เดินตามเส้นฝัน : ตามหาลมหายใจแห่งพระเจ้า รีวิวโดย เพราะโลกนั้นกว้าง

วัสดีครับทุกคน หลังจากหายหน้าหายตาหลังจากจบทริปไต้หวันมาพอสมควร วันนี้ สองเท้าก้าวตะลุย BY SOLO ก็กลับมาอีกครั้งกลับการเดินทางในเส้นทางที่ในช่วงปีหลัง ๆ มานี้กลายเป็น Dream destination ของใครหลาย ๆ คน รวมถึงการเดินทางก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจากประเทศไทยมากด้วย นั่นคือ "อินโดนีเซีย" อินโดนีเซีย (INDONES

เดินตามเส้นฝัน : ตามหาลมหายใจแห่งพระเจ้า

เดินตามเส้นฝัน : ตามหาลมหายใจแห่งพระเจ้า

 วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559 เวลา 22.21 น.

 วันที่เดินทาง 4 ก.ย. 2559

วัสดีครับทุกคน หลังจากหายหน้าหายตาหลังจากจบทริปไต้หวันมาพอสมควร วันนี้ สองเท้าก้าวตะลุย BY SOLO ก็กลับมาอีกครั้งกลับการเดินทางในเส้นทางที่ในช่วงปีหลัง ๆ มานี้กลายเป็น Dream destination ของใครหลาย ๆ คน รวมถึงการเดินทางก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจากประเทศไทยมากด้วย นั่นคือ "อินโดนีเซีย"

อินโดนีเซีย (INDONESIA) ถ้าหากเอ่ยถึงทุกคนคงจะนึกถึงแบบว่า การไปตากอากาศแบบชิค ๆ สบาย ๆ ที่บาหลี ถ่ายรูปเจดีย์ ทะเลอะไรใช่ไหม หรือไม่ก็จะนึกถึงจาการ์ตาที่การจราจรแออัดตลอดเวลา แต่ทริปนี้เราจะมุ่งไปยังเกาะชวากัน (จริง ๆ ควรอ่านว่า จาวา เนอะ) เกาะแห่งนี้เป็นที่ตั้งเมืองหลวงของอินโดนีเซีย คือ "จาการ์ตา" และยังเป็นที่ที่ทริปนี้กำลังจะเริมต้น มาติดตามกันเลยครับ

ณ สนามบินดอนเมือง เทอร์มินอล 1 เตรียมตัวเดินทางไปสนามบินจาการ์ตา อินโดนีเซีย

15-07-2016
- เดินทางออกจากสนามบินดอนเมือง เวลา 20.55 น.ถึงสนามบินจาการ์ตาเวลา 00.25 น. แต่แต่แต่ก็เกิดการดีเลย์จาก 20.55 น. กลายมาเป็น 21.15 น. แทน แต่ทำกังวลไหมไม่จ้ะ เพราะยังไงก็ต้องเป็นผีเฝ้าสนามบินจาการ์ตาอยู่แล้ว เลยเชิด หยิ่งทันใด ขึ้นมาทำให้ต้องออกเดินทางเวลาประมาณ 21.15 น. แต่ถามซีเรียสไหม คำตอบคือ "ไม่" เพราะยังไงก็ต้องนอนรอในสนามบินเพื่อต่อไปสุราบายาอยู่ดี ทำให้ถึงสนามบินจาการ์ตาเวลาประมาณตีหนึ่ง รายละเอียดทริปตามข้อมูลด้านล่างเลยครับ


ทริปการเดินทางตามหาลมหายใจบร๊ะเจ้า เอ้ย พระเจ้า


ระยะเวลาการเดินทาง : 15 - 20 กรกฏาคม 2016

15-07-2016 เดินทางไปสนามบินดอนเมืองเพื่อต่อเครื่องไปสนามบินจาการ์ตา อินโดนีเซีย

ณ สนามบินจาการ์ตาเวลาประมาณตีหนึ่ง และเครื่องบินสำหรับต่อจากจาการ์ตาไปสุราบายาเวลา 05.55 น. ไม่ต้องนอนแล้วถ่ายรูปเล่นและเม้ามอยดีกว่าเนอะ ค่อยหลับบนรถตายกันไปเลยทริปนี้

ในสนามบินมีร้านสะดวกซื้อด้วยนะครับ คือ ร้าน Circle K อยู่ในเทอร์มินอล 3

บรรยากาศภายในสนามบินจาการ์ตาเทอร์มินอล 3 เล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งโชคดีที่ตอนขาไปได้เปลี่ยนเครื่องที่เทอร์มินอล 3 ทำให้ค่อนข้างสะดวก แต่ก็ทำพวกเรางงกับระบบการเชคอินของที่นี่ เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าให้เชคอินที่ตู้คีออสแล้วค่อยมาโหลดกระเป๋า ในใจคิดว่า ทำไมต้องยุ่งยากด้วย งง ??? แต่แต่ก็มีข้อดีนะจ้ะ แอร์เอเชียอินโดนีเซียน้ำใจงามให้โหลดกระเป๋าได้ฟรี 15 กิโลกรัมเลยจ้าาา แหมทำไมเเอร์เอเชียไทยใจร้ายจุงงงง

16-07-2016 ถึงสนามบินจาการ์ตารอต่อเครื่องไปสนามบินสุราบายา อินโดนีเซีย และเดินทางไปยังคาวาอีเจี้ยน

