วังน้ำเขียว… แหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน ใครอยากอ้างสรรพคุณอย่างไรก็ตามใจ แต่สำหรับผมวังน้ำเขียวก็คือวังน้ำเขียว อำเภอแหล่งการเกษตรที่บังเอิญมีพื้นที่โอบล้อมด้วยภูเขาและป่าหลายด้าน ไม่ได้เลิศหรูปานสวรรค์ขนาดนั้นหรอก แต่ก็ไม่ใช่จะดิสเครดิตนะครับ เพราะในภาพรวมวังน้ำเขียวถือว่ามีของดี เป็นแหล่งพักผ่อนใกล้กรุง รถส่วนตัวเดินทางสบาย

ผมเที่ยววังน้ำเขียวแล้วหลายครั้งแต่ไม่ทั่วสักที เพราะที่นี่กว้างใหญ่ ที่เที่ยวหลากหลาย และพอดีช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ วาเลนไทน์ เขามีจัดงานประจำปี "เบญจมาศบานในม่านหมอก" เลยได้ใช้เป็นข้ออ้างกลับไปเที่ยววังน้ำเขียวสักหน่อย

จะเที่ยววังน้ำเขียวต้องทำความเข้าใจว่าที่นี่เป็นเหมือนเมืองอกแตก มีทางหลวงหมายเลข 304 (กบินทร์บุรี-ปักธงชัย-โคราช) ผ่ากลาง จุดเที่ยวแบ่งเป็นสองโซน ถ้ามาจากกบินทร์บุรี ฝั้งขวาจะเป็นโซนตำบลไทยสามัคคี มีไฮไลท์คือผาเก็บตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน ส่วนฝั่งซ้ายเป็นโซนเขาแผงม้า ดังเรื่องดูกระทิง แหล่งรีสอร์ทสวยๆ ถนนสายเขาแผงม้า ทางหลวงชนบท นม.3052 สามารถเชื่อมต่อไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ด้วยนะ

ผมอยู่ตัวเมืองโคราช เดินทางสู่วังน้ำเขียวแค่ 80 กิโลเมตร พาคุณนายที่ลาหยุดงานซิ่งมอเตอร์ไซค์ไป ไม่ใช่บิ๊กไบค์หรอก เป็นฮอนด้าเวฟรุ่นลายครามอายุทศวรรษครึ่ง แต่ยังถึกทนพาเราสองคนตะลอนๆ ไปไหนมาไหน

พอเห็นภาพคร่าวๆ กันแล้วก็สตาร์ตรถเที่ยวดีกว่า


(1)

ทริปนี้ผมตั้งใจมาถึงวังน้ำเขียวใกล้เย็น เป็นเวลาพอดีกับที่จะขึ้นไปกางเต็นท์นอนบนผาเก็บตะวัน เขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ที่นี่เป็นจุดชมวิวชมพระอาทิตย์ตกชั้นดี ถนนเยี่ยมตลอดสาย จาก ทล.304 เลี้ยวมาทางบ้านไทยสามัคคีจนสุดทาง 13 กิโลเมตร

ลานกางเต็นท์กว้างขวางพอสมควรครับ เลือกทำเลตามสะดวก ปกติมีค่ากางเต็นท์คนละ 30 บาท แต่ช่วงที่ผมไปบัตรค่าธรรมเนียมยังไม่พร้อมเลยอนุโลมให้กางฟรี ใครไม่ได้เตรียมตัวมาเขามีเต็นท์และอุปกรณ์ต่างๆ ให้เช่า ส่วนร้านอาหารหนักท้องไม่มีนะครับ แต่ขับรถลงไปกินที่หมู่บ้านได้ไม่ไกล

