✿ : : Thong-Pha-Phum : : ✿ ~ 4 วัน 3 คืน ~ เส้นทาง 399 โค้ง สู่หมู่บ้านแห่งสายหมอก ‘บ้านอีต่อง-เหมืองปิล๊อก’ รีวิวโดย In My Eye

ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ บ้านอีต่อง-เหมืองปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มานานมากแล้ว .. หมู่บ้านเล็กๆกลางหุบเขา ที่เต็มไปด้วยม่านหมอกปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เหมือนตกอยู่ในภวังค์ต้องมนต์ .. ตลอด 4 วัน 3 คืน จะสนุกขนาดไหน ออกไปผ

✿ : : Thong-Pha-Phum : : ✿ ~ 4 วัน 3 คืน ~ เส้นทาง 399 โค้ง สู่หมู่บ้านแห่งสายหมอก ‘บ้านอีต่อง-เหมืองปิล๊อก’

✿ : : Thong-Pha-Phum : : ✿ ~ 4 วัน 3 คืน ~ เส้นทาง 399 โค้ง สู่หมู่บ้านแห่งสายหมอก ‘บ้านอีต่อง-เหมืองปิล๊อก’

 วันพฤหัสที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2564 เวลา 07.23 น.

 วันที่เดินทาง 17 ก.ย. 2563

ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ บ้านอีต่อง-เหมืองปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มานานมากแล้ว .. หมู่บ้านเล็กๆกลางหุบเขา ที่เต็มไปด้วยม่านหมอกปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เหมือนตกอยู่ในภวังค์ต้องมนต์ .. ตลอด 4 วัน 3 คืน จะสนุกขนาดไหน ออกไปผจญภัยในดินแดนแห่งสายหมอกพร้อมๆ กับเราได้เลยจ้า ..

ทองผาภูมิ เป็นอีกหนึ่งอำเภอในจังหวัดกาญจนบุรี ที่เราใช้เป็นเส้นทางผ่านไปมาอยู่หลายครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทางผ่านอีกต่อไป แต่เรายังแวะขึ้นไปนอนบนนั้นด้วย .. ระหว่างนี้ อ่านรีวิวเมืองกาญจน์ครั้งเก่าก่อนของเราไปพลางๆก่อนนะ อย่าเพิ่งรีบหายกันไปไหน การผจญภัยของเราเพิ่งจะเริ่มต้นเอง ..

Route Plan แพลนคร่าวๆ สำหรับทริปทองผาภูมิ  3 วัน 2 คืน

Day 1 : ออกจากกรุงเทพ - บขส.กาญจนบุรี - ตลาดทองผาภูมิ - บ้านอีต่อง
Day 2 : บ้านอีต่อง - เนินช้างศึก - อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ - น้ำตกจ๊อกกระดิ่น - บ้านอีต่อง
Day 3 : บ้านอีต่อง - ครัวผักหวาน - เดินทางกลับกรุงเทพ


วันแรกของการเดินทาง : 17 กันยายน 2563
การเดินทางอันแสนยาวนานสู่บ้านอีต่อง

การเดินทางสู่จังหวัดกาญจนบุรี เดินทางง่ายๆ 3-4 ชั่วโมง แปปเดียวเดี๋ยวก็ถึง แต่การเดินทางไปสู่บ้านอีต่องมันมาราธอนมากกว่านั้น นอกจากจะใช้ระยะเวลาเดินทางที่ยาวนานแล้ว ต้องไปให้ทันเที่ยวรถที่จะขึ้นบ้านอีต่องอีกต่างหาก ทริปนี้ เลยต้องรีบตื่น! เพื่อไปตั้งต้นที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) เพราะ เราจะไปผญจภัยแบบไม่มีรถส่วนตัวกันค่ะ ..

วิธีการเดินทางไปบ้านอีต่อง (กรุงเทพฯ - กาญจนบุรี)

1. เดินทางด้วยรถโดยสารปรับอากาศ (กรุงเทพฯ - ด่านเจดีย์สามองค์) เป็นคันเดียวกันกับที่เดินทางไปยังอำเภอสังขละบุรี รถจะจอดที่ถนนเทศบาล 1 จากนั้นเรานั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างไปลงที่ตลาดทองผาภูมิ แล้วต่อรถสองแถวคันสีเหลืองไปบ้านอีต่องอีกที ซึ่งปัจจุบัน รถทัวร์มีแค่เที่ยวเดียว คือ รอบ 06.30 น. ไม่สามาถจองออนไลน์ได้ จะถึงตลาดทองผาภูมิประมาณ 12.00 น. จะทันรถสองแถวขึ้นบ้านอีต่องเที่ยวสุดท้ายพอดี (ถ้าไม่ทันอาจต้องเหมารถขึ้นไป หรือโบกรถเท่านั้นจ้า)

