น้ำตกหมันแดง ความงดงามที่แลกมาด้วยเลือด รีวิวโดย MaxzPacker

หัวเรื่องอาจจะดูโหดร้ายไปสักหน่อย แต่เชื่อเถอะ เส้นทางที่เราต้องเสียสละอะไรบางอย่างเพื่อให้ถึงจุดหมายนั้น มักจะมีคุณค่ามากกว่าเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเราได้ใช้ร่างกายเราขีดเขียนเรื่องราว ณ สถานที่แห่งนั้น หาใช่ภาพถ่ายหรือความทรงจำผ่านสมอง... น้ำตกหมันแดง ณ ภูหินร่องกล้า จุดเ

น้ำตกหมันแดง ความงดงามที่แลกมาด้วยเลือด

น้ำตกหมันแดง ความงดงามที่แลกมาด้วยเลือด


หัวเรื่องอาจจะดูโหดร้ายไปสักหน่อย แต่เชื่อเถอะ เส้นทางที่เราต้องเสียสละอะไรบางอย่างเพื่อให้ถึงจุดหมายนั้น มักจะมีคุณค่ามากกว่าเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเราได้ใช้ร่างกายเราขีดเขียนเรื่องราว ณ สถานที่แห่งนั้น หาใช่ภาพถ่ายหรือความทรงจำผ่านสมอง...



น้ำตกหมันแดง ณ ภูหินร่องกล้า

จุดเริ่มต้นของทริปวันหยุดยาวที่ผ่านมา (น้ำตกหมันแดง ลานหินปุ่ม >> ???????)


หลังจากได้รับการปฏิเสธจากหลายๆที่ ในช่วงหน้าฝนนี้ ทำให้สองสามวันสุดท้ายหวยมาออกที่ สองสถานที่แห่งนี้ แต่ก็นะไม่ว่าจะไปที่ไหน มันมักจะมีสิ่งดีๆ รอเราอยู่ข้างหน้าเสมอ ถึงแม้จะไม่ได้ตามสิ่งที่คาดหวังไว้



ติดตามบันทึกการเดินทางอื่นๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/maxzpacker/ หรือ https://th.readme.me/id/MaxzPacker
ออกเดินทางตั้งแต่เที่ยงคืนวันศุกร์เพื่อไปให้ทันเช้าที่ภูหินร่องกล้า ผ่านเส้นสระบุรี-เพชรบูรณ์ ไปรับอรุณสวัสดิ์จากตะวันที่แถวๆ ทางแยกภูทับเบิก ซึ่งเจอหมอกลง อากาศดีๆ เป็นโบนัสระหว่างทาง เห็นแสงสีทองแบบนี้มาถึงกับต้องจอดรถ ลงไปถ่ายรูปกันเลยทีเดียว

ถึงกับตาสว่างกับบรรยากาศที่อยู่ตรงหน้า ความเหนื่อยล้าจากการขับรถ หายไปในพริบตา เมฆหมอกไม่เยอะมากแต่มันพอเผยให้เห็นวิวภูเขา ซึ่งดูเข้ากันดี หมอกมันคลืบคลานมาบนพื้นถนนปกคลุมไปทั่วจนเหมือนขับรถอยู่บนหมอกเลย



ขับต่อจากแยกทับเบิกมาได้อีกไม่นานก็มาถึงที่ทำการน้ำตกหมันแดง ก็ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ ที่ได้โทรมาสอบถามก่อนหน้านี้แล้ว

ใครที่สนใจก็สามารถติดต่อที่เบอร์นี้ได้นะ 091-040-0774 น่าจะชื่อพี่จำนงค์ ประมาณนี้

มาถึงจุดนี้ สัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เนตไม่สามารถเข้าถึงได้อีกต่อไปแล้ว(ผมใช้ค่ายสีเขียวนะ) ใครที่เป็นสายโซเชี่ยล อย่าหวังจะได้โพสหรือทำอะไรเลย ทางที่ดีก็อย่าเอาเข้าไปในป่าด้วย ยกเว้นว่า จำเป็นต้องใช้กล้องมือถือถ่ายรูปจริงๆ



ผมไปถึงเช้าประมาณ 7 โมงกว่า ทาง จนท. บอกว่าไปหาอะไรกินก่อน แล้วค่อยมาใหม่ตอน 9 โมง เพื่อรอสมาชิกอีกกลุ่มหนึ่งมาถึงด้วย เวลาเหลือๆ ผมก็เลยขับรถเล่นไปหาอาหารมารองท้อง



