การไล่ตามความฝัน เป็นเรื่องที่ดีมากๆนะ ทำให้เรามีแรง มีความพยายาม มีความตั้งใจทำสิ่งต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ เพื่อทำตามความฝัน การท่องเที่ยวก็เช่นกัน ทริปนี้ เราจะไปล่าฝัน 3 อย่าง นั่นก็คือ แสงเหนือ ทะเลสาบน้ำแข็งไบคาล และ รถไฟทรานไซบีเรียน ตื่นเต้นมากๆ เราเชื่อว่า 3 อย่างนี้เป็นฝันของหลายๆ คน บางคนอาจจะ 1 อย่างบ้าง 2 อย่างบ้าง หรือ 3 อย่างแบบเราเลย และทั้งหมดนี้อยู่ที่ประเทศรัสเซียนี่เอง คนไทยไม่ต้องขอวีซ่าด้วย อยู่ได้ 30 วันไปเลยจ้า
ประเทศรัสเซีย อยู่ในทวีปเอเชียนะคะ เพราะแผ่นดินส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย แต่พื้นที่ที่เป็นเมืองใหญ่ และประชากรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Moscow หรือ Saint Petersburg อยู่ฝั่งที่ติดกับยุโรป เลยอาจจะทำให้เข้าใจว่าเป็นยุโรป เพราะหน้าตาคนรัสเซียก็ไม่เอเชียซะด้วยสิ
ปล. ข้อมูล มีนาคม 2568 ค่าเงิน 1 รูเบิล ประมาณ 0.4 บาท

ไปเดือนไหนดี
ด้วยความที่เราอยากเก็บทั้ง 3 ฝัน มาดูกันว่าเราควรไปเดือนไหนดี
- รถไฟทรานไซบีเรียน เริ่มต้นจากเมือง Vladivostok ด้านตะวันออกของรัสเซีย ไปสิ้นสุดที่เมือง Moscow ด้านตะวันตกของรัสเซีย ระยะทางทั้งหมด 9,289 กิโลเมตร ซึ่งรูทนี้จะไปเดือนไหนก็ได้ แค่จะได้วิวที่แตกต่างกัน ฤดูหนาวก็สวยแบบนึง ฤดูร้อนก็สวยอีกแบบนึง
- แสงเหนือ ต้องไปดูที่เมือง Murmansk ติดกับประเทศนอร์เวย์ และฟินแลนด์ โดยจากเมืองนี้ สามารถขับรถไปนอร์เวย์เพียง 3 ชั่วโมง และฟินแลนด์เพียง 4 ชั่วโมง ฤดูกาลของการดูแสงเหนือ คือ เดือน ตุลาคม - เมษายน เท่านั้น เพราะฟ้าต้องมืด ถึงจะเห็นแสงเหนือได้
- ทะเลสาบน้ำแข็งไบคาล ที่เมือง Irkutsk เพราะจะเป็นเมืองที่ไปทะเลสาบได้ใกล้ และสะดวกที่สุด ต้องไปเดือน กุมภาพันธ์ - กลางเดือนมีนาคม เท่านั้นค่ะ เพราะเป็นช่วงที่ทะเลสาบเป็นน้ำแข็ง รถสามารถวิ่งบนทะเลสาบได้เลย ซึ่งมหัศจรรย์มาก และ 1 ปีมีเพียงครั้งเดียว
ดังนั้น เมื่อเราอยากไปทั้ง 3 อย่าง ทริปนี้เราเลยต้องไปช่วงกุมภาพันธ์ - กลางเดือนมีนาคม ก็จะสามารถเก็บ dream lists ได้ทั้งหมด ซึ่งจุดที่หนาวที่สุดของทริป คือ ทะเลสาบไบคาล ก็คิดดูสิ หนาวจนน้ำสามารถแข็งตัวเป็นน้ำแข็งได้ และไม่ละลาย ซึ่งเดือนกุมภาพันธ์หนาวมากๆๆๆ เกินไป ที่ทะเลสาบติดลบ 30 เลยทีเดียว เราเลยไปต้นเดือนมีนาคม อุณหภูมิ เหลือประมาณ -16 องศาเซลเซียส ค่อยยังชั่วหน่อย แต่ก็ยังหนาวมากอยู่ดีสำหรับชาวเมืองร้อนแบบคนไทย
แพลนของเราไปทั้งหมด 4 เมืองด้วยกัน เริ่มต้นจากเมือง Irkutsk ซึ่งเป็นประตูสู่ไบคาลนั่นเอง ต่อด้วยการนั่งรถไฟทรานไซบีเรียน จากเมือง Irkutsk ไปสุดสายที่เมือง Moscow แล้วบินในประเทศไปล่าแสงเหนือที่เมือง Murmansk จากนั้น บินในประเทศต่อ ไปเมือง Saint Petersburg และบินกลับไทย ใช้เวลาทั้งหมด 19 วันค่ะ ชิวๆ สบายๆ มาก

