ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เราแบกเป้ไปเที่ยวอินเดียคนเดียว เลยจะมารีวิวแพลนเที่ยวและการเดินทางค่ะ
ทริปเรากินระยะเวลาประมาณ 10 วัน
0 เดินทางจากกรุงเทพไปมุมไบตอนค่ำ ถึงมุมไบเกือบเที่ยงคืนที่อินเดีย
1 เที่ยวมุมไบตอนเช้า - Elephant cave Island และ Prince of Wales Museum
ตอนค่ำนั่งรถไฟนอนจากมุมไบไปยังออรังกาบัต
2 เที่ยวถ้ำอชันตา - Ajanta Caves
3 เที่ยวถ้ำเอลโลร่า - Ellora Caves
4 นั่งเครื่องบินจากออรังกาบัตไปยังนิวเดลี แล้วต่อรถไฟจากนิวเดลีไปยังชัยปุระ
5 เที่ยวชัยปุระวันที่ 1 ใช้ ซื้อตั๋ว Jaipur package (Amber fort, Panna Meena ka Kund, Albert Hall Museum, Hawa Mahal)
6 เที่ยวชัยปุระวันที่ 2 City palace และ Gaitor Ki Chhatriyan สุสานหลวงของราชวงศ์ชัยปุระ
7 นั่งรถไฟจากชัยปุระไปยังอัครา เมืองแห่งทัชมาฮาล
8 เที่ยวทัชมาฮาลและ Agra fort ตอนเย็นนั่งรถไฟจากอัคราไปนิวเดลี
9 เที่ยว Red fort แล้วช้อปปิ้งหาซื้อของ ตอนค่ำบินกลับไทย
10 ถึงไทยประมาณ 11 โมง
ทริปนี้จะมีทั้งหมด 3 ตอน อีก 2 ตอนคือ
1.สถานที่เที่ยว ค่าเข้าและการเดินทาง - https://th.readme.me/p/76739
2.วิธีลงทะเบียนและจองตั๋วรถไฟอินเดีย IRCTC แบบละเอียด ฉบับปี 2569/2026 - https://th.readme.me/p/76604

ข้อควรระวังของผู้หญิงเมื่อเที่ยวอินเดีย
1. ควรใส่เสื้อคลุมไหล่ และกางเกงขายาว การใส่กางเกงขาสั้นที่อินเดีย (ที่ไม่ใช่โซนเมืองใหญ๋) จะถูกจ้องมองเป็นพิเศษ คล้ายๆ การโชว์นูดให้เขาดูค่ะ
2.อย่ายิ้มให้คนที่ไม่รู้จักโดยเฉพาะผู้ชาย - เขาถือเป็นการอ่อยค่ะ
แม้แต่การยิ้มให้ผู้หญิงเองก็ถือเป็นการเชิญชวนเช่นกัน เราเคยยิ้มให้หญิงอินเดียคนหนึ่ง แล้วนางก็คว้าแขนเราหมับแล้วเรียกให้คนรู้จักข้างหน้าถ่ายรูปคู่กับเราทันที ไม่มีการขอก่อนเลย
3.การถูกคนอินเดียจ้องมองถือเป็นเรื่องปกติ (แต่ก็ทำให้คนไทยอย่าางเราๆ ไม่ค่อยสบายใจหากถูกจ้องมองมากเกินไป) ส่วนใหญ่เราจะทำเป็นไม่รับรู้ ไม่สนใจ แล้วรีบเดินผ่านไปค่ะ
4.หญิงไทยมีชื่อเสียงค่อนข้างแย่ในอินเดีย โด่งดังเรื่องการขาย ต ที่ไม่ใช่ ไต และประเทศอินเดียก็มีชื่อเสียงเรื่องการคุกคามผู้หญิง เพราะฉะนั้น ไม่ควรออกไปไหนหรือไปในที่เปลี่ยวหลังตะวันตกดินคนเดียว หรือถ้าไปควรอยู่ในที่ที่คนพลุกพล่านค่ะ
การเดินทางด้วยเครื่องบิน
- กรุงเทพ-มุมไบ ด้วยสารการบินไลออนแอร์ (ไม่โหลดกระเป๋า)
- ออรังกาบัต-นิวเดลี ด้วย Air india ภายหลังไฟลท์ถูกเปลี่ยนเป็น Air india express ที่เป็น Low cost (มีน้ำหนักกระเป๋า 15 กิโล) สำหรับคนที่จองแอร์อินเดีย เขาจะให้แซนวิชมังสวิรัติกับน้ำหนึ่งขวดเล็ก
- นิวเดลี - กรุงเทพ ด้วยเวียดนามแอร์ไลน์ ต่อเครื่องที่ฮานอย (มีน้ำหนักกระเป๋า 25 กิโล)
ค่าตั๋วเครื่องบินทั้งทริปเรารวมแล้วคือ 9900 บาทค่ะ จริงๆ ได้ถูกกว่านี้ เพราะขากลับซื้อตั๋วบินกลับจากชัยปุระเลย แต่ด้วยราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้แอร์เอเชียยกเลิกไฟลท์ เราเลยต้องซื้อตั๋วใหม่กลับจากนิวเดลีแทนค่ะ

