20 ที่น่าแวะ สำหรับสายเที่ยว OKINAWA แบบนอกกระแส : [ ตอนที่ 1 ] 10 ที่เบาๆ ไม่ต้องเช่ารถ รีวิวโดย Seally-Go-Round

สวัสดีค่ะ แมวน้ำ Seally-Go-Round ค่าาา^^ รีวิวนี้ขอมาแนะนำที่เที่ยวใน #โอกินาว่า ในมุมมองอื่นๆกันบ้าง เชื่อมั่นว่าแทบทุกคนที่จองตั๋วไปเที่ยว OKINAWA เพื่อที่จะ . . .. . . ไปดู เจ้าหลามวาฬ แห่ง Churaumi Aquarium กันใช่ม้าาาา หรือไม่ก็. . . ไป cafe hopping ริมทะเลสวยๆ ไม่ก็. . . ไป Shuri Castle ไม่ก

20 ที่น่าแวะ สำหรับสายเที่ยว OKINAWA แบบนอกกระแส : [ ตอนที่ 1 ] 10 ที่เบาๆ ไม่ต้องเช่ารถ

20 ที่น่าแวะ สำหรับสายเที่ยว OKINAWA แบบนอกกระแส : [ ตอนที่ 1 ] 10 ที่เบาๆ ไม่ต้องเช่ารถ

 วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 12.32 น.

 วันที่เดินทาง 18 ก.ย. 2561

สวัสดีค่ะ แมวน้ำ Seally-Go-Round ค่าาา^^

รีวิวนี้ขอมาแนะนำที่เที่ยวใน #โอกินาว่า ในมุมมองอื่นๆกันบ้าง

เชื่อมั่นว่าแทบทุกคนที่จองตั๋วไปเที่ยว OKINAWA เพื่อที่จะ . . .
. . . ไปดู เจ้าหลามวาฬ แห่ง Churaumi Aquarium กันใช่ม้าาาา หรือไม่ก็
. . . ไป cafe hopping ริมทะเลสวยๆ ไม่ก็
. . . ไป Shuri Castle ไม่ก็
. . . ไปดูถ้ำที่ Okinawa World หรือไม่ก็
. . . ขับรถไปดูหน้าผารูปช้างที่ Cape Manzamo
เลยเกิดความสงสัยว่าโอกินาว่ามีที่เที่ยวแค่นี้เองหรอ?!?

ตอนแรกก็ยังไม่ได้วางแพลนจะไป เพราะดูแล้วไม่มีอะไรน่าดึงดูดใจพอ แต่ด้วยความโชคดี ได้รางวัลเป็น ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ฟรี จากการเล่นกิจกรรมๆหนึ่งมา ทำให้ได้ไปเที่ยว Okinawa เร็วกว่าที่คิด

ได้มาแต่ตั๋ว ส่วนที่พักและโปรแกรมเราต้องวางแผนเอง

. . . เลยเป็นเหตุให้ต้องหาข้อมูลเชิงลึกของOkinawa ว่ามีที่อื่นน่าสนใจกว่าที่เราเห็นในรีวิวที่เคยอ่านมามั้ย

ปรากฏว่ามีเพียบ!!! . . . บางอันก็เซอร์ไพรส์ทำไมเราไม่เห็นรู้มาก่อน !!!

เดี๋ยวเรามาไล่เลียงกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง อาจมีซ้ำกับที่เคยเห็นมาบ้าง แต่เชื่อว่ารีวิวนี้จะช่วยเปิดโลกของเกาะโอกินาว่าในมุมมองใหม่ๆ ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ^^

* * * ทริปนี้ไม่ได้เรียงตามวันที่เดินทาง แต่จะยกจุดที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังกัน พร้อมทั้งเกร็ดความรู้ปลีกย่อย เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังวางแผนไปเที่ยวกันนะคร้าบ * * *

[ ช่วงเวลาที่เดินทาง 6-11 มี.ค. 61 ]

คัดมาให้แล้วได้ 20 แห่งด้วยกัน แต่ในแต่ละที่ก็มีเนื้อหาปลีกย่อยไปอีก ยาวนิดนึง แต่รับรองเก็บไว้เป็นReference ในการวางแผนเที่ยวได้เลย

จริงๆ มีที่แพลนไว้แต่ไม่ได้ไปอีกหลายที่ ไว้ขอไปอีกรอบ(ซึ่งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้) แล้วจะมาแชร์ให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะค้าบบ

สรุป 20 ที่ ที่รวบรวมมารีวิวกัน ได้แก่

  1. เฮฮา พาเพลิน กับ ร้านรำวงย่านถนน Kokusai
  2. 'YATAI MURA' ย่านกินดื่มแห่งNaha
  3. กาแฟรักษ์ทะเล 35 COFFEE
  4. BUKU BUKU ชาฟูๆสไตล์โอกินาว่า
  5. 2 ย่านของคนรักเครื่องปั้นดินเผา 'TSUBOYA POTTERY' ใน Naha กับ 'Yachimun Village' แถวYomitan
  6. TOMARI PORT การจองเรือไป Zamami -Aka
  7. Whale watch ดูวาฬกับชุมชนเกาะ Zamami
  8. AKA island ดูกวาง ดูหมา ดูวาฬ พักGuest house วิวสวยที่ 'Kawai Diving'
  9. ตำนานรักข้ามเกาะของน้องหมา Shiro & Marilyn
  10. ดูประมูลปลามากุโระ สุดExclusive ที่ 'ตลาดปลาTomari'
  11. ขับรถที่โอกินาว่า ง่ายการกว่าขับในกทม.เยอะ : เช่ารถ OTS ขับขึ้นทางด่วน และการคืนรถ
  12. 'Karate Kaikan' เยือนถิ่นกำเนิดวิชาคาราเต้
  13. 'Blue seal' คือ ไอติม หาใช่แมวน้ำสีฟ้าไม่
  14. Bagel สีรุ้งฟรุ้งฟริ้ง กรุ๊งกริ๊งๆ ย่าน Chatan
  15. เกลือดีเพราะมีปะการัง Gala Aoiumi โรงงานเกลือจากน้ำทะเลโอกินาว่า
  16. Kouri island เกาะนี้ วิวดี๊ดี
  17. อายุยืนแบบคน 'Ogimi'
  18. 'Azalea festival ' หุบเขาดอกไม้แห่ง Higashi Village
  19. Melody Road ถนนนี้ มีทำนอง ที่ Futami
  20. 3 ศาลเจ้า ขอพรก่อนกลับ

*** ส่วนรีวิวนี้ ขอ 1 - 10 ที่ก่อน เหมาะสำหรับ คนที่ชอบอยู่โซน Naha และไม่ได้เช่ารถขับ ***

เดี๋ยวเราเริ่มออกเดินทางไปยังเกาะสวาท หาดสวรรค์ ที่ Okinawa กันเล้ยยยย . . .


1.) เฮฮาพาเพลิน ร้านรำวง ย่านถนน Kokusai

. . . Kokusai Street เป็นย่านที่ไม่ว่าใครก็ตามที่ไปเที่ยวโอกินาว่า ต้องไปเดินช็อปปิ้ง หาของกิน ซื้อของฝากกันอยู่แล้ว

ความน่าสนใจของถนนนี้ไม่ใช่แค่มีเฉพาะของฝากเท่านั้น ร้านอาหารกินดื่มก็มีให้เลือกมากมาย

ยิ่งถ้าไปตอนค่ำๆ ร้านอาหารในย่านนี้ก็จะมีการแสดงพื้นเมือง โดยนักร้องและนักดนตรีที่จะร้องและเล่นดนตรีสไตล์โอกินาว่า และเครื่องดนรีท้องถิ่น ที่ชื่อว่า ซันชิน เป็นเครื่องดีด เหมือนเล่น กีต้าร์หรือ อูคูเลเล่ ประมาณนั้น

จริงๆมีหลายร้าน ก็สุ่มๆเอา ขอเลือกเป็นร้านนี้แหล่ะ เพราะตอนไปฝนตก หนาว จะเข้าไปหลบฝน

ด้านหน้าร้านจะมีโปสเตอร์บอกรอบการแสดง ซึ่งมีทั้งหมด 3 รอบ

คือ 1 ทุ่ม / 2 ทุ่ม / 3 ทุ่ม และมีรูปนักร้องที่แสดงด้วย

คนที่จะไปนั่งทานอาหารและชมการแสดง ต้องเสียค่านั่งชม ชาร์จเพิ่มจากค่าอาหารปกติ

ขึ้นไปที่ชั้นสองกันเลยยยยยย

ข้างบนมีโต๊ะหลายมุมให้นั่ง ก็จะเป็นโต๊ะต่อกัน นั่งชมนักร้องที่แสดงบนเวที

ในส่วนของอาหารก็จะเป็นเมนูขึ้นชื่อของโอกินาว่า

เช่น มะระผัดไข่ Goya Champura / Taco Rice / สาหร่ายทอด

โดนัทโอกินาว่า ร้านนี้ไม่ไหวจริงๆแข็งโป๊ก >_<'

ในส่วนของอาหาร พูดตรงๆว่า ก็ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ และราคาค่อนข้างแพงกว่าร้านอาหารปกติ

ถ้าใครอยากมานั่งเอาบรรยากาศแบบท้องถิ่น ก็ให้จัดเต็มร้านอื่นมาก่อน

แล้วค่อยมานั่ง จิบเบียร์ กับกับแกล้มนิดหน่อย จะดีกว่า

. . แต่อาหารไม่ใช่ประเด็น เพราะสิ่งที่จะมาเอ็นจอยคือ . . .

[ ประสบการณ์ดีๆได้มานั่งฟังเพลงและดนตรีแบบโอกินาว่าสไตล์มากกว่า ]


ดนตรีพื้นเมืองที่ตอนแรกนึกว่า

สิ่งที่คิด : มีแต่ผู้สูงอายุมานั่งฟัง อารมณ์เหมือนไปนั่งกินข้าวตามสวนอาหารแล้ว นักร้องร้องเพลงสุนทราภรณ์แบบบ้านเรา หรือออกแนวดนตรีโฟลค์ซอง เล่นเพลงจรัล มโนเพชร แถวเชียงใหม่

. . . แต่ผิดคาด มีแต่วัยรุ่นทั้งนั้น !!!