เราแพลนทริปทั้งหมดเสร็จ ว่าต้องไปกี่วัน ก็เริ่มซื้อตั๋วเครื่องบินกันเลย โดยซื้อตั๋วไปกลับระหว่างประเทศไว้ก่อน ถ้าวันไหนแพง จะได้ขยับวันหน้าหลังได้ เราบินไปลง Irkutsk และบินกลับจาก Saint Petersburg ดังนั้น ซื้อแยกทีละขาค่ะ ซึ่งแน่นอนราคาตั๋วจะค่อนข้างสูงกว่าซื้อไปกลับเมืองเดียวกัน เราเลยเลือกสายการบินจีน ที่ต้อง transit ที่ประเทศจีน แต่ก็ได้ราคาถูกกว่าบินตรงครึ่งนึงเลย
จากนั้นก็ซื้อตั๋วรถไฟ เปิดให้ซื้อได้ล่วงหน้า 3 เดือน เราสามารถเข้าไปเช็คเวลา และที่นั่งในเว็บ Agent ได้ค่ะ https://www.russianrailways.com แต่เราซื้อตรงกับการรถไฟรัสเซีย ราคาจะถูกกว่าผ่าน Agent เกือบครึ่งเลยทีเดียว แต่ต้องให้คนที่รัสเซียทำให้นะ (จะมีน้องๆ นักศึกษาไทยที่ไปเรียนที่รัสเซีย รับจองให้อยู่ค่ะ หรือแอดมินเฟสบุคเพจเที่ยวรัสเซียก็ได้)
ตั๋วเครื่องบินในประเทศ ขาไป Murmansk เรานั่งสายการบิน S7 ซึ่งมีใน Trip เลยจองเอง แต่ตอนบินออกจาก Murmansk เป็น Aeroflot สามารถเข้าไปดูไฟล์ทในเว็บของ Aeroflot ได้ แต่ต้องให้คนที่รัสเซียชำระเงินให้ค่ะ
- ติดต่อน้องแมงปอ นักเรียนไทยที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก Whatsapp : +79669246395
- ติดต่อแอดมินเพจเที่ยวรัสเซีย Whatsapp : +66967403766
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนไปรัสเซีย
1. ที่รัสเซีย ยังไม่รับบัตรเครดิต Visa Master ที่ไม่ได้ออกโดยประเทศรัสเซีย ดังนั้น เราต้องใช้เงินสดเท่านั้น
2. โหลดแอพต่างๆ ของรัสเซียไว้
- Yandex Map แอพนี้ คือ ดีมาก บอกรายละเอียดการเดินทางทั้งหมดว่าต้องนั่งรถเมล์สายไหน Metro สายไหน ลงตรงไหน ละเอียดมาก ไม่หลงแน่นอน
- Yandex Metro เป็นสถานีรถไฟใต้ดินทุกเมืองของรัสเซียค่ะ โหลดมาแล้วก็เลือกว่าต้องการดูเมืองไหน
- Yandex Go เป็นแอพเรียกแท๊กซี่ ราคาที่จ่ายเท่าในแอพเลย ต้องโหลดและลงทะเบียนไปตั้งแต่อยู่ไทยนะคะ ใช้เบอร์โทรศัพท์ไทยลงทะเบียนได้ จ่ายด้วยเงินสด ไปถึงก็ใช้เรียกแท๊กซี่ได้เลย
- Yandex Translate อันนี้เป็นของรัสเซียโดยตรง แต่จะใช้แอพอื่นก็ได้แหละ แต่ที่แน่ๆ คนรัสเซียไม่พูดอังกฤษค่ะ และเมนูต่างๆ ก็เป็นภาษารัสเซียทั้งหมด แอพแปลภาษา คือ สำคัญมาก
- Zenhotels ไว้จองโรงแรมที่รัสเซีย ซึ่งเป็นแอพ Agent คล้ายๆ Agoda ดังนั้น ตัดบัตรเครดิตปกติได้ แต่ให้เลือกเป็นสกุลเงินดอลลาร์นะ (จะมีบางโรงแรมที่ให้จ่ายเงินสดตอนเช็คอิน)
- Whatsapp จะแชทคุยกับคนรัสเซีย ต้อง whatsapp เท่านั้น
- VPN ถ้าเราใช้ซิมรัสเซีย หรือ wifi ต้องต่อ vpn ด้วย ถึงจะเล่น Facebook, Instagram, Tiktok ได้นะ
3. อุณหภูมิค่อนข้างแตกต่างกันในแต่ละเมือง และอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ต้องเตรียมเสื้อผ้าให้พร้อม ทริปนี้ เราเจอตั้งแต่ ติดลบ 16 องศา จนถึง 10 องศาเซลเซียสเลย
4. ซิมการ์ด เราใช้ซิมรัสเซีย ซื้อกับแอดมินเพจเที่ยวรัสเซีย จะบอกว่า ถ้าไปเอง ไม่ได้ไปทัวร์ ใช้ซิมรัสเซียเถอะ ดีมาก เช่น การต่อ wifi บางที่ ต้องใช้เบอร์รัสเซียยืนยัน otp ด้วย ตอนนั่งรถบัสจากทะเลสาบไบคาลเข้าเมือง คนขับรถจะมารับ โทรมาถามว่าเราพร้อมรึยัง ก็โทรเข้าเบอร์รัสเซีย และอีกหลายๆ อย่าง ที่ request เบอร์รัสเซีย และราคาไม่แพงเลย เราซื้อไป 18 วัน 30GB ใช้ไม่หมดอีกต่างหาก ประมาณ 800 บาท ถูกกว่าโรมมิ่งแน่นอน
พร้อมแล้ว เราไปเที่ยวกันเถอะ
Day 1 : Bangkok (BKK) - Irkutsk (IKT)
วันแรกของเรา คือ วันเดินทาง แวะ transit ที่ปักกิ่ง กระเป๋าเช็คทรูไปที่ Irkutsk เลย ตอนแรกจะออกไปเที่ยว แต่รถไฟเข้าเมืองปักกิ่งประมาณ 1 ชั่วโมง นั่งกลับอีก 1 ชั่วโมง สรุปจะเหลือเวลาเที่ยวได้แป๊บเดียว เราเลยเปลี่ยนใจ นั่งๆ นอนๆ ดูซีรีย์ที่โหลดมาใน iPad กิน และเล่นมือถือไป ใช้ wifi ที่สนามบินได้ค่ะ
และแล้ว 21.00 เราก็ไปถึงสนามบิน Irkutsk International Airport (IKT) อากาศหนาวติดลบก็มาต้อนรับเราเลย พร้อมไอหนาวที่ออกปาก ผ่าน ตม. เสร็จ 22.00 เราก้ได้ใช้บริการ Yandex Go เรียกแท๊กซี่มารับ แค่ประมาณ 15 นาทีก็ถึงที่พักในเมืองแล้ว ราคาแค่ 260 รูเบิล คิดเป็นเงินไทย แค่ 104 บาทเท่านั้นเอง
ที่พักของเราชื่อ Rolling Stones Hostel เป็น Hostel อยู่ชั้น 2 ซึ่งที่นี่มีทั้งแบบห้องส่วนตัว และห้อง dorm แต่เรานอนห้องส่วนตัวค่ะ แชร์ห้องน้ำแต่มีหลายห้อง ไม่เคยต้องมีปัญหาแย่งห้องน้ำเลย และมีครัวให้ด้วย ส่วน Wifi ที่นี่ต้องกรอกเบอร์รัสเซียนะคะ ถ้าไม่ได้ใช้เบอร์รัสเซีย ก็อดใช้ Wifi จ้า
มีไดร์เป่าผมให้ใช้ มีเครื่องซักผ้าอบผ้า ครั้งละ 350 รูเบิล (ใส่ได้ 6 กก.) ถ้าฝากกระเป๋า คิด 200 รูเบิล/ใบ/วัน
พิกัดที่พัก : Rolling Stones Irkutsk, Sukhe-Batora Street, 17
https://yandex.com/maps/-/CHr6...





Day 2 : Irkutsk
แพลนวันนี้สบายๆ เพราะเราเผื่อไว้ถ้าหาก flight ดีเลย์ หรือ แคนเซิล จะได้ไม่กระทบกับวันเที่ยว ดังนั้น วันนี้เราจะไปหาซื้ออุปกรณ์กันหนาวเพิ่ม (ถุงมือ ถุงเท้า) และเดินเล่นชมเมืองกัน เราเดินกันไปที่ Central Market ซึ่งจากที่พัก สามารถเดินไปได้เลย พวกอุปกรณ์กันหนาว เช่น ถุงมือ ถุงเท้า ผ้าพันคอ หมวก มีขายมากมายแบบเป็นแผงตลาดนัดเลยค่ะ แต่ถ้าพวกเสื้อโค้ท รองเท้า จะต้องเข้าไปในร้านนะ
ซึ่งตรงนั้นก็จะมีตลาดสด indoor ใหญ่ๆ ขายของเยอะมาก เราเลยไปซื้อปลาแซลมอนสด เนื้อ ผักต่างๆ ไปทำอาหารเที่ยง และอาหารเย็นกันดีกว่า อิอิ
พิกัดตลาด : Tsentralny Irkutsk, Chekhov street, 22
https://yandex.com/maps/org/ts...




กลับมาทำอาหารทานเสร็จ เราออกไปเดินชมเมือง Irkutsk
Barb Sculpture
"เสือคาบปลา" Landmark สำคัญของเมือง Irkutsk สะท้อนถึงพลัง ความกล้าหาญ และความแข็งแกร่งในการเอาชนะสภาพอากาศของภูมิภาคไซบีเรีย แต่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรน้ำซึ่งเป็นแหล่งที่มาของปลา เช่น แม่น้ำแองการา และทะเลสาบไบคาลนั่นเอง


130 Kvartal
แหล่งร้านอาหาร ผับ บาร์ของเมืองนี้ อยู่ติดๆ กับ Barb Sculpture ซึ่งเราก็กินไอศครีมกันค่ะ ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ โอ๊ย ฟิน อิอิ


Holy Cross Cathedral
อยู่ตรงข้ามกับ Barb Sculpture เลย

Yakov Pokhabov และ Sobor Bogoyavlensky
อนุสาวรีย์ผู้ก่อตั้งเมือง Irkutsk และโบสถ์ใกล้ๆ



Tourist Sculpture
รูปปั้นนักท่องเที่ยวแบคแพค เอ๊ะ เหมือนเลย

Day 3 : Irkustk - Olkhon Island (Lake Baikal)
วันนี้เราจะเดินทางไปทะเลสาบไบคาลบนเกาะ Olkhon เช็คเอาท์แต่เช้า แล้วเดินไปขึ้นรถมินิบัสที่ Central Market หน้าตาตู้ขายตั๋ว และจุดขึ้นรถเป็นแบบนี้
พิกัดจุดขึ้นรถ : автокасса Ольхон-Экспресс Irkutsk, Timiryazev street, 26/9
https://yandex.com/maps/org/av...

