ทริปนี้เราเดินทางไป 5 เมืองคือ มุมไบ ออรังกาบัด เดลี อัครา และชัยปุระ จะมีทั้งหมด 3 ตอน อีก 2 ตอนคือ
1.แพลนเที่ยวและการเดินทางด้วยรถสาธารณะ - https://th.readme.me/p/76738
2.วิธีลงทะเบียนและจองตั๋วรถไฟอินเดีย IRCTC แบบละเอียด ฉบับปี 2569/2026 - https://th.readme.me/p/76604

ที่เที่ยวมุมไบ
1.Elephant cave Island
ต้องนั่งเรือจากมุมไบขาละ 1-1.3 ชม. โดยขึ้นเรือตรง Gateway of India
ค่าเรือไปกลับ 290 รูปี/ต่อคน จุดซื้อตั๋วเรืออยู่โซนร้านค้าติดถนน ก่อนเข้าไป Gateway of India
ค่าภาษีท่องเที่ยวขึ้นเกาะ 5 รูปีต่อคน
ค่าเข้า คนไทยจัดอยู่ใน BEMSTEC ได้ราคาเท่าคนอินเดีย มีแต่ให้ซื้อตั๋วออนไลน์ ราคา 36 รูปี ต่อคน
รวม 331 รูปี/คน หรือ 115 บาท


ถ้ำไม่ใหญ่ เป็นถ้ำที่มีรูปแกะสลักของพระวิษณุในเหตุการณ์ต่างๆ วิหารหลักมีศิวลึงค์
นอกเหนือจากถ้ำเมนยังมีถ้ำอื่นแต่ไม่มีรูปแกะสลักด้านใน
โดยรวมคือ เป็นที่เที่ยวฆ่าเวลา ไม่ได้ว้าวมาก ดูแปปเดียวเสร็จ แต่ใช้เวลาเดินทาง



2. Prince of Wales Museum หรือชื่อใหม่คือ Chhatrapati Shivaji Maharaj Vastu Sangrahalaya
ค่าเข้า 700 รูปี ประมาณ 240 บาท
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีของๆ อารยธรรมต่างๆ อย่างละนิดหน่อยมาจัดแสดง อย่าง อารยธรรมก่อนอินเดีย อียิปต์ กรีก อัสซีเรีย บลาๆ ของชาติอื่นจะเป็นชิ้นทำจำลองเป็นหลัก
ก็เข้าไปดูฆ่าเวลาเหมือนกัน 55 มีหลายห้องให้ดู เยอะกว่าที่คิด และมีออดิโอไกด์ให้ใช้ฟรี ลงท้ายไม่ได้ฟังเลย ไม่ได้รูัสึกสนใจขนาดนั้น

รูปปั้นเทพเฝ้าประตู อ่อนช้อยมากเพคะ



งานแกะสลักบนงาช้าง อย่างงาม พอเข้าใจล่ะว่าทำไมถึงใกล้สูญพันธุ์กัน - -

เสลี่ยงบนหลังช้าง ใช้กับราชวงศ์และผู้ที่มีอำนาจ

ที่เที่ยวออรังกาบัต หรือ Chhatrapati Sambhajinagar
ที่เที่ยวหลักๆ คือ ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves) และถ้ำเอลโลร่า (Ellora Caves)
จุดขึ้นรถของทั้งสองถ้ำคือที่ Central bus station

หากเดินทางจากสถานีรถไฟ สามารถเรียกรถ Auto rickshaw มาได้ คันละ 50-60 รูปี หรือถ้านั่งแบบแชร์ ก็คนละ 20 รูปี
ถ้าแชร์รถให้ไปขึ้นทีตรงนี้