การเดินทางระหว่างเมือง
มีวิธีเดินทางหลายแบบไม่ว่าจะรถบัส รถไฟ หรือว่าเหมารถ เราเลือกเดินทางด้วยรถไฟค่ะ ซึ่งจริงๆ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

วิธีลงทะเบียนและจองตั๋วรถไฟอินเดีย IRCTC แบบละเอียด - https://th.readme.me/p/76604
ข้อแนะนำ: ให้โหลด Google map offline ลงเครื่องไปด้วย เพราะบางช่วงอาจไม่มีสัญญาณ 4G การมี Google map offline ทำให้เราสามารถเช็คตำแหน่งปัจจุบันของเราได้โดยไม่ต้องมีเน็ต

ตู้รถไฟนอนแบบ 2A
มีแอร์ เตียง 2 ชั้น (บน-ล่าง) มีผ้าม่านกั้น มีที่ชาร์จแบต และไฟอ่านหนังสือให้ทุกเตียง

ความตรงต่อเวลา
เราเจอแบบตรงเวลา ดีเลย์เล็กน้อย และดีเลย์นานเป็นชั่วโมง
สาเหตุที่ดีเลย์นานส่วนหนึ่งเพราะจัดการจราจร คือรอให้รถไฟขบวนอื่นไปก่อน แต่อีกขบวนที่เจอคือดีเลย์ไม่รู้สาเหตุ 555 จอดแช่อยู่สถานีหนึ่งในนิวเดลีชมนึงแล้วไม่ไปไหน จนคนข้างๆ กันบอกว่า จะจอดแบบนี้อยู่ 2 ชม สรุปนกแตกรังจ้า แยกย้าย พอดีมีคุยกับคู่สามีภรรยาอินเดียข้างๆ ขณะนั่งรถไฟด้วย เขาเลยให้ติดอูเบอร์ไปด้วยกัน ใจตอนแรกก็หวั่นๆ แต่เห็นว่ามากันเป็นครอบครัว สามีภรรยา + พ่อแม่สามี เลยคิดว่าไม่เป็นไร
จริงๆ เขาเป็นห่วงแหละ 4 ทุ่มแล้ว เขาบอกว่าอยู่แถวสถานีรถไฟเหมือนกัน (อันนี้คิดว่าไม่น่าจริงเท่าไหร่ล่ะ)
ตอนลงจากรถจะช่วยค่ารถ แต่อีกฝ่ายไม่รับ ขอบคุณแล้วก็แยกย้าย
แล้วก็ต้องเดินในนิวเดลีตอน 5 ทุ่มคนเดียว 555 ดีที่สถานีรถไฟคนเยอะ + พักที่พักใกล้สถานีรถไฟ เลยโกยอ้าวไปที่พักอย่างไว ถึงที่พักเช็คอินเรียบร้อยประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง
ส่วนรถไฟน่ะเหรอ ฮึ มาที่สถานีตอน 5 ทุ่ม 45
สถานีรถไฟ CSMT, มุมไบ