ขาไปเกาะ Olkhon มีรอบเดียว คือ 9.30 (ให้มาถึงประมาณ 9.00) โดยเราต้องแจ้งที่พัก รถจะไปส่งที่หน้าที่พักให้เลย ซึ่งเราเดินมาสำรวจตั้งแต่เมื่อวาน ก็เลยซื้อตั๋วไว้เรียบร้อย
ส่วนขากลับจากเกาะ รถจะไปรับที่ที่พัก มี 2 รอบ คือ 9.30 และ 13.00 ให้แจ้งซื้อตั๋วขากลับไว้ด้วยเลย แต่ค่ารถขากลับจ่ายกับคนขับรถวันกลับค่ะ
หากใครไม่สะดวกไปซื้อตั๋ว ลองทัก Whatsapp ไป ตามเบอร์โทรที่ถ่ายมาให้เลย

มาที่ตู้ขายตั๋ว ยื่นตั๋วที่ซื้อไว้ให้เจ้าหน้าที่ เค้าจะแจ้งทะเบียนรถให้ว่าให้ขึ้นคันไหน หากใครยังไม่มีตั๋ว มาซื้อเช้าวันที่ไปก็ได้นะ แต่ก็แอบเสี่ยงรถเต็มนิดนึง พอขึ้นรถแล้ว ก็พร้อมเดินทางไปเกาะ Olkhon แล้ว


การเดินทางไปเกาะ ใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง รวมแวะจอดให้ทานอาหารกลางวัน และนี่ค่ะ ร้านอาหารที่รถจอดแวะ ใครอยากทานอะไร ซื้อเองได้เลย เป็นแบบข้าวแกง ชี้ๆ ตักๆ จ่ายเงิน หรือใครจะเตรียมอาหาร ขนมมาทานเองก็ได้นะ


ตลอดทาง เราก็จะเห็นวิวขาวโพลน หิมะตลอดทาง จนกระทั่งถึงแม่น้ำ ถ้าเรามาฤดูที่น้ำยังไม่เป็นน้ำแข็ง จะต้องลงเรือข้าม และไปขึ้นรถต่ออีกฝั่งนึง แต่เดือนนี้น้ำเป็นน้ำแข็ง รถมินิบัสก็วิ่งลงไปบนน้ำได้เลย


ประมาณบ่าย 3 รถก็มาส่งที่ที่พักค่ะ เราพักที่หมู่บ้าน Khuzhir ซึ่งเป็นหมู่บ้านยอดฮิตบนเกาะ Olkhon ซึ่งเราพัก Guesthouse เจ้าของใจดีมาก เป็นห้องส่วนตัว ห้องน้ำในตัว และมีครัวให้ใช้ด้วย







มาถึงมีขนมต้อนรับ เป็นคุ้กกี้ ชา ขนมปัง เราสามารถหยิบทานได้ทั้งวันเลย และเจ้าของที่พักน่ารักมาก คงคิดว่าเราหิว ทำอาหารให้ทานด้วย พวกเบคอน ชีส เราเลยไปซื้อไวน์มาดื่มคู่ อิอิ

กำลังจะออกจากที่พัก เพื่อเดินไปจ่ายค่าทัวร์ และ ไปซื้ออาหารที่ Supermarket หิมะก็ตกลงมาพอดี



การเที่ยวทะเลสาบไบคาลบนเกาะ Olkhon จะต้องเผื่อเวลาไว้ 2 วันเต็มๆ สำหรับเที่ยวนะคะ คือ ฝั่งเกาะเหนือ และเกาะใต้ และใช้เวลาเดินทางมา 1 วัน เวลาเดินทางกลับอีก 1 วัน ดังนั้นต้องมี 4 วัน 3 คืน บนเกาะ Olkhon
ซึ่งทริปที่ไบคาล ตอนแรกเราจะใช้ local guide แบบ private แล้วเราให้เค้าช่วยแนะนำที่พักให้ แต่จ่ายตรงกับเจ้าของ เราเลยไม่มีเบอร์ติดต่อเจ้าของ Guesthouse นี้
แต่บังเอิญว่าไกด์ป่วย หายไม่ทัน เราเลยใช้ Join Tour ค่ะ ซึ่งไกด์ก็รับผิดชอบด้วยการช่วยติดต่อ Join Tour ไว้ให้ เราก็เดินไปจ่ายค่าทัวร์ที่ Nikita Homestead (สำหรับใครที่อยากใช้ Join Tour สามารถติดต่อที่นี่ได้ Whatsapp +79148957865 และพักที่นี่ก็ได้เช่นกัน ที่นี่เค้าเป็น homestay ด้วยนะ)
ราคา Join Tour เกาะเหนือ 2,850 รูเบิล/คน ค่าเข้า Park 800 รูเบิล/คน
ราคา Join Tour เกาะใต้ 2,850 รูเบิล/คน ค่าเข้า Park 500 รูเบิล/คน
หลังจากชำระค่าทัวร์เสร็จ ก็ไปเดินเล่น Shaman Rock เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของหมู่บ้าน Khuzhir โขดหินใหญ่ๆ ท่ามกลางทะเลสาบน้ำแข็ง ซึ่งหลายๆ คน นิยมมาตอนพระอาทิตย์ตกค่ะ แต่กว่าพระอาทิตย์จะตก ก็จะหนาวอีก มืดอีก เรารีบถ่ายรูปแล้วไปจิบไวน์ในที่พักอุ่นๆ ดีกว่า




เสาที่ผูกผ้าสีๆ คือ SERGE สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน ในตำนานเล่าว่า เป็นสถานที่ที่ชาวบ้านใช้ตัดสินคดีความ โดยการนำผู้ถูกกล่าวหามาตรึงผูกไว้กับเสาให้ทนกับสภาพอากาศอันหนาวเหน็บเป็นเวลา 1 คืน หากสามารถอยู่รอดผ่านคืนนั้นไปได้ ก็จะถือว่าไม่มีความผิด
ในหมู่บ้านนี้มี Supermarket 2 แห่งเท่านั้นค่ะ ตามพิกัดนี้เลย เราเดินไปซื้ออาหารมาทำเองทุกวัน เพราะร้านอาหารหายาก ไหนๆ ก็มีครัว ทำเองดีกว่า
พิกัด Supermarket : Лидер posyolok Khuzhir, Baykalskaya ulitsa, 45
https://yandex.com/maps/org/20...
พิกัด Supermarket : Хороший posyolok Khuzhir, Baykalskaya ulitsa, 54В
https://yandex.com/maps/org/kh...


Day 4 : Lake Baikal (North)
วันนี้เราไปเที่ยวฝั่งเกาะเหนือก่อน คนขับรถมารับตอน 10.00 และพาไปเที่ยวยังจุดไฮไลท์ต่างๆ คือ สวย แบบสวยมากๆ ฝั่งเกาะเหนือจะเป็นสไตล์หินงอกหินย้อยนะคะ เหมือนเป็นเจ้าหญิงเอลซ่าเลย ใครสะดวกจะแบกชุดเอลซ่ามาก็ได้นะ Let it Go ไปเลยค่ะ







อาหารเที่ยงเป็นซุปปลาร้อนๆ กับวิสกี้ ซึ่งคนขับรถจะเป็นคนทำ และโต๊ะอาหารของเราก็ถูกเนรมิตขึ้นมาบนทะเลสาบนั่นเอง มันช่างเป็นอาหารเที่ยงที่เห็นวิวน้ำแข็งแบบ 360 องศาไปเลยจ้า





หลังจากนั้นก็ถ่ายรูปกันต่อ ซึ่งที่นี่สวยแตกต่างจากหินงอกหินย้อย เป็นทะเลสาบโล่งๆ และน้ำแข็งใสมาก




สำหรับห้องน้ำบนทะเลสาบ เป็นห้องน้ำสี่เหลี่ยมสีๆ แบบนี้ แต่ด้านในคือเป็นแบบนั่งยอง และถุงพลาสติกรองไว้ มีทุกร่องรอยของทุกคนค่ะ ^^" เข้าได้นะ กลิ่นไม่รุนแรง แต่อย่าก้มลงไปมองจ้า

ข้อดีของการเที่ยวแบบ Join Tour ก็คือ เราได้เพื่อนต่างชาติเพิ่มมาด้วย ชาวรัสเซียที่มาจากเมือง Saint Petersburg

หลังจากเที่ยวทั้งวัน รถจะมาส่งประมาณ 16.00 ค่ะ ซึ่งเราก้ไปเดิน Supermarket อีกแล้ว และเดินหาร้าน Souvenir ซื้อของที่ระลึก เห็นจอกวิสกี้ของคนขับ ชอบ น่ารัก ต้องซื้อกลับไปเป็นที่ระลึกสักหน่อย ซึ่งในรูปนี้ คือ ที่ใส่จอก ด้านในมี 3 จอกค่ะ

Day 5 : Lake Baikal (South)
คนขับรถมารับตอน 10.00 เช่นเดิม วันนี้จะไปทางใต้ของเกาะกัน ช่วงแรกจะมีความเป็นหินงอกหินย้อยอยู่บ้าง