2. เดินทางด้วยรถมินิบัส (กรุงเทพฯ - บขส.กาญจนบุรี) เมื่อถึง บขส.กาญจนบุรี ต้องต่อรถหวานเย็น (กาญจนบุรี - ทองผาภูมิ - สังขละบุรี) หรือจะนั่งรถตู้ต่อไปลงที่ตลาดทองผาภูมิ แล้วต่อรถสองแถวคันสีเหลือง (ทองผาภูมิ - อีต่อง) เพื่อขึ้นไปที่บ้านอีต่อง วิธีนี้ต้องคำนวณเวลาขึ้นรถดีดี แนะนำให้ขึ้นรอบเช้าสุดเท่าที่เป็นไปได้ค่ะ เพื่อให้ทันรถขึ้นบ้านอีต่อง

- วินแฮปปี้

- วินเอ็กซ์เพรส

3. เดินทางด้วยรถไฟ (อัพเดทล่าสุด พ.ค. 2563) มีขบวน 257 แบบไปเช้า - เย็นกลับเพียงเที่ยวเดียว ออกจากสถานีธนบุรี เวลา 07.50 น. สามารถลงได้ทั้ง 2 สถานีเลย คือ สถานีกาญจนบุรีและสุดสายที่สถานีน้ำตก ส่วนขากลับ ออกจากสถานีน้ำตก เวลา 12.55 น. ถึงสถานีกาญจนบุรี เวลา 14.48 น. ถึงสถานีธนบุรี เวลา 17.40 น.

- หากลงที่สถานีกาญจนบุรี จะถึงเวลา 10.35 น. ออกมาขึ้นรถสองแถวเพื่อต่อรถตู้อีก 2 ชั่วโมงเพื่อไปยังตลาดทองผาภูมิ

- หากลงที่สถานีน้ำตก จะถึงเวลา 12.35 น. จากนั้น ต่อรถสองแถวออกมาจากสถานีเพื่อมารอรถหวานเย็นไปลงที่ตลาดทองผาภูมิ

ปล. วิธีการเดินทางด้วยรถไฟนี้ทำให้เราไม่ทันขึ้นรถสองแถวสีเหลืองรอบสุดท้าย มีทางเดียวเท่านั้น คือ เหมาหรือโบก เพื่อขึ้นไปบ้านอีต่อง เพราะฉะนั้น วิธีนี้จึงไม่เหมาะสำหรับคนเดินทางมาจากกรุงเทพเพื่อขึ้นบ้านอีต่องเลย

4. เดินทางด้วยรถตู้ (หมอชิต/สายใต้ใหม่) สามารถขึ้นได้ทั้ง 2 ที่เลยค่ะ แล้วแต่ว่าใครจะสะดวกที่ไหน ส่วนพวกเราสะดวกเดินทางด้วยวิธีนี้แหละ เราเดินทางมาขึ้นรถที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) ซึ่งจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ขึ้นรถทัวร์ แล้วเดินมาที่อาคาร D เลือกวินที่จะขึ้นได้เลย ตรงจุดนี้จะเป็นที่ซื้อตั๋ว ทั้งรถตู้ ทั้งรถมินิบัสค่ะ ราคาพอๆกัน

เราเลือกไปรถตู้ของวินมณฑ์สิริ ราคา 120 บาท รถของเราออกเวลา 05.30 น. ใช้เวลาเดินทาง 2.30 ชั่วโมงก็มาถึงที่ บขส.กาญจนบุรีแล้วค่ะ ตอน 8.00 น. พอดีเป๊ะ

พอมาถึงที่ บขส.กาญจนบุรี เราต้องเลือกรถที่จะไปตลาดทองผาภูมิ .. เราเลยเดินมาถามรถตู้ของบริษัทเอเชียไทรโยคก่อน ถ้าเดินทางด้วยรถตู้จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ราคา 115 บาท แต่ไม่ได้เข้าไปส่งที่ตลาดทองผาภูมิต้องต่อมอเตอร์ไซค์เข้าไปอีกที รอบรถเที่ยวต่อไปออกประมาณ 9.00 น. หรือรอจนกว่าคนจะเต็มแล้วค่อยออก

เราเลยเดินกลับมาถามรถเมล์ (กาญจนบุรี - ทองผาภูมิ - สังขละบุรี) หรือที่ใครๆเรียกกันว่า ‘รถหวานเย็น’ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ราคา 80 บาท ส่งถึงตลาดทองผาภูมิ รอบรถเที่ยวต่อไปออกประมาณ 8.30 น. เราเลยตัดสินใจเดินทางด้วยรถหวานเย็นเพราะว่ารถออกเร็วกว่าถึงจุดหมายเวลาพอๆกัน .. พอเลยน้ำตกไทรโยคมาหน่อย จะเจอด่านไทรโยค รถจะจอดให้เจ้าหน้าที่ตรวจบัตรประชาชน 1 รอบ อย่าลืม! นำบัตรประจำตัวประชาชนติดตัวมาด้วยนะคะ

