เที่ยวกระบี่แบบเก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง ไปนอนโฮมสเตย์คืนละ 350 ที่ชุมชุนบ้านเกาะกลาง ล่องคลองสระแก้ว เที่ยวท่าปอมคลอง 2 น้ำ รีวิวโดย ReviewPapai

อากาศร้อนๆ แบบนี้เราก็ต้องนึกถึงทะเลสิเนอะ ;) ทริปนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวกระบี่กันค่ะ แต่ไปครั้งนี้เราไม่ได้อยากไปแค่เดินหาดเล่นน้ำทะเลเหมือนคนอื่นๆ เขา เราจะพาไปตะลุยที่เที่ยวที่คนยังไม่ค่อยรู้จักและนอนโฮมสเตย์ที่ #ชุมชนบ้านเกาะกลาง เน้นเที่ยวแบบ #ท่องเที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง

เที่ยวกระบี่แบบเก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง ไปนอนโฮมสเตย์คืนละ 350 ที่ชุมชุนบ้านเกาะกลาง ล่องคลองสระแก้ว เที่ยวท่าปอมคลอ

เที่ยวกระบี่แบบเก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง ไปนอนโฮมสเตย์คืนละ 350 ที่ชุมชุนบ้านเกาะกลาง ล่องคลองสระแก้ว เที่ยวท่าปอมคลอง 2 น้ำ


อากาศร้อนๆ แบบนี้เราก็ต้องนึกถึงทะเลสิเนอะ ;) ทริปนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวกระบี่กันค่ะ แต่ไปครั้งนี้เราไม่ได้อยากไปแค่เดินหาดเล่นน้ำทะเลเหมือนคนอื่นๆ เขา เราจะพาไปตะลุยที่เที่ยวที่คนยังไม่ค่อยรู้จักและนอนโฮมสเตย์ที่ #ชุมชนบ้านเกาะกลาง เน้นเที่ยวแบบ #ท่องเที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง

ทริปนี้เรามาโดยเครื่องบินค่ะ แล้วเช่ารถกับเพื่อนขับเอา แต่ถ้าใครไม่ได้เช่ารถ และต้องการไปเที่ยวบ้านเกาะกลาง สามารถติดต่อหารถที่สนามบินเพื่อไปส่งที่ท่าเรือได้ค่ะ สอบถามราคามาอยู่ที่ 300-350 ต่อคันค่ะ

*** เดี๋ยวเราขอสรุปการเดินทางแต่ละจุดด้านล่างรีวิวอีกครั้งนะคะ

ที่เที่ยวของเรามีทั้งหมด 3 จุด

ได้แก่ 1. ท่าปอมคลองสองน้ำ 2. คลองสระแก้ว และ *** 3. Highlight บ้านเกาะกลาง ***



จุดที่ 1: ป่าพรุท่าปอม คลอง 2 น้ำ ธรรมชาติที่ลงตัวของน้ำทะเลและน้ำจืด

  • พิกัด : ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 2 บ้านหนองจิก ต.เขาคราม อ. เมือง จ.กระบี่ ห่างจากตัวเมืองกระบี่ 34 กิโลเมตร
  • เปิดทุกวัน : ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น
  • ค่าธรรมเนียม : สำหรับคนไทย ผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 30 บาท
  • สอบถามข้อมูล: องค์การบริหารส่วนตำบลเขาคราม โทร. 0 7569 4165, 0 7569 4198

จุดเด่นของที่นี่ คือ แหล่งน้ำจืดจากแอ่งน้ำช่องพระแก้วที่ไหลลงมาบรรจบกับน้ำเค็มของป่าโกงกาง จึงได้ชื่อว่าเป็นคลองสองน้ำ น้ำที่นี่ใสจนมองเห็นปลาว่ายน้ำอยู่ด้านล่างอย่างสบายค่ะ บรรยากาศเย็นสบายมีสะพานไม้ทอดยาวให้เดินชมธรรมชาติได้แบบชิลล์ๆ หรือ จะลงเล่นน้ำทักทายปลาก็ได้ค่ะ และที่สำคัญนักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยรู้จักมากเท่าไรคนจึงไม่พลุกพล่านมาก เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนแบบสบายๆ ค่ะ