หลังจากนั้น จุดไฮไลท์ของตอนใต้ คือ Bubble Ice ฟองก๊าซมีเทนที่เกาะตัวเป็นชั้นในน้ำแข็ง และรอยร้าวของน้ำแข็งที่มีลวดลายสวยงาม ใครจะนำรองเท้าไอซ์สเก็ตมาเล่นก็ได้นะ มีคนเล่นกันหลายคนอยู่เหมือนกัน




และจุดไฮไลท์ที่เป็น Landmark ของทะเลสาบไบคาลค่ะ พลาดไม่ได้เลย




อาหารเที่ยววันนี้ก็เป็นซุป กับวิสกี้เช่นเดิมค่ะ และรถก็กลับมาส่งประมาณ 16.00 เหมือนเดิม เป็นอันจบทริปทะเลสาบไบคาล เราก็กลับมาทำอาหาร จิบไวน์วนไปค่ะ บรรยากาศดีเหมาะกับการจิบไวน์เบาๆ ในที่พักอุ่นๆ มาก และที่นี่ไวน์ถูกมากเลย


Day 6 : Olkhon Island - Irkutsk
วันนี้เราเลือกเดินทางกลับเมือง Irkutsk รอบ 13.00 ดังนั้น ตอนเช้าเราก็ยังมีเวลาชิวๆ จนเช็คเอาท์เที่ยง มาดูอาหารแต่ละเช้าของเราดีกว่า



เวลาเกือบๆ บ่ายโมง คนขับรถมินิบัสก็โทรมาถามว่าเราพร้อมรึยัง แล้วก็มารับหน้าที่พักเลย จ่ายเงินกับคนขับเลยค่ะ

ขากลับ คนขับก็จะจอดแวะให้ทานอาหารร้านเดิม แล้วก็มาถึง Central Market ตอนประมาณทุ่มกว่า เพราะรถติด ซึ่งก็ไม่ซีเรียสอะไร เพราะวันนี้เรามีโปรแกรมขึ้นรถไฟไปเมือง Moscow ตอน ตี 3.32 มีเวลาเหลือเฟือเลย มาถึงก็ซื้อเบอร์เกอร์ทาน แล้วเราก็นั่งรถรางไปสถานีรถไฟ Irkutsk กัน ซึ่งป้ายรถราง อยู่ตรง Central Market นั่นแหละ เดินจากจุดรถมินิบัสไปนิดนึง (ตรงข้ามกับป้ายในรูปนะคะ) ค่ารถราง จ่ายเงินสดตอนจะลงจากรถได้เลย คนละ 35 รูเบิล
พิกัดจุดขึ้นรถรางไปสถานีรถไฟ : Центральный рынок Irkutsk, Timiryazev street
https://yandex.com/maps/org/ts...
พิกัดสถานีรถไฟ Irkutsk Passazhirsky : Zheleznodorozhnaya stantsiya Irkutsk-Passazhirsky Irkutsk, Privokzalnaya ploshchad
https://yandex.com/maps/org/zh...

แล้วเราก็มาถึงสถานีรถไฟ Irkutsk เรียบร้อย สถานีรถไฟด้านนอก คือ สวยนะ ดูคลาสสิคดี รถรางจะจอดฝั่งตรงข้ามสถานีรถไฟ ซึ่งตรงนั้นจะมี Supermarket เล็กๆ สามารถเติมเสบียงได้นะ พวกบะหมี่สำเร็จรูป ปลากระป๋อง ไส้กรอก ขนมปัง และขนมขบเคี้ยวต่างๆ ตุนไปเลยจ้า เพราะของบนรถไฟ และระหว่างสถานีที่แวะ ราคาสูงกว่าประมาณ 2-4 เท่าเลย แต่น้ำเปล่าไม่ต้องซื้อนะ บนรถไฟมีที่กดน้ำร้อน น้ำเย็นให้กดฟรี เราซื้อไป 2 ขวด สรุปไม่ได้ดื่มเลย หนักเปล่าๆ

พอเข้ามาในสถานี ก็จะมีการตรวจกระเป๋า แล้วก็ไปนั่งรอได้เลย ยังไม่มีการตรวจตั๋วใดๆ เรามาถึงตั้งแต่ 20.26 แต่รถไฟเราขบวนที่ 1 Vladivostok - Moscow ซึ่งรถไฟจะมาถึง 2.52 และออกจากสถานีเวลา 3.32 ค่ะ ใครที่ยังไม่ได้ซื้อตั๋ว จะมาซื้อที่สถานีก็ได้ แต่ก็ต้องเสี่ยงตั๋วเต็ม เราเลยซื้อมาล่วงหน้า

โซนที่นั่งรอจะเป็นชั้น 2 ส่วนชานชาลารถไฟ ไปชั้น -1 จ้า ที่นั่งรอมีที่ชาร์จแบตนะ มี wifi ด้วย แฟนเรานั่งดูถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกสบายเลย ^^


Day 7 - 9 : Trans-Siberian Train

ในส่วนของรถไฟทรานไซบีเรีย เขียนไว้ที่บล็อคนี้นะคะ ไปตามอ่านกันได้เลย >> https://th.readme.me/p/75222/e...
Day 10 : Trans-Siberian Train - Moscow
เวลา 11.10 รถไฟก็มาจอดที่สถานี Yoroslavskiy Station ในที่สุดเราก็มาถึง Moscow กันแล้ว


เดินออกจากสถานีรถไฟปุ๊บ เราก็จะเห็นสถานีรถไฟใต้ดิน Komsomolskaya ทันที เราจะนั่ง Metro ไปเก็บกระเป๋าที่โรงแรมกัน

ซึ่งรถไฟใต้ดินที่รัสเซียไม่มีลิฟท์ แต่จะมีที่ลากกระเป๋าแบบนี้ สำหรับกระเป๋าใบใหญ่ก็อาจจะทุลักทุเลหน่อย รูปลากกระเป๋านี้เป็นรูปที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กค่ะ

ตั๋วรถไฟใต้ดิน หรือ Metro ที่มอสโคว์ จะมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ขอพูด 3 แบบบนในรูปแล้วกัน เพราะเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยว
- รายเที่ยว เที่ยวละ 75 รูเบิล
- เหมา 1 วัน (24 ชั่วโมง) 365 รูเบิล
- เหมา 3 วัน (72 ชั่วโมง) 700 รูเบิล


วันนี้เราซื้อแบบ 1 เที่ยว เพราะใช้แค่ไปที่พัก ไม่นานนัก เราก็ถึงที่พัก Weekend Inn ซึ่งใกล้กับสถานี Novokuznetskaya ซึ่งเดินได้ประมาณ 2 นาที ที่พักเราเป็นเหมือนอพาร์ทเม้นท์ อยู่ชั้น 5 มีลิฟท์ค่ะ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นหลายๆ ห้องนอน เราได้ห้องใหญ่ทีเดียว ห้องน้ำรวม มีครัว แต่ไม่มีตู้เย็นนะคะ
พิกัดที่พัก : Weekend Inn Moscow, Pyatnitskaya Street, 10с1
https://yandex.com/maps/-/CHr6...

