วิธีลงทะเบียนและจองตั๋วรถไฟประเทศอินเดียแบบละเอียด อัพเดทปี 2569/2026
เราเพิ่งลงทะเบียนและจองตั๋วรถไฟไป เลยเอามาแชร์เป็นอุทาหรณ์ เอ๊ย เป็นข้อมูลเด้อค่า 55
ทริปนี้เราเดินทางไป 5 เมืองคือ มุมไบ ออรังกาบัด เดลี อัครา และชัยปุระ จะมีทั้งหมด 3 ตอน อีก 2 ตอนคือ
1. แพลนเที่ยวและการเดินทางด้วยรถสาธารณะ - https://th.readme.me/p/76738
2.สถานที่เที่ยว ค่าเข้าและการเดินทาง - https://th.readme.me/p/76739
เว็บไซต์สำหรับจอง
1. จองผ่านเว็บไซต์รถไฟอินเดียโดยตรงคือ www.irctc.co.in เลย มีค่าธรรมเนียมลงทะเบียนด้วยเบอร์โทรศัพท์ต่างชาติ 100 รูปี ต่อแอคเคาท์
ข้อดี - ถ้าเลือกขบวนและคลาสที่ว่างอยู่ จ่ายเงินปุ๊บ จะได้ตั๋วปั๊บทันที
2.จองผ่านเว็บเอเจ้นท์ เช่น Ixigo, Redbus, Railyatri มีค่าธรรมเนียมเอเจ้นท์แตกต่างกันไป ประมาณ 15-40 รูปี (6-18 บาท) แต่ยังต้องลงทะเบียนกับเว็บไซต์รถไฟอินเดีย www.irctc.co.in อยู่ดี ไม่อย่างนั้นจะจองตั๋วรถไฟไม่ได้ค่ะ
เราลองจองกับ Redbus,Railyatri ในหน้าจองตั๋วรถไฟมันจะขึ้นให้เรากรอก Username กับ password ของ IRCTC ไม่อย่างนั้นดำเนินการต่อไม่ได้ ลงท้ายเราเลยเลือกจองตรงแทนค่ะ
เอเจ้นท์เหล่านี้จะจองตั๋วให้เราผ่าน IRCTC อีกที ระยะเวลาในการคอนเฟิร์มตั๋วจึงอาจช้ากว่าจองตรง
3.จองกับเว็บเอเจ้นท์ 12go เป็นช่องทางที่หลายคนรีวิวว่าจองง่ายมาก ไม่ต้องลงทะเบียน IRCTC แต่ค่าธรรมเนียมการจองค่อนข้างแพงค่ะ + เพิ่มประมาณ 100-200 บาทต่อการจอง และจะใช้เวลาในการคอนเฟิร์มตั๋วนานกว่าสองวิธีแรก

ลงท้ายเราเลือกจองตรงค่ะ ถ้าจองกับเอเจ้นท์แล้วยังต้องลงทะเบียนกับ IRCTC อยู่ ก็จองตรงไปเลยซซซี้ จบๆ ไป
ขั้นตอนการลงทะเบียนผ่าน IRCTC
เมื่อเข้ามาหน้าแรกของ IRCTC แล้วให้เลือก Login/Register และเลือก Register
กรอกข้อมูล เบอร์โทรศัพท์สามารถใช้เบอร์โทรไทยได้ค่ะ ให้เปลี่ยน +91 india เป็น +66 Thailand

เราจะได้รับอีเมลแจ้ง OTP ยืนยันตัวตนผ่านอีเมล ให้นำไปกรอกแล้วลงทะเบียนต่อให้เรียบร้อย
เมื่อเข้าระบบครั้งแรก จะมีข้อความแจ้งว่า หากเป็นเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ใช่ของประเทศอินเดีย จะเสียค่าลงทะเบียน 100 รูปี ต่อแอคเคาท์ ถึงจะสามารถใช้งานได้ค่ะ