ที่นี่จะมีเจ้าหน้าที่คอยบริการตลอดเวลาทำการ มีห้องน้ำสะอาดบริการให้นักท่องเที่ยว

โอเคค่ะ จ่ายค่าเข้าเสร็จแล้วเดี๋ยวเราไปชมบรรยากาศด้านในกันดีกว่า

เดินเข้าไปจะเห็นว่าเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ น้ำใสและบรรยากาศเย็นสบายดีค่ะ และจะเห็นมีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำคลายร้อนกัน ที่นี่จะให้เล่นน้ำได้แค่บางพื้นที่เท่านั้น ด้านในจะไม่อนุญาตให้ลงเล่นน้ำค่ะ

เดินเข้ามาด้านในจะเป็นจุดที่ลงเล่นน้ำไม่ได้ แต่จะสวยกว่าด้านหน้าเพราะน้ำใสมากค่ะ สามารถมองเห็นรากไม้ใต้น้ำและฝูงปลาซึ่งถือเป็นจุดเด่นของที่นี่

ตลอดทางเดินจะมีจุดให้นั่งพักตลอด


คือน้ำใสมากจนมองเห็นฝูงปลา และนี้คือความพยายามที่จะถ่ายปลาค่ะ

ภาพที่ได้ก็ประมาณนี้ ;) บอกเลยว่าน้ำใสมาก อยากพิสูจน์ให้ดู

ตัวใหญ่ก็มีนะ แต่มันมาใกล้กล้องเกินไป เลยเห็นแบบนี้ 5555+

พวกเราใช้เวลาเดินรอบสะพานไม้กัน 1 รอบและใช้เวลาอยู่ที่นั้นประมาณ 40 นาที เพราะเราต้องไปอีกที่ คือ คลองสระแก้วเพราะไม่ได้ห่างจากท่าปอมเท่าไร ขับรถไปประมาณ 13 กิโล ป่ะๆ ไปต่อกันดีกว่าเดี๋ยวจะไม่ทัน


จุดที่2: ล่องคลองสระแก้ว พายเรือคายัค ชมธรรมชาติคลองน้ำจืดที่สวยใสที่สุดในกระบี่

  • พิกัด: ตั้งอยู่ที่บ้านในสระ ต.เขาทอง อ.เมือง จ.กระบี
  • เปิดทุกวัน : ตั้งแต่เวลา 09.30-17.00 น
  • ค่าธรรมเนียม : สำหรับคนไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 80 บาท เด็ก 40 บาท
  • สอบถามข้อมูล: โทร. 062-073 2909 094-594 3420

จุดเด่นของที่นี่ คือ คลองน้ำจืดที่สวยใสมีสระน้ำล้อมรอบ จำนวน 7 สระและมี 14ท่าน้ำ และยังเคยมีเหล่าดาราฮอลลีวูดมาถ่ายทำภาพยนตร์กันด้วย สามารถลงเล่นน้ำได้เฉพาะจุดเช่นกันค่ะ พื้นที่ด้านในมีร้านค้าของชาวบ้านคอยให้บริการไม่ว่าจะเป็นอาหารตามสั่ง ร้านเครื่องดื่มและมีที่จอดรถเพียงพอค่ะ ที่นี่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากันเยอะจนไม่ค่อยวุ่นวายเท่าไร แต่ก็ยังพอมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแวะมาบ้าง



ใครจะลงเล่นน้ำก็สามารถเตรียมชุดมาเปลี่ยนได้เลย ที่นี่มีเจ้าที่คอยอำนวยความสะดวก มีห่วงยางให้เช่าและมีชูชีพบริการ และแน่นอนที่นี่จะเน้นให้นักท่องเที่ยวเป็นมิตรกับธรรมชาติ เราไม่ควรทิ้งขยะลงน้ำหรือทำลายต้นไม้ในพื้นที่

วันนี้เรา 4 คนจะพายเรือคายัคกันค่ะ ค่าเช่าเรือตกลำละ 200 บาท โดยพายไปกลับก็ประมาณ 2 กิโลเมตรได้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ แนะนำว่าให้เอาของติดตัวไปเฉพาะที่จำเป็นนะคะ เดี๋ยวเปียกเพราะคลองค่อยข้างแคบและมีรากไม้หรือกิ่งไม้ยื่นออกมาตลอดทางที่พายไปหรือเรืออาจจะติดขอนไม้ได้