ยังไม่ถึงเวลาเช็คอิน เราก็วางกระเป๋าไว้ก่อน แล้วก็ไปทานอาหาร ตอนนี้อยากได้อะไรเผ็ดๆ แซ่บๆ มาก หลังจากกินแต่อาหารสำเร็จรูป และปลาตากแห้งเย็นๆ บนรถไฟมาหลายวัน ^^ โลเคชั่นที่พักดีมาก มีร้านอาหาร supermarket ผับบาร์เยอะมาก เดินได้หมดเลย เราเลยเลือกทานอาหารจีนที่อยู่ตรงข้ามที่พัก มื้อนี้ 1,280 รูเบิล



หลังจากนั้น ได้เวลาเช็คอินพอดี อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วค่อยออกไปเดินเล่นค่ะ กว่าจะได้ออกก็บ่าย 3 แล้ว วันนี้เราเลือกไป Tourist Attraction ที่โด่งดัง นั่นคือ ย่าน Red Square ซึ่งสามารถเดินจากที่พักไปได้เลย หากใครนั่ง Metro ไปสถานี Ploschad Revolyutsii




ประมาณ 15 นาที เราก็เดินมาถึง Red Square ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย เพราะวันนี้อากาศอยู่ๆ ก็อุ่นขึ้นซะงั้น จากที่จริงๆ ช่วงนี้ คือ ต้องประมาณ 0 - 3 องศาเซลเซียส แต่วันนี้กลายเป็น 10 องศา เลยเดินแบบชิวๆ เลย
ซึ่งย่านนี้ ก็จะมีแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น
Saint Basil's Cathedral โบสถ์หัวหอม เป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงมอสโคว์

Moscow Kremlin พระราชวังเครมลิน ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของจักรพรรดิแห่งรัสเซีย เป็นแหล่งสถาปัตยกรรมที่สวยงามและยืนยาวอายุมากกว่า 850 ปี


State Historical Museum พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์

Gum ห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ มีชื่อเสียง และใหญ่ที่สุดในมอสโคว์ สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1895

หลังจากเดินเล่นเสร็จ เราไปทานอาหารกัน ซึ่งร้านอาหารที่แนะนำในมอสโคว์ คือ The Bull เป็นร้านสเต็ก บรรยากาศหรูหรา แต่ราคาย่อมเยามากๆ สเต็กเนื้อจานละ 450 รูเบิลเอง จานที่เป็นสลัด 350 รูเบิล มีหลายสาขาในมอสโคว์เลย แต่เราไปทานที่สาขาหลังห้าง Gum และไป 2 วันติดเลยจ้า
พิกัด : ร้าน The Bull สาขาหลังห้าง Gum
https://yandex.com/maps/org/th...








Day 11 : Moscow
วันนี้เราจะเดินเล่นในมอสโคว์อีกวัน ซึ่งชิวๆ นอนหลับเต็มอิ่ม ทานอาหารเช้าง่ายๆ ซื้อจาก Supermarket มาทาน ออกจากที่พักเกือบเที่ยง

แพลนของเราวันนี้ ค่อนข้างไกลกัน ต้องนั่ง Metro เลยซื้อบัตรแบบ 1 day ใช้ได้ 24 ชั่วโมง บอกเลยว่า คุ้มมาก และได้ถือโอกาสชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมรถไฟใต้ดินมอสโคว์ไปด้วย ซึ่งแต่ละสถานีจะออกแบบต่างกัน แต่คงความเป็นหินอ่อน และรูปปั้นต่างๆ ได้คลาสสิค สวยงามมากๆ
หน้าตาบัตร metro ใบบน คือ แบบ 1 Day ส่วนใบล่าง คือ แบบ 1 เที่ยว







The Cathedral of Christ the Saviour มหาวิหารเซนต์เดอะซาเวียร์ หรือ มหาวิหารโดมทอง เป็นวิหารออโธดอกซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งด้านในมีภาพวาดที่วิจิตรงดงามมากๆ เข้าชมฟรีด้วยนะ
พิกัด : สถานี Kropotkinskaya
https://yandex.com/maps/org/ca...




Izmailovsky market แหล่งของฝากพวกตุ๊กตาแม่ลูกดก แม่เหล็กติดตู้เย็น ที่ถูกที่สุดในมอสโคว์แล้วมั้ง สถานที่ใหญ่มาก แต่ร้านค้าไม่เยอะ เนื่องจากปิดไปเยอะจริงๆ อาจจะเพราะเป็นช่วงฤดูหนาว และเราไปวันศุกร์บ่ายมั้ยนะ ร้านเลยปิดไปมาก แนะนำว่าให้เดินดูให้ครบๆ ก่อน แล้วต่อราคาเลยค่ะ ถูกมาก
พิกัด : สถานี Partizanskaya
https://yandex.com/maps/org/iz...

Nikulin Circus
โปรแกรมที่เราชอบมากสำหรับวันนี้ คือ การไปดูละครสัตว์ ซึ่งเราเลือกคณะ Nikulin เป็นคณะละครสัตว์ที่เก่าแก่ และมีเสน่ห์ที่สุดในมอสโคว์เลย ซึ่งแสดงแค่วันศุกร์ - อาทิตย์ แล้วโชคดีมาก ที่เราแพลนมาพอดีเป๊ะเลย ซึ่งต้องจองล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน เราดูวันศุกร์ มีรอบ 19.00 รอบเดียว (ส่วนเสาร์ อาทิตย์ จะมีรอบบ่าย กับ รอบเย็น) แต่ละเดือน ก็จะเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อยๆ เราได้เรื่อง Matpewka สนุกมาก ครบรสเลย มีทั้งกายกรรม มายากล บัลเลต์ ละครตลก และไฮไลท์ คือ ละครสัตว์นั่นเอง
พิกัด : สถานี Tsvetnoy Bulvar
https://yandex.com/maps/org/ni...

ราคาตั๋วจะมีตั้งแต่ 1,500 - 8,000 รูเบิล เราซื้อราคา 4,000 รูเบิล โซน 1 ด้านซ้ายค่ะ (แนะนำว่า ควรซื้อแค่โซน 1-2 เนื่องจากเวทีเป็นวงกลม นักแสดงจะหันหน้ามาด้านนี้ ส่วนโซน 3-4 จะเป็นเหมือนหลังเวทีค่ะ) เมื่อจองเรียบร้อย ตั๋วจะได้มาทาง email ปรินท์ติดตัวไปด้วยเลย

เรามาถึงโรงละคร ตั้งแต่ 18.00 เพื่อมีเวลาถ่ายรูปก่อน และจะได้ไม่รีบเกินไป




พบว่า เด็กๆ มาดูเยอะมาก มีขนมมาขายเพียบเลย และจะมีที่ให้ฝากเสื้อโค้ทก่อนเข้าไปด้วย บริหารจัดการดี



ประมาณ 18.30 ก็ให้เข้าด้านในแล้ว ไปดูด้านในกัน บนเวทีมีตุ๊กตาแม่ลูกดกตัวใหญ่ สัญลักษณ์ของรัสเซีย



การแสดงบนเวที ขอโชว์แค่บางรูปนะ ซึ่งบอกเลยว่าต้องไปดูเองค่ะ สนุกมากๆ ตลอด 2 ชั่วโมงกว่า ไม่มีช่วงไหนที่เบื่อเลย






ออกมาประมาณ 22.00 ซึ่งไม่ต้องกังวลเลย อยู่ติดกับ Metro นั่งรถไฟใต้ดินกลับที่พักได้สบายๆ
Day 12 : Moscow - Murmansk
วันนี้เราจะเดินทางไปยังเมือง Murmansk (มูรมานสก์) ซึ่งอยู่ติดกับประเทศนอร์เวย์ และฟินแลนด์ค่ะ ซึ่งเป็น 1 ใน 10 เมืองที่สามารถดูแสงเหนือได้ แต่เป็นเพียงเมืองเดียวที่คนไทยไม่ต้องขอวีซ่า

สนามบินที่มอสโคว์ มี 3 แห่งด้วยกัน ต้องดูดีๆ นะ ว่าเราขึ้นเครื่องที่สนามบินไหน
- Sheremetyevo International Airport : SVO
- Moscow Domodedovo Airport : DME
- Vnukovo International Airport : VKO
เราบินสายการบิน S7 ขึ้นที่สนามบิน DME
การเดินทางไปสนามบิน DME
วิธียอดนิยม คือ การเดินทางด้วยรถไฟ Aeroexpress แต่เราดูแล้วการนั่งรถไฟใต้ดินต่อรถบัส ใช้เวลาเท่าๆ กันเลย แต่ราคาย่อมเยากว่า และสะดวกมาก เลยเลือกวิธีนี้ค่ะ
นั่ง metro หรือรถไฟใต้ดิน มาสถานี Domodedovskaya แล้วต่อรถบัสของ Aeroexpress สาย 1185 คันสีแดงที่จอดรออยู่หน้าสถานีเลยค่ะ ขึ้นมาก็เห็น ใช้เวลาบนรถบัสไม่เกิน 30 นาที ซึ่งข้อดี คือ ไม่่จอดตามป้ายนะ ตรงไปสนามบิน DME เลย
ราคาเที่ยวละ 400 รูเบิล สามารถจ่ายเงินสดที่คนขับก่อนขึ้นรถได้เลย (ถ้าซื้อไปกลับ จะเหลือ 700 รูเบิล)
ปล. ซึ่งถ้าใครบินมาสนามบิน DME แล้วต้องการเข้าเมือง ก็นั่งย้อนกลับนะ ขึ้นรถที่สนามบิน แล้วมาต่อ metro สถานี Domodedovskaya ค่ะ

