เที่ยวน่านคนเดียว [4วัน 3คืน ด้วยงบ4000฿] รีวิวโดย Praphai Chanthasujarit

Hi Everybody วันนี้จะมาเขียนการไปเที่ยวน่านคนเดียวครั้งแรก ด้วยเงิน 4000฿ 4 วัน 3 คืน (16 -19 ตุลาคม 2561) ซึ่งเราไปมาหลายเดือนแล้วแต่ยังไม่มีเวลาได้เขียนสักที วันนี้ได้โอกาสมาเขียนแล้วฝากติดตามด้วยน้า เริ่มต้นจากการจองตั๋วเครื่องบินของแอร์สีแดง โดยเราจองตั๋วตอนมีโปรโมชั่นไปกลับก็ประม

เที่ยวน่านคนเดียว [4วัน 3คืน ด้วยงบ4000฿]

เที่ยวน่านคนเดียว [4วัน 3คืน ด้วยงบ4000฿]

 วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 20.32 น.

 วันที่เดินทาง 16 ต.ค. 2561

Hi Everybody วันนี้จะมาเขียนการไปเที่ยวน่านคนเดียวครั้งแรก ด้วยเงิน 4000฿ 4 วัน 3 คืน (16 -19 ตุลาคม 2561) ซึ่งเราไปมาหลายเดือนแล้วแต่ยังไม่มีเวลาได้เขียนสักที วันนี้ได้โอกาสมาเขียนแล้วฝากติดตามด้วยน้า

เริ่มต้นจากการจองตั๋วเครื่องบินของแอร์สีแดง โดยเราจองตั๋วตอนมีโปรโมชั่นไปกลับก็ประมาณ 1,000บาท ซึ่งราคาพอๆกับรถบขส.เลย แต่ก็ต้องกะประมาณเอาว่าช่วงเวลาไหนเราจะว่าง ซึ่งเราก็จองล่วงหน้าเกือบปีถือเป็นเวลาที่เรารอได้เพราะว่าจะได้เตรียมใจสำหรับการเดินทางคนเดียวครั้งแรกของเรา(First Solo Trip)

วันที่ 1

วันเดินทางเราตื่นเต้นมาก เราออกจากที่พักแถวรังสิต ตอน ตี 5 ครึ่ง เพราะต้องขึ้นเครื่อง 07.40น. แต่พอไปถึงเข้าไปรอที่หน้าเกทแล้วพนักงานประกาศบอกว่าเครื่องดีลย์ไป 30นาทีเพราะว่าสภาพอากาศที่น่านไม่ดี ทำให้กำหนดการของเราคลาดเคลื่อนไปอีกครึ่งช.ม. แต่ไม่เป็นไรหรอกนั่งถ่ายรูปเล่นไปก่อน

พอขึ้นไปบนเครื่องก็หาที่นั่งของเราและเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย อ่อเราลืมบอกไปว่าเราไม่ได้ซื้อน้ำหนักเพิ่มเพราะว่าเราตั้งใจว่าเราจะเอาของไปให้น้อยที่สุด เนื่องจากการเดินทางของเรานั้นเดินทางโดยรถโดยสารและการโบกรถเอา มิเช่นนั้นจะหนักเอาเปล่าๆ สำหรับใครอยากนำกระเป๋าที่ใส่เต้นท์ขึ้นเครื่องหรือขาตั้งกล้องก็สามารถนำขึ้นเครื่องได้นะ แต่สายการบินนี้จำกัดจำนวนกระเป่าที่สามารถถือขึ้นได้แค่ 2กระเป๋าเท่านั้น

วิวด้านบนนั้นเมฆเยอะมาก สวยไปอีกแบบ เรานั่งเครื่องไปประมาณชั่วโมงเดียวก็ถึงจังหวัดน่านแล้ว

นั่นแหละพื้นที่เขียวๆด้านล่างนั้นแหละ คือ จังหวัดน่าน จังหวัดที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีความเป็นชนบทและผู้คนที่นี่ใจดีมากๆๆๆๆ

ถึงแล้ววววววววววววจ้าาาาาาาาาาาา

ตอนเหยียบเท้าลงบนพื้นที่น่านความรู้สึกคือแบบกูมาถึงน่านแล้ว ดีใจจัง แต่ความพีคกำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ อากาศที่นี่ดีมากๆๆตอนเราไปคือหน้าฝนแบบให้ความรู้สึกชุ่มชื่นและสดชื่นมาก อากาศแบบนี้แหละที่เราตามหาเลย ชอบสุด

.................เริ่มทริปน่านกันเถอะ................