17-07-2016 เดินทางขึ้นปากปล่องคาวาอีเจี้ยนตอนประมาณ 01.30 น. แล้วเสร็จประมาณ 9 โมงแล้วเดินทางต่อไปยังน้ำตก Bluwan waterfall เพื่อพักผ่อนที่เมืองโปรโบลิงโก

18-07-2016 เดินทางจากโบรโบลิงโกไปยังเมืองปลายทาง คือ เซโมโลลาวังเพื่อไปตามหาลมหายใจพระเจ้า "โบรโม่" โดยแวะชมน้ำตก Madakaripura ที่สูงเป็นอันดับ 2 ของอินโดนีเซียก่อน

19-07-2016 เดินทางจากหมู่บ้านเซโมโลลาวังไปจุดชมวิวพีนาจากันเพื่อชมโบรโม่ บาต๊อกและสุเมรุ และเดินชมลมหายใจของพระเจ้า จากนั้นก็เดินทางกลับเข้าเมืองสุราบายา

20-07-2016 เดินทางกลับกรุงเทพบ้านเฮา


อาหารมื้อเเรกที่อินโดนีเซียก็อยู่ในสนามบิน Juanda international airport นั่นคือร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแบรนด์ POPEYES เนื้อไก่เน้น ๆ มากชิ้นใหญ่ แต่เหมือนเครื่องเทศไม่ค่อยเข้าเนื้อสักเท่าไหร่ ส่วนเฟรนซ์ฟรายส์รสชาติพอรับได้ จากนั้นการเดินทางไปยังคาวาอีเจี้ยนเป้าหมายอันแรกของพวกเรา ซึ่งการเดินทางครั้งนี้แพลนที่วางไว้คือ ไปไกลสุดแล้วค่อยมาใกล้สุดเพื่อจะได้ไม่ลำบากหรือมีปัญหาเวลาขึ้นเครื่องบิน 555 เนื่องจากทริปนี้เป็นทริปแบบไม่ได้แบคแพคไปเองเพราะไปกับกลุ่มคนอีกกลุ่มที่เหมือนกึ่งทัวร์กึ่งแบคแพคทำให้มีเวลาถ่ายรูปในแต่ละสถานที่ค่อนข้างนานพอสมควร

หลังจากหาอะไรกินกันเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทางไปยังสถานที่ที่ไกลที่สุดในทริปของเรา นั่นคือ ไปคาวาอีเจี้ยน (Kawah Ijen) นั่นเอง การเดินทางไปคาวาอีเจี้ยนใช้เวลาประมาณ 8 - 9 ชั่วโมงไม่นับเวลาที่แวะเข้าห้องน้ำ แวะซื้อซิม แวะกินข้าว สารพัดอย่าง 555 แต่เนื่องจากว่าทริปนี้ต้องรอเพื่อนผู้ร่วมเดินทางจากกัวลาลัมเปอร์อีกกลุ่มหนึ่งแต่เครื่องดีเลย์จากมาเลเซียทำให้มาถึงสนามบินสุราบายาเกือบเที่ยง ทำให้แพลนคลาดเคลื่อนไปครับ แต่แต่ไม่แคร์เพราะความทรหด มันต่อจากนี้ต่างหาก

หลังจากเจอการดีเลย์จากไฟลต์เครื่องบินทำให้การไปคาวาอีเจี้ยนเริ่มล่าช้า เพราะทำให้ไปถึงคาวาอีเจี้ยนตอนประมาณตีหนึ่งครึ่ง แบบว่าอะไรนะยังไม่ทันได้นอนพักผ่อนหรืออาบน้ำเลยนะ ต้องเดินขึ้นปากปล่องคาวาอีเจี้ยนเลยเหรอเนี่ย ??? ทำไงได้ไม่มีทางเลือกก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในรถตู้นั่นแหละ

ตลอดระยะเวลาการเดินไปปากปล่องคาวาอีเจี้ยนนั้นค่อนข้างเป็นทางไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ครับ เดินได้เรื่อย ๆ แต่ที่มันเหนื่อยคือ ความลาดชันของทางเดินที่แบบเสมือนเป็นทางเกือบ 90 องศา เพราะแสงไฟฉายที่เห็นอยู่ด้านหน้า เหมือนเรียงตรงมาเลยทีเดียว บรรยากาศก่อนเดินอากาศค่อนข้างเย็นทีเดียว แต่พอเดินไปเรื่อย ๆ อากาศก็เริ่มร้อนขึ้นจนแทบอยากถอดเสื้อกันหนาวกันลมเลยทีเดียวครับ

หลังจากใช้เวลาพอสมควรเดินขึ้นปากปล่องคาวาอีเจี้ยน ซึ่งก็หยุดพักเป็นระยะ ๆ เพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังกายสักเท่าไหร่ (จริง ๆ ต้องบอกว่าไม่เคยออกกำลังกายเลย) ก็เดินลงมายังด้านล่างปากปล่องคาวาอีเจี่ยน ซึ่งทางเดินลงไปค่อนข้างมืดและลื่นอันตรายพอสมควรครับ ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวังนะครับ (เป็นห่วงงงง) พอเดินไปก็จะเจอมวลมหาประชาชนที่เฝ้ารอเปลวไฟสีน้ำเงิน แต่วันที่ไประหว่างเดินขึ้นฝนตกเล็กน้อยทำให้มีไอหมอกและควันค่อนข้างเยอะพอสมควร