ซึ่งขับออกจากที่ทำการไปทางพิษณุโลก จนเจอสามแยกสุดทางให้เลี้ยวขวา ก็จะเจอชุมชนเล็กๆ มีร้านนึงขายหมูปิ้งพอดี ซื้อเสบียงไว้กินตอนกลางวันที่น้ำตกด้วยละกัน เพราะเราจะไปกินอาหารกลางวันกันที่น้ำตก



พออิ่มแล้วขับรถกลับมารอที่ ที่ทำการ หลับสักงีบ เพราะขับรถมาหลายชั่วโมง



เมื่อถึงเวลานัดก็ตื่นมาจัดกระเป๋าสำหรับลุยน้ำ ใส่ขายาว ไกเตอร์กันทาก พร้อม แต่สมาชิกอีกกลุ่มที่ว่ายังไม่มา มีเพียงพี่อีกสองคนจากภูเก็ตเท่านั้น ทำให้วันนี้กลายเป็นว่า ป่าแห่งนี้เป็นของเรา 555



พร้อมละก็ลุยกันเลย พี่ จนท. เดินนำหน้าผ่านป่าที่ไม่มีคนนำก็อาจจะหลงได้ ขากลับผมเดินนำบ้าง มีเป๋ไปหลายรอบ จนท. ต้องตะโกนบอกทางอยู่หลายครั้ง

เส้นทางในช่วงแรกไม่มีอะไรมาก เป็นทางราบ จนมาเจอสะพาน จริงๆ ก็แค่ท่อนไม้วางพาดผ่านลำธาร หลังจากนั้นก็จะเป็นทางเดินลงซะส่วนใหญ่ เพราะน้ำตกที่เราจะไปนั้นอยู่ด้านล่าง อ้อ น้ำตกแห่งนี้มีทั้งหมด 32 ชั้น ซึ่งชั้น 1 จะอยู่อยู่สูงสุด และ จนท. จะพาเราไปแค่ชั้นที่ 8 หรือ 9 เท่านั้น



การเดินป่าหน้าฝนนั้น เราก็จะเจอความชุ่มช่ำของต้นไม้ต่างๆ ที่นี่มีของดีคือ กล้วยไม้ป่า ที่ซุกซ่อนอยู่ จำชื่อไม่ได้สักอัน จนท. ก้จะคอยชี้ให้เราดูนั่นนี่ ดูภาพประกอบละกันนะ บางต้น จนท. บอกว่าพวกนักพฤกษศาสตร์เข้ามาตามหาก็ยังไม่เจอ

เห็ดยักษ์


ต้นนี้ต้องฝ่าดงทากเข้าไปถ่ายมา น่ารักเชียว


ต้นนี้ละที่เค้าบอก หายากมาก คือไม่รู้จักจริงๆ อ่านะ


เห็ดหัวจายยยยยย


ใครที่เป็นสายรักดอกไม้ แนะนำต้องมาที่นี่เลย หรือ ช่างภาพสายมาโคร ก็เหมาะอย่างยิ่ง



แต่ความสวยงามเหล่านี้ ต้องแลกมาด้วย เลือด!!!!

ไอ่เจ้าตัวนี้นี่แหละ ถูกกล่าวขานในทุกป่าหน้าฝน "ทาก" มีทั้งทากเขียว ทากน้ำตาล ถึงแม้ จนท. จะบอกว่าช่วงนี้มีไม่เยอะ ก็เถอะ แต่พอผมถอดรองเท้า กางเกงเท่านั้นแหละ นิ้วมือก็ไม่พอนับจำนวนบาดแผล



บางตัวผมเห็นมันดูดเลือดด้วยความตะกละถึงกับตัวแตกตาย และการห้ามเลือดจากทากก็เป็นอะไรที่ยาก ล้างน้ำแล้วเอาพลาสเตอร์ปิดไปเลย จบ



ระหว่างทางที่เดินเหมือนจะเกิดมาคู่กันกับเจ้าพวกทากเหล่านี้ เกาะแต่ผมซะส่วนใหญ่ ทั้งหยิบทิ้ง จะบีบมันทิ้งมันก็ไม่ตายซะด้วย ตัวมันนิ่มๆ ไอ่ตัวที่มันใหญ่ๆ มันจะมุดเข้าไปในกางเกงหรือรองเท้าเราได้ยาก แต่ตัวเล็กๆ แบบนี้ละ มุดไปแบบไม่รู้ตัวเลยทีเดียว



เดินมาอีกสักพัก เข้าระยะที่เกือบสามกิโลเห็นจะได้ ก็จะเห็นป้ายบอก น้ำตกชั้นที่ 1 แล้ว ลงมานิดนึงก็จะเห็นจุดเริ่มน้ำตกจากจุดนี้ไป