อากาศเย็นสบายดีค่ะ 2 ข้างทางก็เป็นธรรมชาติสวยงาม น้ำใสมากกกกก


วิวสวยไหมล่ะ บอกเลยไม่ธรรมดา


แต่ก็แอบไกลนะ พายไปสักพักก็เริ่มจะหอบ 55555


พอไปสักพักประมาณ 1 กิโลเมตร เราจะเจอป้ายสุดทางให้พายกลับที่เดิม ไม่งั้นจะลงทะเลค่ะ


กลับสิค่ะ ขากลับจะลำบากนิดหน่อยเพราะเราต้องพายทวนน้ำค่ะ เอาสิบอกเลยว่าไม่แพ้การเข้ายิมอ่ะ 55555


แค่นี้จิ๊บๆ เนอะเพราะ ผู้หญิงไทย สวย ถึกและบึกบึน 5555 ดูหน้าได้เลยว่าเหนื่อยระดับไหน


พอพายกลับถึงจุดก็เหนื่อยใช้ได้เลยค่ะ เพราะระยะก็ไปกลับ 2 กิโลได้ แต่สนุกดีและได้เปลี่ยนบรรยากาศการเที่ยวกระบี่แบบใหม่

พวกเราไม่ได้เล่นน้ำกันต่อเพราะต้องรีบไปท่าเรือเพื่อข้ามไปชุมชนบ้านเกาะกลางก่อน 5โมงเย็น และเพื่อนๆ ก็ต้องรีบไปที่สนามบินก่อน 1 ทุ่ม พวกเราออกจากตรงนี้กันตอน 4.00 พอดีค่ะซึ่งจากคลองสระแก้วไปท่าเรือธาราไม่ไกลมากประมาณ 21 กิโลได้


จุดที่ 3: ชุมชนบ้านเกาะกลาง นอนคลองลุโฮมสเตย์คืนละ 350 บาท/คน เรียนรู้วิถีชาวบ้านชาวประมง

  • พิกัด คลองลุโฮมสเตย์ ที่ตั้ง 5 หมู่3. ต. คลองประสงค์ อ. เมืองจ.กระบี่ ติดต่อสอบถามได้ที่พี่บ่าว ที่เบอร์ 082-2708201
  • ท่าเรือธารา ค่าเรือข้ามฟากคนล่ะ 10 บาท ใช้เวลา 5นาที บริการตั้งแต่ 06.00 - 21.00
  • คืนละ 350 บาท / คน รวมอาหารเช้า
  • ค่าเช่ารถ 3 ล้อไปส่งที่โฮมสเตย์ เที่ยวล่ะ 150 บาท
  • นั่งรถ 3 ล้อ พาทัวร์ชมทั่วเกาะแค่ 300 ต่อครั้ง นั่งได้สูงสุด 4 คน (อันนี้เป็นราคาที่เราติดต่อโดยตรงกับทางโฮมสเตย์นะ)

ปล. หากนั่ง Taxi จากสนามบินมาเลย สอบถามราคามา จะอยู่ที่ประมาณ 300 - 350 ค่ะ นั่งมาลงตรงท่าเรือธารา แล้วค่อยต่อเรือข้ามไป

ส่วนนี้คืออัตราค่าโดยสารทั่วไปของเกาะ หากไม่ได้พักที่โฮมสเตย์เพราะสามารถไปเช้า-เย็นกลับและพักในเมืองกระบี่ได้


จุดเด่นของที่นี่ คือ วิถีชุมชนของชาวบ้านค่ะ แม้กระบี่จะเป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเที่ยวกันอย่างมากมาย แต่ชุมชนบ้านเกาะกลางยังคงรักษาวิถีชีวิตและใช้ชีวิตกันแบบพอเพียง และอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมของที่นี่ได้เป็นอย่างดี และก็ยังต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการเรียนรู้วิถีของชาวบ้านและชื่นชมการท่องเที่ยวแบบเชิงอนุรักษ์ ที่นี่ก็มีกิจกรรมให้ทำมากมาย อาทิเช่น การทำผ้าปาเต๊ะ ออกเรือหาปลากับชาวบ้าน ทัวร์เกาะต่างๆ การปลูกข้าวสังข์หยด การเลี้ยงผึ้งโพรง ชมการต่อหัวเรือโทง ปั่นจักรยานชมเกาะ หรือ การทานอาหารทะเลสดๆ จากกระชังปลาของชาวบ้านบนเกาะ