เปลวไฟสีน้ำเงิน หรือที่่หลายคนเรียกว่า Blue fire หรือ Blue flame อันนี้รูปร่างเหมือนประเทศไทยเนอะ ว่าไหม ๆๆๆ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้นะจ้ะ

คำแนะนำ ถ้าจะไปดูไฟสีน้ำเงินแนะนำให้รีบออกเดินทางและเริ่มเดินทางเวลาประมาณ 01.30 น. ครับเพื่อบางคนอาจหยุดพักบ่อย และควรไปก่อนถึงเวลาประมาณตี 4 เพื่อให้เห็นเปลวไฟ เพราะถ้าไปถ้าแสงอาทิตย์จะเริ่มมาทำให้เปลวไฟสีน้ำเงินจางหายไปได้

หลังจากนั้นแสงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่ก็สาดแสงมายังบริเวณด้านล่างปากปล่องคาวาอีเจี้ยนทำให้เห็นกองกำมะถัน (ซัลเฟอร์) สีเหลืองอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียว

พอฟ้าสว่างก็เริ่มเห็นลักษณะภูมิศาสตร์ของบริเวณปล่องคาวาอีเจี้ยน กรอกตามองบนไปด้านบนถ้ามองในภาพดูว่าไม่ไกล แต่ถ้ามาเดินจริง ๆ ไกลมากเลยครับ เหนื่อยหอบเลยทีเดียว อ่านรีวิวอื่นคิดว่าลงไม่ไกลเท่าไหร่ พอมาเดินจริงนี่แบบเดินมาได้ไงเนี่ยเรา

อันนี้ก็คือแท่งกำมะถันครับ เป็นสีเหลือง ๆ คนงานเหมืองก็จะขนจากที่นี่ขึ้นไปตรงปากปล่องซึ่งตกกิโลละไม่กี่บาทเองครับ ทำให้เห็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า ชีวิตคนเราเลือกเกิดหรือเลือกจะทำบางอย่างไม่ได้ แต่ถึงยังไงชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไปเพราะเท่าที่เห็นคนงานเหมืองนอกจากจะขนหรือแบกกำมะถันแล้ว ยังทำอาชีพไกด์เป็นอาชีพเสริมหารายได้ด้วยครับ

เสมือนยืนเรียงกันเป็นแนวตรง มันคือความบังเอิญจริง ๆ นะ

เมื่อฟ้าสว่างแล้วเปลวไฟสีน้ำเงินก็จางหายไปและก็ปรากฏความงามอีกอย่างขึ้นมาแทนที่นั่นคือ ทะเลสาบซัลเฟอร์หรือทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ขึ้นมา

ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์สวยงามมากครับ แต่ในความสวยงามก็แอบแฝงไว้ด้วยอันตรายเพราะเคยมีการวัดค่าความเป็นกรดด่างของทะเลสาบแห่งนี้พบว่ามีค่า pH 0.5 อันเป็นค่าที่เป็นกรดแก่หรือกรดที่มีความเข้มข้นรุนแรงมาก ดังนั้นอย่าเอามือจุ่มลงไปเด็ดขาดนะครับ ภาพทะเลสาบผมถ่ายมุมใกล้นะครับ ถ้าจะมองมุมไกล ๆ ก็ดูในรีวิวอื่นได้เลย

เดินสำรวจทะเลสาบได้สักพักก็มีไอหมอกและควันมาบดบัง รวมถึงกลิ่นซัลเฟอร์ก็เริ่มแรงขึ้นแล้วก็เตรียมตัวขึ้นข้างบนปากปล่องกันต่อดีกว่า เหนื่อยกับการสู้แรงโน้มถ่วงโลกอีกแล้ว

บรรยากาศบริเวณปากปล่องอีเจี้ยน กับยามเช้าอันสดใส

บริเวณด้านบนปากปล่องคาวาอีเจี้ยนครับ ในใจคิดว่าเดินขึ้นมาได้ไงเนี่ยเราเพราะตอนกลางคืนมองอะไรไม่เห็นเลยครับนอกจากแสงไฟฉายและคนที่เดินนำหน้า พอเห็นบรรยากาศแบบนี้ตอนเช้าทำให้มีกำลังใจเลยทีเดียว

หลังจากสูดอากาศอันบริสุทธิ์ผสมซัลเฟอร์แล้วก็ได้เวลาเดินลงไปยังข้างล่างเพื่อนั่งรถกลับไปยังที่พักเพื่อไปนอนหลับสักงีบก่อนจะเดินทางต่อไปยังสถานที่ต่อไป ระหว่างลงไปตรงที่จอดรถก็แวะถ่ายรูปตามทาง อยากจะบอกว่าบรรยากาศที่คาวาอีเจี้ยนเนี่ยถ้าสังเกต ผมว่าสวยนะครับนอกจากไปชมบลูเฟรม หรือทะเลสาบซัลเฟอร์ ก็มีทิวทัศน์ยามเช้าเนี่ยแหละ ไปดูรูปกันเลย