หากจะจ่ายเงินเลย ให้กด Ok - ไม่ต้องกรอกอะไรใน GST (optional) มันเป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของอินเดีย ถ้าจำไม่ผิดนะคะ
กด Multiple payment service แล้วกดไปต่อ
มันจะขึ้นตัวเลือกในการจ่ายเงินให้เรา
หากจ่ายด้วยบัตรเครดิต เดบิตที่ไม่ใช่ของอินเดีย จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 3.5% เรทเท่ากันหมดทุกช่องทางการจ่ายเงิน

เบ็ดเสร็จตอนจ่ายเงินคือ ค่าลงทะเบียน 100 รูปี + 18รูปี (Tax 18%) + 4.13 รูปี (ค่าธรรมเนียมจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตต่างประเทศอีก 3.5% ) รวมเป็น 122.13 รูปี หรือประมาณ 43 บาทค่ะ

เมื่อจ่ายสำเร็จแล้วให้เรากลับมาล็อกอิน เพื่อยืนยันตัวตนด้วยเบอร์โทร อีเมล และกรอกข้อมูลส่วนตัวเพิ่มนิดหน่อย หลังจากนั้นก็จองตั๋วรถไฟได้เลยค่า ทั้งหมดนี้เราใช้เวลาประมาณ 15 นาที (รวมเวลางมว่าจ่ายเงินยังไงไปด้วย)

Access denied
ทางแอปจะมีการตรวจจับและบล็อก IP address ต่างประเทศเป็นระยะ หากใช้ๆ อยู่แล้วจู่ๆ ก็เข้าเว็บ IRCTC ไม่ได้ ขึ้นว่า Access denied ให้ลบแคชและคุ้กกี้ของเว็บเบราเซอร์ ทิ้งไว้สักพักแล้วค่อยลองเปิดเว็บ IRCTC ใหม่ ถึงจะเข้าได้ค่ะ

วิธีเช็ค live running status ของรถไฟ
มีหลายเว็บไซต์ที่สามารถเช็คได้ หลักๆ จะเป็นเว็บเอเจ้นท์ เช่น Ixigo, Railyatri แต่ไม่ใช่ทุกเว็บไซต์จะให้ข้อมูลที่แม่นยำจริงๆ แม้แต่เว็บการรถไฟอินเดียโดยตรงเอง ยังไม่ค่อยอัพเดทเวลาที่รถไฟคาดว่าจะถึงสถานีต่อไปเลยค่ะ
หลังจากลองแทบทุกเว็บไซต์ในเน็ต เราพบว่าเว็บ Railradar ให้ข้อมูลรถไฟที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุดแล้ว
วิธีเช็คคือให้กรอกเลขขบวนรถไฟ วันเดินทาง และกด Check status
สเตตัสเว็บเอเจ้นท์จะไม่ได้อัพเดททุกวินาที มีแก็บบ้างเล็กน้อย แต่ก็ค่อนข้างใกล้เคียงความเป็นจริงอยู่ค่ะ
หมายเหตุตัวโตๆ: เวลาที่คาดว่าจะถึงสถานีของที่เราขึ้นนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แม้ตอนที่มันจะขึ้นสถานะว่ารถไฟจะถึงป้ายช้าไป 1 ชม. เรายังแนะนำให้มารอที่สถานีรถไฟตามเวลาเดินทางเดิมนะคะ อย่าชะล่าใจแล้วกะไปถึงสถานีรถไฟ 30 นาทีหลังเวลารถไฟถึงป้าย
เที่ยวรถไฟของเราก็มีช่วงที่แจ้งว่าจะถึงช้าไป 1 ชม. เช่นกัน แต่พอเอาเข้าจริง มันมาถึงช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้แค่ 5 นาทีเองค่ะ