เมื่อมาถึงที่ Central bus station แล้ว ให้ถามคนที่ยืนรออยู่แถวนั้นเลยว่า ถ้าจะไปถ้ำอชันตาหรือถ้ำเอลโลร่า ต้องขึ้นรถคันไหน แล้วเขาจะแนะนำรถบัสที่เราต้องขึ้นให้ค่ะ แต่มีวันนึงที่เราแจ๊กพอต คนพาไปผิดรถหนึ่ง คนขับจำผิดสอง ดีที่กระเป๋าบอกว่าคันนี้ไม่ไปเอลโลรา ไปอชันตา แล้วพาไปอีกคันนึงแทน แต่ก็เสียเลยนั่งรอรถผิดคันออกไปประมาณ 40 นาที 555
รถบัส MSRTC


รถบัสที่นี่โอกาสถูกโกงน้อยมาก เพราะตีตั๋วให้

เมืองนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เยอะ เรียกว่าน้อยเลยล่ะ เมื่อวานเหมอนเจอแขกขาวคู่นึง ไม่แน่ใจว่าใช่ต่างชาติไหม วันนี้เจอกรุ๊ปทัวร์ญี่ปุ่น และยุโรปเล็กๆ สองกลุ่ม ที่เหลือเป็นคนอินเดียล้วนๆ
1.Ajanta cave

ถ้ำ UNESCO ที่มีการแกะสลักถ้ำเป็นวิหารศาสนาพุทธ
เปิดให้ดูประมาณ 26 ถ้ำ





การเดินทาง
นั่งบัส MSRTC จาก Central bus station ในอารังกาบัต ไปถ้ำเลย ราคาครั้งละ 110 รูปี
ใช้เวลาเดินทางขาละ 2.30 ชม โดยประมาณ
นั่งรถบัสภายในอีกครั้งละ 30 รูปี
ค่าเข้า โชว์พาสปอร์ตไทย จาก 600 ลดเหลือ 40 รูปี เพราะเป็น BIMSTEC
ปล ขากลับโดนคนที่อยู่แถวนั้นหลอกว่ารถเมล์ไม่รับคนจากปากถ้ำในตอนบ่าย เลยนั่งสามล้อไปยังเมืองใกล้ๆ ที่ห่างไป 2 กม ราคา 100 รูปี ปรากฏรถจอดรับที่ๆ เคยยืนรอน่ะแหละ บักฮ่วย
ตอนดูถ้ำ 2-3 ถ้ำแรกก็สวยดี อารมณ์อียิปต์ๆ พอเริ่มถ้ำที่ 7 ขึ้นไป เริ่มเบื่อบาะ มันก็เดิมๆ อ่ะ 555

คนอินเดียขอถ่ายรูปด้วยเยอะมาก เริ่มจากกลุ่มผญในชุดสาหรี่ ตามมาด้วยเด็กหญิงที่มากับครอบครัว พ่อแม่เด็กๆ แล้วพวกเด็กผชถึงเริ่มขอถ่ายรูปด้วย
จากที่จะหาที่นั่งกินข้าวเที่ยงสงบๆ เลยรีบหาที่หลบมุมแล้วไปต่อดีกว่า 55
รถบัสภายใน

ราคารถบัสภายใน

2.ถ้ำเอลโลรา (Ellora Caves)

คือหมู่ศาสนสถานโบราณขนาดใหญ่ที่เกิดจากการเจาะและแกะสลักภูเขาหินบะซอลต์ทั้งลูก
การแบ่งประเภทตามศาสนาถ้ำทั้ง 34 ถ้ำสะท้อนความกลมกลืนของ 3 ศาสนาใหญ่ในอินเดียโบราณ โดยตั้งอยู่เรียงรายต่อเนื่องกัน:
ศาสนาพุทธ (12 ถ้ำ): ถ้ำหมายเลข 1–12 สร้างช่วงศตวรรษที่ 5–8 เป็นแบบมหายานและวัชรยาน มีห้องโถงและพระพุทธรูปแกะสลัก

ศาสนาฮินดู (17 ถ้ำ): ถ้ำหมายเลข 13–29 มีงานแกะสลักเรื่องราวจากคัมภีร์ฮินดูที่วิจิตรงดงาม