เมื่อก่อนที่ผาเก็บตะวันมีปัญหาเรื่องห้องน้ำ เล็ก ค่อนข้างสกปรกและไม่เพียงพอ ตอนนี้แก้ไขแล้วด้วยการสร้างห้องน้ำใหม่อย่างดี สะอาดพอตัว แต่ยังใช้น้ำบาดาลและธรรมชาติ ช่วงคนน้อยไม่มีปัญหา ทว่าเทศกาลคนเยอะอาจไม่เพียงพอหรือขุ่นแดง สำหรับไฟฟ้าไม่มีที่ให้ชาร์ตแบตนะ สภาพพื้นที่โดยรวมบรรยากาศดี ติดนิดเดียวตรงมีเศษขยะจากนักท่องเที่ยวให้เกะกะตาอยู่บ้าง

วันนี้ไม่รีบร้อนครับ กางเต็นท์เสร็จก็ชมวิวพระอาทิตย์ตก ข้างล่างคืออำเภอนาดี ปราจีนบุรี ผาเก็บตะวันเป็นจุดสิ้นสุดของจังหวัดนครราชสีมาฝั่งนี้

ผมลงไปหาข้าวกินที่บ้านไทยสามัคคี ร้านตามสั่งริมทางมีพอประมาณ มีร้านของชำ โชว์ห่วย ให้ซื้อของกินของใช้จุกจิกด้วย

ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงอากาศพ้นหนาว อุณหภูมิสูงขึ้น เย็นสบายแบบกำลังดี ฟ้าเปิดโล่ง บนหน้าผาเก็บภาพดาวสวยใช้ได้เลย ส่วนที่เห็นกลุ่มแสงแดงๆ นั่นคือไฟป่าครับ หน้าแล้งพบเห็นได้เป็นประจำ

ก่อนมาเที่ยวทริปนี้ตามข่าวมาว่าทางช้างเผือกจะขึ้นทางตะวันออก สักประมาณตีห้าเป็นต้นไป ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ พอดังปุ๊บก็ออกจากเต็นท์มากางขาตั้งมองหาช้างเผือก ที่นี่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่ตั้งกล้องถ่ายรูปพอติดมาได้อยู่


(2)

บรรยากาศยามเช้าที่ผาเก็บตะวันดีเชียว สายหมอกบางลอยอยู่ไกลๆ ผมเลยใช้เวลาเพลิดเพลินถ่ายรูป เอ้อระเหยจนเกือบสายโด่ง

มองจากหน้าผาตามแนวป่าจะเห็นว่ามีต้นลานขึ้นกระจัดกระจาย ด้านล่างตรงพื้นที่เกษตรก็มีต้นลานเหมือนกัน จุดนี้ถือเป็นป่าลานผืนเดียวที่เหลืออยู่ของบ้านเรา นั่นเป็นที่มาของชื่ออุทยานแห่งชาติทับลานด้วย

ต่อมาเปลี่ยนไปผาชมตะวันบ้าง ที่นี่ไม่ได้มีแค่เก็บตะวันเท่านั้นนะเอ้อ ทางเข้าอยู่ที่ไทยสามัคคี ซอย 2 ทางเดียวกับ สตาร์เวลล์ การ์เด้น โฮม บ้านชมเดือน ภูไม้หนาว ถ้าย้อนมาจากผาเก็บตะวันจะอยู่ด้านซ้าย เลย อบต.ไทยสามัคคี สัก 6 กิโลเมตร เลี้ยวเข้าซอยมาแล้วให้ตรงตามทางเรื่อยๆ ถนนเป็นลูกรังแต่รถยนต์วิ่งได้ พอถึงสามแยกตัว T จะมีป้ายบอกให้เลี้ยวซ้าย 300 เมตร ไปผาชมตะวัน เลี้ยวขวาคือทางลัดออก ทล.304

ผาชมตะวันอาจเป็นแค่หน้าผาเล็กๆ แต่วิวสวยใช้ได้ เห็นหมอกได้ง่ายกว่าผาเก็บตะวัน มากหรือน้อยก็อยู่กับฤดูกาลนั่นแหละ