ตอนแรกก็นั่งกันเรียบร้อยดี ไปๆมาๆ เพลงมันส์ขึ้น ลุกขึ้นร้องเพลง กอดคอกัน ชนแก้วกันกันข้ามโต๊ะเลย

เออๆๆ สนุกดีๆ ฟังไม่ออกหรอก แต่บรรยากาศมันสนุกดีนะ

เดาว่าน่าจะเอาเพลงฮิตมาร้อง แต่บรรเลงด้วยซันชิน แทนการใช้กีตาร์นั่นเอง

นักร้องนักดนตรีทั้ง 2 คน เอนเตอร์เทนเก่งมากๆ

ทุกคนที่นั่งอยู่สนุกสนานมีอารมณ์ร่วมไปกับทุกเพลงที่เค้าร้อง เจ๋งดี

. . . สุดท้ายตอนจบ ทุกคนในร้านก็กลายเป็นเพื่อนกัน . . .The End !!!!

555+ แหม่ . . . ดนตรีและแอลกอฮอล์นี่สร้างมิตรภาพได้ไวดีจริงๆ

นั่งกันคนละโต๊ะ ร้องจบไปสองเพลง กลายเป็นเพื่อนกันไปหมดแล้ว สุดยอด

ค่าเสียหาย ก็ไม่ถูกนะ ^^' . . . เอาน่า ซื้อประสบการณ์ เนาะ ^^

ใครอยากมามีโมเม้นท์บรรยากาศสนุกๆ แบบโลคอลๆสไตล์โอกินาว่า

ก็เลือกหาร้านนั่งจิบเบียร์แกล้มกับแกล้ม ฟังเพลงทำนองพื้นบ้านของโอกินาว่า

ตามร้านอาหารแถวๆ Kokusai เลยจ้า


2.) YATAI MURA ย่านกินดื่มแห่งNaha

อีก 1 ย่าน กินดื่ม ที่น่าไปจิบเบียร์เย็นๆ เคล้าด้วย กับแกล้มแบบพื้นเมืองสไตล์โอกินาว่า

ก็ต้องที่นี่เลย Yatai Mura อยู่แถว Kokusai นี่เอง เปิด Google mapแล้วเดินไปตามแผนที่ เจอแน่นอน

Yatai หมายถึง ร้านเพิงข้างทาง ส่วนMura ก็คือ หมู่บ้าน
พอมารวมกันมันจึงเป็น Community ย่อมๆ ที่รวมร้านกินดื่มไว้กว่า 20 ร้าน ให้ได้แฮงก์เอ้าท์กันนั่นเอง

เนื่องจากมีร้านหลายร้าน เอาจริงๆ ที่ยาไตมูระนี่ไม่ได้ใหญ่มาก แต่มีร้านรวงกว่า 20-30 ร้าน

ร้านนึงก็ล็อกเล็กๆ มีเก้าอี้ไม่มาก ที่นี่จะมีโบรชัวร์แผนผังให้หยิบฟรี

ในแผ่นพับนี้ก็จะมีแผนผังร้านค้าต่าง ว่า ร้านที่ 1 ชื่อร้านอะไร อยู่ล็อกไหน ขายอะไร ประมาณนี้ หรือ ง่ายๆเดินวนสักรอบสองรอบ แล้วเลือกเอาว่าถูกชะตาร้านไหน เพราะมันก็คล้ายๆกัน

ส่วนมากมาที่นี่ก็ไม่ได้มาเน้นอิ่ม กินจริงจัง

แต่จะมานั่งเม้าท์มอยจิบเบียร์ Orion เย็นๆ กับ กับแกล้มสไตล์โอกินาว่ากันซะมากกว่า

ส่วนแมวน้ำเลือกร้านนี้ ก็สุ่มๆมั่วๆเดินเข้าไป ดูว่าที่ร้านมีเมนูรูปภาพ หรือ ภาษาอังกฤษ ก็โอเค

พวงมาลัยที่คล้องคอ นี่ไม่ได้พกมา ทางร้านเค้ามีไว้ใส่ถ่ายรูปเล่นกับเพื่อนๆ แต่เราไม่มีเพื่อนไง เลยใส่ไปเลยทั้งพวง (ทำไมไม่ติดแบงก์มาด้วย!?!) รูปบนกระดาษนี่หน้าเจ้าของร้านเอง

เครื่องดื่ม แน่นอนว่าเป็น ดราฟท์เบียร์ Orion และ น้ำชบาโซดา ซ่าๆหอมๆ แปลกดี คล้ายๆกระเจี๊ยบ

หรือใครสายเหล้าโรง ต้องลองอันนี้ เหล้าขึ้นชื่อของดี งานโอทอปของ โอกินาว่า เค้าเลยแหล่ะ

นั่นคือ เหล้า Awamori

. . . รู้หรือไม่ว่า?!?

ส่วนผสมของเหล้านี่ . . . ทำจาก ข้าวไทย ด้วยนะเป็นข้าวไทยสายพันธุ์อินดิก้า

จุดเริ่มต้นนี่ต้องย้อนกลับไปสมัยราชวงศ์ริวกิวได้มีการติดต่อค้าขายกับสยามประเทศ ก็ย้อนไปสมัยกรุงศรีอยุธยานู่นแหล่ะ เลยมีการนำข้าวไทยมาเป็นส่วนประกอบในการกลั่นเหล้า

อืมมมม. . . Awamori นี่ จัดว่าเป็นของดีที่มี History ร่วมกับบ้านเราด้วยนะเนี่ย

เราสามารถหาซื้อหรือลองชิมเหล้าอวาโมริ ได้ตามร้านอาหารทั่วไป

จะเป็นคล้ายเหล้าโรงดองงูอยู่โหลแก้ว หรือจะซื้อเป็นขวดก็มี

นอกจากนั้นชาวโอกินาว่ายังนำอวาโมริมาอยู่ในส่วนผสมของอาหารหลายอย่าง

หรือแม้กระทั่งขวดเครื่องปรุงที่วางบนโต๊ะที่เป็น คล้ายๆพริกน้ำส้ม ก็มีส่วนผสมของอวาโมริด้วย

หรือ เอาไปผสมกับกาแฟพร้อมดื่ม ก็มีขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป

มาถึงอาหารกับแกล้มกันบ้าง มาถึงOkinawa จะพลาดจานขมจานนี้ได้ไง

มะระผัดไข่ หรือ Goya Champuru ใช้มะระคล้ายๆมะระขี้นกบ้านเรา

แต่ของที่นู่นลูกจะยาวกว่า ฝานบางๆเอามาผัดกับไข่กับเต้าหู้

รสชาติอร่อยดี เพราะแมวน้ำเป็นคนชอบกินมะระ มันก็ขมหน่อยๆแต่ถ้าคนไม่ชอบมะระก็คงกินยากนิดนึง ^^

สาหร่ายพวงองุ่นก็ขึ้นชื่อเหมือนกันนะ แต่ก็ไม่แปลกอะไรเนาะ เดี๋ยวนี้บ้านเราเพาะเองได้แล้ว

เผื่อใครพักแถวๆ Kokusai อยากหาที่แฮงก์เอ้าท์ กับเพื่อนๆ. . . ที่Yatai Mura นี่ก็ดีงามน่าสนใจ มีร้านมากมายบรรยากาศครื้นเครง เป็นกันเองสไตล์โลคอลๆ อาหารเครื่องดื่มราคาไม่แพงจ้า

***แต่บอกไว้สำหรับคนไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ หรือแพ้ควันบุหรี่ หรือพาเด็กๆมาด้วย ที่นี่อาจจะไม่เหมาะ เพราะคนที่นี่สูบบุหรี่ ในร้านเลย นั่งไปจะสำลักควันอยู่แล้วจ้าาาา



3.) 35 COFFEE กาแฟรักษ์ทะเลแห่งโอกินาว่า

มาเอาใจสายกาแฟกันบ้าง เผื่อคอกาแฟมองหากาแฟที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยเฉพาะของโอกินาว่า จะขอแนะนำกาแฟ ยี่ห้อนี้ให้รู้จัก ชื่อว่า 35 COFFEE (THREE -FIVE COFFEE)

หลายคนคงได้ยินชื่อมาบ้าง เพราะในรีวิวจากคนที่เคยไปมา จะไปที่คาเฟ่ถ้ำ Valley of Gangala อยู่ใกล้ๆกับ Okinawa World เพราะที่นั่นก็ใช้กาแฟ 35 Coffee

แต่แมวน้ำซื้อที่สาขาตึกร้านดองกี้ สาขา Kokusai

ความสเปเชี่ยลของกาแฟยี่ห้อนี้ คือ

Sango roast หรือ การคั่วเมล็ดกาแฟด้วยซากปะการัง

. . .ที่ถือว่าเป็น The one & only ที่Okinawa เท่านั้น!!!!

เลข 3 5 ในภาษาญี่ปุ่น อ่านว่า ซัง-โงะ

ซึ่งเสียงพ้องกันกับคำว่า 'ปะการัง' พอดีเชียว . . .จึงเป็นที่มาของเลข 35 Coffee นั่นเอง

- ทำไมถึงเป็นกาแฟรักษ์ทะเล??? -

. . . เริ่มจากผู้ก่อตั้งแบรนด์นี้ อยากแตกไลน์ธุรกิจใหม่ๆเอาใจวัยรุ่น ก็เลยระดมไอเดียว่าจะขายอะไรดี

ด้วยความที่โอกินาว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว ขายกาแฟดีกว่า ขายนักท่องเที่ยวง่าย เทรนด์คาเฟ่กำลังมา

แล้วก็คิดต่อว่า

เอ๊ . . .ทำยังไงดีนะให้ กาแฟนั้นโดดเด่นและแตกต่างจากที่อื่น

มีคนเสนอว่าเรามาชูเรื่องสิ่งแวดล้อมมั้ย Okinawa มีทะเลสวยๆน้ำใสๆ เนี่ยตอนนั้นเนี้ยะ ปะการังถูกทำลายไปเยอะมาก อันเนื่องมาจากภวะโลกร้อน และ การขยายตัวของท่องเที่ยว

ซึ่งซากปะการังจำนวนมากเหล่านั้นก็ต้องทำลายให้หมด เพราะมีกฎหมายว่า ห้ามนำปะการังทั้งเป็นๆหรือแม้แต่ซากออกนอกเกาะโอกินาว่า

ผู้ก่อตั้งเลยปิ๊งไอเดีย ทำเรื่องขอซื้อซากเหล่านั้นมา แล้วลองมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการคั่วเมล็ดกาแฟ ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ซากปะการังที่ต้องกำจัด กลับมามีประโยชน์อีกครั้ง

นอกจากนี้บริษัทนี้ยังตั้งใจจะช่วยอนุรักษ์ทะเลโอกินาว่า ด้วยการแบ่ง 3.5 % จากยอดขาย นำไปใช้ในโครงการปลูกปะการังอ่อน ให้กับท้องทะเลโอกินาว่าอีกด้วย

เพราะฉะนั้น ในทุกการซื้อกาแฟ 35 Coffee ของคุณ ก็ถือว่ามีส่วนช่วยรักษาทะเลโอกินาว่าด้วยน้าาา

เริ่ดดดดดด....อนุโมทนาสาธุกับผู้ซื้อกาแฟทุกท่านด้วยค่าาา ^^

อ่านเรื่องราวแบบยาว เวอร์ชั่นบทความภาษาไทยที่ https://adaymagazine.com/made-8/
อ่านประวัติของแบรนด์ 35COFFFEE ได้ที่ เวบOfficial : https://35coffee.com/concept/

  • 35 Coffee Product

นอกจากกาแฟที่สั่งนั่งดื่มในร้าน ที่นี่ก็ขายเมล็ดกาแฟด้วย หรือ ใครไม่มีเครื่องบด ก็ซื้อแบบที่เค้าบดไว้แล้วก็ได้ แต่แน่นอนว่ายังไงซื้อแบบเมล็ดแล้วไปบดเอง แล้วชงเลยมันก็ย่อมได้กลิ่น และรสชาติที่ดีกว่า

หรือใครไม่ดื่มกาแฟแต่อยากอุดหนุนก็มีเสื้อ มีแก้วกาแฟให้ได้อุดหนุนด้วย

. . . . ว่าด้วยเรื่องของรสชาติ

หลังจากที่ซื้อเมล็ดกลับมาทำเองที่บ้าน บาริสต้าของเราคอมเม้นท์มาว่า . . .