ศาสนาเชน (ชีเปลือย หรือ ไชนะ (5 ถ้ำ): ถ้ำหมายเลข 30–34 สร้างโดยจักรวรรดิยาทวะ เน้นประติมากรรมพระมหาวีระและนักบวชเชน

ไฮไลต์ของที่นี่คือ ไกรลาศมนเทียร – Kailash Temple ถ้ำหมายเลข 16 ของเอลโลรา
เป็นเทวาลัยหินแกะสลักก้อนเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยขุดสลักจากด้านบนลงมาสู่ด้านล่างของภูเขา แสดงถึงความศรัทธาและสุดยอดฝีมือทางสถาปัตยกรรมของมนุษย์เพื่อบูชาพระศิวะ



การเดินทาง
รถบัสจาก central bus stand มีทั้งสายที่ถึงเลย กับสายที่ต้องเดินต่อไปอีก 1.7 กม
สายที่เดินต่อ ราคา 30 รูปีต่อคน/ขา
รถจะไปส่งในจุดตามภาพ จากนั้นต้องเดินต่อ หรือเรียก Auto-rickshaw ไปต่อก็ได้ค่ะ
ระหว่างทางก็มีวัดของพระนารายณ์ที่น่าสนใจ แต่พอไปถึงแล้วคนต่อแถวเข้ากันยาวเหยียว เราเลยข้ามไปเลย

สภาพรถจะเก่าๆ หน่อย ก่อนขึ้นก็สงสัยว่ารถจะไม่เสียไม่ใช่ไหม 555
แล้ววิ่งผ่านโซนขรุขระ นั่งหลังสุดด้วย รถกระแทกดึ๋งๆ จนตัวลอย หลายทีอยู่


สายที่ถึงเลยต่อ รถเมล์สาย 42 ราคา คนละ 60 รูปี
จุดขึ้นลงรถบัสอยู่ในวงกลมสีแดงตามภาพ

ค่าเข้าพาสปอร์ตไทยจัดเป็น BIMSTEC จ่ายในราคา 40 รูปีเท่ากับคนอินเดีย
บนป้ายราคาจะระบุแค่ ราคาต่างชาติ 600 กันคนอินเดีย 40 เท่านั้น
นี่ก็ยื่นพาสปอร์ต ให้แบงค์ 50 ไป บอกว่า BIMSTEC Thailand เขาก็ให้ตั๋วมาไม่อิดออด แต่เงินทอนต้องทวงนะ เจอหลายรอบล่ะ ปกติเงินทอนกับตั๋วต้องมาพร้อมกันใช่ปะ พี่อินเดียจะตีเนียน ต้องทวงถึงทอน = =
ดีที่แลกเศษแบงค์ 20 50 มาเป็นหลัก ไม่ต้องกังวลเรื่องไม่ยอมทอนเงินเท่าไหร่
สรุป คหสต ชอบอชันตามากกว่า แต่ที่เฮลโลเราชอบสุดคือเขาไกรลาสอันอื่นค่อนข้างเฉย
ที่เที่ยวชัยปุระ
ที่นี่มีตั๋วเหมาหลักๆ 2 แบบคือ
1. Jaipur package หรือ Composite ticket
เป็นตั๋วเหมา 10 ที่เที่ยวในชัยปุระที่ระบุไว้ในราคา 1700 รูปี (600 บาท) ใช้ได้ภายใน 2 วันติดต่อกัน ไม่มีส่วนลดของ BIMSTEC

หากซื้อออนไลน์สามารถระบุวันเริ่มใช้งานได้ หากมาซื้อหน้างาน รับเฉพาะเงินสดเท่านั้น
พอซื้อแล้วจะได้สลิปมี QR code แบบในภาพ ที่ไหนเข้าแล้วจะถูกทำสัญลักษณ์ไว้

2.City palace package
เป็นตั๋วเหมา 3 ที่ คือ City palace, Jaigath fort และ Gaitor Ki Chhatriyan ราคา 1700 รูปีสำหรับต่างชาติ ไม่มีราคา BIMSTEC ตั๋วนี้จะคุ้มหากเข้า Jaigath fort ด้วย แต่ถ้าไม่เข้า ก็ไม่คุ้มค่ะ ซื้อตั๋วแยกคุ้มกว่า