วันนี้ผมตั้งใจเที่ยวโซนไทยสามัคคี แต่ก่อนอื่นขอเติมพลังกันหน่อย มาวังน้ำเขียวทีไรผมต้องแวะกินสเต็กที่ "นนทรี สเต็ก ฮัท" ทุกครั้ง ด้วยเหตุผลเดียวคือที่นี่เป็นร้านของเกลอเก่าตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย (ฮา…)

บอกเลยครับสเต็กที่นี่อร่อยมาก (อวย…) บรรยากาศร้านเลิศมาก (อวย…) บริการประทับใจมาก (อวย…) มาถึงวังน้ำเขียวถ้าไม่ได้มากินสเต็กที่นี่ก็เหมือนกับมาไม่ถึง (อวยอีกนั่นแหละ…) แถมเจ้าของร้านนอกจากหล่อสู้ผมไม่ได้แล้วยังขี้หลีอีกต่างหาก (ฮา…)

แซวขำๆ ครับ เอาเป็นว่าใครอยากกินสเต็กอร่อยๆ ลองมา นนทรี สเต็ก ฮัท ร้านอยู่ริมถนนทางขึ้นผาเก็บตะวันฝั่งขวามือ เลยจาก อบต.ไทยสามัคคี มาสัก 2 กิโลเมตร เปิดสิบเอ็ดโมงถึงหนึ่งทุ่ม ราคาสเต็กตั้งแต่ 150-250 บาท คุณภาพเหมาะสมกับราคาครับ เจ้าของอัธยาศัยดี ดีกรีเป็นถึงอดีตประธานนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียวล่ะ

เกลอแก้วแนะว่าให้ลองไปเที่ยว โรงคั่วกาแฟ วังน้ำเขียว แถวอ่างเก็บน้ำห้วยกระบอก เลยแวะมาดู ที่นี่เป็นโรงคั่วกาแฟเอกชน ใครไปถูกจังหวะเขาอนุญาตให้เราดูการคั่วกาแฟด้วยเครื่องรุ่นใหม่กิ๊กด้วย มีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกาแฟให้ซื้อหากัน เพิ่งเคยเห็นนี่แหละว่ามีแชมพูกาแฟ สบู่กาแฟ สครับกาแฟ ขณะที่โซนร้านกาแฟบรรยากาศดี รสชาติกาแฟเยี่ยม ราคาไม่เว่อร์ 50-60 บาท ราวนั้น เป็นร้านกาแฟดีที่สุดของวังน้ำเขียวเท่าที่ผมเคยกินนะ สอบถามได้ความว่าเขาใช้กาแฟจากดอยช้าง เชียงราย ส่วนกาแฟที่รับซื้อจากชาวบ้านวังน้ำเขียวจะนำมาใช้แปรรูปเป็นแชมพู สบู่

เขามีบ้านพักเจ๋งๆ อยู่ด้านหลังติดห้วยกระบอก บรรยากาศฟินมาก แต่ติดตรงว่าราคาทำร้ายจิตใจแบ็กแพ็กเกอร์ชะมัด คืนละ 2,500 บาท ถ้าใครไม่มีปัญหากับตัวเลขนี้ผมแนะนำให้เป็นตัวเลือกต้นๆ ของการมาพักผ่อนที่วังน้ำเขียวเลย หรือไม่อย่างนั้นจะมากางเต็นท์ก็ได้ อยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ลองเข้าเฟซบุ๊คของเขาดูครับ > http://on.fb.me/1Wm8AnZ เห็นว่าของเขาดีจริงเลยอยากบอกต่อ

ได้เวลาสมควรก็มาต่อที่งานเบญจมาศบานในม่านหมอก อบต.ไทยสามัคคี ปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 14 มีงานช่วงวาเลนไทน์ ผมไปก่อนจะมีพิธีเปิดหนึ่งวันแต่ก็เที่ยวชมดอกไม้ได้แล้ว น่าเสียดายตรงบรรยากาศไม่สมชื่องานเพราะทะลึ่งมาตอนบ่ายแดดเปรี้ยงเลยเป็น เบญจมาศกลางเพลิงผลาญซะงั้น (ฮา…)

