เกาหลีใบไม้เปลี่ยนสี....ทริปนี้มาเร็วไป รีวิวโดย wywayoon

ตุลาคม ปีนี้ได้ใช้วันหยุดพักร้อนโดยการเดินทางไปเที่ยวเกาหลีใต้ เมืองที่ใครหลายๆคนอยากไป และก็มีอีกหลายคนที่เบือนหน้าหนี อาจจะเพราะได้ยินข่าวเกี่ยวกับ ตม. ว่าโหดสุดๆ แบบนั้นแบบนี้ แต่สำหรับเรา -- ยังยืนยันที่จะไป!!! โดยทริปนี้เราแพลนไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และได้เริ่มจองตั๋วเครื่องบินตั้งแต่ช่วง

เกาหลีใบไม้เปลี่ยนสี....ทริปนี้มาเร็วไป

เกาหลีใบไม้เปลี่ยนสี....ทริปนี้มาเร็วไป


ตุลาคม ปีนี้ได้ใช้วันหยุดพักร้อนโดยการเดินทางไปเที่ยวเกาหลีใต้ เมืองที่ใครหลายๆคนอยากไป และก็มีอีกหลายคนที่เบือนหน้าหนี อาจจะเพราะได้ยินข่าวเกี่ยวกับ ตม. ว่าโหดสุดๆ แบบนั้นแบบนี้ แต่สำหรับเรา -- ยังยืนยันที่จะไป!!!

โดยทริปนี้เราแพลนไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และได้เริ่มจองตั๋วเครื่องบินตั้งแต่ช่วงเดือน กุมภาพันธ์ แต่เวลาเดือนทางจริงๆคือวันที่ 14-18 ตุลาคม 2559 (ใช้เวลา 5 วัน 4 คืน) ระหว่างรอให้ถึงวันที่ได้เดินทาง เราหาข้อมูลการท่องเที่ยวจาก blog: seoulcafe2013 รวมถึงเก็บบันทึกข้อมูลอื่นๆตามเว็ปเพจใน facebook , twitter มาเรื่อยๆ

เดือนนี้เกาหลีเริ่มเข้าสู้ช่วง autumn หรือ ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งแน่นอน จุดประสงค์หลักในการมาเที่ยวเกาหลีในครั้งนี้ คือมาดูใบไม้เปลี่ยนสีนั่นเอง ช่วงเดือนนี้อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 21 องศาและต่ำสุดที่ 10 องศา



เมื่อถึงวันเดินทาง

14 ตุลาคม 2559

  • เริ่มต้นทริปนี้ที่สนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ กับสายการบิน Air-Asia X ซึ่งไฟล์ทนี้จะเริ่มบินตอน 01:55 น. ของวันที่ 14/10/2016 ตามเวลาประเทศไทย และถึงสนบ.นานาชาติอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ตอน 09:15 ตามเวลาท้องถิ่น (เวลาเร็วกว่าไทย 2 ชม.)


  • พอเริ่มเดินเข้าสนามบินอินชอน ก็ต้องนั่งรถไฟเพื่อพาเราไปยัง ตม. ขาเข้าประเทศ ระหว่างจะเดินไป ตม. ก็เดินทำหน้าสวยๆยิ้มแย้มแจ่มใส อย่าทำตัวมีพิรุธ แค่นั้นแหละ เราเตรียมเอกสารไปพร้อมมาก ทั้งหนังสือรับรองการทำงานเป็นภาษาอังกฤษ ใบยืนยันการจองที่พักที่ระบุทั้งชื่อและเลขพาสปอร์ตพร้อมจำนวนวันที่เข้าพัก แผนที่การเดินทางในเกาหลี แพลนการท่องเที่ยวว่าจะไปไหนบ้างในแต่ละวัน ใบเสร็จชำระเงินการเช่า pocket wifi แบบภาษาอังกฤษ สรุปคือ.... ไม่ถูกเรียกดูสักอย่าง เจอ ตม.ผู้หญิง ไปถึงก็ทักเขากาอนเลยจ้าว่า Good Morning ละยิ้มละมุนใส่ พร้อมจ้องตา ตม.ถามแค่ว่า มากี่วัน มากับใคร family or friend ละมากี่คน ละเขาก็ให้ชี้ให้ดูว่าเพื่อนที่มาด้วยอยู่ไหนแค่นั้น ละก็ปั๊ม ผ่าน!!!!!!! (โชคดีที่ให้เพื่อนมาต่อแถวเดียวกันเป็นคนถัดไปเลย)
  • พอผ่าน ตม. ก็ออกมารับ pocket wifi หน้า gate D ละก็ไปหาซื้อบัตร T-Money /// ซื้อมาในราคา 4,000₩ (ซื้อที่ร้านหนังสือในสนามบินเลยแพงกว่าปกติ) พร้อมเติมเงินมาอีก 10,000₩ ทั้งทริปเราเติมไป 30,000₩ ใช้ไม่หมดเก็บไว้ได้ยอดเงินยังอยู่ในบัตร กลับไปเที่ยวอีกก็หยิบบัตรนี้ไปใช้ใหม่ (มันไม่มีวันหมดอายุ)



  • พอหาซื้อบัตร T-money พร้อมเติมเงินเรียบร้อย ก็ได้เวลาไปขึ้นรถไฟเข้า Seoul โดยเราเลือกเข้าโซล โดยใช้บริการ AREX - Airport Railroad Express แบบจอดทุกสถานี โดยเริ่มต้นสถานีที่ สนบ.นานาชาติอินชอน และไปสิ้นสุดที่ Seoul Station ใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดก็ประมาณเกือบๆ 1 ชม.
  • อย่าลืมโหลดแอพพลิเคชั่น subway ไว้ติดมือถือด้วยนะ เนื่องจากการเดินทางในโซลส่วนใหญ่จะใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน


  • เราต้องมาเปลี่ยนเป็นสายสีนำ้เงินที่สถานี และนั่งต่อไปอีก 1 สถานีก็ถึงที่พัก (บอกก่อนว่าที่สถานี้ไม่มีบันไดเลื่อน แต่มีลิฟต์ ซึ่งลิฟต์รอค่อนข้างนาน และชานชลาที่จะไปขึ้นรถไฟก็ใช้เวลาเดินไกลหน่อย)
  • และแล้วก็ถึง....สถานี Namyeong นั่งเพียง 1 สถานีจาก Seoul Station ที่นี่ก็ไม่มีลิฟต์ ไม่มีบันไดเลื่อน เพราะเป็นสถานีเล็กๆ พอแตะบัตรออก เลี้ยวขวา ก็ถึงที่พัก


  • ทริปนี้เลือกใช้บริการที่ G-Stay Residence ราคาอยู่ที่ 70,000₩ / คืน (แชร์กับเพื่อนคนละครึ่ง)

    ข้อดีที่นี่ ... เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้า 2 สายคือ สายสีน้ำเงิน (Namyeong Station) และสายสีฟ้า (Sookmyung Woman's Univ) มีมินิมาร์ทล้อมหน้าหลังที่ พัก ฝั่งตรงข้ามก็ร้านเครื่องสำอางค์หลากหลายแบรนด์ ด้านล่างใต้ตึกก็ร้านคริสปี้ครีม คือโอเคมันสะดวก ห้องพักสะอาด มีเครื่องอำนวยความสะดวกให้ครบ (แต่ห้องน้ำไม่มีสายฉีดให้ สำหรับบางคนอาจจะไม่ชินหรือไม่ค่อยสะดวกตรงนี้)
  • ที่นี่จะเปิดให้เช็คอินตั้งแต่ บ่ายสามโมงเป็นต้นไป

  • หลังจาก Checked-in ที่พักเรียบร้อย ก็อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบแพลนที่วางไว้มาดู -- และพับเก็บที่เดิม!!!! เลยปรึกษากับเพื่อนที่ไปด้วยกันว่า....เราคงไม่สามารถทำตามแพลนที่วางไว้ได้!!!! (ตามแพลนที่วางไว้คือจะไป Haneul Park > Gyeongbokgung Night Palace > Hongdae) แต่สรุป....ไปได้แค่ DDP


    DDP

    พิกัด : นั่งรถไฟใต้ดินสายสีฟ้า , สีเขียว, สีม่วง มาลงที่ Dongdaemun History & Culture Park EXIT.1

    จริงๆที่เลือกไป DDP เพราะต้องการไปถ่ายรูปกับ ดอกกุหลาบ LED แต่เรื่องมันอยู่ว่า.....เดินหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เลยแค่ถ่ายๆรูป และก็เดินไปที่อื่นต่อ เลยมองไปฝั่งตรงข้ามเจอห้าง DOOTA Duty Free ก็เลยพาเพื่อนเดินข้ามถนนไปที่นั่นแทน


    DOOTA Duty Free

    พิกัด : รถไฟใต้ดินสายสีฟ้า , สีม่วง , สีเขียว มาลงที่ Dongdaemun History & Culture Park EXIT.14


    ซึ่งวันนั้นที่ไปถึงบริเวณลานหน้าห้างกำลังมีการจัดงานเทศกาล FESTA กันอยู่
    Korea Sale FESTA ถือว่าเป็น มหาเทกาล ช้อปปิ้ง และท่องเที่ยวที่สำคัญของเกาหลี ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่ 29 กันยายน ไปจนถึง 31 ตุลาคม 2559สำหรับคำว่า FESTA นั้น เป็นตัวอักษรที่ย่อมาจาก Festival, Entertainment, Shopping, Tour, Attraction ซึ่งก็คือ เทศกาล, บันเทิง, ช้อปปิ้ง, ทัวร์, และแหล่งท่องเที่ยว



    Cr. ข้อมูลงานเทศกาล FESTA

    แต่รู้มั๊ยว่าในห้าง DOOTA Duty Free นั้นนอกจากจะไปช้อปปิ้งแล้ว ภายในบริเวณชั้นบนสุดของห้างได้จัดนิทรรศกาล Descendants of The Sun อยู่!!!

    Descendant of The Sun Exhibition
    ตอนแรกที่อ่านรีวิวมา บอกว่าอยู่ชั้น 3 // นี่ก็พาเพื่อนไปเดือนวนรอบชั้น 3 หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ!!!! เจอแต่รูป ซงจุงกิ ยืนทำหน้าหล่ออยู่บริเวณบันไดเลื่อนแต่ละชั้น.... แต่บังเอิญระหว่างกำลังเดินขึ้นบันไดเลื่อนมองหานิทรรศการนี้อยู่ ได้ยินเสียงนักท่องเที่ยวชาวไทยท่านหนึ่งพูดว่า ชั้นบนค่ะ ชั้นบน .... โอ้โหนี่หูผึ่งเลยจ้า รีบบอกเพื่อนว่า แก แก เขาบอกชั้นบนว่ะ!!!! บนจริงๆจ้า บนสุดเลย พอเก้าวขาพ้นบันไดขั้นสุดท้ายปุ๊บ เจอรูปนี้โชว์เห็นเด่นเป็นสง่าเลยทันที