ที่เที่ยวใน Jaipur ที่เราเข้า
1.แอมเบอร์ฟอร์ต (Amber Fort) หรือ ป้อมอาเมร์ (Amer Fort) คือป้อมปราการและพระราชวังโบราณอันยิ่งใหญ่ ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงในเมืองอาเมร์ ห่างจากตัวเมืองชัยปุระ (Jaipur)

เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1592 โดย [มหาราชา มาน สิงห์ที่ 1
เป็นการผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างศิลปะแบบราชปุต (Rajput) และศิลปะโมกุล (Mughal) ใช้วัสดุหลักคือหินทรายสีแดงและหินอ่อนสีขาว
ตำหนักชีสมาฮาล (Sheesh Mahal): ห้องกระจกสะท้อนแสงระยิบระยับ ที่สร้างขึ้นด้วยชิ้นกระจกชิ้นเล็กๆ ติดประดับบนผนังและเพดานอย่างวิจิตรงดงาม





การเดินทางจากตัวเมือง
มีรถเมล์สาย 3A ถึง แต่ไอ้แอปเช็คสถานะ GPS รถอ่ะ ให้เฉพาะคนอินเดียโหลด เรียกอูเบอร์คือจบเด้อ เราพยายามเดินไปจนถึงป้ายรถเมล์ 3A แล้ว...และก็เดินกลับไปเรียก Uber ค่ะ
ป้ายรถเมล์มันร้อน + เดินไกล + ไม่รู้รถจะมาชาติไหน เรียกอูเบอร์เถอะค่ะ
ขาไปเราเรียกรถสามล้ออินเดีย โดยเรียกจากที่พัก จ่ายไปนราคา 150 รูปี หรือประมาณ 53 บาท
บนภูเขาบริเวณนั้นจะมีทั้งหมด 3 ป้อม คือ Amber fort, Jaigarh Fort และ Nahargarh fort
โดยค่าเข้าของ Amber fort และ Nahargarh fort จะรวมอยู่ใน Jaipur package แต่ Jaigarh Fort จะรวมอยู่ใน City palace package
จาก Amber fort ไป Nahargarh fort โดยปกติ Uber จะไม่รับงานเพราะเป็นทางขึ้นลงเขา และไม่มีลูกค้าเรียกกลับ หรือหากรับก็จะขอชาร์จค่าใช้จ่ายเพิ่ม เราถูกขอชาร์จเพิ่มไปอีก 400 รูปี เมื่อรถมาถึงจุดสีแดง (ไม่แน่ใจว่าขาเดียวหรือสองขา แต่คิดว่าน่าจะสองขาไปกลับ) แต่เราเห็นว่ามันก็ไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้น เลยตัดสินใจลงกลางทางแล้ว ตัดที่เที่ยวนี้ทิ้งแล้วข้ามไปที่อื่นแทน
ตรงทางขึ้น Nahargarh fort (วงสีแดงในรูป) จะมีรถ Auto rickshaw จอดเรียงกันพร้อมรับงานอยู่ 555 ค่ารถไปกลับต่อคันน่าจะประมาณ 400+- รูปีต่อคัน
ใครที่ไม่อยากเสียค่ารถเยอะ สามารถเดินขึ้นจากวงสีน้ำเงินได้ (ไม่แน่ใจว่า Uber จะขึ้นไหม แต่หากไม่มีรถรีวิวว่าสามารถเดินขึ้นไปได้ ระหว่างทางจะมีที่เที่ยวเล็กๆ น้อยๆ ระยะทางทั้งหมดประมาณ 1 กิโลนิดๆ
แต่เราไม่ได้ไปค่ะ ลังเลเหมือนกันว่าไปดีไหม แต่แดดตอนที่เราไปค่อนข้างร้อน พอดูรูปป้อมด้านบนแล้วรู้สึกไม่คุ้มกับการต้องตากแดดเดินขึ้นเขาเท่าไหร่ เลยตัดทิ้งไปตามระเบียบ