เอาเถอะ พอแดดจ้าดอกไม้ก็สีสวยจัดจ้าน มาได้ความรู้ใหม่ว่าที่วังน้ำเขียวปลูกดอกไม้ได้สวยเพราะกลางวันร้อนแดดดี กลางคืนอากาศเย็น อุณหภูมิต่างกันแบบนี้ทำให้ดอกไม้มีสีสันสดใส

ต่อมาขี่ออกไปปากทางเข้าริม ทล.304 เมื่อวานผ่านมาเห็นหลวงพ่อคูณองค์ใหญ่สีทองประดิษฐานอยู่ นั่นคือวัดบุไผ่ หรือเรียกกันว่าวัดบ้านไร่ 2 ใครมาวังน้ำเขียวแวะเวียนมาสักการะพ่อคูณกันตามสบาย

เดี๋ยวนี้ช่วงฤดูท่องเที่ยวที่วังน้ำเขียว (พ.ย.-มี.ค.) จะมีไร่สตรอเบอร์รี่เรียงรายริมทาง เกลอของผมเล่าให้ฟังว่าปีก่อนมีอยู่แค่สองแห่ง พอประสบความสำเร็จปีนี้เลยเพิ่มขึ้นเป็นสิบ ไร่เหล่านี้ไม่ใช่ของคนวังน้ำเขียวนะครับ เป็นชาวม้งจากทางเหนือมาเช่าพื้นที่ทำกิจการ พอพ้นเดือนมีนาคมก็เก็บของกลับภูมิลำเนา ผมกับคุณนายเลือกมาหนึ่งไร่ เดินเก็บสตรอเบอร์รี่เล่นพอหอมปากหอมคอ เด็ดเองขีดละตั้ง 60 บาท เท่ากับกิโลละ 600 บาท โคตรแพงครับ เด็ดแค่สนุกก็พอนะอย่าลืมตัวเด็ดเพลิน กระเป๋าจะแหกเอา (ฮา…)


สนุกที่แปลงสตรอเบอร์รี่ถึงสักสี่โมง ตัดสินใจกลับไปรอถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่ผาเก็บตะวันดีกว่า สมหวังครับเพราะแม้ดวงอาทิตย์ตกลับเขาไม่สวยเท่าไหร่ แต่แสงผีตากผ้าอ้อมยามเย็นวันนั้นสุดยอดมาก

คืนนั้นลานกางเต็นท์กว้างๆ กลายเป็นบ้านของผมกับคุณนายเพียงสองคน พร้อมกับไฟป่าที่ขยับเข้าใกล้เข้ามาทุกที และเพราะไฟแดงๆ นี่แหละเลยทำให้การถ่ายภาพทางช้างเผือกตอนเช้าผมต้องเปลี่ยนโลเกชั่น ตื่นตั้งแต่ตีห้าลงไปที่บ้านเกลอเก่า นนทรี สเต็ก ฮัท แทน ได้ภาพมาประมาณนี้


(3)

ฟ้าสว่างก็กลับไปผาเก็บตะวัน กลุ่มควันจากไฟป่าลอยบางๆ ทำให้วิวไม่กระจ่างเท่าไหร่ แต่ไม่มีผลกับผมแล้วล่ะ เพราะคืนนี้จะเปลี่ยนนอนแถวเขาแผงม้าแทน พูดถึงโซนเขาแผงม้า มีที่เที่ยวยอดฮิตเหมือนหนึ่งสัญลักษณ์ของวังน้ำเขียวคือสวนดอกไม้ ฟลอร่า พาร์ค เปิดให้ชมช่วงพฤศจิกายน ถึงเมษายน พอฝนมาก็ปิดรอปรับปรุงพื้นที่ วนเวียนเป็นแบบนี้ทุกปี ตอนนี้ได้ข่าวมาว่าดอกไม้กำลังสวยเลยตั้งใจแวะไปสักหน่อย