    ที่นี่ก็จะแสดงนิทรรศกาลจำล องฉากถ่ายทำซีรีย์เรื่อง Descendant of The Sun ไม่ว่าจะเป็นฉากค่ายทหาร , จำลอง medi cube , บริเวณห้องครัว , บ้านนางเอก , ภาพวิวสถานที่ถ่ายทำที่ประเทศกรีซ แต่ที่พีคสุดคือ standy กัปตันยูชีจิน จะมีหลากหลายท่วงท่าอิริยาบถ



    และยังมีของที่ระลึกจาเรื่องนี้จำหน่ายอีกด้วย

    เสร็จจากถ่ายรูป ก็เดินออกมาบริเวณด้านนอกห้าง ตั้งหลักแปบนึงว่าจะไปไหนต่อนี้ ก็มองมาเจอซุ้มขายต๊อกบกกี ของอาจุมม่า เลยตัดสินใจซื้อทานลองท้องก่อนจะไปที่อื่นต่อ



    เราซื้อแบบ 1 ไม้ มี ซุนแด+ไส้กรอก+ต๊อกบ๊กกี+ปลาเส้ น.....เรียกว่า 모등꼬지 (คือมีหลายอย่างใน 1 ไม้) จ่ายค่าเสียหายไป 3,000 KRW /// มันอร่อยตรงน้ำจิ้ม /// มันเข้มข้น หวานๆ เผ็ดนิดเดียว เหมือนน้ำจิ้มลูกชิ้นทอดบ้านเรานั่นแหละ ซื้อละก็ยืนทานหน้าร้านเลย ทานเสร็จก็ทิ้งไม้ลงถังขยะที่อาจุมม่า แขวนไว้ให้บริเวณข้างๆร้าน


    HONGDAE

    พิกัด : รถไฟใต้ดินสาย 2 สีเขียว ลงสถานีม.ฮงงิก (Hongik University) EXIT.8 / 9 และสาย 6 สีน้ำตาลลงสถานีซังซู (Sangsu) EXIT.1 / 2


    ฮงแด ถือเป็นย่านที่รวมทั้ง แฟชั่น , คาเฟ่ , คลับ , ร้านอาหาร ,แกลลอรี่ , ช้อปปิ้ง ไว้ที่นี่แทบทั้งหมด ที่นี่ทุกคินวันศุกร์ , เสาร์ จะครึกครื้นเป็นพิเศษ มีการแสดงเต้นคัฟเวอร์ของนักเรียน นักศึกษา ที่รวมกลุ่มกันเพื่อแสดงโชว์ต่างๆ แต่วันนั้นรู้เหนื่อย เมื่อยล้าไปหมด จึงได้ไปเดินเล่นอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ละก็กลับที่พัก




    15 ตุลาคม 2559

    • วันนี้เรามีนัดกับเพื่อนชาวเกาหลี 2 คน โดยนัดเจอกันที่สถานีรถไฟฟ้า Gyeongbokgung ซึ่งแพลนของวันนี้ ถูกวางไว้โดยเพื่อนชาวเกาหลีเราทั้งหมด ดังนั้น.....เราจงพับแพลนของเก็บเข้ากระเป๋าไปตามเดิม!!!!
    • โดยที่วันนี้เราจะใช้ชีวิตอยู่บริเวณพระราชวังคยองบกกุง แทบจะทั้งวัน!!! เพราะเพื่อนจะพาเราไปใส่ชุดฮันบก เข้าวังถ่ายรูป สร้าง memory ร่วมกัน (ดูเพ้อเจ้อเนอะ ... ฮ่าฮ่า)
    • แพลนวันนี้นะจ๊ะ >>> ตลาดทงอิน , พระราชวังคยองบกกุง , ตลาดมยองดง

    ตลาดทงอิน (동인시장)

    พิกัด : สถานีรถไฟใต้ดิน Gyeongbokgung station EXIT.2
    เป็นตลาดแบบดั้งเดิมของเกาหลี อาหารที่ขายก็เป็นอาหารพื้นเมืองของเกาหลี โดยงบที่ใช้ที่นี่แค่ 5000 KRW เท่านั้น /// เขาจะมีโต๊ะแลกเหรียญอยู่ที่ท้ายสุดของตลาด โดยจะนำเงินวอนปกติไปแลกเป็นเหรียญโบราณของเกาหลี และเขาก็จะให้ถาดพลาสติกสีดำมาคนละ 1 ใบ



    พอได้ถาดกับเหรียญมา ก็เดินเลือกเลยว่าอยากจะทาน อะไร ร้านไหน แต่บางร้านคิวยาวมาก บางอย่างน่าทานมาก พอเห็นต่อคิวละแบบ....ช่างเถอะ ฮ่าฮ่าฮ่า /// พ่อค้า แม่ค้าที่นี่ใจดีมาก หยิบให้ชิมร้านละนิดละหน่อย



    จะบอกว่า อาจุมม่าร้านนี้ใจดีมาก -- ตัดให้ชิมแทบทุกอย่าง ละก็มีอธิบายเป็นภาษาเกาหลีด้วยนะว่าอันไหนคืออะไร ทำมาจากอะไร -- เราก็แปลออกบ้าง ไม่ออกบ้าง เพื่อนเกาหลีก็ช่วยพยามแปลเกาหลีเป็นอังกฤษด้วย



    จบจากร้านนี้ก็ไปแวะร้านนั้น ร้านโน้นต่อ ก็เดินเลือกหาของทานกันต่อไ ป ส่วนตัวชอบเครื่องเคียงที่นี่มากเลยนะ คือมันมีหลายอย่างให้เลือก และแบบรสชาติออริจินัลจริงๆ