+ รสชาติของเมล็ดที่ซื้อมาจะเป็นแบบคั่วกลางค่อนไปทางเข้มนิดๆ (ออกโทนช็อกโกแลต)

คือ ถ้าเป็นคนชอบแบบคั่วอ่อน ชอบกินออกรสเปรี้ยวนำ ก็จะไม่ว้าวมาก


+ ไม่เหมาะกับการทำเป็นกาแฟแบบ filter คือ เอามาดริปกินมันเข้มไป

+ ถ้าเอามาทำเป็น Espresso หรือ Latte กาแฟนม ไรงี้ จัดว่าใช้ได้อยู่

. . . อย่างที่บอกว่า Okinawa เค้ามีกฎหมายห้ามนำปะการังออกนอกเขต Okinawa

เพราะฉะนั้น กาแฟที่คั่วด้วยเชื้อเพลิงจากซากปะการัง ก็มีที่นี่ ที่เดียวในโลก แน่นอน . . . คอนเฟิร์ม!!!!

อุตส่าห์มาถึงOkinawa ทั้งทีใครชอบกินกาแฟ ก็ไม่ควรจะพลาด

มาลองกาแฟแบรนด์ดังของ Okinawa "35 Coffee" ซะหน่อยเนาะ



4.) BUKU BUKU ชาฟูๆสไตล์โอกินาว่า

ร้านนี้ชื่อ Okinawa Cafe & Gallery B U K U - B U KU

อยู่ย่าน Tsuboya Pottery Street เดินจากถนน Kokusai ไม่ไกลเท่าไหร่


ชาฟองโฟมฟูฟ่อง หรือ ที่ชาว #Okinawa เค้าเรียกกันว่า Buku Buku Cha เป็นวัฒนธรรมการชงชาอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีมาแต่โบร่ำโบราณนานมาตั้งแต่สมัยเมจินู่นแหน่ะ



Buku Buku tea นี้จะมีลักษณะเป็น ชาที่มีฟองโฟมด้านบน เกิดจากการผสมกันของน้ำชาร้อน + น้ำร้อนจากการต้มข้าว แล้วนำมาตีให้เกิดฟอง ฟองนุ่มๆไม่มีรสชาติ และถึงแม้จะตั้งไว้เป็นชั่วโมงก็ยังเป็นทรงเดิมไม่ยุบตัวด้วย... เจ๋งป่าว ^^


ลูกค้าที่กำลังนั่งรอชาบูกุบูกุ นี่ก็เป็นชาวญี่ปุ่นจากต่างเมืองมาเที่ยวที่โอกินาว่า ก็เพิ่งจะรู้จักและมาลองเป็นครั้งแรก ดูท่าจะตื่นเต้นมาก ถ่ายรูปกันใหญ่

สั่งเป็นชุดจะมี ชา Buku Buku 1 ถ้วย + ขนมท้องถิ่นของโอกินาว่าคล้ายๆบิสกิต เสิร์ฟมาด้วย

ชุดละประมาณ 1,000 เยน

ดู Clip นี้ เค้าตีฟองให้ดูกัน

จิบชาพร้อมฟองโฟมนุ่มๆ ประสบการณ์แปลกใหม่. . . ไปถึงโอกินาว่าต้องลอง ^^'

คนชงชาก็คาวาอี้ งานดีเหมือนกันนะเนี่ยยยย >.<

credit info & Reference :

Buku Buku Tea ชาต้นตำรับจาก Okinawa ที่หากไม่ได้ลองเหมือนมาไม่ถึง


5.) ย่านของคนรักเครื่องปั้นดินเผา ' TSUBOYA POTTERY ' ใน Naha

& ' Yachimun Village ' แถว Yomitan

ใครเป็นสายคราฟท์ ชอบงานเครื่องปั้นดินเผา งานดินเผาของโอกินาว่าก็ถือว่าขึ้นชื่ออยู่เหมือนกันนะ

เดี๋ยวแมวน้ำจะพาไปรู้จักแหล่งขายงานเครื่องปั้นดินเผา 2 แห่ง

คือ Tsuboya Pottery กับ Yachimun Village กัน

- Tsuboya Pottery ใน Naha -

เราเรียกถนนนี้ว่า Tsuboya Yachimun Street ถนนสายเครื่องปั้นดินเผา

(Yachimun = เครื่องปั้นดินเผา)

อยู่ใน Naha นี่เอง ถ้าพักอยู่แถว Kokusai ก็สามารถเดินไปได้ ไม่ถึงกิโล

ถนนนี้จะเต็มไปด้วยร้านขายเครื่องปั้นดินเผาต่างๆ หลายเจ้าเรียงๆกัน


แต่งานปั้นที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ ของ Okinawa ก็ไม่พ้น เจ้า Shisa นี่เอง

[ Shisa ] หรือ ชีซ่า เป็นสัตว์จากนิทานปรัมปรา

ที่ชาวโอกินาว่าเชื่อกันมาตั้งแต่สมัยริวกิวว่า

ถ้านำมาตั้งที่ประตูบ้านหรือบนหลังคาจะช่วยคุ้มภัยจากวิญญาณชั่วร้ายทั้งปวง

ปกติจะมาเป็นแพคคู่ ตัวผู้อ้าปาก😀 ตัวเมียปิดปาก 🙂

(Credit ข้อมูล: Visit Okinawa th)
ไปถึงโอกินาว่าก็ลองไปสังเกตดู ตามหลังคา ประตูบ้าน มีให้เห็นทั่วไปทั้งเกาะเลยล่ะ ^^

แต่ถ้าใครอยากซื้อ Shisa กลับไปเป็นของฝาก ของที่ระลึก ก็มาเดินเลือกซื้อที่นี่ได้เลย มีแบบให้เลือกเยอะกว่าที่อื่น ราคาก็ไม่ถูก ไม่แพง แล้วแต่ไซส์ และแบบ

ส่วนใครที่เป็นสายกิจกรรม หลงใหลงานเวิร์คชอพ อยากได้ของที่ระลึกฝีมือตัวเอง
ย่านนี้ก็มีให้ได้ลงฝีไม้ลายมือทำงานคราฟท์กันอยู่หลายเจ้า

ส่วนมากก็เป็นงานง่ายๆ เช่นระบายสี Shisa
เด็กๆเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นด้วยก็สนุกดี
ออกแบบลวดลายได้ตามใจชอบ

ใครหาที่เดินเล่นแถว Naha ไม่ไกลจาก Kokusai ย่านนี้ก็น่าสนใจดีนะ หรือ แวะไปกิน Buku Buku tea ก็อยู่ที่ถนน Tsuboya เหมือนกันจ้า


- ' Yachimun No Sato ' หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาย่าน Yomitan -

ส่วนดงเครื่องปั้นดินเผาที่ขึ้นชื่ออีกแห่งบนเกาะโอกินาว่า ก็จะอยู่ไกลจากตัวเมือง Naha ขึ้นไปอีกหน่อย แถวๆ Yomitan ต้องขับรถจาก Naha ไป ประมาณเกือบชั่วโมง

Yachimun Village ก็ตรงตัวเลย หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผา หมู่บ้านนี้จะทำเครื่องปั้นดินเผากันหมดเลย

เราสามารถขับรถไปจอดแล้วเดินเล่นบ้านนู้นบ้านนี้ได้ มีประมาณ 10 กว่าหลังได้

แต่ละหลังก็จะมีแบบการปั้นคล้ายๆกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

ส่วนมากก็หนีไม่พ้นเจ้า Shisa นั่นแหล่ะ แต่ราคาสูงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

*** แต่ถ้าอยากซื้อเป็นของที่ระลึก ตัวเล็กๆ ราคาไม่แพงมาก แนะนำว่าให้ซื้อที่ Tsuboya ที่ Naha มีให้เลือกเยอะกว่า ส่วนมาก Shisa ที่นี่ตัวใหญ่ ราคาสูง แล้วเป็นงานดิบๆ ไม่ค่อยมีสีสันน่ารักแฟนซีเท่าที่ซึโบยะ***



6.) TOMARI PORT การจองเรือไปเกาะ Zamami + เกาะAka

. . . เอาล่ะ มาถึงไฮไลต์ของทริปนี้กันบ้าง . . .

หลายคนมาเที่ยวโอกินว่าเพราะอยากมาดูเจ้าฉลามวาฬลายจุด ที่ Churaumi Aquarium กันใช่ม้า

. . . แต่แมวน้ำวางแผนมาที่โอกินาว่าครั้งนี้ เพราะมี

วาฬหลังค่อม (Humpback Whale) เป็นเป้าหมาย!!!

ซึ่งเจ้าน้าค่อม. . . งามไส้!!! แอร๊ยส์ ไม่ใช่น้าค่อม หมายถึง เจ้าวาฬหลังหลังค่อมเนี่ย ^^'

จะหนีหนาวจากขั้วโลกมายลโฉมให้เราเห็นแถวโอกินาว่า กันใน ช่วงเดือน ธันวาคม - ต้นๆเมษายน ของทุกปี

ซึ่งช่วงที่แมวน้ำไป คือ เดือนมีนาคม เป็นเดือนที่เราจะได้เห็นวาฬหลังค่อม

ที่ไม่ใช่แค่พ่อวาฬแม่วาฬ . . . แต่เราจะได้่เห็น

Baby Whale ...whale whale whale Baby Whale...whale whale whale . . . Baby Whale !!!

