หนีร้อน ไปนอนแพ 500 ไร่ เที่ยวสุราษฎร์ 4 วัน 3 คืน รีวิวโดย Travelholic

ช่วงนี้ไปเที่ยวเมืองนอกไม่ได้ ก็เที่ยวในเมืองไทยก่อน เมืองไทยก็สวยน้าาาา  ด้วยความที่ยังไม่เคยไปนอนแพ เลยอยากนอนแพสักครั้ง แต่นอนทั้งทีก็อยากได้แบบดีๆ เลย "เขื่อนเชี่ยวหลาน" จึงเข้ามาเป็นตัวเลือกแรกของเราค่ะ  เกริ่นก่อนว่า ประมาณเกือบ 10 ปีก่อน เราเคยไปเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน แต่ไ

หนีร้อน ไปนอนแพ 500 ไร่ เที่ยวสุราษฎร์ 4 วัน 3 คืน

หนีร้อน ไปนอนแพ 500 ไร่ เที่ยวสุราษฎร์ 4 วัน 3 คืน

 วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564 เวลา 13.56 น.

 วันที่เดินทาง 3 เม.ย. 2564

ช่วงนี้ไปเที่ยวเมืองนอกไม่ได้ ก็เที่ยวในเมืองไทยก่อน เมืองไทยก็สวยน้าาาา 

ด้วยความที่ยังไม่เคยไปนอนแพ เลยอยากนอนแพสักครั้ง แต่นอนทั้งทีก็อยากได้แบบดีๆ เลย "เขื่อนเชี่ยวหลาน" จึงเข้ามาเป็นตัวเลือกแรกของเราค่ะ 

เกริ่นก่อนว่า ประมาณเกือบ 10 ปีก่อน เราเคยไปเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน แต่ไม่ได้นอนค้างในเขื่อน แล้ววันนั้น เดือนตุลาคม ฝนตก ต้องใส่เสื้อคลุมกันฝน ไม่ได้รูปสวยๆ เลย ได้แค่ความทรงจำว่าสวยมาก ไม่แปลกใจที่ได้ชื่อว่า "กุ้ยหลินเมืองไทย" รอบนี้เลยขอให้ไม่ตรงฤดูฝนแล้วจ้า เราเลยเลือกที่จะไปมีนาคม - เมษายน เนี่ยแหละ น่าจะไม่เจอฝน

และแล้ว เดือนมีนาคม เราก็เข้าไปดูเพจ "แพ 500 ไร่" เจอโปรโมชั่นจ้า จากปกติคนละ 6,000 บาทต่อคืน เหลือคนละ 1,900 บาทต่อคืน รวมอาหาร 3 มื้อ และเรือรับส่งจากท่าเรือด้วย 

กรี๊ดดดดดด บ้านแทบแตก 555 แต่ราคานี้ต้องไป 4 คนเท่านั้นนะ เรากับแฟนเลยรีบส่งข้อความไปชวนเพื่อนอีกคู่นึง เพื่อนก็รีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว ได้ครบ 4 คนพอดี เลยรีบทำการจองก่อนโปรจะหมด และห้องจะเต็ม ทริปสุราษฎร์ธานีนี้เลยเกิดขึ้น 4 วัน 3 คืน เย้ๆๆๆ

** ทริปนี้จ่ายเงินเองทั้งหมดนะค้าาา ไม่ได้รับการสปอนเซอร์ใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น เราจะลงแนะนำร้านอาหาร ราคา และที่พักไว้ให้ค่ะ เผื่อใครอยากตามรอย ^^**

Day 1 : กทม - ชุมพร - สุราษฎร์ธานี

วันแรก เราออกจาก กทม. กันแต่เช้าเลย เพราะสายๆ รถมักจะติดตรง ถ.พระราม 2 จ.สมุทรสาคร แล้วก็ขับรถกันยาวๆ แวะเข้าห้องน้ำ ซื้อขนมบ้างตามประสาขับรถออกต่างจังหวัด จนไปแวะทานมื้อเที่ยงกันที่ชุมพร "บ้านผู้ใหญ่ซีฟู้ด" ร้านนี้อยู่ใกล้สนามบิน แต่ไม่ใช่ทางผ่านถ้าหากขับรถมาจาก กทม. ค่ะ แต่เราอยากจะหาร้านอร่อยๆ ทาน เลยต้องแอบเสียเวลานิดนึง แต่ก็ไม่ผิดหวังนะ อาหารอร่อยทุกจานเลย 