รถจะมาจอดหน้า Terminal เลย สะดวกมาก

และแล้วเราก็มาถึงสนามบิน Murmansk ซึ่งหิมะยังเต็มไปหมด


ที่นี่ เราจะซื้อแพ็คเกจ local tour ไว้ เป็น Join Group นะ ประกอบด้วย
- ล่าแสงเหนือ 2 คืน (แต่ควรมาค้าง 3 คืน เพราะถ้าคืนไหนไม่มีโอกาสเห็นแสงเหนือ เค้าจะไม่พาไป แล้วจะมีโอกาสแก้ตัว ชดเชยให้ในคืนสุดท้ายเพิ่ม 1 คืนค่ะ)
- Husky and Reindeer Park
- Teriberka
- รถรับส่งสนามบิน ซึ่งคนขับจะ whatsapp มานัดหมาย แล้วมารอที่สนามบิน ไปส่งที่โรงแรม

ที่พักที่นี่ คือ Smart Asgard hotel ซึ่งเป็น hostel ห้องส่วนตัวนะคะ ไม่มีแบบ dorm ข้างในห้องก็สวยงาม ใหม่ สะอาดสะอ้าน มีครัวรวมอยู่ชั้น 4 มีตู้เย็นนะ ซื้อของมาแช่ได้เลย เขียนกระดาษติดเบอร์ห้องไว้ ส่วนห้องน้ำหญิงอยู่ชั้น 4 ห้องน้ำชายอยู่ชั้น 5 ซึ่งห้องน้ำจะแยกเป็นห้องน้ำ และห้องอาบน้ำด้วยค่ะ มีหลายห้อง และสะอาดมาก ข้อเสียเดียวของที่นี่ คือ ไม่มีลิฟท์จ้า เราได้ห้องพักชั้น 5 แบกกระเป่าขึ้นไป ฮือ
พิกัด : https://yandex.com/maps/org/as...




วันนี้มาถึงหิมะก็ตกต้อนรับเลยจ้า คืนนี้จะได้ไปมั้ยแสงเหนือ ระหว่างลุ้น เราก็ไปเดิน Supermarket ใกล้ๆ ซื้อของมาแช่ตู้เย็น ไว้ทำอาหารทานเอง หรืออุ่นทานได้ นี่คือข้อดีของการอยู่ hostel ที่เราชอบค่ะ


และแล้วตอนค่ำๆ ทาง local tour ก็แชทมาบอกว่า วันนี้ไม่มีโอกาสเห็นแสงเหนือ ไม่ได้ไปนะจ๊ะ โอเค พักผ่อนไปค่ะ เรายังเหลือโอกาสอีก 2 คืน
Day 13 : Murmansk (Husky & Reindeer Park)

เช้าวันนี้ตื่นมา ดูวิวจากหน้าต่างห้องนอน ฟ้าเริ่มใสละนะ คืนนี้น่าจะได้เห็นแสงเหนือแหละ นี่คือสิ่งที่เราคิด ส่วนความจริงก็รอลุ้นอีกที เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เปลี่ยนได้เรื่อยๆ จริงๆ
วันนี้เราจะไป Husky & Reindeer Park ที่ Lovozero ห่างจากเมือง Murmansk 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งทาง local tour ก็จะนัดเวลาแล้วส่งรถมารับ เป็น join tour นะ จะมีนักท่องเที่ยวคนอื่นด้วย แต่ก็ไม่กี่คนเอง วันนี้มีแค่ 7 คน
พอเริ่มออกนอกเมือง ระหว่างทางหิมะก็ตกเรื่อยๆ ไปถึง Lovozero รถตู้จะจอดด้านนอก แล้วเราก็จะเปลี่ยนไปนั่ง Snowmobile Sledding เพื่อเข้าไปในฟาร์มกัน

ตลอดทาง คือ วิวสวยมากจริงๆ สวยจนแทบหยุดหายใจเลยทีเดียว พอถึงฟาร์ม ก็ถ่ายรูปกันค่ะ ท่ามกลางหิมะตกหนักบ้าง เบาบ้าง แต่ยิ่งได้ฟีลสุดๆ เลยนะ โรแมนติกมากๆ



ถัดไป เราก็จะได้ใส่ชุดชนเผ่า Sami โดยใส่ทับชุดของเราเนี่ยแหละ ทับเสื้อโค้ทหนาๆ ออกมาก็อ้วนตุ้บ แถมเรายังใส่ทับกระเป๋าครอสบอดี้ไปอีก เพราะไม่อยากถอดกระเป๋าออก กลายเป็นเทเลทับบี้ไปเลย ที่ชอบมากเลย คือ รองเท้าของเผ่า Sami มันอุ่นมากจริงๆ


แล้วก็เป็นช่วงเวลาของการไปเล่น Dog Sledding กับน้องๆ ไซบีเรียนฮัสกี้ น่ารักมาก รถคันนึงนั่งแค่ 2 คน แต่ใช้น้องๆ 10 ตัวเลยนะ เป็นขบวน สนุกมาก น้องๆ เห่ากันไม่หยุดเลย แต่พอวิ่งปุ๊บ ก็สามัคคีกันดีมาก




พอเล่นเสร็จ ก็ได้เวลาเล่นกับน้องๆ ไซบีเรียสฮัสกี้ น้องๆ เชื่องมาก น่ารักมาก และตัวใหญ่มาก ให้น้องวิ่ง เราดึงเชือกไว้ แล้ววิ่งตาม สรุปคือ ล้มอ่ะ เพราะน้องแรงเยอะมาก (อยากให้เห็นคลิปมากเลย)



หลังจากนั้น เราจะไปให้อาหารกวางเรนเดียร์กันค่ะ กรี๊ดได้เจอเรนเดียร์ตัวจริงแล้ว หลังจากเห็นรูปกับซานตามานาน อิอิ ซึ่งตอนนี้หิมะก็ตกลงมาหนักขึ้นอีก โรแมนติกไปอีก




นอกจากให้อาหารน้องกวางแล้ว ก็ได้เพิ่มพิเศษนอกเหนือจากโปรแกรม คือ ได้นั่ง Reindeer Sledding ด้วยค่ะ น้องจะมีห้อยกระดิ่ง กุ๊งกิ๊งตลอดทาง


เล่นเสร็จทั้งหมดก็ประมาณบ่าย 3 เราถึงจะได้ทานอาหารกลางวัน ซึ่งรวมอยู่ในโปรแกรมแล้ว ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งอาหารกลางวันวันนี้ คือ เนื้อกวางเรนเดียร์ !!! ...... ไม่ใช่ตัวที่เราให้อาหารเมื่อกี้ใช่มั้ย มั้ย มั้ย มั้ย หยอกๆ ค่ะ คนละตัว
โดยอาหารเริ่มจาก ซุปแซลมอน ข้าวเนื้อกวางเรนเดียร์ และ ขนม อร่อยมากทุกอย่างเลย เรากับแฟนขอเพิ่มด้วยค่ะ เจ้าของฟาร์มก็น่ารัก ใจดี ให้เพิ่มด้วย




ประมาณ 16.00 เราก็เดินทางกลับเมือง Murmansk กัน รอข้อความจาก local tour ว่าคืนนี้จะได้ไปล่าแสงเหนือมั้ย ในที่สุด เราก็ได้ข้อความค่ะ นัด 20.00 รถจะมารับนะ ถึงที่พักก็รีบทานข้าว รอรถเลย ตื่นเต้น จะได้ไปล่าแสงแล้ว
ระหว่างทางไปล่าแสงเหนือ หิมะตกหนักมากเลย เรานี่แบบคิดในใจ ได้เห็นจริงเหรอ แต่ไกด์เก่งมากนะ พาเราฝ่าหิมะออกไปจุดที่ฟ้าโปร่ง เห็นแสงเหนือได้ นี่คือ สาเหตุที่เราต้องจ้างไกด์ไปล่าแสงเหนือ จู่ๆ จะขับรถไปกันเองไม่ได้ เพราะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่เราออกไปดู แต่เป็นการไปตามล่าค่ะ ซึ่งเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่วันนี้แสงเหนือไม่ชัดเท่าไร มองไม่ชัดด้วยตาเปล่า ต้องมองผ่านเลนส์กล้อง แอบเสียดาย แต่โอเค เรายังเหลือโอกาสอีก 1 คืน ต้องมีดวงแหละน่า