แม่วาฬจะออกลูกและมีเบบี๋ดำผุดดำว่ายอยู่ข้างๆกัน น่าเอ็นดูวว์ ^ ^

ซึ่งรายละเอียดการดูวาฬเราจะสาธยายกันในหัวข้อต่อไป

แต่ตอนนี้ เรามาเรียนรู้วิธีเดินทางไปดูวาฬกันก่อนดีกว่า

**** รายละเอียดเยอะหน่อยนะจ๊ะ เตรียมจด!!! ****

--------------------------------------------------------------

โดยปกติวาฬหลังค่อมจะมาดำผุด ดำว่าย แถวๆ หมู่เกาะ Kerama

(Kerama ฺBlue) ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่ง Naha ไปประมาณ 1-2 ชั่วโมง

หมู่เกาะ Kerama จะประกอบไปด้วยเกาะหลักๆ 3 เกาะ ได้แก่ Zamami / Aka / Tokashiki

แต่เรือที่เราจะนั่งไปนี้จะไปจอดที่ Aka และ Zamami ซึ่งจุดจะพาไปดูวาฬจะอยู่บนเกาะ Zamami แล้วแมวน้ำจองที่พักไว้บนเกาะ Aka ซึ่งดูวาฬเสร็จค่อยนั่งเรือข้ามฟากกลับไป เพราะเกาะอยู่ใกล้ๆกัน

คร่าวๆประมาณนี้ ทีนี้ เรือที่จะไปเกาะ Aka - Zamami ต้องนั่งจากท่าเรือ ชื่อว่า Tomari แห่งนี้นี่เอง

จริงๆแล้ว การเดินทางไปดูวาฬทำได้ 2 วิธี

วิธีที่ 1 : จองทัวร์ดูวาฬจากฝั่ง Naha

จองทริปดูวาฬจากบริษัททัวร์บนฝั่ง เป็นแบบไปเช้า-เย็นกลับ ราคาต่อหัวก็ประมาณ 4,000-4,500 เยน จองกับที่พักได้เลย (อันนี้แมวน้ำถ่ายมาจากที่พักชื่อว่า My place เป็น Hostel อยู่ใกล้ๆกับท่าเรือ Tomari ในรัศมีประมาณ 300 ม. )

โดยเค้าจะมีเรือของบริษัททัวร์จอดอยู่ที่แถวท่าเรือ Tomari นี่แหล่ะ

ออกเดินทางไปตรงไปยังจุดดูวาฬได้เลย

ออกเดินทางทุกวันยกเว้นวันที่คลื่นลมแรง

*** แต่ก็ไม่รับประกันว่าวันที่ไปจะได้เห็นวาฬหรือไม่ อันนี้แล้วแต่ดวงด้วยนะ ^^'


วิธีที่ 2 : นั่งเรือ Ferry ไปยังเกาะ Zamami

วิธีนี้ก็จะซับซ้อนหน่อย หาข้อมูลยากมาก เพราะน้อยคนจะไปโดยวิธีนี้ แมวน้ำเลยเข้าไปเสิร์ชๆๆๆ หาจนไปเจอเว็บ Official ของ หมู่บ้าน Zamami ที่เค้าจัดทริปดูวาฬ เวบภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ มีอังกฤษปนนิดหน่อย อาศัย Google แปลเอา > > > http://www.vill.zamami.okinawa.jp.e.gz.hp.transer....

จากนั้นก็เมลไปสอบถามและขอรายละเอียดการเดินทางกับทางZamami Village

ทางนู้น ตอบมา เคลียร์ ละเอียดดีมากๆ เป็นประโยชน์กับการเดินทางสุดๆเลย

แต่ก่อนที่เราจะไปจองทริปดูวาฬที่หมู่บ้านZamami เราจะต้องเดินทาง นั่งเรือไปที่เกาะZamami กันก่อน ค่อยซื้อทริปดูวาฬที่โน่น (***ตั๋วเรือFerryไม่รวมค่าชมวาฬ ***)

- ขั้นตอนการจองเรือ Ferry -

จริงๆช่วงที่แมวน้ำไป คือ ปลายๆ หน้าหนาว (ต้นเดือน มี.ค.) เรือก็จะไม่เต็ม ไปซื้อตั๋วที่หน้าเคาน์เตอร์ได้เลย แต่ถ้าใครจะไปช่วง Summer คือระหว่างเดือน ก.ค.- สค. เป็นช่วงที่คนนิยมไปเที่ยวทะเล ไปดำน้ำกัน เรือก็จะเต็มไวหน่อย ต้องจองล่วงหน้า

  • เรือ Ferry และ เรือด่วน สามารถจองแบบออนไลน์ได้ล่วงหน้า 23 วัน ที่ลิ้งนี้ >>> https://yoyaku.vill.zamami.okinawa.jp/zamami_web/enlog0101!doFormOpenLogin.action
  • หรือ จะจองล่วงหน้า 2 เดือน ก็ให้โทรไปจองกับออฟฟิศขายตั๋ว ที่เบอร์ 098-868-4567
(***เป็นเบอร์ออฟฟิศที่ท่าเรือโทมาริ ที่นาฮะ Okinawa นะจ๊ะ ไม่ใช่ เบอร์มือถือของไทย อย่าลืมใส่รหัสประเทศญี่ปุ่น +81 )


แมวน้ำผู้ไม่รู้และกลัวว่าจะพลาด เพราะถ้าตั๋วเรือเต็ม อดข้ามไปนี่ผิดแผนเลยนะ

ก็เลยต้องโทรจองจากเมืองไทยก่อนล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน

โทรไปแล้วบอกให้เค้าโอนสายไปให้คนที่พูดภาษาอังกฤษได้ เค้าก็จะทำการจองและบอกเลขที่การจองให้เราไปแจ้งกับหน้าเคาน์เตอร์ โดยที่เราไม่ต้องโอนเงินไปก่อน ไปจ่ายที่นู่นได้เลยตอนออกตั๋ว

โดยแผนแรก คือ ซื้อตั๋วไปกลับ เพราะถูกกว่า ตั้งใจจะไปเที่ยวเล่นบนเกาะ Aka- Zamami ก่อน แล้วพักที่ Aka แล้วค่อยไปดูวาฬรอบบ่ายของวันรุ่งขึ้น

แต่ผิดแผน เพราะเจ้าหน้าที่ขายตั๋วเรือบอกว่า

. . . "พยากรณ์อากาศแจ้งมาว่าพรุ่งนี้คลื่นแรง พรุ่งนี้ไม่มีเรือกลับจาก AKA มาที่ Naha รอบบ่าย"

. . . เอาล้าววว!!!! งานเข้าแล้วไง

เลยจำเป็นต้องซื้อตั๋วเที่ยวเดียว แล้ว ค่อยวัดดวงว่าจะกลับเรือรอบไหนได้บ้าง

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ จะได้ดูวาฬมั้ย?!?

ไว้ไปลุ้นกันต่อ ตอนไปถึง Zamami แล้วกัน

***แต่สบายใจหายห่วงเรื่องความปลอดภัยของเรือเฟอร์รี่ได้เลย เพราะ ถ้ามีการพยากรณ์อากาศว่ามีคลื่นลมแรง ทัศนวิสัยไม่ดี พายุเข้า แม้จะนอกฤดูมรสุมก็ตาม เรือจะไม่ออกจากฝั่งแน่นอนจ้า ***

- ประเภทของเรือและค่าโดยสาร -

เรือที่จะไปเกาะ AKA-Zamami จะมี 2 ประเภท คือ

  1. เรือด่วน เรียกว่า Queen Zamami
  2. เรือ Ferry Zamami เป็นเรือเฟอรี่ลำใหญ่

【Queen Zamami】ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50-70 นาที

  • ตั๋วเที่ยวเดียว ราคา 3,140 เยน
  • ตั๋วไป-กลับ ราคา 5,970 เยน
Tomari Aka Aka Zamami Zamami Aka Aka Tomari

ออกจาก ถึง ออกจาก ถึง ออกจาก ถึง ออกจาก ถึง
รอบแรก 09:00 ---- ---> 09:50 10:00 10:10 10:20 11:10
รอบสอง 15:00 15:50 16:00 16:10 16:20 ---- ---> 17:10

【Ferry Zamami】ใช้เวลาเดินทางประมาณ 90-120 นาที

  • ตั๋วเที่ยวเดียว ราคา 2,120 เยน
  • ตั๋วไป-กลับ ราคา 4,030 เยน
Tomari Aka Aka Zamami Zamami Aka Aka Tomari
ออกจาก ถึง ออกจาก ถึง ออกจาก ถึง ออกจาก ถึง
09:00 11:30 11:45 12:00 14:00 14:15 14:30 16:00
เช็คตารางเดินเรือได้ที่ เวบนี้ http://www.vill.zamami.okinawa.jp.e.gz.hp.transer....

แมวน้ำซื้อตั๋ว Ferry แบบธรรมดา เพราะไม่ได้รีบอะไร ซื้อแบบเที่ยวเดียวก่อนเพราะยังไม่ชัวร์เวลากลับของวันพรุ่งนี้

โอเค . . .ได้ตั๋วแล้วก็ไปขึ้นเรือกันเลย

เรือกำลังจะออกแล้ว รอบ 9 โมงเช้า ไปถึงนู่นก็ราวๆ เที่ยง นั่งๆนอนๆไปชิลๆ

เรือลำใหญ่มากกกกกกกกกกกกกกกกกกก . . .มีประมาณ 3 ชั้นได้

Welcome on board !!!