น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 1


น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 2


น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 3


น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 4


น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 5


จริงๆ แล้วน้ำตกชั้นที่ 5 นี้ถือว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่ เพราะจะมีดอกลิ้นมังกรเบิกบานอยู่ต่อหน้าน้ำตกแห่งนี้ แต่ผมดันมาเร็วเกินไป ก็เลยไม่เจอะเจอกัน จนท. บอกว่าคงจะออกดอกประมาณช่วงวันแม่นี่ละ ก็เลยได้เจอแค่ดอกสีขาวๆ นี้แค่นั้นเอง



จนท. นำทางเรานะค้าบบ



น้ำตกหมันแดงควรจะมาในช่วงปลายฝนหน่อย เพราะจะเห็นทั้งดอกลิ้นมังกร ใบเมเปิ้ล กล้วยไม้ป่านานาชนิด



ถึงชั้นนี้ตอนเที่ยงตรง เราก็หยุดพักกินข้าวกลางวันที่พกใส่ห่อมาแบบง่ายๆ พร้อมกับแช่เท้าในน้ำ ล้างเลือดซะหน่อยย



จะลงเล่นน้ำที่นี่ก็ได้นะ หรือ จะนอนพักผ่อนฟังเสียงน้ำกระทบหินก็ฟินไปอีกแบบ แต่ขอบอกว่าน้ำเย้นเย็น และใสมาก จนท.แกยังกรอกน้ำจากน้ำตกนี่ละ กินแทนน้ำเปล่า



พักผ่อนกันได้สักพัก ก็ถึงเวลาเดินทางกันต่อ จนท. ถามว่าอยากจะไปต่อมั้ย เพราะขากลับจะใช้เวลานานกว่า ถ้าไปต่ออาจจะกลับถึงเย็นนะ มาถึงขนาดนี้แล้ว จะให้หันหลังกลับก่อนก้ใช่ที่ ลุยต่อสิครับ



น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 6

การจะไปต่อชั้นที่ 7 นั้นก็ต้องมีการลุยน้ำกันสักหน่อย ไม่ต้องกลัวเปียกใดๆ ทั้งสิ้นเพราะกว่าจะเดินกลับถึงด้านบนนั้น รองเท้าก็แห้งพอดีแหละ


น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 7


และชั้นสุดท้ายที่เรามาถึง และผมชอบชั้นนี้มากที่สุดแล้ว เพราะมันดูสวยงามกว่าชั้นไหนๆ การไล่ระดับของชั้นหินมันช่างน่าประทับใจ



น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 8

ถ่ายรูป ดื่มด่ำกับบรรยากาศ อยากจะกางเต๊นท์นอนมันเสียตรงนี้ มองมุมไหนมันก็ดูอลังการไปหมด แต่ว่ามันถึงเวลาต้องกลับกันแล้ว ก่อนที่จะมืดเสียก่อน เพราะอย่าลืมว่า ตอนขามาเราเดินลงมาอย่างเดียว นั่นหมายความว่า ขากลับก็จะเป็นทางขึ้น ขึ้น แล้วก็ขึ้น อย่างเดียวเช่นกัน T_T



ทางที่เดิน เนื่องจากเป็นหน้าฝนก็จะค่อนข้างลื่น ก็เลยมีก้นจ้ำเบ้ากันหลายหนเหมือนกัน ต้องระมัดระวังกันหน่อย



มีบางช่วงที่เป็นทางขึ้นต่อเนื่องยาวๆ เหมือนกัน อีตอนขามาไม่ทันได้สังเกต จนตอนขากลับนี่ละ นี่เดินลงมาไกลขนาดนี้เลยหรอ รู้สีกเหนื่อยๆ ปานกลาง



เดินๆ ออกมาถึงที่ทำการในช่วงเวลาประมาณ บ่ายสามกว่าๆ ระยะทางรวมแล้วไปกลับป่าแห่งนี้อยู่ที่ 7 กิโลเมตร สูญเสียเรี่ยวแรงไปพอสมควร



ออกมาเจอนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มนึงกางเต๊นท์หน้าที่ทำการ เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้



ก่อนกลับก็ให้สินน้ำใจพี่ จนท. ไปเล็กน้อย เพราะถ้าไม่มีพี่แก คงหลงป่าไปแล้วแน่ๆ (ที่นี่ไม่คิดค่าบริการนำเที่ยวนะ)