    ที่ทานอาหารก็ประมาณคล้ายๆโรงอาหารบ้านเรานั่นแหละ แต่วันนั้นที่ไปตรงกับวันเสาร์ ซึ่งมีโรงเรียนพาเด็กมาทัศนศึกษาด้วย มีครอบครัวพาลูกหลานมาเที่ยวด้วย สรุปคือ...ที่นั่งเต็ม!!!! ก็ต้องรีบทาน รีบลุก คนอื่นจะได้มีที่นั่งบ้าง



    เสร็จภาระกิจอาหารมื้อแรกของวันที่ ตลาดทงอิน -- ต่อไปเราจะไปหาร้านเช้าชุดฮันบก เพื่อเข้าวังกัน >>>>>

    ระหว่างเดินย้อนกลับไปเพื่อเช่าชุดฮันบก



    หลังจากทานกันอิ่มหนำสำราญพ ุงแล้ว เพื่อนก็พาไปเช่าชุดฮันบกใส่เพื่อถ่ายรูป /// ไปเยือนเกาหลีทั้งทีพลาดการใส่ชุดประจำชาติได้ไง /// จำชื่อร้านไม่ได้ รู้แต่ว่าเป็นร้านเล็กๆตั้งอยู่บนชั้น 2 ของตึก ด้านล่างมีร้าน Etude House อยู่ ค่าเช่าชุดอยู่ที่ 15000 KRW เช่าได้ 4 ชั่วโมง

    จริงๆแถวนั้นร้านที่ให้เช่า ชุดฮันบกมีให้เลือกหลากหลายนะ เพราะเป็นบริเวณอยู่ใกล้วังคยองบกกุง และ อินซาดง เหมือนเป็นเขตอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นเมืองเกาหลี


    Gyeongbokgung Palace

    พิกัด : Gyeongbokgung Station EXIT. 5 ออกมาจะเจอ The National Palace Museum of Korea และพระราชวังจะอยู่ทางขวามือ
    เราเดินมาจากย่านบริเวณ EXIT.2 จึงต้องเดินข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็น EXIT.3 จากนั้นเดินตรงขึ้นมาเรื่อยๆจะเจอสี่แยกไฟแดง ก็ให้ข้ามถนนไปอีกทีก็จะเป็นประตูด้านข้างวัง



    เมื่อเข้าประตูด้านข้างมาแล้ว ก็จะต้องเดินเลียบกำแพงด้านในวังไปเรื่อยๆตามทาง ก็จะเดินมาเจอ The National Palace Museum of Korea ทางซ้ายมือ จากนั้นให้มองไปขวามือจะเห็นพระราชวัง

    ระหว่างที่เดินเพื่อจะเข้าไปยังจุดจำหน่ายตั๋ว ก็จะผ่านลานด้านหน้าซึ่ง ณ ตอนนั้นที่เราไปถึงคือเวลาประมาณบ่ายโมงนิดๆเขากำลังมีการแสดงผลัดเปลี่ยนเวรยามกันอยู่

    พอยืนดูได้สักพัก ก็เดินไปยังจุดจำหน่ายตั๋ว เพื่อเข้าไปยังด้านในพระราชวังกันอีกที
    ค่าเข้าชมพระราชวังที่นี่ ราคาโดยปกติทั่วไปก็ 3,000₩ แต่....สำหรับใครที่ใส่ชุดฮันบกมา ก็เข้าฟรีได้เลย!!!! ซึ่งบริเวณจุดจำหน่ายตั๋วเขาจะต้องให้เราไปแสดงตัวก่อนว่าใส่ชุดฮันบกมาจริง และเขาก็จะออกตั๋วให้





    พอได้ตั๋วมา เราก็จะเข้าไปเดินถ่ายรูปบริเวณด้านในพระราชวังกัน >>>>

    Gyeongbokgung Palace (경복궁) เป็นพระราชวังหลวงที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของโซล จึงทำให้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "พระราชวังทางเหนือ" ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1395 สมัยของพระเจ้าแทจง ผู้ก่อตั้งราชวงศ์โชซอน

    ประตูที่เรากำลังจะเดินเข้าไปบริเวณด้านในพระราชวังนั้นเรียกว่า ประตูฮึงแนมุน




    พอเดินเข้ามาเรื่อยๆก็จะเจอตำหนัก คังนยองจอน ซึ่งตำหนังนี้เป็นที่บรรทมของกษัตริย์และพระราชินี
    วันที่เราไป บริเวณลานด้านหน้าบนตำหนัก กำลังมีการแสดงดนตรีพื้นเมืองกันอยู่




    วันนั้นแดดร้อน และอากาศค่อนข้างอบอ้าว หรืออาจะเป็นเพราะใส่ชุดฮันบกก็ไม่แน่ใจ // บริเวณด้านหน้าของตำหนัก คังนยองจอน จะมีคาเฟ่ไว้จำหน่ายเครื่องดื่ม และด้านในยังจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกในสมัยโชซอน และยังเป็นจุดนั่งพักอีกด้วย




    หลังจากที่เรานักพักจนหายเหนื่อยแล้วนั้น เรากับเพื่อนก็เดินต่อเข้าไปยังด้านในของพระราชวังกันอีก




    ระหว่างเดินลึกเข้ามาบริเวณด้านใน มองไปทางขวามือจะเจอกับ ศาลากลางน้ำ หรือที่เรียกว่า คยองเฮรุ เป็นสถานที่สำหรับใช้จัดงานเลี้ยง หรืองานพระราชพิธีที่สำคัญของกษัตริย์ในสมัยโชซอน ถูกสร้างในปี 1867




