Between the way, In Leh, India รีวิวโดย Warut.R

ถึงตอนนี้คงแทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักหนึ่งในดินแดนที่สวยงามอันดับต้นๆของโลกนี้ ที่ที่เราจะเล่าให้ดู คือ เมืองเลห์ แคว้นลาดัก รัฐแจมมูแคชเมียร์ ประเทศอินเดียแน่นอนว่าเราเคยดูรูปที่เด้งขึ้นมาในฟีดเฟซบุ๊กอยู่บ้างในช่วงปีสองปีนี้ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเราเองจะมีโอกาสได้ไป จนเพื่อนเราชวน “เห้ยมึง เดี๋

Between the way, In Leh, India

Between the way, In Leh, India

 วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 09.59 น.

 วันที่เดินทาง 30 ส.ค. 2561


ถึงตอนนี้คงแทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักหนึ่งในดินแดนที่สวยงามอันดับต้นๆของโลกนี้

ที่ที่เราจะเล่าให้ดู คือ เมืองเลห์ แคว้นลาดัก รัฐแจมมูแคชเมียร์ ประเทศอินเดียแน่นอนว่าเราเคยดูรูปที่เด้งขึ้นมาในฟีดเฟซบุ๊กอยู่บ้างในช่วงปีสองปีนี้ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเราเองจะมีโอกาสได้ไป จนเพื่อนเราชวน
“เห้ยมึง เดี๋ยวจะมีไป เลห์ ลาดัก ช่วงสิงหานะ ประมาณ 50,000 ไปด้วยกันมั้ย”
เราได้ยินราคาก็ถึงกับยืดตัวขึ้น ดันคอไปด้านหลัง พร้อมกับความตะลึงที่แสดงออกมาทางสายตา
เพื่อนเราคงเห็นเราอาการไม่ดีก็เลยบอกตามมาว่า “ผ่อนได้มึง ไปขี่มอไซค์ที่โน่นด้วย ไปด้วยกันดิ”
ทำให้เราคลายอาการที่แสดงออกอย่างชัดเจนลงมา หลังจากได้ยินคำว่า “ผ่อนได้”
จนสามารถตอบโต้ได้ว่า “เออ เดี๋ยวกูดูก่อนละกัน” เรากลับมาคิดดู.. จะมีกี่ครั้งในชีวิตนี้ที่จะได้ไปขี่มอไซค์ในต่างแดน และยังเป็นที่ที่สวยมากๆในโลกนี้อีกด้วย โอเค ได้คำตอบให้กับตัวเราแล้ว เลยไลน์ไปบอกเพื่อน

“โอเคมึง กูไปด้วย” ...… นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้

เราขอข้ามผ่านการเก็บเงินผ่อนทีละเดือนๆไปละกันนะ มันจะดูทุลักทุเลเกินไป ฮ่าๆๆ



29.07.2018
เวลา 17.00 น. วันที่พวกเราทุกคนที่รู้จักกันมาก่อนบ้าง ไม่รู้จักกันบ้าง ต้องไปรวมตัวกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องบินไปยังสนามบิน Indira Gandhi International Airport ในเมืองเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อต่อเครื่องไปที่ เมืองเลห์

การทักทาย สวัสดี ถือเป็นสิ่งแรกในการเริ่มต้นทำความรู้จักกันตามวัฒนธรรมแบบไทย เราพูดคุย ถามตอบ หยอกล้อกัน เหมือนสนิทกันมาก่อนนี้แล้ว

มีการอธิบายต่างๆเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ ก่อนที่จะเดินไปขึ้นเครื่องกัน


เราใช้เวลาบินถึงเมืองเดลี ประมาณ 4.30 ชั่วโมง ในเครื่องนี่วุ่นวายสุดๆฮะ ผู้โดยสารทั้งเดินเพ่นพ่าน ทั้งกดปุ่มเรียกพนักงานตลอดเส้นทาง คือถ้ากดเรียกขนาดนี้ ชวนพนักงานนั่งคุยด้วยเลยดีกว่า เราเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ แต่ก็อดสงสารแอร์โฮสเตสกับสจ๊วต ไม่ได้เช่นกัน กว่าจะเสิร์ฟอาหารเสร็จนี่ก็ครึ่งไฟล์ทเข้าไปแล้ว