การดูรอบรถไฟ
แนะนำให้เลือกผ่านเว็บเอเจ้นท์ก่อนค่ะ เว็บที่ดูง่ายที่สุดสำหรับเราคือเว็บ Railyatri
หลังจากเลือกเมืองต้นทางและปลายทางแล้ว เราต้องเช็คสถานีขึ้นและลงให้ดีๆ ก่อนจองด้วยนะคะ อย่ามองแต่เวลาเดินทางอย่างเดียว เพราะระบบจะชอบโชว์สถานีใกล้เคียง (ที่อยู่เมืองอื่น) ให้เราเลือกด้วย

ใครที่ไม่แน่ใจ ให้เช็คจากกูเกิ้ลแมปอีกรอบได้ค่ะ บนกูเกิ้ลแมปจะโชว์ชื่อขบวนรถไฟด้วย ทำให้เราเช็คได้ว่าเราเลือกถูกสถานีหรือเปล่า

จำนวนที่นั่งคงเหลือ

X Available – หมายถึงมีที่นั่งในคลาสนี้อีก X ที่นั่ง
1 Waiting list หรือ 1 WL หมายถึง คิวสำรอง คลาสนี้เต็มแล้วต้องรอคนยกเลิกเท่านั้น โดยเขาจะเรียกสำรองคิวที่ 1 ไปก่อน (WL01) จากที่อ่านรีวิวมา โอกาสได้ที่นั่งมักจะเป็นคิวแรกๆ ไม่เกินคิวที่ 5 เท่านั้น
ใครที่เสี่ยงรอต้องคิดแผนสำรองกรณีไม่ได้ที่นั่งเผื่อไว้ด้วยค่ะ ส่วนตัวเราเลี่ยงคลาสที่สเตตัสเป็น WL ค่ะ เราไปเลือกรถไฟขบวนอื่นหรือคลาสอื่นแทน
Class หรือชั้นที่นั่งรถไฟอินเดีย

1. First AC (1A)
หรูสุดในรถไฟอินเดีย
ห้องปิด มี 2 หรือ 4 เตียง มีผ้าม่าน/ประตู
คนไม่เยอะ เงียบ
ราคาใกล้เคียงหรือบางครั้งแพงกว่าเครื่องบิน
เหมาะ: เดินทางไกล ต้องการความเป็นส่วนตัว
2. AC 2 Tier (2A)
มีแอร์ เตียง 2 ชั้น (บน-ล่าง) มีผ้าม่านกั้น
มีที่ชาร์จแบต และไฟอ่านหนังสือให้ทุกเตียง
คนไม่แน่น
เหมาะ: นักท่องเที่ยวที่ต้องการนอนสบายแต่ไม่แพงเท่า 1A

ชั้นนี้จะให้ผ้าปูที่นอน 2 ผืน และผ้าห่ม ตอนแรกก็งงว่าให้มาทำไม 2 ผืน แล้วมาเอ๊ะ เพราะเคยนอนที่ญป แล้วเขาให้ผืนนึงปูเตียง อีกผืนนึงคลุมผ้าห่ม (ความหมายคือไม่ซักผ้าห่มนะ เอาผ้าคลุมผ้าห่มเอา)
ตกกลางคืนแอร์จะเย็นไหมนี่แล้วแต่วาจุดที่นอนใกล้แอร์หรือเปล่า ถ้าไม่ใกล้แอร์ก็ไม่เย็น ถ้าใกล้จุดปล่อยแอร์ก็หนาวค่ะ 555

3. AC 3 Tier (3A)
แอร์
มีโซนที่เป็นเตียง 3 ชั้น (บน-กลาง-ล่าง) และ 2 ชั้น (บน-ล่าง) ไม่มีประตูปิด
เป็นคลาสที่ชาวต่างชาตินิยมมาก
เหมาะ: เที่ยวอินเดียทั่วไป คุ้มค่าที่สุด
4. AC 3 Economy (3E)
คล้าย 3A แต่แคบกว่าเล็กน้อย
ราคาถูกกว่า 3A แต่ถ้าราคาต่างกว่ากันไม่มาก ให้เลือกแบบ 3A ดีกว่าค่ะ
เหมาะ: ประหยัดงบ แต่ยังอยากได้แอร์
5. Sleeper Class (SL)
ไม่มีแอร์ มีพัดลม เตียง 3 ชั้น หน้าต่างเปิดได้ คนเยอะและค่อนข้างวุ่นวาย
เหมาะ: นักเดินทางงบน้อย
ช่วงหน้าร้อนอินเดียอาจร้อนมาก (40°C+) จึงไม่ค่อยแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว

เรานั่งคลาสนี้ 1 ครั้ง เพราะตั๋วรถไฟคลาสอื่นเต็มหมดเลย แนะนำให้เลี่ยงได้เลี่ยงค่ะ 555
มีพัดลม และลมจากหน้าต่างพัดมาเป็นระยะ แต่ด้วยสภาพอากาศของอินเดีย ทำให้ตัวเหนียวหนึบเลยค่ะ
ที่นั่งชั้นนี้จะชอบมีคนจากชั้น Unreserved seat แอบมานั่งแจมอยู่บ่อยๆ ไม่ก็จะชอบนั่งเกินจำนวนคนกัน เช่นที่นั่งสำหรับ 3คน ป๊าดดด นั่งเบียดกันไป 4-5 คน ไอ้เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม เซ็งมากค่ะ
6. AC Chair Car (CC)
ที่นั่งปรับเอนได้ มีแอร์ ไม่มีเตียงนอน
เหมาะ: เดินทางกลางวัน 3-8 ชั่วโมง
7. Executive Chair Car (EC)
เวอร์ชัน Business Class ของ Chair Car ที่นั่งกว้าง พื้นที่วางขามากกว่า
8. Second Sitting (2S)
ที่นั่งธรรมดา ไม่มีแอร์ ไม่มีการนอน
เหมาะ: ระยะสั้นไม่กี่ชั่วโมง
9. Unreserved / General (UR หรือ GS)
ไม่จองที่นั่ง ใครมาก่อนได้ก่อน จึงมักจะแน่นมาก
นักท่องเที่ยวไม่ค่อยแนะนำ
การเลือกที่นั่ง
ตอนจองจะมีให้เลือก ประเภทที่นั่ง/เตียงที่ต้องการ (เช่น เตียงบน-กลาง-ล่าง) ถ้ามีแบบที่ต้องการว่างระบบจะจัดสรรให้ แต่ถ้าไม่มี เราจะได้ที่นั่ง/เตียงแบบอื่นแทนค่ะ
ขบวนที่เป็นรถไฟนอน เราจะเลือกเตียงบนเป็นหลักค่ะ เพราะมีความเป็นส่วนตัว และปลอดภัยกว่าเตียงล่าง
หากเดินทางในเวลากลางวัน การที่เราได้เตียงบนทำให้เราสามารถหนีความวุ่นวายจากเตียงล่าง (ที่มักมีคนอื่นมานั่งด้วย) ขึ้นไปข้างบนได้อย่างสบายใจ
ในบางคลาสเตียงบนจะถูกติดตั้งไว้ตลอดเวลา ไม่ได้ถูกเก็บไปเหมือนเตียงกลาง และเตียงล่าง ทำให้เราสามารถขึ้นไปนอนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าเราเลือกเตียงล่าง เราจะแอบเกรงใจคนที่นอนเตียงบน เพราะบางทีเขายังอยากนั่งอยู่ข้างล่างต่อมากกว่า แต่ที่นั่งเขาจะกลายเป็นเตียงนอนเราไปเรียบร้อยแล้ว 555
วิธีการจ่ายเงิน
เมื่อเลือกขบวน class ได้แล้วก็ไปขั้นตอนการจ่ายเงินค่ะ
ในส่วนชื่อผู้โดยสาร ระบบกำหนดให้กรอกตัวอักษรได้สูงสุดเพียง 16 ตัวอักษรเท่านั้น (รวมช่องว่าง)
เพราะฉะนั้น หากนามสกุลใส่ได้ไม่ครบก็ไม่เป็นไรค่ะ นามสกุลเราก็เว้าแหว่งเหมือนกัน
หากเป็นต่างชาจิจะมีคำเตือนนี้ขึ้น