วิธีการเดินทางไปบ้านอีต่อง (ตลาดทองผาภูมิ - บ้านอีต่อง)

เรามาถึงตลาดทองผาภูมิเวลา 11.30 น. เราต้องต่อรถสองแถวคันสีเหลือง (ทองผาภูมิ - บ้านอีต่อง) ซึ่งจะจอดอยู่บริเวณตลาดทองผาภูมิ และอย่าลืมดูข้างรถด้วยละ ขึ้นผิดคันล่ะแย่เลย ..  เราจะใช้เวลาเดินทางจากนี้ไปอีก 2 ชั่วโมง เตรียมเมาโค้งได้เลย เพราะ เราต้องเดินทางผ่านอีก 399 โค้ง

- เวลารถสองแถวเหลืองขาขึ้นจากตลาดทองผาภูมิ มี 3 รอบ คือ 10.30 น. 11.30 น. 12.30 น.
- เวลารถสองแถวเหลืองขาลงจากบ้านอีต่อง มี 3 รอบ คือ 06.00 น. 07.00 น. 08.00 น.

แต่ !! ทุกการเดินทางย่อมมีอุปสรรคเสมอ จุดพีคของพวกเราได้มาถึงแล้ว .. อ่านรีวิวมาไม่เคยมีใครบอกไว้ รีวิวนี้จะเป็นรีวิวที่จะบอกทุกคนว่า การเดินทางมาวันธรรมดา (วันพฤหัสบดี) อาจจะไม่มีรถสองแถวคันสีเหลืองลงมารับถึง 3 รอบนะจ๊ะ อย่างวันที่เรามานี้ มีแค่รอบเดียว !!! ชีวิตช่างโหดร้าย แทนที่จะได้จ่าย 70 บาท แปรเปลี่ยนคือต้องเหมารถขึ้นไป ราคาเหมาจะอยู่ที่ 1,200 - 1,500 บาท เรารอรวบรวมคนที่จะขึ้นบ้านอีต่องได้เพียง 3 คนหารเท่านั้น ต่อราคาได้ที่ 1,000 บาท โอเค ! เอาก็เอา ไม่งั้นคงไม่ได้ขึ้น .. แต่มารู้อีกวิธี คือ นั่งรถสองแถวคันสีเหลือง (ตลาดทองผาภูมิ - บ้านไร่) มาลงที่แยกบ้านไร่ แล้วโบกรถขึ้นมาค่ะ จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋ามากกว่าการเหมาได้เย๊อะเลย ..

การเดินทางขึ้นสู่บ้านอีต่อง สิ่งแรกที่สัมผัสได้ตลอดทางที่มาบ้านอีต่อง นั่นคือ ธรรมชาติตลอดสองข้างทางที่ยังอุดมสมบูรณ์ ความเขียวขจีของต้นไม้ ความชุ่มฉ่ำของสายฝนที่ตกลงมาเป็นระยะๆ ตัดกับหมอกขาวที่ลอยมาทักทาย .. แต่ช่วงทางขึ้นบ้านอีต่องค่อนข้างจะเจอถนนที่ไม่เรียบ เป็นหลุม เป็นบ่อ ขรุขระตลอดทาง ขับรถด้วยความระมัดระวังนะคะ

ผ่านมาครึ่งทาง รถจะจอดให้แวะพักให้หายใจหายคอกันก่อน ณ จุดชมวิว กม.15 .. ตลอดทางที่ขึ้นมา สัญญาณโทรศัพท์ที่มีก็เริ่มโบกมือลา แต่ที่จุดชมวิว กม.15 นี้ จะมีจุดรับสัญญาณโทรศัพท์อยู่ ใครจะเช็คอินหรือติดต่อใครก็ตรงนี้แหละที่เดียวก่อนจะออกเดินทางกันต่อ

กว่าจะลัดเลาะ 399 โค้งมาได้ เรียกได้ว่า ตอนนี้พวกเรา คือ ผู้พิชิตบ้านอีต่อง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว!! เรามาถึงจุดหมายบ้านอีต่อง เวลา 14.30 น. ใช้เวลาเดินทางรวมๆกันแล้วทั้งหมดเกือบ 10 ชั่วโมง จากกรุงเทพ-บ้านอีต่อง ด้วยรถสาธารณะครับผม ปรบมือ !!!