คนเยอะมาก นั่นนอนกันเกลื่อนเลย แต่ห้องน้ำมีน้อยจนแปลกใจ ห้องน้ำผญมีสองจุด จุดละ 3 ห้อง คิดว่าพอไหมอ่าาา กลิ่นเหม็นแหละ ขนาดคนอินเดียยังขยาดไม่อยากเข้า
แล้วประทานโทษ โถนั่งอ่ะ ไม่รู้จักเช็ดกันเลยเหรอ นี่ต้องหนีไปโถยองตลอด ยิ่งกว่าจีนอีกนะ 55
ในสถานีมุมไบที่มีฝากกระเป๋าด้วย เรียกว่า Cloak room

เราใช้ตู้ไซส์ M ซึ่งก็ใหญ่พอตัวเลยล่ะ ใครไม่แน่ใจสามารถให้เจ้าหน้าที่ประเมินขนาดได้ว่าควรใช้ตู้ไซส์ไหน


ตู้ฝากแบบออโต้ ฝากไซส์ M 6-12 ชม ราคา 100 รูปี (35) บาท (จะมาเปิดกี่รอบก็ได้ ตอนมาเปิดมีให้เลือกว่าเปิดแล้วเช็คเอาท์เลย หรือใช้งานต่อ) แต่จ่ายเงินด้วยบัตรไม่ผ่าน เลยต้องให้จนทจ่ายให้ แล้วเราจ่ายคืนเป็นเงินสด
นอกจากนี้ยังมี Woman waiting room ด้วย แต่ต้องจองที่ตั๋วรถไฟไว้แล้ว ห้องแอร์ (โปรดอย่าถามว่าล้างแอร์บ้างไหม ไม่อยากคิด เอาแต่มันไม่ร้อนก็พอ) เลยไปนั่งสิงในห้องรอเวลา ในห้องมีห้องโซนตู้เล็กๆ สำหรับแม่ๆ มาให้นมลูก มันเลยกลายเป็นห้องส่วนตัวเปลี่ยนชุดกันไป 55
พอถึงเวลารถไฟมา บนรางเต็มไปด้วยขวดน้ำถูกทิ้ง ก่อนจะมีคนไล่เก็บใส่ถุง น่าจะเอาไปชั่งโลขาย
สถานีรถไฟ Palam, New delhi
เป็นสถานีรถไฟเล็กๆ ชาวบ้านๆ ที่อยู่ใกล้สนามบินนิวเดลีที่สุด โดยนั่งเมโทรไปลงสถานี Palam แล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร เรานั่งเมโทรช่วง 1 ทุ่ม บนถนนร้านรวงยังเปิดอยู่ และมีคนเดินกันขวักไขว่

ค่ารถไฟใต้ดิน 2 สถานี 32 รูปี ประมาณ 8 บาท
ตอนแรกว่าจะเรียกอูบอร์ต่อไปสถานีรถไฟ แต่คนเดินกันสนุกสนาน เลยเดินด้วย
ถ้าเรียกอูเบอร์จากสนามบินราคา 5-700 รูปี รวมค่าธรรมเนียมรถเข้าสนามบินประมาณ 300 รูปี
เราเลือกขึ้นที่นี่แทนการนั่งเมโทร 1-2 ชั่วโมงไปยังสถานีหลัก แต่ตอนก่อนและหลังจองสถานีนี้ก็แอบกังวลสะระตะว่าสถานีมันจะเปลี่ยวไหม จะขึ้นทันหรือเปล่า เพราะรถไฟจอดที่สถานีนี้แค่ 2 นาที แล้วตู้ก็ยาว ไม่รู้จะขึ้นถูกตู้ไหม เปิดประตูรถไฟได้หรือเปล่า
สรุปคือคนรอกันเยอะอยู่ แล้วเราก็ขึ้นประตูที่มันเปิดอยู่อ่ะแหละ 555
บนตั๋วรถไฟจะระบุตู้รถไฟของเราไว้ ให้เราเช็คกับป้ายข้างขบวนรถไฟได้เลย