ที่ชอบที่สุด คือ หมึกไข่ทอดกะปิ (150 บาท) กลิ่นกะปิหอมๆ โอ๊ย น้ำลายไหล อยากกินอีกแล้ว แกงเหลืองหน่อไม้ดองปลากระพง (150 บาท) จานนี้เผ็ดมากค่ะ เผ็ดแบบแกงใต้จริงๆ ใครไม่กินเผ็ดไม่แนะนำเลยนะ แต่ถ้าใครชอบกินเผ็ด สั่งเลย อร่อยมาก และไม่แพงเลย ชุดน้ำพริกผักสด (80 บาท) น้ำพริกอร่อยมาก ได้ยินเสียงแม่ครัวตำน้ำพริกกันตอนนั้นเลยจ้า ถ้าแวะเป็นมื้อก่อนเข้า กทม. จะสั่งกลับบ้านสักหน่อย อิอิ สุดท้าย ปลาทรายทอดกระเทียม (120 บาท) หอมกระเทียมจริงๆ


เมื่อทานกันเสร็จ ก็ขับรถต่อไป วัดพระบรมธาตุไชยาวรวิหาร อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ตอนไปถึงฟ้าครึ้มๆ รีบไหว้ รีบขึ้นรถค่ะ เลยไม่ได้มีรูป 

จากนั้นก็ตรงไปยัง อ.เมือง แวะเช็คอินก่อน เราพักที่บ้านปภังกรค่ะวันนี้ แล้วไปทานมื้อเย็น "ลำพู3" เมนูที่รอคอย มาถึงสุราษฎร์ธานีไม่สั่งไม่ได้ นั่นก็คือ หอยนางรมส (ตัวละ 65 บาท) ของโปรดเราเลยจ้า ตัวอ้วน หวานมาก ไม่คาวเลย สั่งไปทั้งหมด 16 ตัว อร่อยมาก

ยำไข่แมงดา (380 บาท) จานนี้ก็อร่อยดี ปูนิ่มทอดกระเทียม (450 บาท) ใบเหลียงผัดไข่ (100 บาท) โอเคนะ ไม่แฉะ ทอดมันปลากราย (120 บาท) และ หมึกไข่นึ่งมะนาว (280 บาท) จานนี้ไม่ผ่าน 

Day 2 : อ.เมืองสุราษฎร์ธานี - เขื่อนเชี่ยวหลาน 

วันนี้เราจะได้ไปนอนแพกันแล้ว ตื่นแต่เช้าค่ะ ที่พักมีขนมปัง กาแฟ กล้วยให้รองท้องด้วยนะ จากนั้นเราก็ไปทานอาหารเช้ากันที่ร้าน "ขนมจีนเส้นสดเมืองคอน" อร่อยมาก คุ้มมาก คนละ 40 บาท โดยจะให้ขนมจีน 1 ชาม และผักเคียงต่างๆ และแกงอีก 4 ชนิด คือ น้ำยากะทิ น้ำยาป่า น้ำพริก แกงไตปลา ที่ชอบมากที่สุด ก็เห็นจะเป็นแกงไตปลาเนี่ยแหละ ให้ปลาเยอะมากๆ เป็นชิ้นๆ เลย และที่ดีงามที่สุด ก็คือ ผักและแกงทุกชนิด (ยกเว้นขนมจีน) เติมได้ไม่อั้นจ้า ^^

หลังจากอิ่มท้องแล้ว เราก็ตรงไปยังเขื่อนเชี่ยวหลาน ตาม google map โลด ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึง ก็ไปยังที่จอดรถเลยค่ะ รับบัตรจอดรถแล้วแจ้งเลย ถ้าจอด 1 วัน จำราคาไม่ได้ แต่ถ้าจอดค้าง 1 คืนแบบเรา 80 บาท เมื่อจอดรถเสร็จก็ลากกระเป๋าไปยังออฟฟิศของแพ 500 ไร่กันเลย 

หน้าตาออฟฟิศจะเป็นแบบนี้นะคะ แนะนำว่าให้ไปถึงก่อนไม่ต่ำกว่า 30 นาที เพราะต้องทำการเช็คอิน ห้ามลืมบัตรประชาชนเด็ดขาด เพราะต้องใช้ในการทำประกันเดินทาง และจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานและท่าเรือ เพิ่มคนละ 50 บาทค่ะ จากนั้นก็นั่งรอเรียกลงเรือได้เลย