แสงแดดยามเช้าเริ่มสาดแสงส่องผ่านพ้นช่องเขามาแล้ว

บรรยากาศยามเช้าที่คาวาอีเจี้ยนสวยงามไหมหล่ะครับ เอาตามจริงผมว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างมาก เพียงแต่ระบบบริหารการจัดการท่องเที่ยวยังไม่ดีเท่าที่ควร

แท่งกำมะถันที่คนงานเหมืองขนขึ้นมาจากตรงปล่องคาวาอีเจี้ยน ก็จะถูกนำไปแกะสลักเป็นรูปร่างต่าง ๆ เหมือนในภาพ จากนั้นพวกผมก็กลับจากคาวาอีเจี้ยนไปยังที่พักเพื่ออาบน้ำ กินข้าวและงีบสักพักก่อนจะเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านโบรโบลิงโก

หลังจากพักผ่อนแล้วก็เดินทางต่อไปยังสถานที่ที่อยู่ใกล้ ๆ กับคาวาอีเจี้ยนเพื่อแวะถ่ายรูป ดูสายน้ำบ้างอะไรบ้าง สถานที่แห่งนี้เรียกว่า Kalipahit river

s

หลังจากแวะพักที่ Kalipahit river แล้วพวกผมก็เดินทางต่อไปยังสถานที่ต่อไป ซึ่งที่นั่นก็คือ ก็คือ kawah wurung Ijen ซึ่งสถานที่นี้ลักษณะจะเป็นทุ่งหญ้าคล้ายทุ่งหญ้าสะวันนาตรงโบรโม่ (แต่คนละที่กันนะจ้ะเทออ) โดยตรงนี้เคยเป็นแอ่งภูเขาไฟมาก่อนแต่ก็ดับไปแล้วก็กลายเป็นทุ่งข้าวสาลี โกโก้ครั้นส์ เอ้ยมิใช่ ก็เลยมีทุ่งหญ้าขึ้นมาจ้า เหมาะกับการถ่ายรูปในลาเวนเดอร์มาก 555


- การเดินทางไปยัง kawah wurung Ijen ถือว่าค่อนข้างลำบากรวมถึงค่อนข้างซับซ้อนเพราะต้องรถต้องเข้าไปในหมู่บ้านที่ถนนค่อนข้างแคบ รวมถึงถนนไปยังkawah wurung Ijen สภาพค่อนข้างแย่มาก เป็นหลุมเป็นบ่อ รวมทั้งบางช่วงก็ติดเหวนิด ๆ ให้พอได้หวาดเสียว แต่ถ้าถามบรรยากาศว่าสวยงามมากไหม ตอบเลยครับ ว่า "เฉย ๆ " ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากมาย แต่เนื่องจากตอนที่ไปบรรยากาศครึ้มฟ้า ครึ้มฝน และมีฝนตกเป็นช่วง ๆ ทำให้มีไอหมอกตัดยอดเขาทำให้สวยไปอีกแบบ หลังจาากนั้นก็ไปสถานที่ต่อไปที่หลายคนเริ่มจะคุ้นเคยผ่านตามาบ้างในรีวิว นั่นคือ นั่นคือ

น้ำตก Blawan (Blawan Waterfall)

น้ำตก Bluwan waterfall เป็นน้ำตกที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านโบรโบลิงโก การเดินทางไปยังน้ำตกหลังจากรถจอดแล้วก็เดินไปตามทางเดินไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็จะเจอบรรยกาศแบบนี้

หลังจากชมบรรยากาศของน้ำตก Blawan แล้วก็ได้เวลาเดินทางกลับที่พักเพื่อไปพักผ่อนก่อนจะเริ่มทริปต่อไปในวันพรุ่งนี้

แผนที่เดินทางของเมืองโบรโบลิงโก

ที่พักของเราในเมืองโบรโบลิงโกกับอาหารเช้าที่เป็นนาสิ (ข้าวผัด) กับซุปไก่ รสชาติธรรมดาพอกินได้ครับ หลังจากกินเสร็จแล้วก็ออกไปถ่ายรูปในเมืองนี้ก่อนจะออกเดินทาง

เช้าวันจันทร์ที่สดใส เด็กนักเรียนชาวอินโดนีเซีย (เมืองโบรโมลิงโก) ก็ตื่นเช้าเพื่อมาเข้าเรียน บางกลุ่มก็นั่งพูดคุยกันริมถนนอย่างสนุกสนาน บางคนก็ปั่นจักรยานทำให้นึกถึงชีวิตวัยเด็กจริง ๆ

สถานที่ในวันนี้ที่จะไปกันก็คือ น้ำตกมาดาคาริปุระ (Madakaripura waterfall) ซึ่งเป็นน้ำตกที่ถือได้ว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีความสูง 200 เมตร การเดินทางเข้าไปยังน้ำตก Madakaripura ต้องนั่งพี่วินมอไซค์เข้าไปยังน้ำตก แต่พอไปถึงหน้าทางเข้าก็ใช่จะถึงน้ำตกนะครับ เพราะต้องเดินต่อเข้าไปอีก ไกลเหมือนกันนะเทอ รูปด้านบนนี่คือเดินเข้าไปอีกจ้าาาา ทริปอะไรเนี่ย

