อุ่นไอหนาว ณ เชียงคาน รีวิวโดย Travelholic

โอบกอดลมหนาว ชมทะเลหมอก ใช้ชีวิตช้าๆ ริมโขง คงเป็นที่อื่นไปไม่ได้ นอกจาก ... "เชียงคาน" ลมหนาวปีนี้ กำลังจะพัดมาแล้ว ผู้ซึ่งรักการท่องเที่ยวแบบเราก็ไม่รอช้า รีบจัดทริปทันทีจ้า "เชียงคาน" เป็นคำตอบแรกในใจเราเลยล่ะ อยากไปใช้ชีวิตช้าๆ ค่อยๆ เดินไปพร้อมกับเข็มวินาที ซึมซับกับวิถีชีวิตเรียบง่ายริมแม

อุ่นไอหนาว ณ เชียงคาน

อุ่นไอหนาว ณ เชียงคาน

 วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 เวลา 09.44 น.

 วันที่เดินทาง 6 ธ.ค. 2563

โอบกอดลมหนาว ชมทะเลหมอก ใช้ชีวิตช้าๆ ริมโขง

คงเป็นที่อื่นไปไม่ได้ นอกจาก ... "เชียงคาน"

ลมหนาวปีนี้ กำลังจะพัดมาแล้ว ผู้ซึ่งรักการท่องเที่ยวแบบเราก็ไม่รอช้า รีบจัดทริปทันทีจ้า "เชียงคาน" เป็นคำตอบแรกในใจเราเลยล่ะ อยากไปใช้ชีวิตช้าๆ ค่อยๆ เดินไปพร้อมกับเข็มวินาที ซึมซับกับวิถีชีวิตเรียบง่ายริมแม่น้ำโขงอันแสนสงบ เดินกินของอร่อยๆ ยามค่ำคืน มันช่างเป็นความสุขที่หาได้ยากยิ่งในเมืองกรุง 

จริงๆ แล้วจังหวัดเลย สถานที่ท่องเที่ยวเยอะจริงๆ แต่ทริปนี้เราอยากไป Slow Life ที่เชียงคานเท่านั้น ทริปเชียงคาน 3 วัน 2 คืน ของเราจึงได้เกิดขึ้น โจทย์ของเรา คือ อยากไปถึงตอนเช้า ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อทันดูทะเลหมอก เราเลยเลือกที่จะไปรถบัสค่ะ เพราะเวลา ได้ตามแพลนพอดีเป๊ะ ช่างเหมาะสมที่สุด และสะดวกที่สุดจ้า แต่ถ้าไปเครื่องบิน เครื่องจะไปลงสนามบินเลย ซึ่งอยู่ อ.เมืองนะคะ ต้องต่อรถไปเชียงคานอีกต่อนึง ประมาณ 1 ชั่วโมงจ้า และเวลาบินก็ไม่เป็นไปตามแพลนด้วย

สำหรับการเดินทางในเชียงคาน สะดวกสบายมากๆ เลย เพราะ สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ บนถนนคนเดิน ก็จะใช้จักรยานในตอนกลางวัน และเดินในช่วงเย็น สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่ห่างไกลออกไป ก็ใช้บริการรถสกายแลป ซึ่งสกายแลปนี้ หน้าตาจะคล้ายๆ รถตุ๊กตุ๊ก แต่คันใหญ่กว่า และนั่งหันหน้าเข้าหากัน น่าจะนั่งได้ไม่เกิน 4 คน เราติดต่อสกายแลปไว้ก่อนเดินทางเลย โดย search หาใน facebook เนี่ยแหละค่ะ ซึ่งก็แจ้งไปว่า เราจะไปไหนบ้าง วันไหน กี่คน แล้วพี่คนขับจะคิดราคามาให้ ง่ายดายที่สุด