เมื่อถึงเวลา 11.30 ก็ได้ลงเรือแล้ว แพคเกจของเราไม่ใช่เรือส่วนตัวนะคะ ก็จะนั่งรวมไปกับทุกคนที่ไปพักพร้อมกันวันนั้น วิวเขื่อนสวยมากๆ และลมก็เย็นสบายมากด้วย ทั้งที่วันนี้แดดร้อนมากนะ โชคดี เราได้นั่งหน้าสุดค่ะ 

สักพักก็จะถึงจุดชมกุ้ยหลินเมืองไทยแล้วค่ะ จุดนี้ก็คือ signature ของเขื่อนนี้นั่นเอง ใครเห็นก็จะรู้ว่าเรามาเขื่อนเชี่ยวหลานจ้า เรือจะจอดให้เราถ่ายรูป รอบนี้ฝนไม่ตก ดีใจ ได้รูปสวยๆ แล้ว 

เมื่อถ่ายรูปจนอิ่มหนำสำราญใจ เรือก็แล่นต่อไป เวลาประมาณ 13.00 เรือก็แล่นมายังที่พัก "แพ 500 ไร่" มองไปไกลๆ เห็นลิบๆ ก็สวยแล้วค่ะ ทางแพจะต้อนรับด้วยน้ำกระเจี๊ยบเย็นชื่นใจ


จากนั้น ให้เราทานอาหารกลางวันก่อน โดยกำหนดโต๊ะไว้ให้เลย ว่าครอบครัวไหนนั่งโต๊ะไหน จะเป็นโต๊ะประจำตลอด 3 มื้อที่พักที่นี่เลย เป็นไลน์อาหารบุฟเฟต์นะคะ อาหารอร่อยใช้ได้ จะมีทั้งอาหารเผ็ด และไม่เผ็ด ขนม ผลไม้ เติมได้เรื่อยๆ จนอิ่ม สถานที่ก็สวย สะอาด อิ่มทุกมื้อจริงๆ แต่ข้อเสียก็คือมีแต่น้ำเปล่าค่ะ ถ้าอยากจะได้เครื่องดื่มอื่นๆ ต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งราคาแพงกว่าปกติอยู่แล้ว


เมื่อทานอาหารมื้อแรกจนอิ่ม ก็จะแจ้งรายละเอียดการพัก และแยกย้ายเข้าห้องพักกันค่ะ มาดูแปลนห้องพักกัน เราพัก Deluxe ห้องเบอร์ 2 ค่ะ ตึกซ้ายสุดของภาพ คือ อาคารอเนกประสงค์ที่เป็นที่ทานอาหาร และสระว่ายน้ำรวม ส่วนห้องพักทุกห้อง ด้านหน้าจะติดน้ำ ส่วนด้านหลังจะเป็นทางเดินเชื่อมแต่ละห้อง และเชื่อมไปยังอาคารอเนกประสงค์ ยกเว้นห้อง Suite ทั้งหมด จะต้องนั่งแพมาค่ะ เพราะแยกออกไปแบบส่วนตัว อ้อ พักที่นี่ไม่ต้องกลัวว่าจะร้อน มีแอร์ให้ค่ะ นี่คือสาเหตุนึงที่เราเลือกพักที่นี่ แอร์จะทำงานอัตโนมัติตั้งแต่เวลา 12.00 จนถึง 6.00 ของวันถัดไป

อีกเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับคนติด Social ที่นี่จะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ตทุกเครือข่าย เพราะทางแพต้องการให้เรา "Disconnect to Reconnect" หมายความว่า ให้เราตัดการติดต่อกับโลกภายนอก เพื่อซึมซับกับธรรมชาติได้เต็มที่ ตามสโลแกนของแพ 500 ไร่นั่นเอง แต่โชดีเราจองเองทางเว็บไซต์ ได้โปรโมชั่น ฟรี wifi คนละ 60 นาทีด้วย (ราคา 350 บาท) ดีใจไว้โพสรูปสวยๆ ได้ จะโพสเมื่อไรก็ log in โพสเสร็จรีบ log out ทันที อิอิ

ช่วงเวลาหลังทานอาหารกลางวันเสร็จ ก่อนจะถึงมื้อเย็น เป็นช่วงเวลาอิสระค่ะ จะถ่ายรูป ว่ายน้ำ พายคายัค หรือนอนกลางวันก็ได้ โดยบ้านพักทุกหลัง จะมีเรือคายัคให้ 1 ลำ และเสื้อชูชีพ 4 ตัว สวยทุกมุมจริงๆ ค่ะที่นี่ ฟ้าครึ้มเหมือนฝนจะตก แต่ไม่ตกนะ นับว่าโชคดีมาก 