หลังจากนั่งพี่วินก็เดินต่อไปจ้า ไม่จบสิ้นจนกว่าจะเจอน้ำตก


พอเห็นน้ำตกตรงหน้าก็เป็นสัญญาณบ่งบอกแล้วครับว่า เตรียมตัวใส่เสื้อกันฝนได้แล้วซึ่งเสื้อกันฝนจะมีขาย 2 ที่ครับตรงบริเวณที่จอดรถก่อนทางเข้าน้ำตก และอีกที่ก็ตรงบริเวณในภาพด้านบนก็จะมีคนมาขายเสื้อ หรือใครจะพกเสื้อกันฝนมาจากบ้านก็ได้นะครับ พอเดินเข้าไปจะรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ เหมือนหลุดไปในโลกดึกดำบรรพ์ สายจากน้ำตกหลั่งรินจากบนฟ้าเสมือนฝนตก

ปรับแต่งให้ดูซีดเหมือนท่ารับพรจากน้ำตก สวรรค์ทรงโปรดเลยทีเดียว เย็นชื่นฉ่ำเลยทีเดียว

หลังจากผจญภัยปีนป่ายและดื่มด่ำกับน้ำตกมาดาคาริปุระเสร็จสิ้นแล้ว ก็เดินทางออกมาโดยนั่งพี่วินมาตรงบริเวณลานจอดรถซึ่งระหว่างรอสมาชิกคนอื่นที่ยังไม่ออกมาจากน้ำตก ก็เลยหาอะไรกินข้ามเวลากันซะเลยซึ่งจะเป็นอะไรไปมิได้ นอกจากหมี่โกเรงอันขึ้นชื่อ

กินหมี่โกเรงข้ามเวลาประทังชีวิต จากนั้นก็ได้เวลาจากลาน้ำตกมาดาคาริปุระแล้วเพื่อเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านเซโมโลลาวัง (Cemoro Lawang) อันเป็นที่ตั้งของลมหายใจของพระเจ้า นามว่า "โบรโม่" ซึ่งตอนที่เดินทางไปถึงหมู่บ้านเซโมโลลาวัง ฝนก็ตกทำให้ตอนเย็นของหมู่บ้านเต็มไปด้วยไอหมอกและความชื้น ดังนั้นอย่าถามถึงว่าได้เจอพระอาทิตย์ตกดินที่โบรโม่หรือไม่ คำตอบคือ "หมอกภูทับเบิกเลยทีเดียว"

บรรยากาศหมู่บ้านเซโมโลลาวังยามเย็นหลังจากฝนตกทำให้เกิดไอหมอกในหมู่บ้าน ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง the mist หรือ Silence Hill โดยทันที

บ้านน้อย ๆ ท่ามกลางสวนผักกาดของหมู่บ้านเซโมโลาวัง ในยามเย็น

ตรงนี้เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดิน ถ้าไม่มีหมอกหรือฝนตกก็จะทำให้เห็นพระอาทิตย์ตกตรงโบรโม่ บาต๊อกได้แต่เป็นเรี่องที่น่าเสียดายมากที่ดันได้เห็นทะเลหมอกแทน

โบรโม่ บาต๊อก สุเมรุ สวยงามมากมองไม่เห็นสักกะอย่าง ทะเลหมอกปกคลุมไปทั่วเลยจ้าถอยทัพกลับไปที่พักเตรียมตัวเดินทางต่อไปยังยอดเขาพีนาจากันในวันพรุ่งนี้ดีกว่า โดยเรามีการนัดหมายกันว่าจะออกเดินทางจากที่พักประมาณตีสองเพื่อไปจับจองมุมถ่ายรูปที่พีนาจากัน ทริปนี้ตื่นเช้าตรู่ทุกวัน ส่วนวันนี้ก็ขอลาไปพักผ่อนและหาอะไรกินกันดีกว่า ซึ่งบรรยากาศในหมู่บ้านตอนนี้อากาศเย็นและหนาว รวมถึงหมอกก็หนาด้วยครับ

อาหารมื้อเย็นในเซโมโลลาวัง ก็หนีไม่พ้นพวกที่ลงท้ายด้วย นาสิ (nasi) อันนี้เป็นข้าวผัดกุ้ง หน้าตาก็จะคล้าย ๆ ข้าวผัดต้มยำของไทยเพียงแต่รสชาติของอินโดนีเซียจะจืดไปสักหน่อย ตอนนี้อยากได้พริกน้ำปลามากกกกก และที่สำคัญมื้อนี้เป็นมื้อที่หรูที่สุดแล้วครับนับตั้งแต่ออกจากสนามบิน (ไม่รวมที่กินในสนามบินสุราบายาและระหว่างทางในเมือง)

วันเกือบสุดท้ายในจาวาตะวันออก (ชวาตะวันออก) พวกผมก็ได้นัดแนะกันว่าจะออกเดินทางไปยอดเขาพีนาจากันในเวลาประมาณตี 2 เพื่อไปจับจองพื้นที่สำหรับถ่ายรูป อากาศในตอนเช้ามืดค่อนข้างหนาวมากเลยทีเดียว ได้แต่รอเวลาที่ฟ้าสว่างอีกประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นแสงของวันใหม่ก็เริ่มทอแสงขึ้นมาเหนือฟากฟ้าเป็นสัญญาณว่าความงามแห่งลมหายใจกำลังปรากฏเเล้ว

อีกด้านหนึ่งถัดจากโบรโม่ บาต๊อก เปรียบเสมือนสายธารแห่งหมอกที่ไหลเอื่อยไม่มีที่สิ้นสุด