    เดินลึกเข้าไปด้านในอีกจะเจอกับทัศนียภาพของเทือกเขาพุคกัคซาน




    พอดูนาฬิกา อ้าว....จะครบ 4 ชั่วโมงที่ได้เช่าชุดมา จึงเตรียมจะเดินกลับ แต่ดันมองไปเห็นใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีนิดหน่อย (จุดประสงค์ที่มาของทริปนี้คือ ตั้งใจมาถ่ายรูปกับใบไม่เปลี่ยนสี แต่ก็มองเห็นประปราย เป็นบางบริเวณเท่านั้น)







    ส่วนไฮไลท์ของสถานที่แห่งนี้คือ กึงจองจอน หรือ ท้องพระโรง เป็นเสมือนห้องสั่งงานอย่างเป็นทางการของกษัตริย์ และใช้สำหรับการรับรองทูตจากต่างประเทศ อีกทั้งใช้เป็นสถานที่สำหรับพิธีราชาภิเษกต่างๆ







    ครบแล้ววันนี้ 4 ชั่วโมงภายในพระราชวังคยองบกกุง -- ถึงจะไม่ได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีตามที่ตั้งใจไว้ แต่ก็คุ้มค่าจริงๆ

    ออกจากวัง เราจะนำชุดกลับไปคืน และเดินหน้าไปหามื้อเย็นทานกันแถวตลาดมยองดง >>>>


    มยองดง (명동)

    พิกัด : Myeongdong Station EXIT.8

    ลังจากที่วันนี้ ใช้พลังงานไปกับการถ่ายรูปทั้งวันแล้ว ก็ได้เวลาไปหามื้อเย็นทานกัน โดยมื้อนี้ฝากท้องไว้ที่ร้านทักคาลบี้ ย่านมยองดง

    จำชื่อร้านไม่ได้!!! รู้ว่าเดินเข้าซอยตลาดมยองดงทางออกประตู 8 ละเดินเข้าไปเรื่อยๆ ตรงไปเลย จะเจอร้านเครื่องสำอางค์ Nature Republic อยู่ขวามือ เป็นร้านหัวมุมตึก ด้านหลังร้านมีลิฟต์ให้ขึ้นไปชั้น 2 หรือ 3 นะ พอก้าวขาออกจากลิฟต์มาเจอร้านเลย




    ทักคาลบี้ชีส เพิ่มรามยอน เวลาทานก็ทานกันหัวไชเท้าดองแบบแผ่นๆ ผักกาดหอม ใบงา /// สั่งแบบเผ็ดมาทานกัน คือทานไปเรื่อยๆละคือเผ็ดมาก เผ็ดตรงเส้นรามยอนนะ แต่อร่อยสุดสุด




    พอทานเสร็จ .... ก็จะเรียกพนักงานเข้ามา เพื่อที่เขาจะผัดข้าวคลุกให้อีกที

    สรุป....มื้อนี้ค่าเสียหาย 50000 KRW



    เมื่อทานของคาวเสร็จ เราไปหาของหวานกันต่อดีกว่า.....

    เพื่อพาไปร้านไอศรีมนมสด อยู่ตลาดเมียงดงเช่นเคย ร้านนี้จะอยู่ใกล้สถานีรถไฟ ใต้ดิน Euljiro3-ga (บริเวณตรงที่มีตึกสตาร์บัค) เป็นร้านไอศครีมนมสด แบบสดมาก สดจนได้กินรสชาติของนมกันเลยทีเดียว ... แต่เสียดายตรงที่จำราคาไม่ได้ จำได้แค่จ่ายไปประมาณ 15xxx KRW

    พิกัด : 범산목장.






    16 ตุลาคม 2559

  • วันนี้เรามีนัดกับเพื่อนชาวเกาหลีอีก 1 กลุ่ม โดยเราตกลงกันว่าวันนี้จะไปทัวร์เกาะนามิกัน
  • เริ่มต้นที่ Yongsan Station > Nami Island > กลับที่พัก


Yongsan Station

ทริปนี้เราจะไปเริ่มต้นกันที่สถานี Yongsan เนื่องจาก เราจะเดินทางไปยังเกาะนามิ ด้วยรถไฟ ITX ไปยังสถานี Gapyeong

เรานัดกับเพื่อนที่สถานี Yongsan ประมาณ 10.30 น. เนื่องจากก่อนหน้านี้เพื่อนเราได้ทำการจองตั๋วรถไฟผ่านหน้าเว็บได้รอบ 11.00 น. แต่เนื่องจากมันมีเหตุการณ์ผิดพลาดนิดหน่อยตรงที่ .... รถไฟได้มาจอดรอที่ชานชลา 1 แล้วก่อนเวลาประมาณ 10 นาที แต่เรากับเพื่อนก็มัวแต่ยืนคุย ยืนเม้าท์กันเพลิน จนไม่ได้สังเกตุว่า....นั่นคือรถไฟที่จะไป Gapyeong

เมื่อรถไฟขบวนนั้นได้เคลื่อนตัวออกไป เรากับเพื่อนก็ยังคงยืนรออยู่อย่างนั้นเป็นเวลาเกือบสิบนาที!!! เรากับเพื่อนเริ่มมองหน้ากัน -- เรากับเพื่อนเลยต้องเดินขึ้นไปด้านบริเวณจุดจำหน่ายตั๋วอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้ทำการ refund เงินคืนก่อน และทำการจองตั๋วใหม่ ซึ่งรอบรถไฟที่เราได้ก็คือรอบ 12.00 น.และจะถึงสถานี Gapyeong เวลา 12.57 น. ราคาอยู่ 5,200 วอน

ซึ่งในตั๋วก็จะระบุมาให้เลยว่าเรานั่งรถไฟตู้ที่เท่าไหร่ , เลขที่นั่งอะไร , รถไฟออกรอบกี่โมง , และจะถึงสถานีปลายทางกี่โมง