จากนั้นผมก็เดินทางต่อไปที่ อช.ภูหินร่องกล้า เพื่อติดต่อกางเต๊นท์ ในค่ำคืนนี้ เนื่องจาก จนท.จำหน่ายเต๊นท์ไม่อยู่ ผมก็ไปกินข้าวใน อช. รอที่ร้านรังทอง ซึ่งอาหารอร่อยดีนะ จะขอเค้าชาร์ตแบต ปรากฏว่าไฟดับอยู่ น่าสงสารคนที่มาเช่าบ้านพักจริงๆ คงไม่มีไฟฟ้าใช้ ส่วนเรานั้นสบาย เพราะยังไงก็นอนเต๊นท์อยู่แล้ว กว่าไฟจะติดก็หลายทุ่มเหมือนกันนะ



จากที่สอบถามสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงเย็นนี้ ทางพี่ที่ร้านอาหารก็แนะนำว่า ควรจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ ลานหินปุ่มจะสวยที่สุด แต่ว่า มันไกลหน่อย 2 กิโล อาจจะกลับออกมาไม่ทันมืด เพราะฉะนั้นควรไปที่ลานหินแตกจะใกล้กว่า พรุ่งนี้เช้าค่อยไปที่ลานหินปุ่ม ผาชูธงก็ได้



โอเค กางเต๊นท์เสร็จแล้วค่อยว่ากัน ว่าจะไปไหนต่อดีหลังจากกางเต๊นท์เสร็จเรียบร้อย มองดูฟ้า ก็ยังสว่างดี พอมีเวลานี่นาลองไปผาชูธงก่อนละกัน เค้าบอกว่าไม่ไกลนัก เลยรีบบึ่งรถไปทันที แบกสัมภาระเตรียมไปถ่ายพระอาทิตย์ตก ด้วยความที่รีบมาก จนลืมดูแผนที่ที่แปะอยู่ด้านหน้าทางเข้า ความตื่นเต้นมันจึงเกิดจากความผิดพลาดในตอนนี้



เอาละ พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว ต้องรีบเดินกันซะหน่อย ผ่านนักท่องเที่ยวที่เดินสวนออกมา ก็ถามเค้าว่า ผาชูธงไปทางไหน เค้าบอกให้ขึ้นไปแล้วเลี้ยวซ้าย ถ้าเลี้ยวขวาจะไปลานหินปุ่มนะ โอเค ขอบคุณคร้าบบ



พอเดินมาเจอป้าย อ้าวเห้ย!! ทำไมป้ายมันบอกให้เลี้ยวขวาไปผาชูธงหว่า ตามป้ายละกันนะ เดินผ่านลานหินต่างๆ เข้าโซนป่าบ้าง นานสองนาน ไม่เจอป้ายผาชูธงสักที ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ ไปลานหินปุ่มเลยละกัน มีแต่ป้ายบอกลานหินปุ่มนี่นา ช่วงนี้เริ่มเปลี่ยนสเตปเป็นวิ่งบ้าง เพราะฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว



ก่อนจะถึงลานหินปุ่มจะเจอเจ้าพวกดอกไม้นี้บานเต็มไปหมด สวยงามมาก เค้าเรียกว่า เปราะภู

ในที่สุดก็เจอจนได้ ป้ายผาชูธง มันไกลกว่า ลานหินปุ่มอีกหรอเนี่ยยย งั้นแวะลานหินปุ่มก่อนละกัน



คืออากาศดีมาก มีลมโชยเย็น อ่อนๆ ไปเดินตรงขอบหน้าผาก็มีเสียวๆ เหมือนกันนะ หินปุ่มนี่ก็ใหญ่ใช่ย่อย เป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก

โชว์พลัง แยกเขาหินออกจากกัน เอ่อออ ไม่ช่ายละ

เวลาเย็นขนาดนี้แล้ว ไม่มีใครเลย เพราะเค้ากลับออกไปกันหมดแล้ว ทำให้บรรยากาศมันดูสงบมากก ไม่ต้องแย่งถ่ายรูปกับใครๆ



ผมเฝ้ามองดูพระอาทิตย์กำลังจะตกอยู่พักนึง เมฆฟ้าก็ไม่เป็นใจ บดบังรัศมีพระอาทิตย์ซะหมดเลย แต่แค่วิวภูเขาบนนี้ก็คุ้มแล้วละ

มีเวลาอีกไม่มากละ คำถามเกิดขึ้นในใจ จะไปต่อหรือเดินกลับดี.... ไหนๆ ก็มาละ อีกนิดละกัน แค่ 500 เมตรเองก็ถึงผาชูธงละ ไฟฉายก็พกมา ไปต่อเถอะ