อีกด้านหนึ่งสายธารแห่งหมอกกำลังไหลมายังหมู่บ้านเซโมโลลาวัง ทำให้ดูสวยงามและมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ

ยิ่งสายเท่าไหร่ ความงามของโบรโม สายหมอก และหมู่บ้านเซโมโลลาวังก็ยิ่งดูสวยงามมากยิ่งขึ้น

เมื่อหันหลังกลับไปก็ตกกะใจกับมวลมหาชนที่มารอชมพระอาทิตย์ขึ้นบริเวณยอดพีนาจากันกันอย่างคับคั่ง ระหว่างถ่ายรูปโบรโม่และหมู่บ้านอยู่ ผมก็ปีนรั้วเพื่อไปถ่ายแต่ก้มมองก็ตกใจมีมือลอดมาถ่ายรูปตรงหว่างขาผมอีก โอ๊ยตะลึงงึงงัน

ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว จำได้ว่าตอนมาตีสองตีสามยังเห็นยอดเขาสุเมรุที่สูงที่สุด แต่พอยิ่งสว่างเท่าไหร่ควันจากน้องโบรโม่ยิ่งกลบท่านเพ่สุเมรุหายไปเลย เสียใจมากกกกก

อันนี้คือป้ายว่ามาถึง "พีนาจากัน" แล้วนะจ้ะ แสงอาทิตย์ก็เริ่มร้อนแรงตามเวลา หลังจากนี้ชมภาพรัว ๆ กันไปเลย

หลังจากชมความงามของโบรโม่ บาต๊อก สุเมรุ รวมถึงหมอกที่คืบคลานมายังหมู่บ้านเซโมโลลาวัง ก็ได้เวลาเดินทางลงไปข้างล่างเพื่อไปใกล้ชิดกับความยิ่งใหญ่เเห่งธรรมชาติซะที

ยิ่งลงไปข้างล่างหมอกก็ยังเยอะอยู่ ทำให้ใจก็คิดว่าจะได้เห็นโบรโม่หรือเปล่า เฮ้อ ได้แต่สวดภาวนาอีกแล้ว หลังจากที่รถจิ๊ปได้ทำการหยุดจอดลง เหล่าคนชาวอินโดก็พาน้องมามาให้เราขึ้น แต่แต่แต่ เสียตังค์นะจ้ะเทอจ๋า แต่เพ่ขอไม่ขึ้นดีกว่าเพราะกลัวน้องม้าจะแบกน้ำหนักเพ่ไม่ไหว 555 อ้อถ้าเป็นไปได้ก็ใส่หน้ากากก็ดีนะครับ เพราะเวลาลมพัดจะพัดฝุ่น ทราย รวมถึงขึ้ม้าแห้งมาด้วย เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

บาต๊อก กับไอหมอกยามสาย ๆ ที่ตัดกันอย่างจาง ๆ

จากนั้นจากบริเวณที่จอดรถจิ๊ปก็เดินไปเรื่อย ๆ ซึ่งหมอกกับควันจากปล่องโบรโม่ก็ยังไม่จางหาย บรรยากาศอึมครึม ได้โปรดเถอะพระเจ้าโบรโม่ เมตตาลูกด้วยเถิดถึงแม้ลูกจะมาแบบไม่ทันคิดว่าจะมาก็ตาม

แต่แล้วพระเจ้าโบรโม่ ก็เมตตาเด็กตาดำ ๆ ระหว่างที่เดินไอหมอกก็จางหายไป หายไป สว่างขึ้นทันตา นึกว่าจะเป็นตัวกาลกิณีซะแล้วสิเรา หลังจากนั้นเล่าด้วยรูปภาพนะครับ

บาต๊อกภูเขาที่อยู่ลูกข้างหน้า เขียวสดชื่นเลยทีเดียว

วัดฮินดูที่ใช้ประกอบพิธีบูชายัญที่เริ่มเห็นไกลจากสายตา และลานจอดรถที่จอดนี้แทบมองเห็นไม่แล้ว

ก่อนจะชมภาพต่อไป ขอเล่าก่อนว่าช่วงเวลาที่ผมไปอยู่ในช่วง 15 -20 กรกฏาคม 2016 ซึ่งโบรโม่ได้มีการปะทุอีกครั้งเมื่อ 11 กรกฏาคมก่อนหน้าที่พวกเราจะเดินทางไปขึ้น ทำให้ค่อนข้างวิตกกังวลว่า เราจะเสียเที่ยวหรือไม่ รวมถึงไฮไลท์หลักของทริปนี้ก็คือ การเยือนและตามหาลมหายใจพระเจ้า แต่พระเจ้าก็เข้าข้างเราเพราะพวกผมไปวันที่ 19 กรกฏาคม ซึ่งสามารถขึ้นไปชมได้ครับ แต่บันไดทางขึ้นปกคลุมไปด้วยฝุ่นทำให้ค่อนข้างจะลื่นทั้งตอนขึ้น และตอนลง (ขาลง) นี่ยากกว่าหลายเท่า รวมถึงไกด์ก็ได้บอกว่า เมื่อไม่นานมีคนฟิลิปปินส์ตกลงไปด้วย ฟังแล้วสยองเพราะตัวเองยิ่งกลัวความสูงอีกตะหาก 555