พอมาถึงเดลี เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในสนามบินเพื่อรอต่อเครื่องไปเมืองเลห์อีกประมาณ 4 ชั่วโมง ทำอะไรล่ะทีนี้ จะนอนก็กลัวของหาย ร้านอาหารก็ยังไม่ค่อยเปิดกัน อินเตอร์เน็ตสาธารณะก็ไม่มี แต่ดีที่มี พี่เปาแห่งร้าน Buddabar ซื้อซิมที่สามารถเล่นได้ที่เดลีไว้ ก็แชร์เน็ตให้น้องๆได้เล่นพอแก้ขัดในเวลาว่าง บ้างก็นอน บ้างก็ไปจิบเบียร์ กินอาหาร รอเวลา จนได้เวลาขึ้นเครื่อง 05.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ไปๆๆ
เราจะไปเลห์ ลาดัก กันแล้ววว…



เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเราก็เริ่มได้เห็นความยิ่งใหญ่และความสวยงามของธรรมชาติผ่านกระจกสองชั้นของเครื่องบินเข้าสู่ดวงตาทั้งคู่ ผ่านเซลล์ประสาทสู่สมอง กลั่นกรองออกมาเป็นความคิดความรู้สึก จนสมองสั่งการให้อุทานออกมา “เชี้ยยย สวยสัสสส” แบบเบาเบา

วันนี้กิจกรรมของพวกเราก็ไม่มีอะไรมาก ลงเครื่อง เช็คอินเข้าโรงแรม พักผ่อนตามอัธยาศัย เพื่อเป็นการปรับตัวในสภาพความสูงจากระดับน้ำทะเลด้วย ซึ่งเมืองเลห์นี้สูงประมาณ 3,500 เมตร พวกเราส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่การนอน เพราะอ่อนล้าจากการเดินทางเหลือเกิน บางคนทำได้แค่งีบสั้นๆบนเครื่องเท่านั้น
แน่นอน.. เราเองนี่แหละ

แยกย้ายกันเข้าห้องพัก ก่อนที่ตอนเย็นจะรวมตัวกันไปเที่ยวเล่น ถ่ายรูป ตามสถานที่ชมวิวใกล้ๆเมือง สองที่หลักๆก็มี Namgyal Tsemo Monastery กับ Shanti Stupa


30.07.2018

วันนี้คือวันแรกที่เราจะได้ขึ้นคร่อมเจ้า Royal Enfield มอเตอร์ไซค์แบรนด์เก๋าจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 เชื้อชาติอังกฤษ สัญชาติอินเดีย นี้

บางคนเลือกรุ่น Bullet ทรงดีมาดเทห์ บางคนเลือกรุ่น Himalayan ทรงทัวร์ริ่งสายลุย มาเป็นมอเตอร์ไซค์คู่กาย ตามสไตล์ของแต่ละคนในการเดินทางครั้งนี้

พวกเราทะยอยนำสัมภาระสำหรับ 1 คืนขึ้นรถตู้ พร้อมกับเดินไปที่มอเตอร์ไซค์ของแต่ละคน จัดการแต่งองค์ทรงเครื่องเตรียมตัวลุยไปในเส้นทางที่เราไม่เคยขี่กันเลย
เราเริ่มบิดกุญแจ สตาร์ทรถ วอร์มอัพเครื่องยนต์กันทีละคนทีละคัน เพราะเครื่องยนต์แน่นิ่งในสภาพอากาศที่เย็นฉ่ำเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา และที่สำคัญเป็นการเช็คสภาพรถ เช็ครายละเอียดต่างๆของรถ ก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของทุกๆคน
และปลายทางวันนี้ก็คือ LAMAYURU หรือ MOON LAND อีกหนึ่งชื่อเรียกของที่นี่

เมื่อเราเดินทางถึง moon land ก็เข้าที่พัก เก็บสัมภาระ กินข้าวเที่ยง แล้วแยกย้ายกันพักผ่อน พวกเรานัดกันตอน 16.00 น. เพื่อขึ้นไปชม Lamayuru Monastery กัน

เที่ยวกันเสร็จก็กลับเข้าโรงแรม นั่งกินข้าวจับกลุ่มคุยกันเฮฮาปาจิงโกะ ตามประสาวัยรุ่น ก่อนทะยอยร่ำลากันขึ้นไปนอน


31.07.2018

แม้เมื่อคืนจะนอนดึกไปหน่อยและเปิดหน้าต่างไว้เพียงเล็กน้อยเพราะความหนาว แต่ยามเช้าของที่นี่ทำให้เราตื่นขึ้นมารับอากาศบริสุทธิ์ที่สดชื่นได้เต็มปอด