Day 14 : Murmansk (Aurora Hunting)
วันนี้ตามโปรแกรม เราต้องไป Teriberka ซึ่งเป็นดินแดนสุดขอบโลก ติดกับมหาสมุทรอาร์คติก ถ้าฟ้าใสๆ จะสวยมาก แต่ถ้าเจอพายุ หรือฟ้าหม่น เมฆหนา ก็มองอะไรไม่เห็นเลย
ซึ่งวันนี้ถนนตรง Teriberka ปิดค่ะ เพราะพายุหิมะเมื่อวาน ทัวร์ก็ถามว่าเราอยากเปลี่ยนไปที่อื่นแทนมั้ย แต่เราเลือกยกเลิกโปรแกรมวันนี้ไปเลย เพราะกว่าจะล่าแสงเหนือกลับ ก็เที่ยงคืน-ตี1 แล้ว อยากนอนตื่นสาย พักผ่อน เลยได้ส่วนลดโปรแกรม Teriberka มา คนละ 8,000 รูเบิล เพราะถ้าหากไปได้ แต่มีพายุมองอะไรไม่เห็น ก็ไม่น่าไป ขอเดินเที่ยวในเมืองดีกว่า
ซึ่งวันนี้ในเมืองท้องฟ้าแจ่มใสแล้ว หิมะไม่ตกแล้วด้วย คืนนี้น่าจะได้เห็นแสงเหนือแจ่มๆ แล้วแหละ


เราก็ไปเดินเล่นที่ Murmansk Mall ซึ่งเป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในเมือง จากที่พักเราเดินไปได้ค่ะ เดินไกลนิดนึง แต่สบายๆ เที่ยงนี้ขออาหารเอเชียหน่อยนะ เลยจัดเฝอ อาหารเวียดนามไปจ้า


และแล้วช่วงเย็นๆ ก็ได้ข้อความนัดไปล่าแสงเหนือ แล้วคืนนี้เราก็ได้เห็นแสงเหนือแบบดูได้ด้วยตาเปล่าเลยล่ะ ตื่นเต้น ได้เห็นแสงเหนือเต้นระบำแล้ว









เราไปแบบ Join Group แต่มีกัน 5 คนเองค่ะ ไกด์จะเป็นทั้งคนขับรถ และช่างภาพถ่ายให้นะ ไม่ต้องหยิบมือถือเราออกมาเลย ยังไงก็สวยสู้กล้องไกด์ไม่ได้ ซึ่งเราจะถ่ายมากแค่ไหนก็ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลย แต่เราหนาวมากแล้ว เพราะนี่มันประมาณ 5 ทุ่มกว่า อากาศก็ติดลบ 15 ค่ะ ได้รูปพอใจแล้ว กลับเถอะ รูปได้ไวมาก วันรุ่งขึ้น ทาง Local Tour ก็ส่งลิงค์ให้เราดาวน์โหลดแล้วค่ะ
Day 15 : Murmansk - Saint Petersburg
เช้านี้เราก็มีเวลาสบายๆ เพราะเราเลือกที่จะออกจาก Murmansk เวลา 14.30 เลยมีเวลาได้นอนเต็มอิ่ม ทำอาหารทาน เก็บของ เช็คเอาท์
ให้ดูตัวอย่างหน้าตาอาหารที่ทำทานที่ Murmansk





ประมาณเที่ยง รถก็มารับไปสนามบินค่ะ ไฟล์ทเราถึง Saint Petersburg สนามบิน LED เวลา 16.25 เราจะเดินทางเข้าเมืองกัน ง่ายมากๆ และประหยัดด้วย
การเดินทางจากสนามบิน LED เข้าเมือง
เมื่อออกจากสนามบิน ให้นั่งรถเมล์ สาย 39 หรือ 39e ไปสถานีรถไฟใต้ดิน Moskovskaya ค่ะ จากนั้นก็นั่งรถไฟใต้ดินไปโรงแรมได้เลย ราคารถบัส เที่ยวละ 75 รูเบิลค่ะ มีกระเป๋ารถเมล์เก็บเงินสดบนรถแบบบ้านเราเลย
- สาย 39 จะจอดหลายป้ายหน่อย ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
- สาย 39e ไม่จอดป้าย ใช้เวลา 20 นาที
ตอนจะมาสนามบิน ก็นั่งรถไฟใต้ดินมาต่อรถเมล์ได้เลย

รถไฟใต้ดิน ถ้าซื้อเป็นเที่ยว เที่ยวละ 90 รูเบิล จะได้เป็นเหรียญแบบนี้


เมืองนี้เราพักที่ Nevskaya Klassika Apartments อยู่บนถนน Nevsky ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จองในแอพ Zenhotels แต่ที่พักนี้ให้จ่ายเป็นเงินสดวันเช็คอิน
พิกัด : https://yandex.com/maps?text=5...
ที่นี่เป็นอพาร์ทเมนท์ อยู่ชั้น 4 มีหลายห้องนอน แล้วแต่ type ที่เลือก ซึ่งเราได้ห้องใหญ่มาก คืนละ 2,000 รูเบิล ในรูปนี่คือห้องนอนเรานะคะ



มีห้องน้ำรวม ครัวรวม มี wifi ให้ใช้

ที่สำคัญ คือ ทำเลดีมาก อยู่บนถนน Nevsky สถานี Admiralteyskaya เดิน 2 นาที มีป้ายรถเมล์หน้าตึกเลย ส่วนร้านอาหาร และ Supermarket ก็เยอะมากนะ
เห็นวิว Admiralty จากหน้าต่างห้อง และสามารถเดินไป Tourist Attraction ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์หยดเลือด, Kazan Cathedral, Hermitage, Peter and Paul Fortress, St.Isaac Cathedral, Admiralty ดีงามมากๆ
ข้อเสียเพียงอย่างเดียว คือ อพาร์ทเมนท์นี้อยู่ชั้น 4 ไม่มีลิฟท์จ้า แบกกระเป๋าขึ้นไปเหนื่อยเลย

ตอนค่ำ ไปเดินเล่นชมไฟ แสงสียามค่ำคืน จะบอกว่า เมืองสวยมากจริงๆ




Day 16 : Saint Petersburg
เช้าวันนี้ เราจะนั่งรถเมล์เที่ยวในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กกัน ราคาเที่ยวละ 75 รูเบิล ป้ายรถเมล์อยู่หน้าตึกอพาร์ทเมนท์เลย สะดวกมาก ชอบรถเมล์เค้า บานกระจกใหญ่มาก

Smolny Cathedral
โบสถ์สมอลนี เป็นวิหารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สไตล์ Elizabethan Baroque ซึ่งมีสีฟ้าขาว และโดมสีทอง โบสถ์นี้น่ารักมาก ตอนไปมีทำพิธีอะไรสักอย่างอยู่ด้วย ซึ่งในอดีตที่นี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสำนักชี และในยุคของพระนางแคทเธอรีน ได้เปิดเป็นโรงเรียน สถานที่ฝึกอบรมสำหรับสตรีในแวดวงสังคมชั้นสูงรวมถึงบุตรสาวของเศรษฐี
พิกัด : https://yandex.com/maps/org/sm...



มื้อเที่ยง ก่อนจะไปเที่ยวที่ถัดไป เราเลือกทานอาหารเปอร์เซีย เพราะเบื่ออาหารแนวยุโรปจืดๆ มากัน 2 คน แต่พนักงานพาไปห้อง vip เลย สงสัยเห็นว่าเราเป็นนักท่องเที่ยว เลยบริการดีมาก รสชาติดี อร่อย มื้อนี้ประมาณ 1,500 รูเบิล



Cathedral of the Holy Trinity of the Izmailovsky regiment
โบสถ์นี้ไม่ได้เข้าไปด้านใน แต่แค่ด้านนอกก็สวยมากๆ แล้ว
พิกัด : https://yandex.com/maps/org/ca...