เรือสวย สะอาด ดีงาม

พอขึ้นเรือแล้วก็เลือกหาที่นั่ง ที่นอนตามอัธยาศัยเลย

หรือ ถ้าไม่ชอบนั่งเก้าอี้ อยากนั่งพื้นเอนนอนสบายๆ ก็มีมุมนี้ให้

ออกไปยืนรับลม ชมวิวด้านนอกก็ได้ วันนี้ฟ้าใสอากาศดีมากๆ

ลำนั้นน่าจะเป็นเรือเร็ว Queen Zamami รึเปล่านะ ขนาดเล็กกว่า

คุณคนนี้มาตั้งกล้องรอ เผื่อว่าแจ๊คพอตโชคดี เจ้าวาฬหลังค่อมว่ายไปมาระหว่างทางผ่าน ซึ่งก็มีโอกาสเห็นได้นะ

ใช้เวลาเดินทางแบบสบายๆ เรือขับนิ่มมาก นั่งมา 2 ชม.ก็มาถึง Aka ก่อนเพื่อจอดให้คนขึ้น-ลง 15 นาที แล้วก็ไปต่อเพื่อจอดเทียบท่าที่ เกาะ Zamami ซึ่งเป็นจุดที่เราจะขึ้นฝั่งไปดูวาฬกัน

โอเค มาถึงเกาะ Zamami แล้ว เย่ๆ

เดี๋ยวเราไปซื้อทริปดูวาฬ และทำความรู้จักกับเจ้าวาฬชนิดนี้ให้มากกว่านี้กัน ^^



7.) Whale watch ดูวาฬกับชุมชนเกาะ Zamami

พอมาถึงเกาะ Zamami จุดหมายปลายทางที่เราจะไปดูวาฬกันแล้ว ก่อนอื่นเราไปเดินเรื่องจองทริปดูวาฬกันก่อนที่ออฟฟิศตรงท่าเรือนี่เอง

ขั้นตอนการจองทริปก็ไม่ยุ่งยาก
  • แค่กรอกข้อมูลในเอกสาร แล้วก็จ่ายเงินผู้ใหญ่ 5,400 เยน/คน เด็ก 2,700 เยน /คน ต่ำกว่า 5ขวบ ฟรี (*ราคาเมื่อเดือนมี.ค. 2018)
  • การดูวาฬโดยปกติจะมี 2 รอบ รอบเช้า - รอบบ่าย

รอบเช้า: 10.30 - 12.30

รอบบ่าย: 13.00 - 15.00

เรามาถึงที่ Zamami ประมาณ เที่ยง เรือออกบ่ายโมงก็ ไปเดินเล่นหาอะไรกินก่อน แถวๆท่าเรือ

ด้วยความที่เกาะ Zamami ไม่ใหญ่มาก แถวท่าเรือก็ของขายน้อย ต้องนั่งรถบัสเข้าไปด้านในเกาะ บนเกาะนี้มีโรงแรม ที่พัก อยู่บ้าง สามารถมานอนพักบนเกาะนี้ได้เช่นกัน

แต่เราไม่ควรเสี่ยง เดี๋ยวไม่ทันเวลาเรือ เราเหลือเวลาไม่ถึงชั่วโมง ขอหามื้อกลางวันกินแถวๆท่าเรือนี้แหล่ะ ซึ่งก็มีไม่มาก กินร้านนี้แล้วกัน

ซื้อแล้วก็นั่งกินใต้ต้นไม้แถวๆนั้น อิ่มแล้วก็มารอที่ท่าเรือ รอเวลาออกไปดูวาฬกัน

ที่ออฟฟิศของ Zamami Village มีของทีระลึกเพียบเลย ตามสไตล์พี่ยุ่นเค้าล่ะ ชอบมีของที่ระลึกสวยๆมายั่วกัน ราคาก็สูงใช้ได้อยู่ แต่ก็เป็นการสนับสนุนชาวบ้านที่เกาะซามามินะคร้าบ

อย่างแก้วสไตล์ริวกิว ลักษณะการเป่าแก้วที่เป็นเอกลักษณ์ของโอกินาว่า ที่มีฟองอากาศด้านใน

อันนี้ทำมาสีฟ้า เหมือนน้ำทะเลของKerama Blue

เสื้อลายสวยมาก โดยเฉพาะเสื้อsweaterนะ สวยมาก แต่แอบแพงเหมือนกัน

พอใกล้เวลา เจ้าหน้าที่ก็จะเรียกมารวมตัวกัน แล้วบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับวาฬหลังค่อม ซึ่งsoundtrack ญี่ปุ่นนะค้าบบบ 555+ . . . ฟังไม่ออก และ ไม่มีแปลให้ด้วย ^^'

แต่จะมีแผ่นพับภาษาอังกฤษมอบให้ชาวต่างชาติที่มาดูวาฬ

เล่าให้ฟังคร่าวๆจากข้อมูลที่อ่านมาจากเวบดูวาฬ ของ Zamami นะจ๊ะ

| มาทำความรู้จัก . . . วาฬหลังค่อม (Humpback Whale) |

< สรีระของวาฬหลังค่อม >

  • รูปร่าง ความยาวและน้ำหนักโดยเฉลี่ยของวาฬหลังค่อม อยู่ที่ยาว 40-50 ฟุต หนัก 30-40 ตัน แหน่ะ ตัวใหญ่มากกกกกกกกก . . .
  • ลำตัวโค้งและครีบจะยาวประมาณ 1/3ของลำตัว และแม้ว่าส่วนหางด้านบนจะเป็นสีดำ แต่ด้านท้อง อาจจะเป็นสีอื่นก็ได้ บางตัวสีดำ บางตัวสีขาว หรือเป็นลายจุดก็มี
  • เจ้าความต่างของสีส่วนนี้จะเป็นจุดสังเกตให้เราจำเอกลักษณ์ของแต่ละตัวได้นั่นเอง

< ฉันมาไกล ... มาไกลเหลือเกิน >

  • โดยปกติวาฬหลังค่อมจะอาศัยอยู่ทะเลตอนบนๆแถบขั้วโลก อลาสก้าอะไรแถวนั้น
  • อพยพหนีหนาวมากว่า 3,200 ไมล์ เชียวนะ เพื่อหาคู่และผสมพันธุ์แถวๆ หมู่เกาะ Kerama หนีมาอยู่ในบริเวณที่น้ำทะเลอุ่นๆ แล้วก็กลับไปเลี้ยงลูกในน้ำทะเลเย็นๆในช่วงหน้าร้อน

< ชีวิตคู่ของวาฬหลังค่อม >

  • วาฬตัวเมียจะเลี้ยงลูกแค่ 10-12 เดือน เท่านั้น แล้วก็ปล่อยเลย เอ็งโตแล้วอยากไปไหนก็ไป ส่วนขุ่นแม่ก็วนลูปเดิมคือ หาคู่ผสมพันธุ์ใหม่ ออกลูกใหม่
  • ส่วนวาฬตัวผู้ก็ออกแนวก้าวร้าว วร้ายๆเพื่อแก่งแย่งชิงตัวเมียมา พร้อมส่งเสียงร้องเพลงภาษาวาฬ เพื่อจีบตัวเมีย แล้วก็เพื่อเป็นการบ่งบอกว่านี่ถิ่นชั้น อย่ามาแหยม ^^

เอาล่ะ รู้จักเจ้าวาฬหลังค่อมกันพอสังเขปแล้ว ได้เวลาลงเรือไปดูตัวจริงเสียงจริงกันแล้ว เย่ๆๆ

ก่อนจะลงเรือ เตรียมพร้อมใส่ชูชีพเพื่อความปลอดภัย

ลำนี้แหล่ะ เล็กๆกะทัดรัด น้ำใสมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ก่อนลงเรือเราควรเตรียมพร้อม ทั้งโบกซันบล็อกหนาๆ ใส่เสื้อแขนยาวมิดชิด กันลม หรือ กันน้ำได้ก็ดี เพราะบางทีเจ้าวาฬ กระโดดซอมเมอร์ซอลท์หล่นใส่น้ำแสปลชมานี่ เปียกยิ่งกว่าไปเล่นสงกรานต์พระประแดงอีกนะบอกให้

ได้เวลาออกเรือ บนเรือจะมีไกด์คอยอธิบาย 1 คน ซึ่งเป็น Bilingual นะจ๊ะ ญี่ปุ่นดี อังกฤษได้

คนนี้คอยดูแลดีมาก เพราะแมวน้ำป่วย อาหารเป็นพิษ ท้องเสียและอาเจียนจนจะหมดตัวตั้งแต่แวะพักเครื่องที่ฮ่องกง เป็นมา 2 วันกว่าแล้ว ก็ซื้อยากินประคองตัวมา จนมาถึงนั่งเรือนี่แหล่ะ ปกติไม่เมาเรือ ครั้งนี้ไม่ไหว อาเจียนจนหมดไส้หมดพุง ไกด์คนนี้ก็คอย ลูบหลัง ยื่นน้ำให้จิบ และล้างปากตลอด . . . ขอบพระคุณมากๆคร้าบบบ

***ใครเมาเรือ ควรกินยาเมาเรือกันไว้เลย เพราะเรือเป็นเรือเล็กค่อนข้างโคลงเคลงเพราะคลื่นแรง โดยเฉพาะตอนจอดเรือดูวาฬ พยายามนั่งที่ลมโกรก ถ้าจะอาเจียนก็อาเจียนใส่ทะเลไปเลยจ้ะ ***

นั่งเรือมาประมาณ ครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงจุดดูวาฬแล้ว

เพื่อเป็นการรบกวนเจ้าวาฬให้น้อยที่สุด . . .

เค้าจึงกำหนดให้สามารถดูได้แค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น!!!

ข้อได้เปรียบของเรือเล็กของZamami คือ สามารถบังคับทิศทาง ไปยังจุดที่มีวาฬว่ายอยู่ได้ค่อนข้างสะดวกกว่า ใกล้กว่า เรือลำใหญ่แบบที่นั่งมาจากฝั่งNaha

- โอกาสที่จะได้เห็นวาฬตัวเป็นๆ -

ไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่า เสียตังมาออกทริปแล้วจะได้เห็นวาฬหลังค่อม100%

หรือ ไม่เห็นวาฬยินดีคืนเงิน ไม่มีนะจ๊ะ เสียตังแล้วเสียเลย เห็นไม่เห็นก็สุดแล้วแต่วาสนา เพราะ วาฬเค้าอยู่แบบธรรมชาติ เค้าจะว่ายไปไหนเค้าก็ไป เราไปบังคับเค้าไม่ได้

แต่ทาง Zamami Village เค้าจะมีเจ้าหน้าที่คอยสังเกตการณ์จากมุมสูง คอยดูทิศทางว่า เจ้าวาฬว่ายอยู่แถวไหน แล้วก็จะแจ้งมายังคนเรือให้ไป ณ จุดนั้น ดังนั้น โอกาสการเห็นจึงมีสูงมาก !!!