สถานีรถไฟออรังกาบัด
ใช่ค่ะ ตอนกลางคืนจะมีคนนอนที่สถานีรถไฟกันหลายคนอยู่ ไม่แน่ใจว่าเป็นคนที่รอรถไฟอย่างเดียว หรือว่ามีคนไร้บ้านด้วย

สถานีรถไฟที่ชัยปุระ
ที่นั่งไม่พอ เราเลยนั่งพื้นกับกลุ่มหญิงอินเดีย(ที่ไม่รู้จัก) ถามว่ากลมกลืนกับคนท้องถิ่นไหม ก็ไม่นะ 555

ห้องน้ำในรถไฟ
ห้องน้ำเหม็นในระดับนึง รับได้ มีแบบนั่งยอง กับนั่งโถ แต่โถใช้เสร็จก็ไม่เช็ดกัน เลยไปนั่งยองแทน

พีคคือ อหหหหห ที่ไม่ใช่โอ้โห ระหว่างทางบางจุดไม่มีสัญญาณมือถือ แล้วรถไฟมันดีเลย์ไง พอตั้งปลุกตี 3 กว่าตอนใกล้เวลาถึง อ้าว นี่มันสถานีไหนนิ ถ้าดูจากสถานีจอดที่เคยแคปไว้ ช่วงเวลาที่ตื่นมา มันไม่ควรจอดอยู่ที่สถานีไหนนี่นา แล้วมือถือก็ไม่มีสัญญาณ 555
ประกงประกาศอะไรก็ไม่มี ไม่มีไรเลยยยยย
พอดีคนรถตื่นอยู่ เลยรู้ว่าเลทไปประมาณชม. นึง แล้วจังหวะนั้นมือถือกลับมา เลยตั้งเวลาปลุกใหม่เป็นตอนตีห้าแล้วนอนต่อ
ตื่นมาอีกที เอาล่ะ สัญญาณมือถือหายอีกล่ะ 555 อยู่ไหนล่ะวะเนี่ยยยย รู้สึกพลาดที่ไม่โหลดกูเกิลแมปออฟไลน์ทั้งประเทศจริงๆ ไม่งั้นก็รู้แล้วว่าอยู่ไหน
ลงท้าย ขอความช่วยเหลือเตียงข้างๆ ที่ตื่นอยู่ ถามเขาว่าอยู่ไหนแล้ว เขาเลยแชร์ไวไฟให้
พอรีเฟรชหน้าจอสถานะรถไฟปุ๊บ....สตันท์ทันทีฮะ รถไฟมันเลยสถานีไปแล้วอ่าาาา เลยไป 3 สถานีแล้วด้วย มันขึ้นว่าถึงตอนตีสี่ปลายๆ แล้วตอนนั้นตี 5 แล้ว เน็ตเนิตก็ไม่ทำงานอีก ทำไงวะเนี่ย
เลยขอความช่วยเหลือคนข้างๆ เจ้าเดิม เขาบอกว่าเขาลงสถานีเดียวกัน เลยแบบอ่า สวรรค์โปรด มีคนช่วยแล้ว
สรุปคือ เว็ปไซต์ไม่อัพเดท รีเฟรชอีกรอบ สถานะกลายเป็นยังไม่ถึงอารังกาบัต พอใกล้ถึงสถานี คนข้างๆ ก็เรียกแล้วเดินด็อกแด็กตามเขาลงจากรถไฟไป (ต้องเปิดประตูรถไฟกันเองนะ 55) ขอบคุณเขาแล้วแยกย้าย จากที่ควรจะถึงตอน 4.15 เลยถึงตอน 5.45 แทน สนุกสนาน
พอถึงที่พักก็โหลดแอปออฟไลน์เส้นทางรถไฟอื่นอย่างไวเลย เสียววว
บนรถไฟจะมีการเดินทางขายน้ำ ขนมและอาหารเป็นระยะๆ
ขนมคือลากลังมาเลยทีเดียว