2.Panna Meena ka Kund คือ บ่อน้ำโบราณแบบขั้นบันได (Stepwell)
มีไว้เพื่อกักเก็บน้ำอุปโภคบริโภคและบรรเทาภัยแล้งในอดีต โดยเป็นสถาปัตยกรรมใต้ดินโบราณที่พบมากในเขตพื้นที่แห้งแล้งของประเทศอินเดีย

เข้าถึงน้ำได้ตลอดทั้งปี: ต่างจากบ่อน้ำทั่วไปตรงที่มีการสร้างบันไดทอดลึกลงไปใต้ดินหลายชั้น ทำให้ชาวบ้านเดินลงไปตักน้ำได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าระดับน้ำในบ่อจะเพิ่มขึ้นสูงในฤดูฝน หรือลดระดับลงไปลึกแค่ไหนในฤดูแล้ง
อยู่ห่างจาก amber fort 900 ม. โดยประมาณ เดินไปได้
ฟรี ไม่มีค่าเข้า แต่มีเวลาเปิดปิด

นอกจากนี้ยังมี Jaigath fort อยู่ใกล้ๆ กับ Amber fort แต่ถ้าจะเข้าที่นี่ควรใช้ตั๋วรวมของ City palace จะดีที่สุด

3.Albert Hall Museum (พิพิธภัณฑ์อัลเบิร์ตฮอลล์ หรือ พิพิธภัณฑ์รัฐบาลกลาง – Government Central Museum) คือ พิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในรัฐราชสถาน สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบ อินโด-ซาราเซน (Indo-Saracenic) ที่ผสมผสานศิลปะอินเดียและตะวันตกเข้าด้วยกัน

ของจัดแสดงเฉยๆ ไม่ค่อยน่าสนใจ กลายเป็นเดินดูสถาปัตในอาคารแทน 55


4.Hawa Mahal (ฮาวามาฮาล) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พระราชวังสายลม” สร้างขึ้นเพื่อให้สตรีในราชสำนักผู้ต้องปฏิบัติตามกฎการคลุมหน้าอย่างเคร่งครัด (Purdah) สามารถมองเห็นวิถีชีวิตและงานเทศกาลต่างๆ บนท้องถนนเบื้องล่างได้โดยที่ไม่มีใครมองเห็นพวกนาง

หน้าต่างพันบาน: ด้านหน้าของอาคารสูง 5 ชั้น มีลักษณะคล้ายรวงผึ้ง มีหน้าต่างขนาดเล็กที่เรียกว่า จารโขท (Jharokha) ทั้งหมด 953 บาน



5. Jantar Mantar
กลุ่มหอดูดาวกลางแจ้งโบราณ เราเข้าไปดู แต่ด้วยความที่ไม่อิน....พยายามเดินยังไงก็ไม่อิน... เราเลยขอไม่แนบรูปละกันค่ะ
6.City Palace, Jaipur อดีตพระราชวังหลวงแห่งเมืองชัยปุระ ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบราชปุต (Rajput) โมกุล (Mughal) และยุโรปอย่างลงตัว
หลังจากอินเดียยกเลิกระบบมหาราชาในปี คศ 1971 และยกเลิกเบี้ยเลี้ยง มหาราชาและลูกหลาน ใช้ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ เช่นวัง ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมก็ว่าทำไมค่าเช่าแพงจัง 55 1200 รูปี
ข้างในจริงๆ เปิดให้ชมไม่เยอะ มีพิพิธภัณฑ์ย่อยๆ 12-3 จุดเท่านั้น ปัจจุบันทายาทมหาราชก็ยังอาศัยอยู่ในวังเช่นกัน
อินเดียจะเรียกฮาเร็ม หรือโซนให้ลูกเมียอยู่ว่า Zenana