สำหรับที่พักของเราตลอดสามคืนนี้ เราพักกันที่ ปิล๊อกการ์เดนฮิว Pilok Garden Hill .. สำหรับคืนแรก เราเลือกห้อง P11 เป็นเตียงเดี่ยว มีระเบียงหน้าห้อง อยู่โซนริมน้ำ ชั้น 2 เป็นห้องสำหรับ 2 คน พร้อมอาหารเช้า 1 มื้อ ราคาห้องพักอยู่ที่ 1,200 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรสอบถามกับทางที่พักโดยตรง) .. ห้องพักไม่มีแอร์นะคะ เพราะ อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี

สามารถขอดูแบบห้องว่างในวันที่เราจะเดินทางได้ผ่านทาง
FB : ปิล๊อกการ์เดนฮิว Pilok Gardeb Hills - 0906544440
Line ID : 0906544440
Tel : 0906544440 ,0956064606

เรามาถึงที่นี่ก็บ่ายคล้อยแล้ว กิจกรรมแรกที่จะทำได้ที่นี่ก็คงเป็นเดินเล่นรอบๆหมู่บ้าน สำรวจสัก 1 รอบ อากาศที่นี่ดีมาก ฝนตกพร่ำๆ ไม่มีแดด หมอกลอยมาปกคลุมเรื่อยๆ ชื่นใจดีจัง

หมู่บ้านอีต่อง เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ติดกับชายแดนไทย-เมียร์มาร์ ทางฝั่งจังหวัดกาญจนบุรี ดินแดนแห่งขุมทรัพย์ในอดีต เคยเป็นหมูบ้านเหมืองแร่ที่เจริญ แต่ตอนนี้ได้ปิดตัวลงไปแล้ว .. ‘อีต่อง’ เพี้ยนมาจากคำว่า ‘ณัตเอ็งต่อง’ เป็นภาษาพม่า แปลว่า ภูเขาเทวดา .. สาวกเขาช้างเผือกคงรู้จักหมู่บ้านอีต่องนี้เป็นอย่างดี เพราะว่าเป็นจุดเริ่มต้นทางผ่านขึ้นเขาช้างเผือกของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

เหมืองปิล๊อก เป็นเหมืองแห่งแรกที่ตั้งขึ้นใน ต.ปิล๊อก เป็นเหมืองแร่เก่า ผลิตวุลเฟรม ดีบุก ทังสแตน และทองคำ .. การขุดอุโมงค์เพื่อเข้าไปหาแร่บนภูเขานั้น อันตรายมาก ทั้งเกิดอุโมงค์ถล่ม หินถล่ม ไข้ป่า มาเลเรีย ทำให้คนงานเหมืองเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘เหมืองผีหลอก’ ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น ‘เหมืองปิล๊อก’ จนถึงปัจจุบัน

บรรยากาศภายในเหมือง เราแวะเดินเที่ยวถ่ายรูปเล่นกับพวกซากรถ ซากเครื่องมือทำเหมือง ที่ในอดีตเอาไว้ใช้งานจริง แต่ปัจจุบันนำมาตั้งเรียงรายเป็นพร๊อพถ่ายรูปไปซะแล้ว

เดินเข้ามาอีกหน่อย จะเจอธารน้ำตกเล็กๆไหลลงมายังบ่อน้ำที่มีน้ำที่ใสสะอาดมากๆ และมีปลาคราฟอาศัยอยู่

เราเดินวนกลับมาที่ตลาดอีต่อง มาทำกิจกรรมสุดฮิตของที่นี่ เสมือนว่าอยู่ประเทศเกาหลี นั่นคือ การคล้องแผ่นไม้ ให้เป็นความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยมาที่นี่ .. ใครเจอแผ่นไม้เรา ถ่ายรูปมาอวดกันบ้างนะ ^^

ไม่ไหวละ วันนี้ทั้งวันข้าวยังไม่ตกถึงท้องเลย เราเลยมาทานข้าวมื้อแรกของวันที่ร้านช้างแก่ คลาสสิคโฮม ร้านสุดคลาสสิคประจำบ้านอีต่อง ร้านนี้เปิดตั้งแต่ 6.00 น. - 20.00 น. ขายอาหารเช้าจำพวกไข่กระทะ,ขนมปัง,แซนวิส,ชา,กาแฟ แถมยังมีอาหารคาวง่ายๆ ขายด้วยนะคะ แต่ที่จะไม่สั่งไม่ได้เลยสำหรับร้านนี้ ก็คือ ผัดหมี่ช้างแก่ เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน และอาหารทุกจานทำด้วยเตาฟืนสุดคลาสสิคจริงๆ

หลังจากอิ่มแล้วเราจึงเดินกลับที่พักกันก่อน เดี๋ยวหกโมงเย็นเรามีแพลนไปทานหมูกระทะกันที่ร้านครัววิวสุดแดน ซึ่งเป็นร้านอาหารของที่พักเรานั่นเองค่ะ

หมูกระทะ มีให้เลือกชุดเล็ก (400 บาท) และชุดใหญ่ (600 บาท) เรามา 2 คนเลยสั่งเป็นชุดเล็กไป อิ่มเหมือนกันนะ พอดีสำหรับ 2 คนเลย

เราขอปิดท้ายคืนแรกด้วยการออกมาถ่ายรูปเล่นกับตะเกียงเหมืองแร่นี้แล้วกันนะคะ .. หลับฝันดีค่ะทุกคน zZ

วันที่สองของการเดินทาง : 18 กันยายน 2563

เช้าวันที่สองของการมาพักผ่อนที่บ้านอีต่อง เช้านี้ตื่นมาพร้อมกับหมอกที่มาต้อนรับตอนเช้าและอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ..