วันนี้ไม่มีอะไรมาก จัดการธุระส่วนตัวของแต่ละคนเสร็จก็ลงไปกินอาหารเช้าที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้ แล้วจึงออกเดินทางกลับเข้าเมืองเลห์อีกครั้ง

บ่ายและเย็นนี้ เราใช้ชีวิตอยู่ตามคาเฟ่ในเมือง สาระสำคัญคือสัญญาณอินเตอร์เน็ตเจ้าปัญหาที่คนไทยอย่างเราประสบพบเจอในการมาเยือนที่นี่
ใช่ฮะ ที่นี่ไม่มีซิมอินเตอร์เน็ตให้เราซื้อใช้ ต้องอาศัยสัญญาณ wi-fi จากคาเฟ่ต่างๆในเมือง เพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของเรา ยิ่งวันแรกๆแบบนี้ยิ่งต้องการมาก ติดต่องานบ้าง ติดต่อครอบครัวบ้าง โซเชียลมีเดียบ้าง แล้วแต่คนแล้วแค่เคสไป
นั่งไปนั่งมากินกาแฟ กินขนม ไปซื้อจากร้านอื่นมากินกัน จนเย็น และเนื่องจากความสนิทสนมเริ่มเข้มข้นขึ้น เย็นนี้จึงเกิดปาร์ตี้เล็กๆขึ้น ณ ร้าน biker cafe ที่เราขี่รถเล่นแล้วผ่านมาเจอพอดิบพอดี เรานั่งล้อมวง สั่งอาหาร เครื่องดื่ม มาดื่มกินกันกระชับสัมพันธไมตรี พอสมควรแก่เวลาแล้วจึงแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน



01.08.2018 - 03.08.2018

เริ่มต้นเดือนสิงหาด้วยทริปสั้นๆ 3 วัน 2 คืน ในเส้นทางที่สุดมันส์
Leh - Pangong Lake - Nubra Valley - KhardungLa pass - Leh

นอนเต็นท์ที่ Pangong - นั่งมองวิวบนหลังอูฐที่ Nubra Valley - ขี่กลับเลห์ ผ่าน Khardung La Pass ถนนที่สูงที่สุดในโลก

08.00 น. ทุกคนพร้อมที่มอเตอร์ไซค์ เช็คความเรียบร้อยของแต่ละคนแล้วสตาร์ทรถ ออกเดินทางไปยัง Pangong Lake ทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 4,350 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ระยะทางจากเมืองเลห์ไปยังทะเลสาบอยู่ที่ประมาณ 160–180 กิโลเมตร พวกเราใช้เวลาเดินทางไปเกือบๆ 8 ชั่วโมง เพราะเส้นทางไม่ใช่ทางดำลาดยางตลอดทั้งเส้น มีทั้งทางดิน ทางฝุ่น ทางกรวด ทางหิน ทางผ่านของของน้ำ ไต่ระดับเขา เลาะหน้าผา มีการหยุดพักบ้างตามวิวสวยๆ พักบ้างก่อนข้ามทางน้ำไหล พักบ้างเมื่อต้องช่วยกันยกรถที่ล้มนอนอยู่กับพื้นให้กลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม

Chang La Pass : the second highest motorable road in the world

ขี่ผ่านถนนที่รถสามารถผ่านได้ ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกแบบไม่รู้ตัว

เจ้า Marmot | ปีๆนึงจะออกมาโชว์ตัวแค่ 4 เดือน

หากแต่ที่ Pangong Lake เราได้แค่เพียงบันทึกภาพ น้ำทะเลสาบสีเทอร์คอยส์ เทือกเขาสีน้ำตาลเรียงตัวเป็นแนวยาวแบบพาโนรามา เมฆสีขาว และท้องฟ้าสีน้ำเงิน เข้าไปในกล่องข้อมูลที่เรียกว่าความจำ และเก็บไว้ในรูปแบบของกล้องดิจิตอลด้วยแล้วน้ัน
เสียดายที่อาการ Attitude Mountain Sickness มาควบคุมระบบการสั่งการของเราเสียก่อน เราเลยไม่ได้ร่วมวง เสวนากับพี่ๆเพื่อนๆในคืนที่ดวงดาวรายล้อมโลกของเราพร้อมกับ ทางช้างเผือก ที่พาดตัวยาวจากเส้นขอบฟ้าฟากหนึ่งไปถึงเส้นขอบฟ้าอีกฟากหนึ่ง