Day 3 : เขื่อนเชี่ยวหลาน - อ.บ้านตาขุน 

เช้าวันนี้ ตื่นเช้าค่ะ จะมีอาหารว่างให้รองท้องก่อน เช่น คอนเฟล็กซ์ ขนมปังปิ้ง ชา กาแฟ นม น้ำส้ม เพราะเราจะออกไปล่องเรือดูนกกันตอนเช้า

พอล่องเรือกลับมา อาหารเช้าจัดเต็มค่ะ จากนั้นก็พักผ่อน เก็บของ เตรียม Check out แล้วเรือก็พาเรากลับไปส่งยังท่าเรือที่เดิม ช่วงเวลาแห่งความสุขที่ แพ 500 ไร่ ผ่านไปเร็วจริงๆ

เมื่อกลับมายังท่าเรือ เราก็ไปจุดชมวิวสันเขื่อนกัน ร้อนมากจริงๆ ช่างต่างกับตอนอยู่ในเขื่อนยิ่งนัก

จากนั้นเราก็ไปสะพานแขวน ภูเขารูปหัวใจ ไม่ได้มีอะไรมาก แค่สะพานแขวนแคบๆ ที่มีวิวเขาเป็นรูปหัวใจตามชื่อ แต่สวยงามจริงๆ นะ

แล้วเราก็หาร้านอาหารใกล้ๆ ค่ะ search google map ตอนนั้นเลย เลยไปที่ร้านนี้ "ครัวหวังว่า" อาหารอร่อย ทั้งหมดในรูปนี้ไม่ถึง 500 บาทค่ะ

เมื่ออิ่มแล้ว เราก็ไป "ป่าต้นน้ำ บ้านน้ำราด" เข้าไปลึกพอสมควร เสียค่าเข้าคนละ 25 บาท และค่าจอดรถ 20 บาทจ้า ที่นี่เป็นสระน้ำตามธรรมชาติ น้ำใสมาก ห้ามพกกระเป๋า หรือถุงหิ้วใดๆ เข้าไปนะคะ ฝากไว้ในตู้ล็อคเกอร์ด้านหน้าเท่านั้นค่ะ

หลังจากที่เราอยู่กันที่นี่ประมาณชั่วโมงนึง ก็ขับรถกลับไปยัง อ.เมืองค่ะ วันนี้เราพัก Rajthani Hotel เพราะอยู่ใกล้กับตลาดศาลเจ้ามาก สามารถจอดรถที่โรงแรม และเดินไปหาของกินในมื้อเย็นในตลาดได้เลย 

Day 4 : สุราษฎร์ธานี - ประจวบคีรีขันธุ์ - กทม.

เช้าวันนี้ เราตั้งใจไปกิน ติ่มซำ "เสรีแต้เตี้ยม" เป็นมื้อเช้าค่ะ ซึ่งก็สามารถเดินจากโรงแรมไปได้เช่นเดิม ชอบบักกุ๊ดเต๋ อร่อย ส่วนติ่มซำเข่งๆ ให้เดินไปหยิบค่ะ ชอบเข่งไหน อยากกินอะไรหยิบเลย ในรูปนี่ซ้อน 2 ชั้นนะ จัดเต็มกันมาก ^^

หลังจากมื้อเช้า เราก็ไป Check out และเตรียมตัวเดินทางกลับ ค่ะ วันนี้ไม่มีอะไรมาก เป็นวันแห่งการขับรถกลับ อยากอะไรแซ่บๆ เลยแวะทานมื้อเที่ยง "ส้มตำครกใหญ่" จังหวัดประจวบคีรีขันธุ์ อร่อยทุกอย่างอีกแล้ว 


แล้วก็กลับเข้า กทม. กันอย่างปลอดภัย และเต็มอิ่มกับความสุขค่ะ สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากไปพักแบบนี้ ลองรอดูโปรโมชั่นนะคะ คุ้มมากจริงๆ และแนะนำขับรถไปแบบเรานะคะ เรา 4 คน ขนของไปเยอะมาก กระติกน้ำแข็งเอย เครื่องดื่มเอย ขนมเอย และค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเครื่องบินเยอะเลยค่ะ 

ความคิดเห็น