ระหว่างทางที่เราจะเดินไปทานอาหารเช้า เราได้แวะร้านใบบุญซื้อขนมที่เรียกว่า ‘ทองโย๊ะ’ (ปาท่องโก๋กระเหรี่ยง) ขนมที่ขึ้นชื่อของทองผาภูมิที่ปัจจุบันหาทานได้ยากและมีอยู่ร้านเดียวในหมู่บ้านอีต่อง .. ทองโย๊ะ เป็นภาษาพม่า ภาษากระเหรี่ยง เรียกว่า หมี่สิ ทำจากข้าวเหนียวผสมกับงาดำตำจนเป็นเนื้อเดียวกัน ปั้นเป็นก้อนพอดีคำ นำไปทอดจนกรอบ ทานคู่กับนมข้นหวาน แต่ก่อนที่ยังไม่มีนมข้นหวานจะทานคู่กับน้ำผึ้ง หากใครชอบกินงาดำเราว่าน่าจะชอบ เพราะ กินงาดำหอมมาก ถ้วยนึง 20 บาทเอง ยิ่งทานตอนร้อนๆ โอเคเลย แต่แอบติดฟัน ฮ่าๆๆ

ส่วนมื้อเช้าของเรา เป็นอาหารจากทางที่พัก ต้องไปทานที่ครัววิวสุดแดน ตั้งแต่เวลา 7.00 น. - 9.00 น. เป็นข้าวต้มร้อนๆ ไม่อิ่มขอเบิ้ลได้ โอวัลติน กาแฟ คุ๊กกี้ ทานฟรีเลยจ้า ข้าวต้มอร่อยๆมาก ถูกใจ

ก่อนจะออกไปเที่ยวกัน เราจึงขอย้ายห้องก่อน เพราะ ห้องคืนที่สองของเราเมื่อคืนไม่มีคนพักเราจึงสามารถเข้าได้เลยในเช้านี้ ห้องคืนที่สองของเราเป็นห้อง P13 เป็นเตียงเดี่ยว อยู่โซนหมู่บ้าน เป็นห้องสำหรับ 2 คน พร้อมอาหารเช้า 1 มื้อ ราคาห้องพักอยู่ที่ 1,200 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรสอบถามกับทางที่พักโดยตรง) ..

พอสายหน่อย เราออกมาเดินถ่ายรูปที่เหมืองปิล๊อก เพราะ เข้านี้หมอกยังไม่ลงมา คงได้ภาพที่แตกต่างไปจากเมื่อวาน ภาพจะออกมาเป็นยังไง มาดูพร้อมๆกันค่ะ

วันนี้เราจะเหมารถไปเที่ยว ที่เที่ยวในละแวกนี้กันค่ะ ตั้งแต่โควิดมา เนินเสาธงและช่องมิตรภาพ ไทย-เมียร์ม่าร์ ยังไม่เปิดให้ขึ้นไป วันนี้เราเลยเหมารถไปเที่ยวกันได้แค่ 3 ที่ คือ เนินช้างศึก น้ำตกจ๊อกกระดิ่น และอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ คิดราคาคนละ 150 บาท ได้สองสาวน้องบีและน้องส้มมาร่วมแจมเหมารถไปเที่ยวกับพวกเราด้วย ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง .. หากใครต้องการไปเที่ยวเหมืองสมศักดิ์หรือบ้านป้าเกล็นต้องเหมา 4WD ลงไป เพราะ ทางค่อนข้างโหดใช้ได้ ราคาเหมาก็ 2,000 บาทค่ะ .. ที่แรกที่เราไป คือ เนินช้างศึก เส้นทางขึ้นมาก็โหดใช่เล่นนะ นอกจากจะชันแล้ว ยังมีหลุมบนถนนที่เป็นบ่อกว้างอีกด้วย

พี่คนขับให้เวลาเราอยู่ตรงจุดนี้ครึ่งชั่วโมง .. เนินช้างศึก เป็นฐานปฏิบัติการของตำรวจตระเวนชายแดน (ฐานช้างศึก) .. มีจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยที่สุดของหมู่บ้านอีต่องเลย แต่วันที่เราไป บรรยากาศโดยรอบถูกปกคลุมไปด้วยหมอกฟุ้งสีขาวโพลนไปหมด จนมองไม่เห็นอะไรเลย

ที่ต่อมาเราขับลงไปต่อกันที่ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ .. อุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 114 ของประเทศไทย ก่อนเข้าเราต้องมาเสียค่าเข้าอุทยานกันก่อน คนละ 40 บาท และไม่ลืมที่จะประทับตราอุทยาน ได้มาเพิ่มอีกที่แล้ว เย้!