การเดินทางภายในเมือง
เมืองไหนที่มีเมโทรครอบคลุม เช่นเดลี มุมไบ เราจะนั่งเมโทรเป็นหลักค่ะ เพราะราคาจะมาตรฐานโอกาสถูกโกงน้อยมาก
เมืองที่เมโทรไม่ครอบคลุมคือ ชัยปุระ และอัครา ราคาค่าเมโทรถูกมาก ที่อัคราเรานั่งจาก สถานีทัชมาฮาลไปAgra fort ได้ในราคา 10 รูปี (1 สถานี)
รถไฟใต้ดินที่มุมไบ

ค่าเมโทรที่อินเดียจะชอบเป็นเศษ 1 2 หรือ 3 รูปี ในขณะที่เขาไม่ค่อยใช้หรือทอนเหรียญ 1หรือ 2 รูปีกัน ทำให้เวลาซื้อตั๋วเมโทร (ต้องจ่ายด้วยเงินสด หรือสแกนจ่ายผ่าน QR code ของอินเดีย) พวกเศษ 1-2 รูปี เจ้าหน้าที่ก็ไม่เก็บ หรือลดให้ไปเลยค่ะ
ส่วนเมืองที่เมโทรไม่ครอบคลุม และที่ๆ จะไปค่อนข้างไกล เราจะเรียก Uber เราเดินทางคนเดียว เลยเลือกแบบรถมอเตอร์ไซต์ ไม่ก็ auto rickshaw (รถตุ๊กๆ อินเดีย)
นอกจาก Uber แล้วก็มี Ola และ Rapido ที่ค่ารถถูกกว่า Uber แต่ต้องสมัครด้วยซิมโทรศัพท์ของอินเดียเท่านั้น
ปัจจุบัน เรายังไม่สามารถใช้บัตรทราเวลการ์ดตัดจ่ายค่า Uber ได้นะคะ ต้องใช้บัตรเครดิตเท่านั้น แนะนำให้ผูกบัตรเครดิตจากไทยไปเลย เราพยายามจะผูกบัตรเครดิตตอนอยู่อินเดีย แต่ทำไม่ผ่านค่ะ เลยจ่ายเป็นเงินสดทั้งทริปเลย
คำเตือน: ให้เลี่ยงการเรียกรถข้างทางที่ไม่ใช่ผ่านแอป เพราะโอกาสโดนโกงสูงมากค่ะ ขนาดเราเจอรถ Auto-rickshaw ที่มีมิเตอร์ แล้วคนขับบอกว่า เปิดมิเตอร์ ราคาตามมิเตอร์เลย ถึงปลายทางมิเตอร์โชว์ 51 นิดๆ แต่เฮียจะคิด 100 55555 โน้วววว ชั้นถามราคามาตรฐานมาแล้ว เอาแบงค์ 50 ไป ไม่ต้องทอน

รถไฟใต้ดินชัยปุระ
เป็นอะไรที่แปลกมาก มีสองแพลตฟอร์มนะ แต่ไม่ได้แยกว่าแพลตฟอร์มไหนวิ่งเส้นไหน
แต่ดูเป็นถ้ารถไฟวิ่งไปทางซ้าย ไม่ว่ารถจะมาที่แพลตฟอร์มไหน ก็คือไป Badi Chaupur


