพลังกันก่อน มองร้านที่เป็นทางผ่านกลับเข้ากรุงเทพ จึงมาแวะที่ ฟาร์มคาเฟ่ เดอ กาลเวลา เป็นร้านอาหารที่มุ่งเน้นแนวออแกนิค มีอาหาร เครื่องดื่มให้เลือกเหมาะกับทุกเพศทุกวัย

ทางร้านมีมุมน่ารักน่ารักไว้ให้ถ่ายรูป ระหว่างรออาหารได้ด้วย



อาหารเครื่องดื่มมีให้เลือกหลายสไตล์



....... ทานอาหารเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทางกลับ ..........
กาญจนบุรีไม่ไกลจากกรุงเทพ สามารถเดินทางได้ด้วยรถยนต์ส่วนตัวซึ่งตอบโจทย์ของเรา
ถึงแม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาเยือนแต่ก็ประทับใจมิลืมเช่นกัน
เป็นการจบทริปแบบเที่ยวไปเรื่อยๆ โปรแกรมไม่แน่นมากเลือกสถานที่ใหม่ๆ เพื่อมองมุมใหม่ให้กับชีวิต
Take@Break
วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564 เวลา 13.28 น.