. . . แต่ถ้าไปแล้วไม่เจอ อันนี้ก็แล้วแต่ดวงแล้วนะจ๊ะพี่จ๋า ^^'

แต่ก็นะ บางคนไม่ต้องออกทริปดูวาฬ แค่พักที่พักบนเกาะZamami ก็มีโอกาสได้เห็นวาฬจะบนเกาะได้เหมือนกัน แล้วแต่โชคชะตาฟ้าลิขิตเนอะ ^^

บางคนจ้างเรือมาแบบไพรเวทเลย Exclusive สุดๆ

อย่างที่บอกว่าถ้ามาเดือนมีนาคม จะเป็นเดือนที่แม่วาฬออกลูกแล้ว แล้วเราก็ได้เห็นทั้งแม่วาฬและลูกวาฬเลย โชคดีจัง

เสียดายว่าเจ้าวาฬไม่ยอมกระโดดสูงๆให้เห็นเลย กระโดดครั้งนึงตอนเรือมาถึง

แอร๊ยส์ ไม่ทันได้เตรียมตัวอะไร แต่ไม่เป็นไรอย่างน้อยเราก็ได้มาเห็นกับตาแล้ว

ส่วนตัวแมวน้ำเองคงจะโชคดีกว่าใครเพราะได้มีประสบการณ์อาเจียนรดหัววาฬหลังค่อมด้วย

ป่วยตอนไปเที่ยวนี่ทรมานมาก ยิ่งนั่งบนเรือโคลงๆ ด้วย >_<"

เรือวนดูครบชั่วโมงก็เดินทางกลับฝั่งที่ Zamami

พอกลับมาถึงฝั่ง ที่นี่ก็จะให้เราเอาตั๋วเรือไปจับฉลากของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆของ Zamami Village

รางวัลใหญ่หน่อยก็เป็นเสื้อยืด แต่แมวน้ำได้มาเป็นสติ๊กเกอร์กับเข็มกลัด

เดี๋ยวเราจะกลับที่พักไปยังเกาะ AKA เกาะใกล้เคียงที่ใช้เวลานั่งเรือข้ามฟากไปแค่ 15 นาทีเองใกล้ๆ

สามารถซื้อตั๋วได้ที่ท่าเรือ Zamami ได้เลย ราคา 300 เยน/คน/เที่ยว

เรือข้ามฟากลำนี้

บางคนบ้านอยู่เกาะ AKA แต่มาทำงานที่ Zamami ก็นั่งเรือกลับบ้านรอบเย็น

เดี๋ยวเราไปเข้าที่พักกันที่เกาะ AKA

เกาะที่มีกวาง เป็นสัญลักษณ์ เกาะเล็กๆนี้จะน่าสนใจยังไงเดี๋ยวเราข้ามเรือไปกัน


8.) AKA island ดูกวาง ดูหมา ดูวาฬ

พักGuest house วิวสวยที่ 'Kawai Diving'


AKA เป็นเกาะเล็กๆ อยู่ในหมู่เกาะ Kerama อยู่ใกล้ๆกับ Zamami เลย มีคนอาศัยอยู่ไม่มาก และมีสัตว์ชนิดนึงที่อาศัยอยู่อย่างฟรีสไตล์ เดินไปทางไหนก็เจอ นั่นก็คือ เจ้ากวาง Kerama นี่เอง

ตอนที่วางแผนมา ตั้งเป้าว่าจะมาดูวาฬที่ Zamami ก็เลยหาข้อมูลจากเวบ Zamami Village ดูว่ามีที่พักไหนน่าสนใจบ้าง ก็มาเจอบ้านพัก Guesthouse ที่นึง ชื่อว่า Kawai Diving เป็นครอบครัวที่ทำเกสท์เฮ้าส์และ จัดทริปดำน้ำ ทั้ง Scuba และ Snorkel ที่พักวิวดี มีกิจกรรมให้ทำ ตรงจริตมากๆ เลยไม่ลังเลที่จะจองที่พักของที่นี่

- Kawai Diving Fishermen's Guesthouse -

การจองบ้านพักของ Kawai นี้ สามารถจองผ่านทางอีเมลได้ช่องทางเดียว

>>> [email protected]

คิดราคาเป็นรายคน คือ 7,200 เยน + tax 8% (ราคารวมที่พัก 1 คืน และอาหาร 2 มื้อ)

ดูรายละเอียดได้ที่เวบไซต์ของ Kawai Diving >>> http://oki-zamami.jp/~kawai/Price.html

เดี๋ยวเราจะพาไปดูที่บ้าน Kawai นี้กัน คุณลูกชายขับรถมารับที่ท่าเรือแล้ว

จากท่าเรือมาไม่ไกลมาก ไม่ถึงกิโล ก็จะเจอบ้านเล็กหลังนี้ ที่ซึ่งอาศัยกันพ่อ แม่ลูก

พอมาถึงคุณแม่ Ai Kawai มาต้อนรับอย่างดี พร้อมอธิบายแผนที่รอบเกาะ Aka ให้เราได้รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน

บ้านนี้สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างดี หากใครไปแล้วกลัวสื่อสารไม่ได้ก็คุยภาษาอังกฤษได้สบายมากเพราะที่นี่ลูกค้าส่วนมากเป็นฝรั่ง

ส่วนวิวระเบียงบ้านก็ดีงามมากๆ สะพานที่เห็นอยู่นั่นคือสะพานที่ข้ามไปยังเกาะ Geruma เกาะเล็กๆ ที่เราสามารถเช่าจักรยานขี่ไปเที่ยวเล่นได้ มีประชากรอาศัยอยู่ไม่มาก เสียดายเวลาเราน้อย ไว้คราวหน้ากลับไปแก้มือใหม่

บ้านนี้จัดทริปดำน้ำได้ด้วย ทั้งดำน้ำ ตกปลา กิจกรรมทางน้ำที่นี่ถนัดมาก

แต่ช่วงที่ไปเป็นเดือนมีนาคม น้ำจะเย็นเกินไป อยู่ประมาณ 20 องศาเซลเซียส

ถึงแม้จะใส่wet suit ก็ไม่ไหวอยู่ดี หนาวไป

*** ช่วงที่เหมาะกับการดำน้ำก็คือ กลางเดือน พ.ค. เป็นต้นไป และพีคสุดก็คือช่วง Summer ประมาณ เดือนก.ค. ***

มีราคาค่าทริปดำน้ำแจกแจงละเอียด ใครขี้เกียจแบกอุปกรณ์scubaไปก็มีให้เช่าเช่นกัน

มาดูห้องกันบ้าง ห้องที่นี่มีไม่มาก ประมาณ 3-4 ห้อง ห้องกว้าง ปูฟูกที่นอนกันเองตามสบาย ห้องนึงนอนกันได้หลายคนเลย 4-5 คนก็ยังได้

วิวจากห้องนอน

ก่อนมื้อค่ำพอมีเวลาให้เราไปเดินเล่น ด้วยสภาพของแมวน้ำที่ป่วยหนัก เพราะ ท้องเสีย และเมื่อกี๊ก็ออกเรือไปอาเจียนใส่หัววาฬไปจนหมดแล้ว

มื้อเย็นคุณแม่Ai ถามว่ามื้อเย็นจะรับเป็นปลาดิบ หรือ ปรุงสุกดี เพราะที่นี่จับปลาเอง รับประกันความสด ด้วยความท้องไส้ไม่ค่อยดี เลยบอกไปว่าขอเป็นซุปร้อนสักถ้วยก็น่าจะดีนะคะคุณแม่ ^^'

ในระหว่างที่คุณแม่กำลังทำอาหารเย็น หอบร่าง ไปเดินนิดนึง มาถึงนี่ทั้งที อย่าให้เสียเที่ยว

จากบ้าน Kawai เดินไปไม่ไกล ประมาณ 500 เมตร ก็จะมีทางลงไปยัง Sunset Beach


ฺนั่งๆอยู่ที่หาด มองไปลิบๆ เฮ้ยยยยยยยยยยย วาฬกระโดด !!!!

ซูมหมดแม็กแล้วได้แค่นี้ โชคดีมากเลย ที่เดินมา ได้เห็นวาฬโดดกับตาตัวเองเลย เจ๋งอ่ะ อยู่บนฝั่งก็เห็นได้

มื้อเย็นกินข้าวตรงระเบียงบ้าน คุณแม่Ai เป็นสเต๊กปลาทูน่าซอสเพสโต สลัด ข้าว และ ซุป รสชาติน้ำซุปนี่เหมือนกินที่บ้านเลย ^^ เหมาะสำหรับคนป่วย ฮือๆๆ อยากกินปลาดิบ

ค่ำแล้วได้เวลาเข้านอน เพลียมาก ปวดท้อง คลื่นไส้ สลับกันไปหมด ขอนอนเอาแรงหน่อยแล้วกัน

ตอนเช้า วันนี้ฟ้าครึ้ม มีฝนโปรยบางๆ คุณแม่ Ai บอกว่าเรือรอบบ่ายน่าจะแคนเซิล ถ้าจะกลับก็ต้องกลับรอบสายๆ 11 โมง เป็นไปตามที่พยากรณ์อากาศไว้จริงๆ โชคดีนะที่เราเปลี่ยนแผนทัน ไปดูวาฬมาแล้วเมื่อวาน ถ้าไปดูวันนี้ชวดแน่ๆ

เช้านี้คุณแม่Ai ทำกับข้าวรอไว้แล้ว เป็นชุดอาหารเช้าจานใหญ่ แต่เมื่อคืนเรายังปวดท้องไม่หยุดเลย กินอะไรไม่ได้มาก เลยต้องขอรบกวนคุณแม่ ทำน้ำซุปร้อนๆให้เราสักถ้วยด้วยเถอะนะคะ ขอความกรุณาค่ะ ท้องไส้หนูเปลี้ยมากตอนนี้

อาหารเช้ากับวิวสวยๆ และคนป่วยๆ >_<'

ถึงฝนจะตก แต่น้ำก็ยังใสกิ๊ง นั่นเจ้ากวาง Kerama นี่

ในขณะที่นั่งกินอาหารเช้าที่ระเบียงบ้าน มองไปลิบๆ เห็นอะไรผลุบๆโผล่ๆ นั่นไง แจ๊คพอต

เจ้าวาฬกระโดดอยู่ตรงนู้น เห็นหางมันมั้ย

ระเบียงบ้านนี้ดีมาก เห็นทั้งกวาง เห็นทั้งวาฬ เผลอๆบางวัน มีเต่าทะเลตัวใหญ่ๆ มาเล่นน้ำแถวหาดหน้าบ้านนี้ด้วยนะ^^

อิ่มแล้ว เราลงไปเดินเล่น หาเจ้ากวาง Kerama กันดีกว่า

เจ้ากวาง Kerama เป็นกวางพันธุ์พื้นเมืองที่อาศัยอยู่บน 4 เกาะ แถบหมู่เกาะKerama แต่จะพบเจอบนเกาะAka นี่เยอะเลย มันก็เดินไปมาอย่างเสรี ไม่มายุ่งกับเรา พอเราเดินไปมันก็จะเดินหนี