ที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ มีให้บริการบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ ไฮไลท์บ้านพักของที่นี่ก็ต้องเป็น ‘บ้านทาร์ซาน’ บ้านบนต้นไม้ที่หันหน้าออกเห็นวิวภูเขาได้ไกลสุดสายตา

สำหรับจุดชมวิวของที่นี่ มีทั้งหมด 3 จุด จัดทำเป็นระเบียงยื่นออกไป ความสูงของจุดชมวิวที่ต่างกัน ทำให้ได้วิวทิวทัศน์ได้ในมุมมองที่แตกต่างกันไป .. จุดชมวิวอันแรก คือ จุดชมวิวเนินกูดดอย จุดนี้จะมองเห็นวิวภูเขาได้แคบกว่าถ้าเทียบกับอีก 2 จุด แต่โชคของเราไม่ดี ที่วันนี้สภาพอากาศไม่เปิด ทำให้เราเห็นได้เพียงหมอกสีขาวโพลน มองไม่เห็นสีเขียวของต้นไม้หรือภูเขาเบื้องหน้าเลย

จุดชมวิวอันที่สอง คือ จุดชมวิวเนินช้างพลาย ตรงจุดนี้สามารถมองเห็นทั้งเขาช้างเผือกและเขื่อนวชิรลงกรณ์อยู่ไกลๆ .. ตรงนี้ เราเห็นเป็นหมอกไหล เปิดให้เห็นวิวเบื้องหน้าบ้างแต่ก็ยังไม่ชัดเจน

และจุดชมวิวอันสุดท้าย คือ จุดชมวิวเนินช้างเผือก เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นเขาช้างเผือกได้ชัดเจนที่สุด .. เขาช้างเผือก เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ มีจุดไฮไลท์ของการเดินเขาอยู่ที่ “สันคมมีด” สันเขาที่สวยงามและน่าหวาดเสียวไปพร้อมๆกับทุกย่างก้าวที่เดิน จน ททท. ยกให้ที่แห่งนี้เป็น 1 ใน 10 Dream Destinations ที่นักท่องท่องเที่ยวควรไปเยือนมากที่สุด (และโทรจองยากมาก =.=)

จุดสุดท้าย พี่คนขับให้เวลาเราเต็มที่ 1 ชั่วโมง ณ น้ำตกจ๊อกกระดิ่น เป็นน้ำตกชั้นเดียว ตั้งตะหง่านกลางหุบเขา อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

น้ำตกจ๊อกกระดิ่น เป็นภาษาพม่า เพี้ยนมาจาก ก๊อกกระด่าน .. คำว่า ก๊อก/จ๊อก แปลว่า หิน ส่วนคำว่า กระดิ่น/กระด่าน แปลว่า น้ำตก พอเอามารวมกันจึงมีความหมายว่า น้ำตกที่ผ่านซอกหินผา ..

น้ำตกที่นี่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงหน้าแล้งน้ำก็จะน้อยหน่อย แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนน้ำก็จะไหลลงมาจากหน้าผาสูงฟุ้งกระจายเป็นละอองน้ำเลยค่ะ แต่วันที่เราไประดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ แถมมีเจ้าหน้าที่อุทยานเฝ้าอยู่ตลอดด้วยค่ะ

นอกจากนั้น น้ำของน้ำตกยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ ถ้าได้ลงแช่สักหน่อยคงเหมือนการอาบน้ำแร่ไปในตัว แต่น่าเสียดายที่ช่วงนี้ทางอุทยานขอความร่วมมืองดลงเล่นน้ำเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 .. ถึงสถานการณ์จะดีขึ้นแล้ว แต่อย่าลืมว่า ตรงที่เรามาอยู่ติดกับประเทศเมียร์มาร์ เพราะฉะนั้น การ์ดอย่าตก!

ขากลับมาถึงบ้านอีต่อง ท้องก็เริ่มประท้วง ถึงเวลาที่อาหารต้องตกถึงท้องแล้วล่ะ เราร่ำลาน้องๆ ผู้ร่วมทริปสั้นๆนี้ เป็นมิตรภาพดีดีระหว่างการเดินทางของคนแปลกหน้าที่ได้มาเจอกัน .. ขอบคุณน้องๆที่มาเป็นประสบการณ์ดีดีสำหรับทริปของพี่ในครั้งนี้นะจ๊ะ ^^ .. มาเข้าเรื่องของเราต่อดีกว่า .. มื้อกลางวันของ เราเลือกทานที่ร้านเจ๊ณี ร้านเด็ดร้านดังแห่งหมู่บ้านอีต่อง

เมนูแนะนำของที่นี่ คือ ปูพม่านึ่ง ที่เดินทางมาจากทะเลฝั่งอันดามันของประเทศเมียร์มาร์เชียวนะ ราคาก็จะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 450 บาท และเมนูเด็ดอีกอย่าง คือ ปลาหัวยุ่ง จานละ 60 บาท .. แต่เราอยากลองสั่งอย่างอื่นมาลองทานดูบ้าง เราเลยสั่งเป็น ต้มยำรวมมิตรน้ำข้น (120 บาท) ผัดเผ็ดปลาคัง (120 บาท) ผัดผักรวมมิตร (80 บาท) .. ร้านนี้ คือ ดีย์ บอกเลย!

พอหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน เราจึงกลับที่พักเข้าไปนอนเอาแรงสักตื่น ตื่นมาอีกที 6 โมงเย็น เตรียมออกไปทานอาหารเย็นกันต่อ ฮ่าๆ .. วันนี้ ฝนไม่ตก แต่หมอกลงจัดมาก มองทางไม่ค่อยเห็นเลย .. สำหรับมื้อเย็นวันนี้เราฝากท้องที่ร้านช้างแก่ คลาสสิคโฮมอีกเช่นเคย เราสั่งผัดหมี่ช้างแก่ ผัดซีอิ๋ว ไส้กรอก ขนมปังเนยนม ทานคู่กับนมสดร้อนๆให้เข้ากับบรรยากาศ นั่งเล่นชิลล์ๆ กันไป

และกิจกรรมสุดท้ายสำหรับค่ำคืนนี้ ก็คงหนีไม่พ้นกับการถือตะเกียงเหมืองแร่ ออกมาถ่ายรูปกับหมู่บ้านที่คืนนี้อบอวลไปด้วยหมอกคลุ้งและนักท่องเที่ยวที่คึกคักมากกว่าเมื่อวาน

วันที่สามของการเดินทาง : 19 กันยายน 2563

เมื่อคืนนี้ฝนตกทั้งคืนผลจากพายุโนอึนเข้า เลยทำให้สัญญาณโทรศัพท์ไม่มี แต่ดีที่มีไวไฟเลยทำให้ติดต่อกับโลกภายนอกได้บ้าง .. อันที่จริงวันนี้เราต้องเตรียมตัวเดินทางกลับกันได้แล้ว แต่เพื่อนเราอีกสองคนจะตามมาเที่ยวในวันนี้ เลยทำให้เราตัดสินใจอยู่ทิ้งตัวที่นี่อีกคืน ห้องใหม่ของพวกเราก็ไม่ได้ย้ายไปไหนไกล ห้องข้างๆนี่เอง เป็นห้อง P12 เป็นเตียงเดี่ยว 2 ชั้น อยู่โซนหมู่บ้าน เป็นห้องสำหรับ 3 คน พร้อมอาหารเช้า 1 มื้อ ราคาห้องพักอยู่ที่ 1,800 บาท เสริมท่านละ 300 บาท พร้อมอาหาร 1 มื้อ ที่พักคืนนี้ของเราเลยอยู่ที่ราคา 2,100 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรสอบถามกับทางที่พักโดยตรง)

จู่ๆเราก็อยากลองทานขนมเค้กป้าเกล็นขึ้นมา เรารู้มาว่า ถ้าอยากทานไม่ต้องไปไกลถึงเหมืองสมศักดิ์แล้วให้มาที่ร้านชาวเหมือง เราจึงขอให้เพื่อนแวะซื้อขึ้นมาให้ชิมหน่อย .. ร้านนี้เป็นขนมเค้กสูตรป้าเกล็น ซึ่งเมื่อก่อนเจ้าของร้านเป็นผู้ช่วยป้าเกล็นในการทำขนมเค้ก ปัจจุบันป้าเกล็นไม่ได้ทำเค้กแล้ว แต่มารับจากที่นี่ไปแทน ขนมเค้กมี 5 รสชาติ คือ เค้กช็อคโกแลต เค้กแครอท เค้กกล้วยน้ำว้า เค้กส้ม เค้กกาแฟ ราคาชิ้นละ 70 บาท เนื้อเค้กค่อนข้างร่วน รสชาติคล้ายๆเค้กโบราณเลย ความคิดเห็นส่วนตัวไม่ว้าวสักเท่าไหร่

ฝนเจ้ากรรม ~ ตกหนักทั้งวันเลย กลุ่มของพวกเราเลยใช้ชีวิตอยู่ในห้องซะเป็นส่วนใหญ่ มีช่วงนึงของวัน ฝนหยุดให้เราออกไปเดินเล่นถ่ายรูปกัน แต่ถ่ายรูปเล่นได้ไม่นาน ฝนก็ตกลงมาอีก ..