ลงผาเก็บตะวันยิงยาวออก ทล.304 เลี้ยวซ้ายไปทางกบินทร์บุรี พอใกล้สุดเขตนครราชสีมา เข้าสู่ปราจีนบุรี จะพบสามแยกมีซอยเลี้ยวขวาไปเขาใหญ่ นั่นแหละคือเส้น นม.3052 ฟลอร่า พาร์ค ตรงเข้ามาประมาณ 8 กิโลเมตร

ดอกไม้สดใสตามท้องเรื่อง แต่บอกก่อนว่าค่าเข้าแพงอยู่สักหน่อย ผู้ใหญ่ วันธรรมดา 120 บาท วันหยุด 150 บาท ส่วนเด็ก 50 บาท พิจารณาสตางค์ในกระเป๋ากันเอานะว่าจะเข้าไปดีหรือเปล่า พร็อพกันแดดเตรียมให้พร้อมด้วย แดดวังน้ำเขียวโหดเหี้ยมเหลือหลาย

เด่นที่สุดผมยกให้ดอกกุหลาบนานาพรรณ ดอกใหญ่ สมบูรณ์ สีสวย

กับอีกส่วนคือดอกกัลปพฤกษ์ ดูเผินๆ คล้ายซากุระญี่ปุ่นหรือนางพญาเสือโคร่ง ปกติบานช่วงหน้าแล้งกุมภาถึงเมษาครับ ตอนผมไปบานสักยี่สิบสามสิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ใครไปตอนสะพรั่งพร้อมกันรับประกันว่าสวยแน่นอน

ใช้เวลาถ่ายรูปเล่นพักใหญ่ให้คุ้มราคาตั๋วค่อยมุ่งหน้าสู่เขาแผงม้า จากฟลอร่า พาร์ค ย้อนกลับมาเล็กน้อยจะมีป้ายบอกทางขึ้นเขาแผงม้า ระยะทางแค่ 4 กิโลเมตร ไม่ชันมาก แต่เป็นลูกรังล้วนๆ มอเตอร์ไซค์ขึ้นสบาย แต่หากเป็นรถเก๋งก็จบข่าว เพื่อสวัสดิภาพของรถคุณเองผมขอใช้คำว่ารถยนต์เล็ก "ควรหลีกเลี่ยง" ส่วนเอสยูวีหรือกระบะไม่มีปัญหา ขึ้นมาถึงด้านบนจะเป็นบ้านพักเจ้าหน้าที่ของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้า ไม่ไกลกันมีจุดชมวิวและจุดดูกระทิงที่ปกติมักออกมาหากินตอนเย็น

คุยกับเจ้าหน้าที่ถึงได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีจุดชมกระทิงดีกว่านี้อยู่อีก ฝากของภูเขา เรียกว่าจุดสกัดเขาสูง ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของเขตฯ ห่างจากที่นี่ไม่ไกล ทางขึ้นลงก็ง่ายกว่า เขาแนะนำขนาดนั้นหากผมไม่เชื่อก็บ้าแล้วล่ะ แต่ไหนๆ มาแล้วก็ต้องขอชมพื้นที่บนนี้สักหน่อย หากเป็นไปได้ลองมานอนที่นี่คืนหนึ่ง ไปเขาสูงอีกคืนหนึ่ง จะได้บรรยากาศครบถ้วนครับ

สำหรับการเดินทางไปจุดสกัดเขาสูง เพื่อไม่ให้รีวิวนี้ยืดยาวเกินจึงขอยกยอดให้ไปอ่านกันในรีวิวเที่ยวชมกระทิงแบบเต็มๆ (คลิก > http://wp.me/p7ca93-Me) ส่วนรีวิวนี้ผมขอบอกแค่คร่าวๆ ว่าอยู่ที่บ้านคลองทราย เลี้ยวเข้าไปทางคลองทรายฮิลล์ รีสอร์ท ถนนเป็นทางลูกรังค่อนข้างโอเครถเล็กสามารถขึ้นถึง ข้างบนมีลานกางเต็นท์และห้องน้ำอย่างดีให้ใช้งาน แต่ไม่มีร้านอาหารและอุปกรณ์กางเต็นท์ให้เช่า เตรียมไปให้ครบล่ะ