เช้าวันต่อมา อาการที่ค้างมาจากเมื่อคืนยังไม่สู้ดีนัก ลุกแทบจะไม่ขึ้น กินข้าวไม่ได้
ได้แต่จิบเครื่องดื่มร้อนๆบรรเทาอาการ จนเพื่อนมาบอกให้ไปนั่งดม อ็อกซิเจน
ใช่ฮะอ็อกซิเจนในเลือดมันต่ำเกินไป เลยมีผลข้างเคียงทำให้มึนๆ ปวดหัดตึ้บๆเหมือนหัวจะระเบิด หลังจากให้อ็อกซิเจนผ่านหมุนเวียนเข้าร่างกายประมาณ 5–10 นาที ก็ดีขึ้น พร้อมไปลุยกันต่อ

อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็เดินทางมาถึง Nubra Valley ที่ที่เราจะได้ไปขี่อูฐครั้งแรกในชีวิต

หลังจากนั้นก็กลับมากินข้าวเย็นที่โรงแรม นั่งคุยกัน จิบเบียร์เย็นๆ ก่อนจะแยกย้ายกันขึ้นห้องไปนอน


04.08.2018

สายๆของวันนี้ พวกเราต้องกลับไปที่เมืองเลห์แล้ว โดยเราจะกลับไปอีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งจะผ่าน ถนนซึ่งรถผ่านได้ที่สูงที่สุดในโลก Khardung La Pass มีความสูง 5,359 เมตร จากระดับน้ำทะเล
ไปถึง - จอดรถ - ลงไปถ่ายรูป - ลงเขา รีบเพราะอากาศเบาบางมาก

เทือกเขา Karakoram ทอดตัวยาวขนานเส้นขอบฟ้า

ประมาณบ่ายๆเราก็กลับมาถึงในเมือง แยกย้ายเข้าห้องพัก พักผ่อนตามอัธยาศัย บ้างก็ไปเดินช็อป บ้างก็นอน บ้างก็ไปนั่งเล่นร้านกาแฟ


พวกเราอยู่เลห์อีก 2 คืน จนเช้าตรู่ของวันที่ 6 ก็เดินทางกลับประเทศไทยกัน














ทริปนี้ยอมรับจริงๆว่า สนุกมาก ตื่นเต้นมาก มันส์มาก และเหนื่อยล้ามาก
อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ ความยิ่งใหญ่ ความอลังการ ความสวยงามของสิ่งที่โลกใบนี้สร้างขึ้นมาให้เป็น “ธรรมชาติ”

ตัวเราที่นั่งอยู่บนเบาะเรียวยาวบนยานพาหนะสองล้อที่ใช้ความเร็ว 0 - 80 กม./ชม. สายตาที่คอยจดจ้องสิ่งที่แปลกตา คอยจับภาพสิ่งที่ไม่เคยเห็น คอยสื่อสารกับสมองอยู่ภายใต้หมวกกันน็อคใบจิ๋วเมื่อเทียบกับความกว้างของระยะมองเห็นที่เราสาดสายตาออกไปนั้น

“วู้ววววววววว สวยโว้ยยยยย” เสียงในหมวกกันน็อคดังขึ้นทุกทีที่ขี่ผ่านพ้นโค้งจุดอับมาพบกับระยะชัดลึกของภูเขาที่สลับเรียงกันเป็นชั้นๆอย่างสวยงามเหมือนกับวอลเปเปอร์บนหน้าจอคอมฯ

จะว่าไปแล้ว พวกเราก็ดูเหมือนเป็นเพียง เจ้าปูลม ที่วิ่งเคลื่อนไหวไปมาอยู่บนชายหาด เพื่อมองท้องทะเลอันแสนกว้างใหญ่ ไกลสุดขอบฟ้า เท่านั้นเอง

การเดินทางในครั้งนี้ทำให้เราได้พบเจอ ได้เห็น ได้สัมผัส ได้เรียนรู้ สิ่งต่างๆมากมาย


ขอบคุณทุกๆคนในทริปนี้ที่น่ารัก เป็นกันเองมากๆ คอยถามไถ่ช่วยเหลือกันเสมอๆ

ขอบคุณที่ทุกๆคนมารู้จักกัน บ้างคุยเยอะ บ้างคุยน้อย แต่ก็ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนครับ



. เต้ .
Warut R.


ขอบคุณภาพสวยๆจาก Wanna Ride With Us

ขอบคุณมาแชลนำทาง ขอบคุณที่พัก ขอบคุณมอไซค์ ขอบคุณทุกคน ขอบคุณทุกอย่าง







ความคิดเห็น