ด้านล่างจะเป็นตัวเลือก ว่าเราต้องการอัพเกรดที่นั่งถ้าที่นั่ง และต้องการซื้อประกันการเดินทางหรือเปล่า
เราปล่อยว่าง และไม่ซ์้อประกันการเดินทางเพิ่มค่ะ มีอยู่แล้ว

เลือกวิธีการจ่ายเงินแบบแรก ด้วย Credit debit cards
จากนั้นให้เลือก Multiple payment service ถึงจะสามารถจ่ายด้วยบัตรเครดิต และบัตรเดบิทไทยได้
เราลองผ่าน IRCTC iPay แล้วไม่ผ่านค่ะ ไม่ยอมรับบัตรต่างชาติ

แล้วก็จะวนกลับมาที่หน้านี้ มีค่าธรรมเนียมการจ่ายด้วยบัตรต่างชาติเพิ่มอีก 3.5%

ตัวอย่างค่ารถไฟค่ะ
ค่ารถไฟ 930 รูปี
ค่าดำเนินการผ่าน IRCTC 35.4 รูปี (บางคลาสอย่างคลาส SL จะคิดแค่ 17.7 รูปี)
ค่าจ่ายผ่านบัตรเครดิต 3.5% 33.79 รูปี
รวมเป็น 999.19 รูปีค่ะ

ตอนจ่ายเงินเราสามารถเลือกจ่ายเป็นเงินรูปี หรือเงินบาทได้
ใครที่ใช้บัตรทราเวลการ์ด แนะนำให้จ่ายเป็นเงินรูปีค่ะ ถูกกว่า
ในรูปคือ อัตราแลกเปลี่ยนของ Razorpay 1 รูปี = 0.386 บาท
แต่พอจ่ายด้วยบัตรทราเวลการ์ด เราได้เรท 1 รูปี = 0.351 บาท

ตั๋วรถไฟ
หลังจากจ่ายเงินสำเร็จ เราจะได้ตั๋วมา
เราพยายามปริ้นออกมาเป็น PDF แต่ปริ้นไม่ได้ เลยสกรีนช็อตเก็บไว้แทนค่ะ
เราสามารถเช็คประวัติและตั๋วที่เคยซื้อเมื่อล็อกอินเข้าไปในแอคเคาท์ irctc ได้เช่นกัน
บนตั๋วรถไฟจะระบุตู้รถไฟของเราไว้ ให้เราเช็คกับป้ายข้างขบวนรถไฟได้เลย


หลังจองไปแล้ว หากต้องการเปลี่ยนจุดขึ้นรถไฟยังสามารถทำได้ โดยสถานีใหม่ที่เราจะขึ้นนั้นต้องอยู่ภายในการจองล่าสุด เช่น หากเราจองจากสถานี Palam - Dausa เราสามารถเลือกขึ้นที่สถานี ฺBIJWASAN แทนได้ แต่จะไม่สามารถเลือกขึ้นที่สถานี Old delhi ที่อยู่ก่อนสถานี Palam ได้
หากเปลี่ยนจุดขึ้น ก็จะไม่ได้รับค่ารถไฟส่วนต่างระหว่างจุดขึ้นเก่ากับใหม่ หรือว่าเสียเงินฟรีไปเลยค่ะ
ล็อกอินเข้าระบบของการรถไฟ เลือกบุ้กกิ้งของตัวเอง แล้วกด Change Boarding Point

จะมีสถานีให้เลือกว่าจะเลือกขึ้นจากสถานีไหนแทน

Duck's journey
วันพฤหัสที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เวลา 16.39 น.