และแล้ว วันเดินทางก็มาถึง ... เราแอบตื่นเต้นเพราะไม่ได้ขึ้นรถบัสมานานมากๆ เลยเลือกรถของ บขส.  เพราะจะมีแวะกินข้าวต้มระหว่างทาง จะได้ลงไปยืดเส้นยืดสาย แปรงฟัน ล้างหน้าหน่อย เริ่มเดินทางจากหมอชิต รถออกเวลา 20.00 น. กว่าจะถึงเชียงคานก็ ตี 5 กว่าๆ ข้อดี คือ รถจะมาจอดที่เชียงคานเลย ใกล้ถนนคนเดินมากๆ สามารถเดินไปยังถนนคนเดิน หาของกินตลาดเช้าได้สบายๆ เลยล่ะ แต่เราจะไปดูทะเลหมอกค่ะ เลยนัดรถสกายแลปที่ติดต่อไว้ ให้มารับที่จุดจอดรถบัส ลงจากรถบัสปุ๊บ ก็ขึ้นรถสกายแลปที่มาจอดรอรับทันที สบายสุดๆ เลยเนอะ ^^

Day 1

สถานที่แรกที่เราจะไป คือ ภูทอก สถานที่ชมทะเลหมอกที่สวยที่สุดในเชียงคานนั่นเอง ซึ่งระหว่างทางที่ไปภูทอก รถสกายแล็ปก็ขับฝ่าหมอก และลมหนาว หน้าเราปะทะลมหนาวเต็มๆ ณ อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียส แบบนี้เลยที่ถูกใจ รถทุกคันจะไปได้แค่จุดจอดรถ วางกระเป๋าเดินทางไว้บนรถได้เลย จากนั้นทุกคนต้องต่อรถกระบะขึ้นไปภูทอกค่ะ ไปกลับคนละ 25 บาท

พอขึ้นไปบนภูทอก ทันรอพระอาทิตย์ขึ้นพอดี คนก็เยอะนะ แต่ไม่ได้หนาแน่น จนต้องเบียดกัน เพราะเราเลือกมาวันจันทร์ เลยถ่ายรูปได้สบายหน่อย หมอกเยอะกำลังงามเลยแหละ

หลังจากถ่ายรูป และซึมซับอากาศหนาวๆ เต็มอิ่ม เราก็กลับลงมายังจุดจอดรถ มาทานมื้อเช้ารองท้องกันก่อน มีชาวบ้านขายของกินเต็มเลย เลยกินนี่กันไป ข้าวจี่ญวน และ ข้าวจี่



จากนั้นก็นั่งสกายแลปคันเดิมไปที่ถัดไป นั่นคือ สกายวอล์คเชียงคาน นั่นเอง ซึ่งเพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการ วันที่ 1 ธ.ค. 2563 นี่เอง โชคดีสุดๆ ที่เปิดก่อนเราไปพอดี ซึ่งที่นี่นับได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของเชียงคานเลย ทางเดินจะเป็นกระจกใส ด้านล่างเป็นจุดที่แม่น้ำเหืองไหลมาบรรจบแม่น้ำโขง ซึ่งกั้นพรมแดนไทยลาว รถทุกคันจะจอดยังจุดจอดรถ และนั่งรถกระบะขึ้นไปเหมือนภูทอกเลยค่ะ ไปกลับคนละ 20 บาท และด้วยความเป็นพื้นกระจก เราจะต้องใส่ถุงคลุมรองเท้า 30 บาท แต่พี่คนขับรถของเรามีให้บริการผู้โดยสารฟรีค่ะ เลยไม่ต้องจ่าย ^^

เราไปถึงตอน 9 โมงเช้า หมอกยังหนามากๆ ทำให้มองไม่เห็นวิวภูเขา และแม่น้ำเบื้องล่างเลย แต่ไม่เป็นไร เราชิลล์ 55 นั่งรอจนหมอกจางไปจ้า ในที่สุด หลังจากนั่งรอไป 1 ชั่วโมง หมอกก็เริ่มจาง ได้เวลาชมความงาม และความเสียวของสกายวอล์คแล้ว ถ้าใครกลัวความสูง อาจจะเสียวหน่อยน้าา เพราะสูงประมาณตึก 30 ชั้นเลยจ้า แต่ถ้าไม่กลัว ก็จะได้รูปแบบเราเลย มันช่างดีจริงๆ ได้เห็นวิวธรรมชาติท่ามกลางอากาศหนาวๆ แบบนี้ นี่ทริปเชียงคานเพิ่งเริ่มต้นเองนะ ทำไมมันดีต่อใจเช่นนี้

หลังจากนั้น เราก็ให้สกายแลปไปส่งเราที่เกสท์เฮ้าส์บนถนนคนเดิน จบการใช้บริการสกายแลป 600 บาทแต่เพียงเท่านี้ หลังจากนี้การเดินทางของเราในเชียงคาน คือ 2 เท้า และจักรยาน