พอถึงเวลา เราก็เดินลงบันไดไปยังชานชลาที่ 1 เพื่อขึ้นรถไฟ มุ่งหน้าไปยัง Gapyeong ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 57 นาที โดยจะจอดแค่ 4 สถานีแรก และหลังนั้นจะวิ่งยาวไปหยุดที่สถานี Gapyeong เลยทีเดียว



ระหว่างทางก็นั่งดูวิวข้างทางกันไป วันนี้อากาศดูครึ้มๆ ไม่มีแดด เพื่อนบอกว่าได้ดูพยากรณ์อากาศมา ว่าวันนี้ฝนจะตก













Nami Island (남이섬)

เกาะนามิ หรือ นามิซอม ตั้งอยู่อยู่ในเมืองชุนชอน จังหวัดคังวอนโด ออกไปทางทิศตะวันออกของโซล ซึ่งเกาะนามิเกิดจากการสร้างเขื่อนชองพยอง จึงเกิดเป็นเกาะอยู่บริเวณกลางแม่น้ำฮัน
พอถึงสถานี Gapyeong เพื่อนเราขับรถมารับพาไปยังเกาะนามิอีกที ซึ่งปกติถ้าไม่มีรถส่วนตัวสามารถเดินทางไปได้โดยรถแท๊กซี่ หรือ ไม่ก็รถบัส แต่ทั้งนี้ เราต้องไปต่เรือข้ามฟากอีกที

เมื่อไปถึงยังนามิเราก็จะเดินไปยังจุดจำหน่ายตั๋วเพื่อซื้อตั๋วเรือข้ามไปยังเกาะนามิอีกที โดยค่าเข้าที่นี่ ไป-กลับ ราคา 10,000 วอน แต่ถ้าแสดงพาสปอร์ตจะได้ลดราคาอยู่ที่ 8,000 วอน)


เมื่อได้ตั๋วมาแล้ว เราก็จะเดินไปต่อแถวเพื่อขึ้นเรือข้ามไปยังเกาะนามิ






พอเรือข้ามฝากมาจอดเทียบท่า รอคนจากบนเรือเดินออกมาให้หมด เราก็จะเดินขึ้นเรือเพื่อข้ามฝากไปยังเกาะนามิกัน





เมื่อมาถึงยังเกาะนามิ เราก็จะเดินเข้าไปด้านในบริเวณเกาะ ที่นี่จะเลือกเดิน หรือ จะเช่าจักรยานเพื่อปั่นชมวิวรอบๆเกาะ ก็ได้





พอเดินเข้ามาด้านในสักพักก็จะเจอกับลานกว้างๆ ... มองไปรอบๆ ต้นไม้ ใบไม้ที่นี่เริ่มเปลี่ยนสีบ้างแล้ว แต่ยังไม่ทั่วเกาะ ที่เห็นชัดเจนก็จะเป็นต้นเมเปิ้ลเท่านั้น ที่ใบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองบ้าง แดงบ้าง แต่ถ้าเป็นแนวทิวสน ยังคงเป็นสีเขียวชะอุ่มอยู่เหมือนเคย









ยืนถ่ายรูปกับใบไม้เปลี่ยนสีไปสักพัก ฝนก็เริ่มตกปรอยๆ จึงต้องรีบเดินไปบริเวณที่มีต้นไม้ปกคลุมเยอะๆ เพื่อหลบฝน จริงๆสภาพอากศของวันนี้ตั้งแต่เช้าที่โซล อากาศเย็นมากกว่าสองวันที่ผ่านมา เราจึงต้องติดเสื้อโค้ทมาด้วยอีกตัว เพราะทราบมาว่าที่นามิ อากาศจะเย็นกว่าที่โซลนิดหน่อย และตอนที่มาถึงสถานี Gapyeong พอเดินพ้นออกมาจากสถานี ก็เจอกับอากาศที่ค่อนข้างเย็นพอสมควร ทีนี้พอมาเจอฝนด้วย เย็นเพิ่มขึ้นไปอีก












จักรยานที่ใช้ถ่ายทำในเรื่อง winter sonata









เดินมาสักพักฝนก็เริ่มตกเม็ดหนาขึ้น เรากับเพื่อนเลยต้องหาที่นั่งหลบฝน ประจวบเหมาะกับตอนนั้นเริ่มหิวกันพอดี เลยเดินหาร้านอาหารเกาหลีพื้นเมือง และเพื่อนก็พาไปนั่งทานมื้อกลางวันกันที่ร้านหนึ่ง ซึ่งร้านนี้จะขายเฉพาะ โดชิรัก หรือที่เราเรียกว่า ข้าวกล่องเกาหลี

หน้าตาข้าวกล่อง โดชิรัก -- เวลาทานก็ต้องเขย่าๆ ให้ข้าวกับซอสและกิมจิ เข้ากันซะก่อน



ทานคู่กับ พาจอน หรือแพนเค้กต้นหอม จะมีส่วนผสมหลักเลยคือต้นหอม มาทอดกับแป้งเกาหลี ในนี้จะมีกิมจิและปลาหมึก เป็นส่วนประกอบด้วย เวลาทานก็จิ้มกับซอสถั่วเหลือง ใส่พริก



ระหว่างที่กำลังนั่งทานมื้อเที่ยงอยู่ในร้าน บริเวณด้านนอกฝนก็ตกหนักแบบจริงจังมาก พอทานอาหารกันเสร็จ เรากับเพื่อนจึงต้องออกมาเดินหาซื้อเสื้อกันฝนที่มินิมาร์ทกัน