ค่าเงิน
ใช้เงินรูปี จากทั้งทริป 10 วัน เราจ่ายบัตรเครดิตได้แค่ 2 ที่คือ พิพิธภัณฑ์ Prince of Wales Museum ที่มุมไบ และ Hypermarket ในเดลีเท่านั้น ที่เหลือรับเป็นเงินสดหมดเลยค่ะ
แนะนำให้แลกแบงค์ย่อยจากไทยมาเลย ร้านแลกเงินที่มีแบงค์ย่อยให้แลกเยอะ คือ Value plus สาขา Central world ค่ะ เราแลกแบงค์ 20 50 และ 100 รูปีมาเป็นหลักเลย
คนอินเดียในโซนท่องเที่ยวจะค่อนข้างทริกกี้ โกงได้โกง โกหกได้ก็โกหก เพราะฉะนั้น มีโอกาสสูงมากที่หากจ่ายด้วยแบงค์ใหญ่ เขาจะไม่มีเงินทอน (หรือไม่ทอนเงินให้เรา) ดังนั้น จ่ายด้วยแบงค์ย่อยสบายใจสุด
อีกทางเลือกหนึ่งคือกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มที่อินเดีย หากใช้บัตร Travel card กดเงินสดจากตู้ SBI, Bank of Baroda และ ตู้ BOI กดเงินฟรี ไม่เสียค่าธรรมเนียมฝั่งธนาคารอินเดีย
ค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยว
บางสถานที่ท่องเที่ยวหากโชว์พาสปอร์ตไทยจะได้ราคาพิเศษ หรือราคาคนอินเดีย เพราะประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่ม BIMSTEC เพราะฉะนั้นเวลาไปที่ไหนก็อย่าลืมพกพาสปอร์ตและถามว่ามีราคา BIMSTEC ด้วยไหมนะคะ
ซิมการ์ด
เราใช้ซิมท่องเที่ยวจากไทย แต่ปัญหาที่พบคือ สัญญาณพอจะดีแค่ในตัวเมือง พอออกนอกเมืองแล้วสัญญาณ 4G จะหาย เหลือแต่ 2G ให้ใช้ ซึ่งต่อเน็ตไม่ได้
เราเลยต้องล็อกเครือข่ายซิมให้มือถือจับไว้เลย ไม่อย่างนั้น 4G จะชอบหายไป แม้แต่ในตัวเมืองใหญ่ค่ะ
E-Visa
คนไทยเข้าอินเดียยังต้องใช้วีซ่า ซึ่งปัจจุบันอินเดียฟรีค่าขอ E-Visa 2 ครั้งให้กับคนไทย
เมื่อได้ E-Visa แล้ว เราต้องปริ้นเอกสาร E-Visa ยื่นให้ตม.เมื่อไปถึงอินเดียพร้อมกับเอกสารอื่นๆ คือ
E arrival - ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าไม่เกิน 3 วันก่อนบิน
Air suvidha - ไม่เกิน 24 ชม ก่อนบิน ในฟอร์มต้องระบุว่าจะไปเมืองไหนวันไหนบ้าง ละเอียดเยี่ยงไปเที่ยวด้วยกัน

อาหาร
เราพกเสบียงจากไทยไป เลยไม่ได้กินอาหารอินเดียเลยค่ะ
ช่วงแรกๆ ของทริปเราซื้อน้ำดื่มกิน และใช้น้ำดื่มแปรงฟัน แต่พอปลายๆ ทริป เราเริ่มปล่อยจอย กดน้ำดื่มฟรีจากที่พัก และใช้น้ำประปาแปรงฟันแทน
ค่าน้ำดื่มขวดลิตรค่อนข้างถูกค่ะ ถ้าเป็นน้ำดื่มลิตรของสายรถไฟ จะราคา 14 รูปี/ขวด/ลิตร ในขณะที่น้ำดื่มแบรนด์อื่น ราคาอยู่ที่ 20 รูปี/ขวด/ลิตร หรือ 30รูป/ขวด/2ลิตร
สถานที่ที่ไม่สามารถใช้น้ำประปาแปรงฟันได้คือ สถานีรถไฟค่ะ เขาว่าน้ำมันไม่สะอาด
ซุปเปอร์มาเก็ต
เราเป็นสายเข้าซุปเปอร์ แต่ที่อินเดียคือหาแทบไม่เจอเลยค่ะ 555 ถ้ามีก็คือจะเป็นร้านโชห่วยที่ไม่แปะป้ายราคา - สำหรับนักท่องเที่ยวมีโอกาสโดนโขกราคาสูงมาก
วันสุดท้ายที่นิวเดลี เราเลยนั่งเมโทรไปร้าน Rajmandir Hypermarket สาขา Malviya Nagar เพื่อซื้อของฝากกลับบ้านค่ะ ร้านนี้เป็นร้านแฟรนไชร์ ราคาถูกกว่าราคาป้ายสินค้า และสามารถรูดบัตรเครดิตหรือจ่ายสดได้ด้วย
Duck's journey
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 20.46 น.