ที่พักของเราทริปนี้ ทั้ง 2 คืน คือ เชียงคานเกสท์เฮ้าส์ คืนละ 600 บาท ตั้งอยู่บนถนนชายโขง ด้านหน้าติดถนนคนเดิน ด้านหลังติดถนนเล็กๆ ริมแม่น้ำโขง ซึ่งตอนนี้เป็นเวลาเกือบๆ เที่ยงพอดี เราไปเช็คอิน และฝากกระเป๋าไว้ก่อน แล้วเดินไปทานอาหารร้านดังของเชียงคาน "เฮือนหลวงพระบาง" ซึ่งขึ้นชื่อว่ารออาหารนาน เราเลยไปทานมื้อเที่ยงเลยจ้า คนจะน้อยหน่อย ทานไป ชมวิวแม่น้ำโขงไป อาหารอร่อยดี จานใหญ่มากอ่ะ ไป 2 คน ทานแทบไม่หมด 

ปลาส้มทอดทรงเครื่อง (198)
ไส้อั่วหมูเส้น (150)

หลังจากหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน เดินกลับไปที่พัก เข้าห้องพักได้พอดี ก้อได้เวลางีบหลับจ้า เพราะนอนบนรถทัวร์ไม่เต็มอิ่มเลย และตอนบ่ายที่เชียงคานร้อนมาก แม้จะเป็นฤดูหนาวก็ตาม แดดแรงจริงๆ นะ พักผ่อนก่อนดีกว่า

พอประมาณ 5 โมงเย็น ถนนคนเดินก็เริ่มขายของแล้ว แต่จะคึกคักประมาณ 6 โมงเย็น ช่วงฤดูหนาวจะมีถนนคนเดินทุกวันเลย ซึ่งวันธรรมดาก็จะดีหน่อย ตรงที่คนไม่แน่นจนเกินไป เราชอบแบบนี้แหละ ^^ 

Day 2

วันนี้ เราแพลนเที่ยวบนถนนคนเดินในตอนกลางวัน ดูบ้านเรือน และวิถีชีวิตของผู้คนในเชียงคาน ปั่นจักรยานเที่ยว และหาของกินอร่อยๆ เลยเริ่มต้นวันจากการเช่าจักรยาน คันละ 50 บาทต่อวัน

การปั่นจักรยานริมโขงในเชียงคาน คือ ดีมาก ลมเย็น สบาย แต่แดดจะเริ่มแรงตอนช่วง บ่าย 2 เป็นต้นไป เราก็ขี่ทะลุซอยนั้้น ซอยนี้ หาของกินอร่อยๆ เจอร้านไหนน่ารักๆ ก็ถ่ายรูป

มาดูอาหารกัน เริ่มจากร้านแรก "ลุกโภชนา" 

ขนมจีบกุ้ง (30)
ขนมจีบสาหร่าย (30)
ไข่กระทะ (45)
ข้าวขาหมู (40)

ร้านถัดไป "ป้าบัวหวาน ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว"

ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว (40)

ต่อด้วย "จุ่มนัวยายพัด"

จุ่มนัว (40)

"เฟื่องฟ้า บะหมี่โบราณ"

"สังขยาคุณแม่" ยามบ่าย

ตระเวนกินทั้งหมดนี้ คือ อิ่มมากมาย ประมาณ 16.00 เราก็ขี่จักรยานไป แก่งคุดคู้ กันต่อ ไม่ไกลมากนะคะ ขี่จักรยานไปได้สบายๆ บนถนนเล็กๆ เลียบแม่น้ำโขง เป็นทางสำหรับจักรยาน และเดินเท้าเท่านั้น ปลอดภัยดีค่ะ ไม่ต้องกลัว 

แล้วเราก็มาถึงแก่งคุดคู้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ถ้าน้ำลง จะเห็นแก่งที่ชัดเจน มองไปฝั่งตรงข้ามที่ถูกกั้นด้วยแม่น้ำโขง นั่นคือ ประเทศลาว ใกล้กันนิดเดียวเองเนอะ

อยู่ตรงนี้ไปประมาณชั่วโมงนึงค่ะ แล้วก็ขี่กลับ แต่ตอนกลับอาจจะมืดนิดนึงนะ แต่แสงพระอาทิตย์ตกสวยมากๆ เลย