จากโบสถ์นี้ เราเดินเล่นกลับโรงแรมกัน ชมวิวระหว่างทางท่ามกลางอากาศเย็นๆ มันฟินมาก



Day 17 : Saint Petersburg
Peterhof Palace
วันนี้เราจะไปไฮไลท์ของเมืองนี้เลย นั่นคือ พระราชวัง Peterhof อ่านเป็นภาษาอังกฤษ คือ ปีเตอร์ฮอฟ แต่ถ้าอ่านตามภาษารัสเซีย จะเรียกว่า พระราชวังเปเตียร์กอฟ เป็นพระราชวังฤดูร้อนริมอ่าวฟินแลนด์ สร้างโดยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช เมื่อครั้งได้เสด็จไปเยือนประเทศฝรั่งเศส และทรงประทับใจในความงดงามของพระราชวังแวร์ซายส์ จึงได้รับสั่งให้มีการสร้างพระราชวังตามแบบพระราชวังแวร์ซายส์ จนออกมาเป็นพระราชวังฤดูร้อนที่สวยงาม โดยใช้เป็นสถานที่พักผ่อนและล่าสัตว์ในฤดูร้อน ประกอบด้วย ตัวพระราชวัง สวนดอกไม้ และสวนน้ำพุที่อลังการที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ที่นี่จะใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนานหน่อยค่ะ แต่สะดวก เรานั่งรถเมล์ 2 ต่อลงหน้าพระราชวังเลย
พิกัด : https://yandex.com/maps?ol=geo...


เราลงก่อนถึงพระราชวัง 1 ป้าย เพราะเห็นมีโบสถ์สวยๆ ระหว่างทาง

จากโบสถ์นี้ สามารถเดินไปพระราชวังได้ และแล้วเราก็ผ่านร้านเค้กน่ารักๆ ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับไทย แวะกินเติมพลังก่อนเข้าพระราชวัง ชีสเค้กชิ้นนี้ 180 รูเบิล


แล้วเราก็มาถึงพระราชวังกัน สวยมากๆ เลย ยิ่งถ้ามาฤดูร้อนจะยิ่งสวยมาก เพราะจะมีต้นไม้ ดอกไม้ น้ำพุ แต่ช่วงฤดูหนาว ยังไม่มีอะไร มีแต่หิมะ เลยได้เข้าสวนฟรีค่ะ แต่ถ้าจะเข้าไปดูในพระราชวัง จะมีค่าเข้าเพิ่มต่างหาก







เดินตรงจากสวนออกไป ก็จะเป็นอ่าวฟินแลนด์ ถ้าข้ามอ่าวไป ก็คือประเทศฟินแลนด์นั่นเอง




นี่ถ่ายย้อนกลับมายังพระราชวัง มุมนี้เห็นกว้างมาก

ออกจากพระราชวัง หิวมากตอนนี้ แต่บริเวณนี้ไม่มีร้านอาหารเลย เราเดินเข้าไปในถนนตรงข้ามพระราชวัง ประมาณ 10 นาที มี Supermarket มีขายฮอทดอกด้านใน นี่แหละ กินรองท้องก่อน
พิกัด : https://yandex.com/maps/org/ma...

จากนั้นเราก็นั่งรถเมล์ และต่อรถไฟใต้ดินไปร้านโปรดจากมอสโคว์ คือ The Bull นั่นเอง แต่รอบนี้ขอลอง ขาหมูเยอรมัน 650 รูเบิล และ ต้มยำทะเล พร้อมข้าว 2 ถ้วย 370 รูเบิล เพราะมา 17 วัน คิดถึงอาหารไทยแล้ว ซึ่งขาหมูขาใหญ่มาก 2 คน กินแทบไม่หมดแน่ะ


หลังจากอิ่มท้องแล้ว ข้างๆ กัน คือ ร้าน Алёнка ร้านช็อคโกแลตหน้าเด็ก ของฝากร้านดังจากรัสเซีย ช้อปปิ้งขนมของฝากกันต่อ




หากเรามีซิมรัสเซีย สามารถสมัครสมาชิกฟรี ได้ส่วนลดเยอะมาก บางอย่างก็ 1 แถม 1 บางอย่างก็ลดราคา เราใช้ซิมรัสเซีย ก็สมัครสิจ๊ะ

ร้านค้าต่างๆ ที่นี่ ตกแต่งด้วยตุ๊กตาแม่ลูกดกเยอะมาก

Day 18 : Saint Petersburg
นั่งรถเมล์ รถไฟใต้ดินเที่ยวมา 2 วันแล้ว วันนี้เราจะเดินเที่ยวกันทั้งวัน เพราะที่พักเราใกล้แหล่งท่องเที่ยวทั้งหมดเลย เลยสบายมากๆ
Church of Savior on the Spilled Blood
เดินไปที่แรก โบสถ์หยดเลือด โบสถ์ขนาดใหญ่ที่สร้างให้เป็นเกียรติแด่พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ผู้ประกาศเลิกทาส แต่กลับทำให้ชาวรัสเซียไม่พอใจ เนื่องจากมีความเป็นอยู่ที่แย่ลง ทำให้พระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยระเบิดจากกลุ่มก่อการร้าย จึงเป็นที่มาของชื่อโบสถ์หยดเลือด ซึ่งเป็นโบสถ์ที่มีชื่อเสียงมากๆ ของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
ตอนที่ไปยังมีการซ่อมแซมปรับปรุงอยู่ ซึ่งได้ข่าวว่าซ่อมมานานแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ รูปเลยได้ไม่เต็มโบสถ์เท่าไร แอบเสียดาย

ส่วนรูปนี้นำมาจาก Shuttlestock นะคะ เพื่อให้เห็นโบสถ์แบบเต็มๆ

Peter and Paul Fortress
หลังจากโบสถ์หยดเลือด เราก็เดินข้ามสะพานไปยัง Peter and Paul Fortress ป้อมปราการปีเตอร์แอนด์พอล สถาปัตยกรรม Baroque เพื่อป้องกันการโจมตีจากสวีเดน เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก




ไปทันตอนเที่ยงพอดี ได้ยินเสียงปืนใหญ่ และกลุ่มทหารออกมาเดินกัน เลยขอถ่ายภาพพี่ๆ ทหารไว้หน่อย

State Hermitage Museum / Winter Palace
จากนั้นเดินข้ามสะพานกลับมายัง พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ หรือ พระราชวังฤดูหนาวนั่นเอง ซึ่งยิ่งใหญ่ หรูหรา อลังการ และที่สำคัญคือ อยู่กลางเมืองเลย ในอดีตเคยเป็นพระราชวังหลวงของราชวงศ์โรมานอฟ ระหว่างปี ค.ศ. 1732 – 1917



Palace Square



Admiralty


St. Isaac’s Cathedral
เดินไปอีกนิด เป็น St.Isaac's Cathedral หรือ มหาวิหารเซนต์ไอแซค ที่ตั้งอยู่กลางเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เป็นมหาวิหารออร์โธดอกซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นมหาวิหารคริสต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ใช้เวลาสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1818 – 1858 โดดเด่นด้วยหลังคาโดมสีทองที่เคลือบด้วยทองคำแท้ๆ กว่า 100 กิโลกรัม



ด้านหน้าวิหาร จะมีรถม้ามาจอด เพื่อให้นั่งชมวิว แต่เราไม่ได้นั่งนะคะ


หลังจากนั้น เราทานอาหารเย็น เดินกลับที่พัก เอากระเป๋าแล้วไปสนามบินค่ะ ไฟล์ทออก 22.10 มีเวลามากมาย นั่งรถไฟใต้ดิน แล้วต่อรถเมล์ไปสนามบินได้เลย
Day 19 : Bangkok, Thailand
ถึงกรุงเทพฯ ละค่ะ 19 วัน ณ ดินแดนหมีขาว หนาวสุดใจ แต่สวยสุดๆ ทริปนี้ของเรา ถือว่าเพอร์เฟคต์มากๆ ทำได้ครบทุก dreamlist
ค่าใช้จ่ายทริปนี้ เป็นราคาสำหรับ 2 คนนะ (เราแลกเงิน ณ เรท 0.31) รวม 120,748 บาท เฉลี่ยคนละ 60,500 บาทเท่านั้นเอง ค่าใช้จ่ายนี้ไม่รวมค่าช้อปปิ้ง และค่าเสื้อผ้าต่างๆ นะ

หากเพื่อนๆ อ่านแล้ว อยากให้ไปลองเที่ยวรัสเซียกันดูนะ ตามแพลนของเราได้เลย
Travelholic
วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลา 19.56 น.