ลืมบอกไปว่า....บริเวณด้านในเกาะนามินั้น มีร้านอาหารให้เลือกหลากหลายประเภทมาก รวมไปถึงพวกคาเฟ่เครื่องดื่มต่างๆ และยังมีร้านขายพวกขนมดั้งเดิม พื้นเมืองอีก ห้องน้ำก็มีบริการหลายจุดเช่นกัน อีกทั้งยังมีที่พักให้เข้าพักด้วย อย่างเช่น วิลล่ารีสอร์ท หรือ บังกะโล เผื่อใครอยากจะมานอนพักค้างคืนที่นี่

เมื่อได้เสื้อกันฝนมากแล้ว เรากับเพื่อนก็พากันไปเดินถ่ายรูปท่ามกลางสายฝน เพราะตอนนี้เราเดินมาได้ครึ่งเกาะแล้ว




















ส่วนชื่อที่มาของคำว่า นามิ -- เกาะแห่งนี้ตั้งชื่อตามชื่อของนายพลนามิ เป็นบุคคลซึ่งสามารถนำทัพไปปราบจราจลในทางภาคเหนือของเกาหลีจนได้รับตำแหน่งสูงตั้งแต่อายุน้อยๆ แต่ถูกประหารชีวิตเพราะถูกใส่ร้ายทางการเมือง


ส่วนนี่ก็คือสุสานของนายพลนามิ (Tomb of General Nami)



จบแล้ววันนี้สำหรับทริปเดินทางทั่วเกาะนามิ วิธีเดินทางกลับก็เหมือนเดิม คือเราต้องนั่งเรือข้ามฟากกลับไป โดยที่ไม่ต้องเสียค่าตั๋วใหม่



แต่ขากลับเข้าโซล เราไม่สามารถจองตั๋วรถไฟ ITX ได้ ดังนั้นเพื่อนเราจึงขับรถมาส่งที่สถานีรถไฟใต้ดิน Guri กลับไปยัง Yongsan Stationโดยใช้ระยะเวลาเดินทางจากนามิ มายัง Guri ประมาณเกือบๆ 3 ชั่วโมง เนื่องจากวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ และมีฝนตกตลอดทั้งวัน ทำให้การจราจรบนท้องถนนค่อนข้างแออัดพอสมควร

17 ตุลาคม 2559

  • วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้เที่ยวในโซล และเรียกว่าเป็นวัน Free Day ละกัน เพราะไม่มีนัดที่ไหนแล้ว ดังนั้นวันนี้เราจะพาเพื่อนคนไทยที่เดินไปด้วยกันไปยังสถานที่เรียกว่าเป็น Landmark ที่จะต้องมาถ่ายรูปด้วย เมื่อมาเยือนโซล
  • เริ่มจาก จตุรัสกวางฮวามุน > คลองชองกเยชอน > นัมซานทาวเวอร์


จตุรัสกวางฮวามุน (Gwanghwamun)

พิกัด : รถไฟใต้ดินสายสีม่วง ลงสถานีควางฮวามุน (Gwanghwamun) EXIT.9

พอเดินออกมาจะเจอกับรูปปั้นของ พระเจ้าเซจงมหาราช ที่กลืนไปกับทัศนียภาพเบื้องหลังอย่างพระราชวังคยองบกกุงและเทือกเขาพุคกัคซาน




พระเจ้าเซจงมหาราช เป็นกษัตริย์องค์ที่ 4 ของราชวงศ์โซชอน และเป็นผู้ประดิษฐ์และคิดค้นตัวอักษรฮันกึล หรือตัวอักษรเกาหลีที่เรารู้จักกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน





จากนั้นหันหลังเดินย้อนกลับมายังบริเวณทางออกที่ 9 ที่เราเดินออกมาจะเห็นรูปปั้นของนายพลยี่ซุนชิน และยังมีน้ำพุเปิดให้ชมอยู่ตลอดเวลา


คลองชองกเยชอน (Cheonggyecheon Stream)

พิกัด: รถไฟใต้ดินสาย สีม่วง ลงสถานีควางฮวามุน (Gwanghwamun) EXIT.5 (เดินขึ้นมาจากรถไฟใต้ดินจะมองเห็นหอยม่วงเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณทางเดินลงคลองเลย)



ซึ่งคลองนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ายองโจแห่งราชวงศ์โชชอน อายุเก่าแก่กว่า 600 ปี เดิมเป็นคลองน้ำเน่า แต่มาในมาปี 2003 รัฐบาลได้บูรณะคลองใหม่ ทุบทางด่วนทิ้ง แล้วทุ่มงบพัฒนาคลองใหม่ จนน้ำใสสะอาด จนกลายเป็นสถานที่สุดฮิตของชาวกรุงโซลและนักท่องเที่ยว

ซึ่งคลองชองกเยชอนนี้ มีความถึงเกือบ 6 กิโลเมตร ยาวไปจนถึงทงแดมุน เลยทีเดียว








นัมซาน โซลทาวเวอร์ (N Seoul Tower)

โซลทาวเวอร์ หรือ นัมซาน ทาวเวอร์ (N Seoul Tower) เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองโซล เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1980 ตั้งอยู่บนยอดเขานัมซาน ซึ่งได้รับการรีโนเวทใหม่ปี 2005 ถือว่าเป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของกรุงโซลเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าใครมาเที่ยวเกาหลี แล้วไม่ได้ไปถ่ายรูปกับตึก N Seoul Tower ถือว่ายังมาไม่ถึงเกาหลี



พิกัด : รถไฟใต้ดินสายสีฟ้า ลงสถานี Myeongdong EXIT.3 พอขึ้นมาจากสถานีก็เดินตรงเข้าซอยของโรงแรม Pacific Hotel จากนั้นก็เดินตรงขึ้นไปเรื่อยๆ จะไปเจอซอยเล็กมีทางขึ้นเป็นขั้นบันไดรูป Larua ก็เดินขึ้นไปตามทางจะไปโผล่ถนนด้านบน