มื้อเย็นวันนี้ ถนนคนเดินเช่นเคยค่ะ ชอบ อร่อยไปหมดเลย

Day 3

เช้าวันถัดไป เราตื่นแต่เช้ามากๆ ค่ะ เพราะจะตักบาตรข้าวเหนียว ซึ่งเราต้องแจ้งที่พักไว้ก่อน เค้าจะจัดชุดตักบาตรข้าวเหนียวไว้ให้ ชุดใหญ่ 100 บาท ซึ่งต้องลงมารอตอน 6 โมงเช้านะ พอ 6 โมงเช้าเป๊ะ เราก็ลงมาเพื่อรอตักบาตรค่ะ เซอร์ไพร์ส เกสท์เฮ้าส์มีผ้าถุง และผ้าคาดบ่าลายไทยๆ ให้ยืมใส่ด้วยอ่ะ ซึ่งมีสีและลายให้เลือกเยอะมาก เราก็เลือกให้เข้ากับสีเสื้อกันหนาว ส่วนผู้ชายจะเป็นผ้าคาดบ่าลายผ้าขาวม้าอย่างเดียวค่ะ คือ เฮ้ย ดีงามสุดๆ เข้ากับบรรยากาศมาก

หลังจากตักบาตรข้าวเหนียวเสร็จ เราก็เดินจากเกสท์เฮ้าส์ไม่กี่ก้าว เพื่อไปดูหมอกจ้า เป็นจุดชมวิว ซึ่งหมอกหนามาก ไม่ต้องขึ้นภู ก็ได้เจอหมอกเต็มๆ 

ทุกเช้าจะมีหมอกมาทักทายแบบนี้ ทริปนี้ เลยได้เจอหมอกเต็มๆ ไปเลยจ้า อากาศก็หนาวสมใจ อาหารเช้าวันนี้เรากินเหมือนเมื่อวานค่ะ ร้านไหนอร่อย คือ ไปซ้ำ 55 

แม้ตอนเช้าจะหมอกหนา แต่สายๆ ฟ้าสวยแจ่มแบบนี้เลยนะ และอากาศก็ยังเย็นอยู่


ส่วนอาหารกลางวัน เดินผ่านเลยขอลองร้านนี้ "14 อีกครั้ง" ตั้งแต่มายังไม่ได้ลองปลาแม่น้ำโขงเลย เลยจัดไปค่ะ ร้านนี้อาหารจานเล็กหน่อย เลยได้ลองหลายอย่าง

ต้มยำปลาคัง (150)
ผัดฉ่าปลาคัง (150)
ส้มตำหมูยอ (70)

หลังจากมื้อเที่ยง เราพักผ่อนที่เกสท์เฮ้าส์ โดยเช็คเอาท์ไว้แล้ว แต่ฝากกระเป๋าไว้ได้ค่ะ ก็นั่งเล่นที่ระเบียงของเกสท์เฮ้าส์ซึ่งอยู่ริมโขงแบบนี้เลย นั่งมองแม่น้ำโขง ปลดปล่อยอารมณ์ไปกับความเรียบง่ายของเมืองเล็กๆ อันแสนสงบเช่นนี้

นั่งไปนานแค่ไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกที แดดร่มแล้ว ก็ได้เวลาเดินถนนคนเดินอีกแล้วสินะ อิอิ เพราะ ข้อดีของการกลับด้วยรถบัส ก็คือ รถจะออกจากเชียงคาน ในเวลา 18.30 ซึ่งเดินไปได้เลยจ้า เลยมีเวลาไปหาของอร่อยกินก่อน แล้วเดินกลับไปเอากระเป๋า แล้วเดินไปจุดจอดรถบัสค่ะ ถึง กทม. ประมาณตี 3 กว่าๆ 

ทริปนี้ ถ้าหากมีเวลาน้อย และไปรถบัสแบบเรา สามารถปรับเป็น 2 วัน 1 คืน ก็ได้นะ เพราะที่เที่ยวไม่ได้เยอะ แต่บรรยากาศอ่ะ เยอะมาก แต่ถ้ามีเวลา ก็ไปใช้ชีวิตช้าๆ แบบเราเลยค่ะ 

ความคิดเห็น