โอเคไปดูกันค่ะ ว่าทริปนี้มีความแตกต่างยังไง

การเดินทางไปที่ชุมชนบ้านเกาะกลางนั้นสามารถนั่งเรือไปค่ะ โดยสามารถนั่งได้ทั้งท่าเรือเจ้าฟ้าและท่าเรือธารา

เราเลือกมาลงที่ท่าเรือธาราค่ะ ซึ่งมีบริการตั้งแต่ 06.00 - 21.00 สามารถเช้ามอเตอร์ไซต์ข้ามฟากเพื่อใช้ในการเที่ยวในเกาะได้ ซึ่งจะตกคันละ 20 บาทหากมีหลายคัน แต่หากมีแค่คันเดียวพี่เขาจะคิดที่ 80 บาทค่ะ

พร้อมล่ะ ออกเดินทางจ้าาา ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีเอง ไม่ไกลสบายๆ

โดยเมื่อถึงฝั่งจะมีรถ 3 ล้อรอคอยบริการรับ-ส่งนักท่องเที่ยวไปยังจุดต่างๆ ค่าบริการก็ตามรูปด้านบนเลย

เราจองรถมารับกับพี่บ่าวที่โฮมสเตย์ พี่บ่าวมารับเองกับลูกๆ (เจ้าของโฮมสเตย์) พี่เขาน่ารักเป็นกันเองมากค่ะ

จากท่าเรือไปโฮมสเตย์ประมาณ 15 นาที โดยที่นี่จะมีโฮมสเตย์หลายที่แต่เราเลือกที่คลองลุโฮมสเตย์เพราะอยากได้บรรยากาศที่เงียบและติดทะเลชิลล์ๆ

มีความน่ารักและเป็นกันเองมากค่ะ ขอแนะนำสำหรับใครที่ชอบการเดินทางแบบนี้ บอกเลยว่าไม่ผิดหวัง

ห้องที่เราอยู่เป็นแบบกระท่อมยกสูง มีห้องน้ำในตัว มีผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว หมอน มุ้งและพัดลม ถือว่าความสะดวกขั้นต้นโอเค ที่เหลือเราต้องติดตัวมาเอง เช่น พวกยาสีฟัน แชมพู อย่าลืมของกินเล่นและน้ำดื่มนะ เพราะตกเย็นที่นี่จะเงียบเผื่อหิวกลางดึก

เรามาถึงก็จะ 5 โมงเย็นพอดี พี่บ่าวก็สอบถามว่าจะทานข้าวไหนกันและชวนไปทานที่งานโรงเรียนลูกแก เพราะหากจะไปก็ออกไปพร้อมพี่เขาได้ เราก็เห้ยยยยดีอ่ะ ไปสิอยากไปดูงานโรงเรียนที่นี่ว่าเป็นไง ก็นัดกับพี่เขาออกตอน 19.30 เพราะก่อนอื่นอาบน้ำและเดินชมบริเวณโฮมสเตย์ก่อน พี่บ่าวก็เลยให้ยืมมอเตอร์ไซต์ขับเล่นชมหมู่บ้าน ใจดีอ่า :)

ดูเด็กๆ เล่นน้ำ สบายเนอะ

แวะดูชาวบ้านเตะฟุตบอล

ขับไปไม่ไกลมากเราก็รีบกลับมาที่โฮมสเตย์ เพราะอยากมาให้ทันพระอาทิตย์ตกดินเห็นพี่เขาบอกว่าสวยมาก

เรามาทันนะ พระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี มีความโรแมนติกดีม๊าก เงียบไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน เดินเล่นได้สบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบหรือแย่งกับใคร