เขตฯ กั้นรั้วไฟฟ้าตลอดแนวแบ่งชัดระหว่างชุมชนกับป่า รั้วพวกนี้ทำไว้กันกระทิงไม่ให้ออกไปเที่ยวกินพืชผลเกษตรของชาวบ้าน เพราะหากไม่ทำแบบนี้ปัญหาระหว่างคนปลูกพืชกับสัตว์กินพืชก็แก้ไม่ตกเสียที

กางเต็นท์เสร็จห้าโมงเย็น ผมก็มาชมรอกระทิงตรงหน่วยฯ ไม่ต้องเดินไปไหนไกล สักพักเห็นกระทิงฝูงเล็กราวสิบตัวทยอยเดินออกมาจากป่า เจ้าหน้าที่มีกล้องส่องทางไกลให้ดูด้วย วันนั้นมีแค่ผมกับคุณนายเพียงสองคน ใช้กล้องไม่ต้องแย่งใครเลย

เจ้าหน้าที่บอกว่ากระทิงมาไม่เยอะเพราะสามสี่วันก่อนฝูงใหญ่ออกมาแล้ว ตอนนี้คงสลับถึงคิวฝูงเล็กบ้าง ดูเพลินๆ ถึงหกโมงเย็นเจ้าหน้าที่ชวนนั่งรถลงไปดูจุดอื่นข้างล่างตามแนวรั้วไฟฟ้า แล้วก็โชคช่วยอย่างจัง ลงไปไม่ถึงกิโลเมตรมีฝูงหนึ่งหากินอยู่ไม่ไกลรั้ว แสงเริ่มมืดแล้วล่ะแต่ผมมีขาตั้งพอช่วยให้ได้ภาพมาบ้าง

ก่อนค่ำเรากลับมากันข้าวที่ซื้อไว้ที่ลานกางเต็นท์ การมีเต็นท์เพียงหลังเดียวในพื้นที่แบบนี้เป็นอะไรที่สงบสุขมาก นอนฟังเสียงแมลง ออกมาชมดาวเพลินสุดๆ บอกเลยว่าที่นี่เหมาะกับการขึ้นมาถ่ายดาวมาก อาจมีแสงรบกวนอยู่บ้างแต่ก็เปลี่ยนให้มันเป็นพร็อพได้เหมือนกัน

และเหมือนสองวันที่ผ่านมาครับ ตื่นก่อนรุ่งสางเพื่อมาจับช้างเหมือนเคย ไม่ชัดเจนมาก ขนาดกล้องยังเห็นลางๆ แต่ได้เท่านี้ก็ยิ้มแล้วล่ะ


(4)

ผมวูบหลับหลังถ่ายทางช้างเผือกไปสักแป๊บหนึ่งก็ลุกขึ้นมาสัมผัสบรรยากาศยามเช้าที่เขาสูง ช่างดีเลิศประเสริฐศรี

การเดินทางวันสุดท้าย ลงจากจุดสกัดเขาสูง ผมกับคุณนายตกลงใจไปเที่ยวสวนมัลเบอร์รี่ชื่อดังของวังน้ำเขียว ชื่อว่าสวนแม่หม่อน ตำบลวังหมี อยู่บนทางจากวังน้ำเขียวสู่เขาใหญ่ ไปตามถนน นม.3052 นี่แหละ