ปกติจะเห็นเยอะหน่อยช่วงพระอาทิตย์ตกไม่ก็เช้ามืด แต่ยังไงมาพักบนเกาะนี้ต้องได้เห็นแน่นอน

ฝาท่อยังเป็นกวางเครามะเลย

ใกล้เวลาเราต้องเก็บของกลับฝั่งแล้ว ได้พูดคุยกับคุณแม่Ai อีกนิดนึง บ้านKawai นี่เฟรนด์ลี่มาก แมวน้ำเป็นลูกค้าคนไทยคนแรกของบ้าน Kawai เลยนะเนี่ย

นอกจากวิวของบ้านนี้แล้ว สิ่งที่ตัดสินใจให้มาพักที่นี่ก็คือเจ้าลาบราดอร์ 2 ตัวนี้แหล่ะ


ช่วงSummer เจ้าสองตัวนี้จะไปออกทริปดำน้ำด้วยนะ ว่ายน้ำเก่งมากๆ

พลังเยอะมากกกกกก . . .โถมเข้ามาทีล้มกลิ้งไปกองกับพื้นเลย 555+

ได้เวลาออกเดินทางไปรอเรือที่ท่าเรือ Aka แล้ว โบกมือบ๊ายบาย โฮสท์ของเรา ครอบครัว Kawai

แมวน้ำสัญญาจะกลับมาอีกแน่นอน

คุณลูกชายขับรถไปส่งที่ท่าเรือเหมือนเดิม

ก่อนอื่นก็ไปซื้อตั๋วเรือ Ferry กลับ Naha กันก่อน

ที่ออฟฟิศขายตั๋วมี ปฏิทินแจกฟรีด้วย ลายสวย เอากลับมาเป็นที่ระลึกได้

ใครสะสมตราปั๊มที่นี่ก็มีตราปั๊มเจ้ากวางไว้ให้เราปั๊มเป็นที่ระลึก ว่าครั้งนึงเรามาเยือนเกาะAka แล้วนะ

ตรงท่าเรือก็น่ารักดีนะ

ได้เวลาเรือออกแล้ว ขึ้นเรือกลับฝั่ง Naha กัน อีก 2 ชั่วโมงเจอกัน ^^



9.) ตำนานรักข้ามเกาะของเจ้า ชิโร่ กับ สาว มาริลีน

. . . คราวนี้มาดูเรื่องราวน่ารักๆ ซึ้งๆ ของน้องหมากันบ้าง

หลายคนคงรู้จัก เจ้าฮาจิโกะ เจ้าหมาพันธุ์อคิตะที่แสนซื่อสัตย์ ที่มีรูปปั้นอยู่ที่ สถานีชิบูย่ากันใช่ม้าาา

ดูรีวิวเก่าที่พาไปเยี่ยมเจ้าฮาจิโกะ ได้ที่ ลิ้งนี้
- [TOKYO] เพราะรักหมา...ฉันจึงมาตามหา 'ฮาจิโกะ' >>> https://th.readme.me/p/6357
- ตามหา 'ฮาจิโกะ' . . . ที่บ้านเกิด เมือง Odate จังหวัด Akita >>> https://th.readme.me/p/10321

หารู้ไม่ว่าที่ Okinawa โดยเฉพาะ ที่เกาะ AKA กับ เกาะ Zamami เนี่ย ก็มีรูปปั้นน้องหมาอยู่เหมือนกัน

ชื่อว่า เจ้า ชิโร่ กับ มาริลิน เป็นเรื่องราวน่ารักของหมาคู่รักตำนานรักข้ามเกาะ

. . . บ้านน้องอยู่ฝั่งทางโน้น บ้านพี่อยู่ฝั่งทางนี้ . . . มามาสิ มารักกัน รักกันๆ ^^

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว
ระหว่างเกาะ Aka และ Zamami เกาะที่อยู่ห่างกันประมาณ 3 กิโลกว่าๆ ณ บ้านคุณนากามูระ ที่เกาะ AKA เลี้ยงสุนัข ชื่อเจ้า ชิโระ
อยู่มาวันนึงมันหายไปจากบ้านตั้งแต่เช้า เค้าตามหาจนทั่วก็ไม่เจอ แล้วพอช่วงค่ำๆมันกลับมาบ้านสภาพเปียกโชกมาเลย แล้วมันก็เป็นอย่างนี้ทุกวันๆ หายไปทั้งวันแล้วกลับมาตอนเย็นในสภาพเปียกปอน

คุณนากามูระก็สงสัยว่า . . เอ๊. . .มันหายไปไหนของมันว้าาา ?!?!

วันรุ่งขึ้น จึงสะกดรอยตามหมาตัวเองไป เช่นเดิมมันวิ่งไปที่ทะเล แล้วกระโดดลงน้ำว่ายไป คุณนากามูระก็ลงเรือตามไปสังเกตการณ์ ชิโร่ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ว่ายน้ำข้ามเกาะไป ที่ เกาะ Zamami

พอขึ้นเกาะ มันก็วิ่งตรงไปที่บ้านหลังนึง พอไปถึงก็พบน้องหมาตัวเมียหน้าตาน่ารัก วิ่งออกมาจากบ้าน มาหา นามว่า Marilyn แล้วก็ชวนกันไปวิ่งเล่นสองตัวกระนุ้งกระนิ้ง
. . .คุณนากามูระมาเห็นกับตา ก็ถึงบางอ้อทันที . . .อ้ออออ...มันมาหาแฟนนี่เอง !!!!^^'

ก่อนหน้านี้คุณนากามูระเคยอยู่เกาะZamami มาก่อน สันนิษฐานว่าเจ้าShiro ก็คงไปมาหาสู่น้องมาริลีนอยู่เนืองๆ พอเจ้านายย้ายบ้าน ไปเกาะAka เจ้าชิโระคงคิดถึงสาวหนักมาก เลยต้องว่ายน้ำข้ามเกาะมาหาทุกวัน
ดู๊. . . ดูความพยายามของเจ้าชิโร่ และความรักที่มีให้กับมาริลีนมากมายขนาดนี้ ซึ้งเนาะ ^_^

ตำนานรักข้ามเกาะนี้ โด่งดังไปทั่วญี่ปุ่นจนเอาไปสร้างเป็นหนังมาแล้วด้วย ชื่อเรื่องประมาณว่า "I want to see Marilyn"

เรามาเยือนที่AKA และ Zamami ทั้งที ไปเยี่ยม รูปปั้น ของทั้งสองตัวนี้กันหน่อยดีกว่า ^^

เริ่มที่ AKA กันก่อน
เจ้าShiro ยืนรออยู่ที่แถวท่าเรือ

โอ๋ๆๆๆ กอดๆนะ

มีรูปเจ้าชิโร่เพนท์ไว้บนพื้นท่าเรือ Aka ด้วย เพราะเจ้าชิโร่ก็ถือเป็นicon อย่างนึงของเกาะนี้เหมือนกัน

เจ้าหมาขาวที่อยู่ในน้ำนั่นแหล่ะ

ย้ายไปฝั่งเกาะ Zamami บ้านของ สาวมาริลีนกันบ้าง

ก็มีรูปปั้นของนางเหมือนกัน อยู่เลยจากท่าเรือไปประมาณกิโลนึง

นี่ไง สาวสวยของเรา

. . .เธอมีอะไรดีฮะมาริลีน ชิโร่เค้าถึงรักนักรักหนา ขนาดว่ายน้ำทะเลข้ามเกาะมา 3 กิโล ไปกลับ ก็ 6 กิโล ทุกวัน

แหม แต่งตัวสวยด้วยนะเรา

ใครรักหมา ชอบหมา ฟีลกู๊ดกับสตอรี่ของตำนานรักข้ามเกาะของ Shiro & Marilyn ก็แวะมาถ่ายรูปเล่นกันได้ มาถึงเกาะ AKA กับ Zamami ทั้งที เก็บงานให้ครบๆ ^^


10.) ดูประมูลปลามากุโระ สุดExclusive ที่ 'ตลาดปลาTomari'

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ตลาดปลาสึกิจิ จะได้ฤกษ์ย้ายไปอยู่แถว Toyosu แล้วจริงๆ ภายในปีนี้ หลังจาดยืดเยื้อเจอโรคเลื่อนมาเกือบ 2 ปี

หลายคนบ่นเสียดายเพราะ อยากไปดูประมูลปลาที่สึกิจิสักครั้ง เพราะเป็นตลาดปลาที่ยิ่งใหญ่ระดับตำนาน

(อ่านรีวิว ตลาดปลาสึกิจิได้ที่นี่:
ตื่นตีสี่ ไปสำรวจตลาดสึกิจิในตำนาน ....Tsukiji Fish Market >>> https://th.readme.me/p/7644 )

แต่ไม่ต้องซีเรียส ญี่ปุ่นมีตลาดปลาอีกมากมายให้คุณได้ไปสัมผัสกลิ่นคาวๆ และดูการประมูลปลาตัวใหญ่เท่าแมวน้ำกันอยู่หลายที่

ซึ่ง 1 ในนั้นขอให้ลิสตลาดปลา Tomari เอาไว้อีกที่นึง บรรยากาศอาจจะไม่ชุลมุนวุ่นวาย หรือดุเดือดเท่าสึกิจิ แต่ที่Okinawa ก็เป็นแหล่งจับปลามากุโระ ได้อันดับต้นๆเชียวล่ะ จับมาไม่ต้องฟรีซใด ยกขึ้นเข้าตลาดประมูลได้ทันที

แมวน้ำก็พลาดโอกาสดูประมูลปลาที่สึกิจิเหมือนกัน เลยตั้งใจจะมาดูที่นี่แทน

. . .เดี๋ยวเราจะไปยืนสังเกตการณ์กัน ^^

Tomari Fish Market ตลาดปลาโทมาริ (Tomariiyumaji)

ตลาดปลาโทมาริอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือ Tomari เท่าไหร่ ประมาณ 1 กม. ตลาดนี้ชาวประมงจะจับปลามาขึ้นที่ท่าของตลาด หรือ สะพานปลานั่นแหล่ะ แล้วก็จะมีการประมูลซื้อขายกัน และมีร้านค้าขายเนื้อปลาสดๆ และขายอาหารอยู่ในตลาดด้วย

ด้วยความที่ไม่มีข้อมูลมากนัก แมวน้ำเลยอีเมลไปถาม Visit Okinawa Japan

ทางทีม Okinawa Story editorial team ตอบกลับมาและแนะนำรายละเอียดดีมากๆ โดยเราแจ้งคร่าวๆว่าอยากไปดูประมูลปลา แพลนว่าจะไปดูวันที่เท่าไหร่ ต้องทำยังไงบ้าง ซึ่งก็โชคดีมากๆที่เมลถามไป เพราะตอนแรกวันที่ตั้งใจจะไป เค้าแจ้งกลับมาว่าตลาดประมูลปิด เราเลยต้องวางแผนใหม่เพื่อไม่พลาดโอกาส