สวยงามตามท้องเรื่องเลยจ้าาา เสร็จแล้วก็อาบน้ำไปทานข้าวที่งานโรงเรียนกันค่ะ พวกเราไปกับพี่บ่าวเลยขอให้พี่เขาช่วยแวะร้านค้าเพราะอยากซื้อขนมทานเล่นคืนนี้ อิอิ

นี้คือร้านค้าที่มีขายของทุกอย่างที่จำเป็น มีความเป็นชาวบ้านและง่ายๆ ไม่ต้องตกแต่งอะไรมากมายและที่สำคัญราคาก็ไม่ได้แพง ยังเป็นราคาชาวบ้านค่ะ

มาถึงละ งานโรงเรียนไม่ใหญ่แต่ก็พอมีของกินให้เรา และที่สำคัญคือถูกมากค่ะ ดีต่อใจ :)

คืนนี้ถือว่าโชคดีมากที่ได้มางานโรงเรียน เพราะได้เรียนรู้วิถีของชาวบ้านอีกรูปแบบนึงค่ะ ได้มีโอกาสฟังน้องนักเรียนอ่านคัมภีร์อัลกุรอานแบบไม่ต้องดูและไปประกวดชนะระดับประเทศมาแล้ว น้องเก่งมากขอชื่นชม นี้ขนาดเราโตแล้วยังจำบทสวดมนต์ไม่ได้สักบทเลย >,<

พวกเราอยู่กันไม่ดึกก็ขอตัวกลับเพราะเหนื่อยกันมาทั้งวัน ขอกลับไปพักผ่อนพี่บ่าวก็ขับรถมาส่ง ก็อาบน้ำนอนกันเลย zzZZ

ตอนเช้าก็ตื่นกันอีกทีตอนที่มีคนมาตะโกนบอกว่า อาหารเช้ามาแล้วจ้าาาา ประมาณ 8โมงเช้า แหละนี้คือมื้อเช้าของเรา

ที่นี่ตอนสายๆ หน่อยจะมีนกบินมาเป็นฝูงให้ถ่ายรูปที่หน้าหาดด้วย พวกเขาจะมาเป็นช่วงนะคะอพยพมาเป็นฤดู วิวดีมากกกกก

วันนี้เราจะพาไปชมทั่วเกาะ เราจองเดย์ทัวร์กับทางโฮมสเตย์เพียง 300 บาท พี่เขาจะพาไปเที่ยวไปจุดๆ ที่แนะนำของที่นี่มาดูกันว่ามีที่ไหนบ้าง ออกกันตอน 10โมงเช้าเพราะแต่ละจุดไม่ไกลกันค่ะแค่ไม่กี่นาทีก็ถึง รวมเวลาไม่เกิน 3 ชม. ก็ทั่วเกาะล่ะชิลล์ๆ


จุดที่ 1 เริ่มต้นด้วยการขับรถมาชมวิวท้ายเกาะ ซึ่งจะเป็นท่าเรือข้ามไปอีกฝั่งและเป็นท่าเรือที่ชาวประมงใช้กันประจำ

วิวสวยดีค่ะ ถ่ายรูปแนวๆ เก๋ๆ จากนั้นก็ขับไปกลับไปในตัวหมู่บ้าน


จุดที่2 คือ บ้านพอเพียง ที่มีการทำผ้าปาเต๊ะแฮนด์เมด และเลี้ยงผึ้งโพรง ปลูกสวนผักแบบพอเพียงตามรอยพ่อ

ที่นี่ถือว่าเป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวแวะมาตลอดเวลาค่ะ เพราะจุดเด่นคือเลี้ยงผึ้งโพรงเอง อยากดูไหมล่ะว่าเขาเลี้ยงกันยังไง ตามมาๆ พี่เขาใจดีค่ะ


นี้ไงผึ้งโพรง เขาไม่ต่อยนะคะ ค่อนข้างเป็นมิตรกับคนสามารถเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ ได้เลย

ที่นี่ทำผ้าปาเต๊ะแบบแฮนด์เมดด้วยนะคะ แนะนำว่าหากใครอยากได้ลวดลายตามใจต้องมามีเวลาอย่างน้อย 2 วัน เพราะทำกว่าจะทำเสร็จ และได้ผ้ากลับบ้านด้วยนั้นใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน พอวาดเสร็จก็ต้องลงเทียนและทาสี จากนั้นก็ต้องต้มก่อนเพื่อเอาเทียนออก แต่หากใครไม่ทันก็ไม่ต้องห่วงค่ะที่นี่พี่เขาจัดส่งไปรษณีย์ให้ได้ค่ะ ราคาก็ 250 สำหรับผืนเล็ก และ 350-500 สำหรับผืนใหญ่ค่ะ