พอเดินขึ้นมาด้านบนก็เดินตรงตามทางไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเดินจะเจอร้านขายทงคัตสึเยอะมาก เรากับเพื่อนจึงแวะทานมื้อกลางวันร้านแถวๆนั้น



โดยเมนูที่เราเลือกสั่งคือ ทงคัตสึหมู ราคาจานละ 10,000 วอน , พาจอนซีฟู้ด ราคาจานละ 10,000 วอน , ส่วนของเพื่อนเราสั่งปลาหมึกผัดซอส ราคาจานละ 11,000 วอน รวมมื้อนี้อยู่ที่ 31,000 วอน (ขอบอกว่าร้านนี้อาหารอร่อย และให้จานใหญ่มาก)

บรรยากาศภายในร้าน ... เผื่อใครผ่านไปแถวนั้นแวะเข้าไปลองทานกันได้





พอทานอาหารเสร็จ ก็ลุกไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์ (ที่เกาหลีเวลาทานอาหารเสร็จจะต้องลุกไปจ่ายเงินเองที่เคาท์เตอร์คิดเงิน)


จากนั้นพอออกจากร้านก็เดินไปทางขวามือ เดินตรงไปเรื่อยๆมองไปทางขวามือจะเจอสถานีเคเบิ้ลคาร์





จากนั้นก็ซื้อตั๋วไป-กลับ ราคาอยู่ที่คนละ 8,500 วอน





เมื่อได้ตั๋วแล้ว ก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบนสุดเพื่อขึ้นเคเบิ้ลคาร์ไปยังด้านบนเขานัมซาน









พอมาถึงด้านบน เราก็เดินตามทางออกมาเรื่อยๆ ก็จะเจอกับบันไดที่พาเราไปสู่ด้านบนสุด ซึ่งเป็นที่ตั้งของ N Seoul Tower และต้นไม้ ใบไม้ ด้านบนเขานัมซานก็ยังไม่เปลี่ยนสีให้เห็นชัดเจน เรียกว่าเพิ่งเริ่มเปลี่ยนสีเท่านั้นเอง














N Seoul Tower โดยที่ตัวอักษร N นั้นย่อมาจากคำว่า new look






เมื่อขึ้นมาด้านบน ก็จะเจอกับจุดไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเที่ยว Seoul Tower นั่นก็คือ Love Key Ceremony หรือคล้องกุญแจคู่รัก และเรียกว่าเป็นจุดถ่ายรูปที่ฮิตที่สุดเช่นกัน







นอกจากนี้บริเวณด้านบนก็ยังมีร้านขายของที่ระลึกต่าง คาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านไอศครีม








พอลงมาจากเขานัมซาน เราก็เดินย้อนกลับมายังสถานีรถไฟฟ้าสถานีมยองดง เพื่อข้ามไปฝั่งตลาดมยองดง เนื่องจากคืนนี้เป็นคืนสุดท้าย เราจะไปช้อปปิ้งที่ตลาดมยองดงกัน โดยจะต้องมุดรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อไปออกที่ EXIT.7 หรือ 8


Line Store สาขา ตลาดมยองดง






เช่นเคยเมื่อเดินเที่ยวมาทั้งวัน ร่ายการสูญเสียพลังงาน ก็ต้องทดแทนกันหน่อย เรากลับมามื้อเย็นทานบริเวณแถวที่พัก ซึ่งเป็นร้านไก่ทอด อยู่ติดกับที่พักเลย ชื่อว่าร้าน Born to Be Chicken in Seoul

ไก่ทอดกระเทียม จากนี้ราคา 15000KRW
เบียร์สดคนละแก้ว แก้วละ 10000KRW




หลังจากทานมื้อเย็นเสร็จ เราก็กลับเข้าที่พักเพื่อไปจัดกระเป๋า เนื่องจากเช้าวันรุ่งขึ้นเราต้องออกจากที่พักแต่เช้า

18 ตุลาคม 2559

  • เช้าวันสุดท้าย และแน่นอนเราก็ต้องเดินทางกลับแต่เช้าเช่นกัน ไฟลท์บินขากลับเราอยู่ที่ 11.15 น. และบินกลับโดย Air-Asia X เจ้าเดิม
  • และวิธีการเดินทางของเราก็เช่นเดิมคือนั่งรถไฟฟ้าไฟที่ Seoul Station และเปลี่ยนเป็น AREX กลับไปยังสนามบินนานาชาติอินชอน แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือ น้ำหนักกระเป๋า !!!
  • เมื่อไปถึง สนบ.อินชอน เรามุ่งหน้าไปยังเคาท์เตอร์เช็คอินของ Air-Asia X ซึ่งอยู่ที่เคาท์เตอร์ J โชคดีที่ตอนนั้นไปถึง คนยังไม่เยอะ เมื่อเช็คอิน ฝากกระเป๋าเรียบร้อยเราไปทำเรื่องออกนอกประเทศ จากนั้นก็ไปทำเรื่อง Tax Refund และเดินเล่นอยู่ที่โซน Duty Free
  • พอสัก 10.30 ก็มุ่งหน้าไปยัง gate 28 เพื่อนั่งรถไฟไปยัง gate 142


วันนี้เครื่องดีเลย์ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ
พอประมาณสักเที่ยงแอร์ก็เรียกต่อแถว ตรวจ Boarding Pass เดินขึ้นเครื่อง -- เพื่อเดินทางกลับไทย
ความคิดเห็น