ดอกอะไรจำไม่ได้แต่สวยดี เต็มสองข้างทาง

วิวระหว่างทางไปผาชูธง จริงๆ มันก็มีชื่อของมันนะ แต่ด้วยความที่จุดหมายเราคือผาชูธง เลยไม่ได้สนใจมาก


และแล้วก็มาถึงจนได้ รีบถ่ายรูป รูปด้านบนนั้นถ่ายไม่ทันเพราะแสงหมดแล้วว ต้องรีบกลับ ถึงเวลาต้องเปิดไฟฉายซะแล้ว


เดินย้อนกลับทางเดิมคร๊าบพี่น้อง พอมาถึงด้านนอกเพิ่งรู้ว่า มันเดินวนได้ เงิบครับเงิบ สรุปว่าต้องเดินไปกลับ เกือบ 5 กิโล T_T งึด



ระหว่างทางเดินกลับพร้อมป่าที่มืดมน ดีที่มีแสงจันทร์ส่องสว่างบ้าง แต่มันก็ดูน่ากลัว วังเวงจริงๆ เสียงสัตว์ตัวเล็กๆ นกร้อง ค่อยๆ มาเป็นระยะ รีบจ้ำๆ ออกมา เพราะในใจก็คงไม่อยากเจอสัตว์ใหญ่ในเวลานี้



เดินออกจากโซนป่าปิดมาได้ค่อยรู้สึกโล่งอยู่สักนิด จนมาถึงลานหินใกล้ทางเข้าละ อยู่ๆ ก็มีเสียงต้นไม้ไหวๆ อยู่ห่างๆ ไม่เกินสองร้อยเมตร ผมนี่หยุดกึก เห้ย!!! อะไรขาวๆ สามตัว วิ่งผ่านเข้าไปในพุ่มไม้วะนั่น

.

.

.

.

.

.

กล้ามเนือถึงกับกระตุก พร้อมเข้าโอลิมปิกวิ่งร้อยเมตรในทันใด… ผมนิ่งดูท่าทีสักพัก เสียงนั่นก็เงียบไป ก็เลยค่อยๆ ย่องผ่านไป พอเข้าใกล้ๆ จุดนั้น ก็สาวเท้าเต็มที่ เพื่อให้หลุดจากตรงนี้ไปได้ จนเจอแสงไฟของร้านค้าหน้าทางเข้าอยุ่ลิบๆนั่นละ ถึงใจชื้นขึ้นมาบ้าง รอดละวุ้ย ไม่รอช้า เดินกึ่งวิ่งกันเลยทีเดียว



ด้วยความสงสัยเดินไปถามพี่ร้านค้าทันที

ผม : พี่คับที่นี่มีสัตว์ป่าอะไรบ้าง

ร้านค้า : อ่อ ไม่มีนะ ไม่เคยเห็น

ผม : ตะกี้ผมเจอตัวอะไรไม่รู้ สีขาวๆ สามตัววิ่งผ่านหน้าผมไป

ร้านค้า : อ่อ สงสัยจะเป็นวัว พวกม้งเค้าเลี้ยงไว้ มันกลัวคนหน่ะ

ผม : #@%#&%#*%#*&#@$$*

ปัดโธ่ เอ้ย นึกว่าอะไร เดี๋ยวกลับเข้าไปล้มวัวทำซุปกินซะเลยนี่ 55 พอหายใจได้ทั่วท้องละ ก็กลับไปเต๊นท์ที่พัก สรุปวันนี้เดินทาง 10 กิโลกว่าแล้ว หมดพลัง พักผ่อนนอนดูพระจันทร์พร้อมฝนพรำ กล่าวราตรีสวัสดิ์ ภูหินร่องกล้า



ไม่แนะนำนะครับว่าให้เดินป่าในตอนมืด เพราะเราไม่รู้ว่ามันมีอะไรอยู่บ้าง การมองเห็นต่างๆ ก็ลดลง การไปสถานที่ต่างๆ นั้นควรจะมองดูแผนที่ด้านหน้าทางเข้าไว้ก่อน หรือ อาจจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นข้อมูล เพราะถ้าวันนั้นผมเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ คงไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือได้ทันแน่นอน และนี่คือบทเรียน


พรุ่งนี้ผมต้องเดินทางไปต่ออีกที่ห่างไปร้อยกว่ากิโล เพราะได้นัดเพื่อนที่ยังไม่เคยเจอกันกลุ่มหนึ่งไว้ อีกหนึ่งเรื่องราวความประทับใจจึงบังเกิด



.......ณ ภูสอยดาว



ปล. เขียนเสร็จเมื่อไหร่จะมาแปะลิ้งให้ทีหลังนะคับ

ความคิดเห็น