ท้องพระโรง

เสลี่ยงบนหลังช้าง

อันนี้ชอบ หนังสือหัดเขียนภาษาฮินดีสำหรับเด็กของมหาราชในปี 1920

7.Gaitor Ki Chhatriyan
สุสานหลวงและสถานที่ฌาปนกิจศพของราชวงศ์กัจฉวาห์ (Kachwaha Rajput) แห่งนครชัยปุระ (Jaipur)
เป็นกลุ่มอนุสาวรีย์ทรงโดมหรือศาลาหลังคาเปิดที่เรียกว่า “ฉัตริ” (Chhatri) สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวและหินทราย แกะสลักลวดลายอย่างประณีตงดงามผสมผสานศิลปะแบบราชสถานและโมกุล
ที่นี่เป็นสุสานชาย อยู่ไม่ไกลจากเมือง ขาไปนั่งอูเบอร์ตุ๊กๆไป ขากลับไม่มีใครกดรับ เลยเรียกมอไซค์แทน
ค่าเข้าต่างชาติ 50 รูปี


ที่เที่ยวอัครา
1.ทัชมาฮาล
ค่าเข้า โชว์พาสปอร์ต คนไทย 540 รูปี
ถ้าจะเข้าสุสาน +200 รูปี
ห้ามเอาเป้ใหญ่เข้า มีที่ฝากกระเป๋า
ข้างในมีพิพิธภัณฑ์ด้วย แต่เปิด 9 โมงเช้า

2.Agra fort
มีวังข้างในด้วย เคยใช้เป็นที่คุมขังคนที่สร้างทัชมาฮาล 8 ปีจนเสียชีวิต เหตุเพราะใช้เงินฟุ่มเฟือยไปหน่อย
ภายในมีจุดที่น่าสนใจอยู่บ้าง แต่ไม่ค่อยว้าวกับสถาปัตอินเดียเท่าไหร่ เลยแอบเบื่อๆ
ชอบสุดคือลมเย็น ตรงไหนลมเย็นจะยืนนานๆ หน่อยเพราะแดดร้อน ขนาดมาตอนเช้านะเนี่ย
ค่าเข้า คนไทยโชว์พาสปอร์ต ได้ราคา BIMSTEC 90 รูปี
แต่ถ้าตอนเช้าไปทัชมาฮาลมาแล้ว จะได้ราคาพิเศษ ลดลงไปเหลือ 40 รูปี ลดแลกแจกแถมมว๊าก



Stepwall ของที่นี่


การเดินทาง
ถ้าไม่เรียกตุ๊กๆ หรือมอไซค์
ก็มีเมโทร นี่นั่ง 1 สถานี ราคา 10 รูปี (4 บาท)
อัครามีเมโทรแค่ 6 สถานี คนใช้ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น นี่ไม่เจอต่างชาติขึ้นเลยนอกจากตัวเอง 55
ที่เที่ยวนิวเดลี
Red fort, New Delhi.

เคยเป็นวังอีกเช่นกัน
ให้เดินดูรอบๆ อาคารอย่างเดียว ไม่ให้เดินขึ้นไป แตกต่างจาก Agra fort
เพื่อทำให้ระเบียงเย็น จะมีการทำน้ำจากแม่น้ำ แล้วปล่อยให้ไหลไปตามอาคารต่างๆ วิธีการนี้เห็นทั้งที่ Agra fort และที่ city palace Jaipur

ค่าเข้า
พาสปอร์ตไทย ซื้อตั๋วออนไลน์ ราคา 35 รูปี หรือ 56 รูปี (รวมค่าเข้าพิพิธภัณฑ์) มี QR code ให้สแกนเปิดเว็บไซต์หน้างาน
ถ้าซื้อหน้างานแพงกว่ากัน เป็น 50/80 รูปี
นี่ซื้อแบบรวมเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่พิพิธภัณฑ์ไม่ค่อยน่าสมใจ ข้อมูลอินเดียเฉพาะทางมาก


Duck's journey
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 21.48 น.