[ ขั้นตอนการขออนุญาตเข้าไปดูการประมูลปลาทูน่า ที่ตลาดปลา Tomari ]

  • การประมูลปลาทูน่า (Tuna Auction) จะเริ่มเวลา ตีห้าของทุกวันตลอดทั้งปี (อาจจะมีหยุดบางวันแล้วแต่ทางตลาดจะมีประกาศแจ้งให้ทราบในเวบของตลาด)
  • ไม่เสียค่าเข้าชม แต่ต้องยื่นแบบฟอร์มขออนุญาตเข้าชมก่อนสี่โมงเย็นของวันก่อนเข้าชม
  • โดยปกติแบบฟอร์มจะเป็นภาษาญี่ปุ่น ถ้าอ่านไม่ออกก็ให้ทางโรงแรมช่วยแปลให้ จริงๆก็แค่กรอก ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ จำนวนคนที่เข้าชม
  • ยื่นแบบฟอร์มที่ออฟฟิศของตลาด อยู่ชั้น 2 ทางเจ้าหน้าที่จะลงทะเบียนไว้ให้
  • ในวันที่ไปดูประมูลปลา ขึ้นไปที่ออฟฟิศชั้น 2 แล้วเค้าจะเตรียมหมวกกับรองเท้าบู้ทไว้ให้
  • ออฟฟิศขึ้นบันไดด้านหน้านี้ไปที่ชั้น 2

*เวบไซต์ของตลาดTomari: Tomariiyumachi: http://bit.ly/2soQ0HW
**แบบฟอร์มขอเข้าชมการประมูลปลา Market Tour Application (PDF): http://bit.ly/2Epgoay

โอเคเราทำการยื่นแบบฟอร์มและจองไว้เรียบร้อยแล้วว่าพรุ่งนี้เช้าเราจะขอเข้ามาสังเกตการณ์การประมูลปลานะคะ


จริงๆเรามาเลทไปด้วย เค้าบอกให้ยื่นเอกสารก่อน 4 โมงเย็น เราไปก็ห้าโมงกว่าแล้ว สื่อสารกับทางเจ้าหน้าที่ก็ยากนิดนึง แต่เจ้าหน้าที่ใจดี รับเรื่องไว้ให้และจับใจความได้ว่า โอเค แล้วพรุ่งนี้เช้าตี 5 เจอกัน ^^

-----------------------------------------------------------------------------------

ณ เวลา 5.00 น.


วันนี้ฝนตกลมแรง หนาวมาก ประมาณสิบกว่าองศา ยิ่งอยู่ตรงท่าเรือยิ่งลมแรง

พอมาถึงก็ขึ้นไปที่ออฟฟิศชั้น 2 เจ้าหน้าที่ได้เตรียมหมวกแก๊ปและรองเท้าบู๊ทให้เราใส่เพื่อจะได้ลงไปในโซนที่เค้าประมูลปลากัน

เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อม

ปลาที่ชาวประมงจับมาก็จะขึ้นจากเรือมาวางเรียงๆกัน

ปลาตัวใหญ่ ตัวน้อย เรียงรายกัน พร้อมที่จะถูกประมูลไปขาย


โซนแรกจะเป็นพวกอาหารทะเลทั่วไป กุ้ง ปู กุ้ง หมึก lobster

โซนต่อมาก็จะเป็นโซนที่เค้าประมูลกันจริงจัง ก็จะเป็นปลามากุโระนอนเรียงเป็นแถวๆนับพันตัว

ปลามากุโระ หรือ ปลาทูน่า ตัวใหญ่ก็มานอนเรียงกันพร้อมประมูล

เฉือนดูคุณภาพของปลาที่โคนหาง

เจ้าหน้าที่ลั่นระฆัง เป็น การให้สัญญาณเริ่มการประมูล


การประมูลเริ่มขึ้น สังเกตจากสีหมวกจะแบ่งประเภท ดังนี้

  • หมวกสีแดง เป็นเจ้าหน้าที่ของตลาด
  • หมวกสีเหลือง คือ ตัวแทนจากร้านอาหารต่างๆที่เข้าร่วมประมูล
  • หมวกสีน้ำตาล คือ คนที่ขอเข้ามาสังเกตการณ์ เหมือนอย่างแมวน้ำก็ได้เป็นหมวกสีน้ำตาล

พอเริ่มประมูล คนประมูลก็จะไปรุมอยู่ที่ตัวปลา แล้วก็จะมีตลับที่เป็นกระดานไว้เขียนราคาที่คนประมูลเสนอปลาตัวนั้นๆ

การประมูลทำกันอย่างรวดเร็วมาก ขยับไปปลาตัวต่อไปเรื่อยๆจนหมดแถว

ปลาที่ถูกประมูลแล้วก็จะมีป้ายชื่อร้านที่ประมูลได้แปะอยู่ที่ตัวปลา

ตรวจเช็คปลาที่ประมูลมาได้

ประมูลได้ก็เตรียมขนย้าย จัดส่งไปยังร้านอาหารต่างๆ

เสร็จสิ้นการประมูล ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น หลังจากนั้นก็ทำการขนส่งไปยังร้านอาหารต่อไป

แต่บางเจ้าก็ขายกันที่ตลาดนี่แหล่ะ

รับประกันความสด 10000000000%

ประมงจับเสร็จ --> ขึ้นจากเรือ --> ประมูล --> แล่ขาย

. . . สดกว่านี้ก็ลงไปกินในน้ำแล้วค่ะคู้ณณณณ....

ตลาดปลาโทมาริจะเปิดประมาณ 7 โมงเช้า ก็คือ หลังจากประมูลปลากันเสร็จเนี่ยแหล่ะ

ในตลาดก็มีร้านขายปลาสด ไว้ซื้อไปทำกับข้าว

ปลาดิบ แบบซาซามิก็มีเหมือนกัน แถมราคาไม่แพงด้วย ส่วนมากจะเน้นเป็นมากุโระ หรือทูน่า นั่นเอง

โดยปกติร้านซูชิ หรือร้านขายซาซิมิ จะใช้ปลาทูน่า 3 ส่วน

  • ส่วนเนื้อแดง คือ อากามิ Akami
  • ส่วนที่มีมันแทรกตรงท้องเรียกว่า ชูโทโร่ Chutoro
  • แต่ส่วนที่แพงที่สุด มีไขมันมาก คือ โอโทโร่ Otoro

หลายคนชอบส่วนOtoro นี้มาก เพราะ มันแบบละลายในปากเลยว่างั้น แต่ราคาสูงกว่าส่วนเนื้อแดงเยอะมาก

แต่ถ้าใครได้มีโอกาสมาที่นี่ คุณจะได้กินOtoro แบบสดๆ และ ถูกกว่ากินที่ญี่ปุ่นเกาะใหญ่ หลายเท่า

(ฮึ่ยยย ...เสียดายมาป่วย อาหารเป็นพิษอะไรตอนนี้ นี่ตั้งใจมากินเลยนะเนี่ย T-T)

ยืนทำตาปริบๆ น้ำลายไหล อยากกินนนนนน. . . ตอนนี้กินได้แต่ซุปสำเร็จรูป แงๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ร้านอาหารให้นั่งกินก็มีเหมือนกัน

ใครอยากมีประสบการณ์ดูประมูลปลาแบบสดๆ ขนขึ้นจากเรือ และประมูลซื้อขายกันตรงนั้นเลย ก็มาได้ที่ Tomari Fish Market อยู่ที่ Naha นี่เอง

แต่ต้องทำตามขั้นตอนที่บอกไว้ด้านบน และขยันตื่นเช้ากันอีกนิด ถือว่าดูเสร็จแล้วก็กินข้าวเช้ากันเลยทีเดียว

ถ้าไม่ได้เช่ารถ แล้วกลัวไม่มีรถมา ก็พักที่ My Place Hostel เลย


My Place Hostel อยู่แถว Tomari นี่แหล่ะ อยู่ระหว่างกลางระหว่างท่าเรือ Tomari และ ตลาดปลาTomari

ห่างจาก ท่าเรือTomari ประมาณ300-400 เมตร และห่างจาก ตลาดปลา ประมาณ 500 เมตร

ที่พักดี สะอาด และ ไม่แพง ห้องประมาณ 1,500 บาท/คืน

ห้องขนาดกะทัดรัด แต่เป็นส่วนตัวดี ห้องน้ำรวมสะอาดมาก


มีครัวให้อุ่น หรือ ทำอาหารด้วย อันนี้กินเหลือจากท่ร้านใส่กล่องมาอุ่นกินอีกมื้อได้

สีหน้าดูยังไม่ตื่นเท่าไหร่ แหะๆ

โอเค ครบถ้วน 1-10 สถานที่นอกกระแส ของการมาเที่ยวโอกินาว่าแล้ว

แต่ช้าก่อนนนนน . . . .

เรายังเหลืออีกตั้ง 10 ที่ ที่น่าสนใจแบบไม่ตามกระแส แต่คราวนี้เราคงต้องอาศัยรถยนต์ ขับออกเที่ยวเล่นนอก Naha กันบ้างแล้วล่ะ

- ตอนต่อไป -
11. ขับรถที่โอกินาว่า ง่ายการกว่าขับในกทม.เยอะ : เช่ารถOTS ขับขึ้นทางด่วน และการคืนรถ
12. 'Karate Kaikan' เยือนถิ่นกำเนิดวิชาคาราเต้
13. 'Blue seal' คือ ไอติม หาใช่แมวน้ำสีฟ้าไม่
14. Bagel สีรุ้งฟรุ้งฟริ้ง กรุ๊งกริ๊งๆ ย่าน Chatan
15. เกลือดีเพราะมีปะการัง Gala Aoiumi โรงงานเกลือจากน้ำทะเลโอกินาว่า
16. Kouri island เกาะนี้ วิวดี๊ดี
17. อายุยืนแบบคน 'Ogimi'
18. 'Azalea festival ' หุบเขาดอกไม้แห่ง Higashi Village
19. Melody Road ถนนนี้ มีทำนอง ที่ Futami
20. 3 ศาลเจ้า ขอพรก่อนกลับ

แล้วพบกันรีวิวหน้านะคะ ^^

Seally.Go.Round

Facebook: https://www.facebook.com/seallygoround/

IG: @Seally.go.round


ความคิดเห็น