เราเลยย้ายมาหลบฝน นั่งเล่น กินนมร้อน แต่งรูปลง Social กันสักหน่อย จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ ร้านช้างแก่  คลาสสิคโฮมอีกเช่นเคย

ค่ำคืนนี้คงต้องจากลากันไปด้วยหมูกระทะชุดใหญ่ไฟกระพริบของร้านครัววิวสุดแดน ไปแล้วน้า ~ ฟิ้วววว

วันสุดท้ายของการเดินทาง : 20 กันยายน 2563

อรุณสวัสดิ์เช้าวันสุดท้ายของการมาอยู่ที่นี่ ทริปนี้ เป็นทริปที่ทิ้งตัวจริงๆ .. วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะมาอยู่ที่นี่แล้วจริงๆ ขากลับเรากลับด้วยรถยนต์ส่วนตัวยาวๆยันกรุงเทพเลย .. เราเดินทางออกจากบ้านอีต่องราวๆ 11 โมง มาแวะพักรถระหว่างทางที่จุดชมวิว กม.15 ก่อนจะวิ่งรถยาวๆมุ่งสู่จังหวัดกรุงเทพมหานคร

เวลา 15.00 น. เรามาแวะทานมื้อเที่ยง+มื้อเย็นที่ครัวผักหวานบ้าน 1 ไร่นฤบดินทร์ แถวอำเภอไทรโยค เมนูแนะนำของร้านก็จะมี ส้มตำผักหวาน, แป๊ะซะผักหวาน, ทอดมันปลากรายผักหวาน, ห่อหมกผักหวาน เป็นต้น ทุกเมนูล้วนแต่มีผักหวานเป็นส่วนประกอบ ค่าเสียหายมื้อนี้อยู่ที่ 850 บาท

พวกเรากลับมาถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ ใช้เวลาเดินทางร่วม 8 ชั่วโมง ช่างเป็นการเดินทางที่แสนยาวนานเสียจริง .. สำหรับเราบ้านอีต่อง-เหมืองปิล็อก มาเที่ยวแค่ 2 วัน 1 คืน เราว่าเพียงพอแล้ว ถ้าใครมีวันลาหลายๆวัน แนะนำไปเที่ยวสังขละบุรีต่อก็ได้นะ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อยากแนะนำ .. สุดท้ายนี้ ไม่สำคัญว่าจะออกไปเที่ยวที่ไหน ออกไปเที่ยวไปกับใคร แต่สำคัญตรงที่ แค่เราได้ออกไปเที่ยวก็พอ .. จบทริปทิ้งตัวอย่างสมบูรณ์แบบจ้า !

ขอบคุณ Sony A6500 + FE 35mm f1.8 และ Iphone 11
ที่ทำให้เราได้ภาพสวยๆตลอดทริปนี้

แต่งภาพโดยโปรแกรม Lr

ขอบคุณทุกๆคนที่ติดตาม หากผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ยินดีน้อมรับทุกคำติชม

สามารถติดตามการเดินทางของเราได้อีกหนึ่งช่องทาง
PAGE : https://www.facebook.com/KeepGoingThailand

และฝากกด LIKE และกด SUBSCRIBE เพื่อเป็นกำลังใจให้การทำวีดีโอการเดินทางของเราในครั้งต่อๆไปด้วยนะคะ
YOUTUBE : https://www.youtube.com/channel/UC8BYq-uSUDO23GYAQ-Ck3kQ

.. เจอกันการเดินทางครั้งต่อไป ..

สรุปค่าใช้จ่าย Day 1-2 (สำหรับ 2 คน)

ค่าที่พัก Pilok Garden Hill (17-19 ก.ย.) 2,400 บาท
ค่า Taxi 135 บาท
ค่ารถตู้วินมณฑ์สิริ 240 บาท
ค่ารถหวานเย็น 160 บาท
เหมารถขึ้นบ้านอีต่อง 600 บาท
ค่าแผ่นไม้ 40 บาท
ร้านช้างแก่คลาสิคโฮม 180 บาท
หมูกระทะ ชุดเล็ก 420 บาท
ขนมทองโย๊ะ 20 บาท
เหมารถเที่ยว 3 ที่ 300 บาท
ค่าเข้าอุทยาน 80 บาท
ครัวเจ๊ณี 350 บาท
ร้านช้างแก่คลาสิคโฮม 230 บาท

สรุปค่าใช้จ่าย Day 3-4 (สำหรับ 4 คน)

ขนมเค้กป้าเกล็น 210 บาท
กะเพราเจ๊ณี 150 บาท
ร้านช้างแก่คลาสิคโฮม 165 บาท
หมูกระทะ ชุดใหญ่ 935 บาท
ค่าที่พัก Pilok Garden Hill (19-20 ก.ย.) 2,100 บาท
ครัวผักหวาน 850 บาท

รวมทั้งสิ้น 9,565 บาท (ตกคนละ 3,680 บาท)

ความคิดเห็น