จุดที่ 3 ซึ่งตรงนี้นักท่องเที่ยวชอบมากันเพราะถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลย นั่นคือ ศูนย์ OTOP ผ้าปาเต๊ะ

โดยจะแตกต่างจากบ้านพอเพียงตกที่ที่นี่จะให้นักท่องเที่ยวได้ลองทาสีเอง แต่ลวดลายของผ้านั้นทางศูนย์มีให้อยู่แล้ว

เราใช้เวลาระบายกันไม่ถึง 10 นาทีก็เสร็จจ้า สวยไหมล่ะ มีความเป็นศิลเปอะอยู่สูงบอกเลย 5555

ผ้าเช็ดหน้าราคาตกอยู่ที่ผืนละ 50 บาทค่ะ ระบายเสร็จเอากลับบ้านได้เลยเย้ๆ


จุดที่ 4 จุดทำข้าวสังข์หยดของหมูบ้านเกาะกลาง

เสร็จจากทาทีสีผ่าปาเต๊ะพวกเราก็ขับกันไปต่อที่จุดทำข้าวสังข์หยดของหมูบ้านเกาะกลาง

ตรงนี้เขาจะมีการสาธิตการตำข้าวสังข์หยดแบบดั้งเดิมและมีข้าวขายด้วยค่ะ ใครแวะไปก็อย่าลืมอุดหนุนด้วยน้าาา

ไปลองตำข้าวดู เอิ่มมมมมบอกเลยว่าไม่ไหว เหนือยใช้ได้ ถือว่าโชคดีที่เกิดมาสมัยที่ประเทศเราพัฒนาแล้วไม่งั้นตายแน่ >,< แต่คิดอีกมุมเราคงหุ่นดีกว่านี้เนอะ 5555


จุดที่ 5 ศูนย์ OTOP ผลิตภัณฑ์ต่อหัวเรือโทง

ขับไปอีกนิดเดียวก็จะเจอ ศูนย์ OTOP ผลิตภัณฑ์ต่อหัวเรือโทง นี้ก็ไฮไลท์ของที่นี่นะ

ที่นี่เป็นศูนย์ OTOP อีกที่ของที่ของบ้านเกาะกลาง มีสาธิตการต่อหัวเรือโทงและจำหน่ายของที่ระลึก เหมาะสำหรับซื้อเป็นของฝากเพื่อนๆ หรือ ครอบครัวค่ะ

พี่เขามีการสาธิตวิธีการทำในขั้นตอนต่างๆ ให้ดูด้วยนะคะ แต่แบบเล็กๆ ซึ่งคนธรมดาแบบเราทำไม่ได้แน่นอนฮ่าๆๆ

เราชอบนะเพราะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพิ่มเติมที่เราไม่เคยได้รู้จัก เดินชมและได้คุยกับพี่เขาสักพักก็ขอตัวไปต่อเพราะท้องเริ่มร้องแล้วค่ะ 55555 ไปหาไรทานกันดีกว่าเนอะ พี่บ่าวแนะนำให้ลองไปทานอาหารทะเลสดๆ จากกระชังปลาของชาวบ้านดู

จะพลาดได้ไงเรื่องกินเนอะ ไปกันเล้ยยย


จุดที่6 ร้านอาหารชื่อว่า เขาขนาบน้ำซีฟู๊ด

ถือว่าเป็นจุดต้อนรับนักท่องเที่ยวของบ้านเกาะกลางอีกจุดเลย เพราะมีนักท่องเที่ยวแวะมาทานอาหารกันเยอะพอสมควรค่ะ และราคาก็ไม่แพงเท่าในตัวเมืองถือว่าวิวดี อาหารอร่อย ราคาสบายๆ

หิวแล้วววว ขอสั่งอะไรง่ายๆ เร็วๆ ละกัน เพราะจะต้องรีบกลับไปอาบน้ำแต่งตัวและเตรียมกลับบ้านกัน