ทายสิรูปนี้เห็นอะไรไหม จะเห็นว่าตรงผ้าใบสีเหลืองจะมีคนนั่งอยู่ เน้น นั่งอยู่ข้างใน นี่เทอไม่กลัวตกลงไปในปล่องโบรโม่เลยเหรอ ขนาดยืนตรงรั่วที่กั้นตัวผมเองยังกลัวเลย นับถือคาราวะสามจอก

แต่วันนี้ลมหายใจพระเจ้าดูไม่ค่อยสวยเลยนะ มีสีน้ำตาลไม่ขาวผ่องประดุจไม่ได้แปรงฟัน สาเหตุคงคิดว่าเพราะเพิ่งปะทุไปเมือ่ไม่นานทำให้มีควันสีน้ำตาลด้วยมั้งครับ

รูปตรงนี้ขอปรับให้ดูมืดมน มันเหมาะกับบรรยากาศมาก หลังจากชมโบรโม่เสร็จก็เดินลงไปข้างล่างเพื่อเตรียมตัวกลับที่พักกัน

อันนี้คือวัดฮินดู ปกติก็ไม่เห็นมีคนแต่มีไว้สำหรับบูชาเทพเจ้าโบรโม่ จำได้ว่า (จำได้อีกแล้ว) ว่าวันที่ผมไปจะมีพิธีบูชายัญในตอนกลางคืน เสียใจจุงไม่ได้เห็น

จากโบรโม่ พวกผมก็นั่งรถจิ๊ปไปยังสะวันนาแห่งโบรโม่ คนละที่กับอันแรกนะจ้ะเทอจ๋า พอเห็นแล้วแบบให้ความรู้สึกแบบว่า The lost world เลยทีเดียว

สีของหญ้าใน Blok savana ตัดกันระหว่างสีเขียวอ่อน เขียวสด เขียวแก่โดยมีแสงอาทิตย์ไล่เฉดสีอยู่เบื้องหลัง งาม งามแบบเรียบ ๆ แต่ได้ใจ

ภาพนี้แต่งเล่น ๆ แต่บรรยากาศตอนที่ไปก็แนวนี้เลย แบบจะครึ้มฟ้าครึ้มฝนอะไรนักหนาเนี่ยยยย


สุดท้ายก่อนจากโบรโม่ จะกล่าวว่า "แค่คุณเปิดประตูออกไป โลกใบกว้างรอให้คุณค้นหาและหาคำตอบ" แค่คุณกล้าเดินออกไปจากที่คุณเคยอยู่หรือใช้ชีวิตปกติ คุณก็จะเจอเรื่องราวอันมหัศจรรย์และพิศวงให้เป็นสีสันของชีวิต

แต่อย่าถามว่า ทุกอย่างจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเหมือนในละคร เพราะทุกอย่างล้วนต้องมีอุปสรรคมาขัดขวางเพราะระหว่างที่รถจิ๊ปสีส้มกำลังไต่ขึ้นเนินปรากฏว่า เครื่องดับ จ้า เอาแล้วตรูวางแผนจะรีบกลับไปอาบน้ำ แต่งตัวก่อนจะเข้าสุราบายา เอาไงดีก็ได้แต่ลงจากรถแต่โดยดีและเดินไปตามทางเรื่อย ๆ รอรถคันใหม่มารับ

แต่ระหว่างที่เดินก็ทำให้ได้มุมธรรมชาติมุมใหม่มาคือ 3 หัวใจแห่งขุนเขา โบรโม่ บาต๊อก และสุเมรุ แต่หมอกและควันบังพี่ใหญ่ของผมซะหมดเลย แต่ก็ดูงามนะครับ แบบว่ารถเสียกลางทางก็เดินมาดูวิวแทน วินวินสองฝ่าย จากนั้นพวกผมก็รอรถมารับและกลับที่พักและเดินทางต่อไปยังสุราบายา

เมืองสุราบายา

หลังจากชมวิวที่โบรโม่และกลับที่พักเพื่อเดินทางกลับเข้าสู่เมืองสุราบายา พวกผมก็มาถึงเมืองแห่งนี้ในตอนหัวค่ำ แต่ไหน ๆ ก็มาเมืองสุราบายา สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยการทำความเข้าใจเมืองนี้กันเล็กน้อยครับ โดยสุราบายาเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองของอินโดนีเซีย สุราบายาเต็มไปด้วยบรรยากาศของเมืองใหญ่ที่สำคัญด้วยการจราจรที่ติดขัดอย่างไม่สิ้นสุด เมืองแห่งนี้เคยมีบทบาทสำคัญในปี 1945-50 อันเป็นช่วงการปฏิวัติประชาชาติของชาวอินโดนีเซีย (Indonesian National Revolution) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการต่อสู้ที่โหดร้ายของสงครามการกอบกู้เอกราชที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ทำให้สุราบายาได้ถูกขนานนามว่าเป็น "เมืองแห่งวีระชน" ของอินโดนีเซีย โดยสุราบายามาจาก (Suroboyo) ที่มาจากคำว่า "suro" (shark ฉลาม) and "boyo" (crocodile จระเข้) ดังนั้นถ้ามาสุราบายาอย่าลืมแวะมาถ่ายรูปกับสัญลักษณ์ของเมืองนี้กันนะจ้ะ และก่อนจะจากสุราบายาก็ไปแวะดูเรือดำน้ำกันก่อน ตามมาเลยครับพระจันทร์เต็มดวงแต่เราก็ยังต้องเที่ยวต่อไป