ระหว่างทางผ่านอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จุดนี้เป็นอ่างเก็บน้ำนะครับไม่ใช่สันเขื่อน เพราะเขื่อนลำพระเพลิงอยู่ที่ปักธงชัยโน่น น้ำจากเขื่อนจะไหลมาเก็บไว้ที่นี่อีกที ตอนนี้กำลังมีการก่อสร้างทางเดินทางปั่นจักรยานเลียบเขื่อนสร้างเสร็จคงฮิต น่าดู ตรงนี้มีจุดพักรถของทางหลวงชนบทจัดทำสวนหย่อมเล็กๆ

จากอ่างเก็บน้ำไปทางเขาใหญ่อีก 4 กิโลเมตรก็ถึงสวนแม่หม่อนครับ สวนแห่งนี้ไม่ใช้สารเคมีในการปลูก เป็นสวนเกษตรดั้งเดิมที่ไม่ได้จัดสร้างขึ้นเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ น่ามาอุดหนุน น่าเที่ยวชม ค่าเข้าไม่มี ชิมฟรีทุกอย่าง แถมรอยยิ้มใจดีจากคุณลุงคุณป้าเจ้าของสวน ราคาสินค้าทุกอย่างย่อมเยา แนะนำเลยคือน้ำมัลเบอร์รี่ปั่นผสมน้ำผึ้งอร่อยสุดยอด ส่วนลูกมัลเบอร์รี่มีให้เก็บให้กินตลอดทั้งปี

สุดท้ายของที่สุด ก่อนกลับแวะ A Cup of Love ฟาร์มแกะและร้านกาแฟยอดฮิตของวังน้ำเขียวสักหน่อย เพราะอยู่ริมถนนเป็นทางผ่าน วันเสาร์คนเลยเพียบที่จอดรถแน่นขนัด กะว่าจะลองชิมกาแฟเทียบกับเจ้าอื่นสักหน่อย พอเจอราคา เอสเปรสโซ่เย็น 90 บาท ม็อคค่าเย็น 80 บาท เลยยกธงขาวขอกลืนน้ำลายแทนดีกว่า (ฮา…)

ไหนๆ ก็มาแล้ว ค่าชมฟาร์มแกะและจุดถ่ายรูป 50 บาท ยอมควักจ่ายเข้าไปถ่ายรูปเล่นนิดหน่อยพอให้มีสต็อคภาพว่าที่นี่เป็นอย่างไร ใครชอบที่เที่ยวแนวนี้คงบอกว่าคุ้ม ส่วนสไตล์ผมก็ต้องบอกว่าถ้าไม่เข้าไปก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียดาย

เสร็จสรรพมองนาฬิกาบ่ายสามได้เวลากลับเมืองโคราช มาทางไหนก็กลับทางนั้นแหละ เป็นการปิดทริปวังน้ำเขียวรอบที่ต้องขอบอกว่ามีความสุขอย่างมาก

และถึงงวดนี้ผมจะได้เห็นอะไรเพิ่มเติมอีกหลายจุด แต่ก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดของวังน้ำเขียว เพราะที่นี่ความจริงยังมีน้ำตกให้เที่ยวในช่วงหน้าฝน มีจุดเที่ยวแบบธรรมชาติน่าสนใจอีกเยอะ ซึ่งนั่นทำให้ผมคงต้องกลับมาซ้ำอีกหลายรอบ โดยเฉพาะเมื่อตอนนี้ผมรู้แล้วว่าสามารถหาสถานที่กางเต็นท์ดีๆ เดินทางไม่ลำบาก (ด้วยมอเตอร์ไซค์) ได้ที่ไหน…


ขอทิ้งท้ายด้วยวีดีโอคลิปสั้นๆ ที่เก็บมาฝากจากวังน้ำเขียวครับ ที่นี่หลากหลายเหลือเกิน


ใครสนบล็อกรีวิวอื่นของผม อยากคุยเรื่อยเปื่อย สอบถามข้อมูล (ถ้าผมมีให้นะ) ชวนเที่ยว ก็ยินดียิ่งครับ

>>> https://www.facebook.com/alifeatraveller


นายสองสามก้าว / A Life, A Traveller

 วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เวลา 17.25 น.

ความคิดเห็น