อิ่มละ พวกเราขอตัวไปอาบน้ำและเตรียมตัวกลับก่อนน้าาา เพราะเครื่องออก 5 โมงเย็นเดี๋ยวตกเครื่อง

ค่าใช้จ่ายนอนโฮมสเตย์รวมทัวร์ และรถรับ-ส่ง ทั้งหมดเพียง 1300 บาท ตกคนละ 750 บาทเอง ไม่รวมค่ากินนะอันนั้นแล้วแต่เราจะกินมากน้อย

สรุปทริปนี้

พวกเราได้ทั้งที่เที่ยวใหม่ๆ ที่ไม่เคยไปและได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ วีถีชีวิตของชาวบ้านและชาวอิสลามว่าเขาอยู่กันยังไง และที่สำคัญคือได้มิตรภาพของเพื่อนเดินทาง และเพื่อนใหม่ๆ ที่ได้จากการเดินทางครั้งนี้ คนไทยไม่ว่านับถือศาสนาอะไรอยู่ที่ไหน เราก็ยังเป็นคนไทยที่มีน้ำใจต่อกันและกัน แบบนี้สิเขาถึงรียกว่า #ท่องเที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง :)

ปล. รถสามล้อรับจ้างและ taxi ที่บริการทั่วไป ราคาค่อนข้างแพงเลยค่ะในกระบี่ แนะนำเช่ารถเองดีกว่า เพราะเราสอบถามมาจากอ่าวนางไปท่าปอม taxi ไปกลับคิด 1500 เที่ยวเดียว700-800บาท ส่วน สามล้อราคาประมาณ 700 บาทค่ะ

แนะนำว่าสอบถามราคาก่อนจะดีกว่านะคะ เพราะราคาค่อนข้างสูงจริงๆ แนะนำว่ามอไซด์เช่าจากแถวที่พัก ไม่ก็เช่ารถจากสนามบินเลย จะดีที่สุดค่ะ

ปล.2 สามล้อราคาบ้านๆ นั่งชมวิวชิลล์ๆ แนะนำบ้านเกาะกลางเลย ราคาเป็นมาตรฐานดี ทั่วเกาะไม่เกิน 400 บาท นั่งได้4คน ^__^ บริการประทับใจ เที่ยวแบบบ้านๆ ชิลล์ๆ เป็นกันเอง : )


สรุปจุดที่เที่ยว เผื่อใครอยากลองไปเที่ยวไทยแบบลึกซึ้งด้วยกัน

จุดที่ 1: ป่าพรุท่าปอม คลอง2 น้ำ ตั้งอยู่ที่ ต.เขาคราม อ. เมือง ธรรมชาติที่ลงตัวของน้ำทะเลและน้ำจืด

จุดที่ 2: ล่องคลองสระแก้ว พายเรือคายัคชมธรรมชาติ คลองน้ำจืดที่สวยใสที่สุดในกระบี่ ตั้งอยู่ที่บ้านในสระ ต.เขาทอง อ.เมือง

จุดที่ 3: ชุมชนบ้านเกาะกลาง นอนโฮมสเตย์คืนละ 350 บาท/คน เรียนรู้วิถีชาวบ้านชาวประมง

ระยะทางโดยรวมก็ตามนี้เลยค่ะ เราปักหมุดจากสนามบินให้ในกรณีที่ใครจะเช่ารถจากสนามบินมาค่ะ ค่าเช่ารถจะเริ่มที่ 1200 บาทค่ะ เบอร์ติดต่อ 098-249-3108 แต่ถ้าอยากได้ถูกว่านี้ ลองหาร้านข้างนอกดูค่ะ หาเบอร์แล้วโทรสอบถามก่อน อาจได้ถูกว่านี้ค่ะ (แต่ถ้าเช่าด้านนอกแล้วแจ้งว่าจะส่งรถที่สนามบิน ปกติเค้าจะคิดเพิ่มประมาณ 200-300 ค่ะ) ต้องลองเปรียบเทียบราคาดู


ขอบคุณทุกคนค่ะเจอกันใหม่ทริปหน้าจ้า

เพจรีวิวพาไป: )

ความคิดเห็น