อนุสาวรีย์เรือดำน้ำ (Monumen Kapal Selam)

อันเป็นที่ตั้งของเรือดำน้ำขนาด 76.6 เมตร กว้าง 6.3 เมตรเนื่องจากมาถึงเมืองสุราบายาค่อนข้างจะเย็นมากเเล้ว ได้ข่าวหนึ่งทุ่มทำให้ได้แวะเที่ยวได้แค่ตรงอนุสาวรีย์ฉลามกับจระเข้ และอนุสาวรีย์เรือดำน้ำ (Monumen Kapal Selam) อันเป็นที่ตั้งของเรือดำน้ำขนาด 76.6 เมตร กว้าง 6.3 เมตร

ถ้าอยากรู้การใช้ชีวิตแบบทหารเรือหรือกะลาสี ก็แค่เดินมาในพิพิทธภัณฑ์แห่งนี้ก็จะสามารถเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเรือดำน้ำเป็นแนวยาว เวลาจะผ่านไปในแต่ละห้องก็ต้องลอดประตูกลม ๆ แบบในภาพด้านบน คิดซะว่าเป็นห่วงทะลุมิติของโดราเอมอนแหละกัน 555

ภายในพิพิทธภัณฑ์เรือดำน้ำ ตรงนี้ก็เป็นที่ใส่ตอร์ปิโด เท่มาก ๆ มาดูไกลถึงอินโดนีเซียเลยทีเดียว แต่เนื่องจากทริปนี้มาราธอนกันมาหลายวัน ใช้เวลาส่วนใหญ่กันแต่ในรถมีเวลานอนรวมกันไม่ถึง 20 ชั่วโมงเลยทำให้สภาพร่างกายตอนนี้ใกล้จะชัตดาวน์เเล้ว เลยได้เวลากลับโรงแรมในสุราบายาครับเพื่อไปพักผ่อนและกลับไทยในวันต่อมา

นอนเวลาประมาณ 3 ทุ่มเกือบสี่ทุ่มแต่ต้องตีประมาณตีสองเพื่อนั่งรถแท๊กซี่ไปสนามบินสุราบายาเพราะเครื่องบินออกประมาณ 05.30 น. ยังเหมือนไม่ได้หลับเลยก็ต้องรีบบิ่งมายังสนามบินในยามเช้า หลังจากนั้นพวกผมก็ต่อเครื่องจากสนามบินสุราบายาไปยังสนามบินจาการ์ตาเพื่อกลับดอนเมือง

สุดท้าย ณ สนามบินจาการ์ตา พวกเราของเดินทางกลับไทยแล้วนะครับ ไว้เจอกันใหม่อินโดนีเซียนายทำให้เราอึ้งในธรรมชาติที่ยังมีมากมายมหาศาลและสวยงาม รอให้เราค้นหา

See you again INDONESIA


สุดท้ายมาสรุปการเดินทางดีกว่า

- การเดินทางในทริปชวาตะวันออก สุราบายา - โบรโม่ - คาวาอีเจี้ยน แนะนำให้ติดต่อกับไกด์ทัวร์อินโดนีเซียเลยดีกว่าเพราะแต่ละที่ค่อนข้างไกล การนั่งรถบัสไปอาจลำบาก ตอนที่ผมไปไปกับไกด์ชื่อ Hadi น่ารัก กลม ๆ อ้วน ๆ ตุ้ยนุ้ย และดูใจเย็นมากกกกก

คนอ้วน ๆ น่ารัก ๆ ด้านขวาก็คือ Hadi (หรือ ฮาดี) เป็นไกด์ที่เดินทางกับพวกผมตลอด 4 วัน 3 คืน ตั้งแต่สุราบายาถึงคาวาอีเจี้ยน และกลับมาโบรโม่ สุราบายา

- ค่าเดินทาง + ค่าไปแต่ละสถานที่ + ค่าที่พัก ของผมรวมคนละ 8400 บาท (ซึ่งผมไม่ได้จัดการตรงนี้ครับ เพราะน้องจัดการให้) ก็ถือว่าราคาพอยอมรับได้

- เครื่องบิน สามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) มาต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ไปสุราบายา หรือจะต่อเครื่องที่จาการ์ตาไปสุราบายาก็ได้ครับ แล้วแต่ความสะดวก หรือจะต่อจากบาหลีก็ได้แล้วแต่ความชอบครับ แต่ผมเดินทางจากดอนเมืองเข้าจาการ์ตาแล้วต่อสุราบายา (ส่วนค่าเครื่อง ค่อนข้างแพงครับเพราะไปแบบกะทันหัน 555)

- แอร์เอเชีย อินโดนีเซียใจดีครับ สำหรับเที่ยวบินในประเทศให้โหลดน้ำหนักกระเป๋าฟรี 15 กิโลกรัม และตู้คีออสที่สนามบินจาการ์ตาก็มีภาษาไทยด้วยนะจ้ะ

สำหรับรีวิวขอจบเพียงเท่านี้นะครับ ไว้เจอทริปใหม่ในโอกาสหน้าจ้าาาา










ความคิดเห็น