***จุดหมายแรก คือ ดอยเสมอดาว***

เริ่มจากการเดินไปหน้าสนามบินน่านนคร แล้วขึ้นรถสองแถวเพื่อไปยังขนส่งน่าน

แล้วขึ้นรถไปยังอำเภอเวียงสา แล้วต่อรถจากขนส่งเวียงสาไปยังอำเภอนาน้อยเพื่อไปขึ้นดอยเสมอดาว

ตารางเวลารถโดยสารจากเวียงสาไปนาหมื่น ทั้งไปและกลับจ้า แต่เราจะลงก่อน คือ ลงที่นาน้อย ตรงข้ามหน้าธนาคารออมสิน เราขึ้นรถรอบ 12.30น. ไปถึงหน้าธนาคารก็ประมาณ 2 โมง ระหว่างทางเป็นทางขึ้นเขาลงเขา ข้างทางสวยงามมากมีความเขียวขจีและทิวทัศน์ของสันเขา

พอมาถึงอำเภอนาน้อย เราต้องต่อรถขึ้นไปบนดอยเสมอดาวอีก ซึ่งพี่คนเก็บตังค์บนรถกระป๋องเขาโทรบอกคุณน้าติ่ง (T.098-8081782,089-7015629) ให้มารับเราขึ้นดอย ซึ่งคุณน้ามีรถกระบะรับจ้างคันสีเขียวๆ ตอนเราไปถึงก็บ่ายๆแล้วมีเราคนเดียวคุณน้าเลยพาเราขึ้นมาส่งก่อน เพราะกลัวว่าจะไม่มีคนมาอีกจะรอเก้อเอา คุณน้าพาเราไปแวะเที่ยวเสาดินนาน้อยด้วย

ที่เสาดินนาน้อยแสงดีมากเหมาะกับการถ่ายพรอตเทรท สถานที่สวย ตอนแรกเราไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่เลยแต่พอได้มาแล้วรู้สึกว่ามันก็สวยดีนะ ถ่ายรูปออกมาสวยมาก แสงดี แต่พอดีเราไปคนเดียวการตั้งกล้องถ่ายรูปตัวเองก็เป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับเราอยู่ กว่าจะถ่ายออกมาได้แต่ละรูป

การขึ้นมาบนดอยเสมอดาวนั้น ถ้าไม่มีรถส่วนตัวขับมาเองต้องจ้างรถขึ้นไปส่งเพราะระยะทางไกลอยู่ น่าจะสักประมาณ 12 KM. ได้ ซึ่งรถกระบะของคุณน้าติ่งก็เป็นตัวเลือกที่ดีนะ

ถึงแล้วเป้าหมายแรกของเรา ....ดอยเสมอดาวววววววว.... เวลาประมาณ 15.00น. แนะนำว่ามาบนดอยเสมอดาวตอนเย็นดีกว่า สักประมาณหลังสามโมงถึงบนดอยเพราะว่ากิจกรรมบนดอยเสมอดาวนั้น มีแค่การดูพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก และดูดาวตอนกลางคืนเท่านั้น ในตอนกลางวันจึงไม่มีอะไรให้ทำเท่าไหร่

ด้านบนอุทยานมีเต้นท์ให้เช่าเป็นหลังๆ เต้นท์ละ 250฿ หรือถ้าใครมีเต้นท์จะนำไปกางเองก็ได้คิดค่าพื้นที่ 30฿

จัดการเรื่องเต้นท์เรียบร้อยแล้วเราก็ไปเดินถ่ายรูปเล่น

สำหรับเรานะเราคิดว่าบนดอยเสมอดาวนั้นมีความสะดวกสบายมาก ทั้งเรื่องของการเดินทางนั้นสามารถนำรถขึ้นไปบนยอดดอยได้เลยโดยไม่ต้องเดินขึ้นไป มีห้องน้ำบริการ และมีที่ชาจน์แบตให้ผู้ที่มาพักค้างคืนที่อุทยานด้วย

นี่คือแหล่งพลังงานชั้นดีของผู้ที่มาเยือนบนดอยเสมอดาวแห่งนี้

เราขึ้นไปนั่งบนยอดดอยเสมอดาวระหว่างรอพระอาทิตย์ตกดิน ผู้คนที่เดินทางมาที่นี่ต่างพากันขึ้นมาดูพระอาทิตย์กันบนนี้ ดอยเสมอดาวนั้นเป็นพื้นหญ้าลาดชันมีลมเย็นๆพัดมาปะทะหน้าเราอยู่ตลอดเวลา ไม่ถึงกับหนาวมาก ให้ความรู้สึกเย็นสบายตลอดเวลา เราสามารถนั่งได้เรื่อยๆ ดูพระอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนตัวลงไปหลังภูเขา ให้ความรู้สึกชิลสุดๆ

เรามาที่นี่เพราะเราตั้งใจมาถ่ายดาว แต่เราลืมดูไปเลยว่าวันที่เรามานั้นไม่ใช่คืนเดือนมืด (ขึ้น 7 ค่ำ) ทำให้มีแสงรบกวนจากพระจันทร์จึงไม่ค่อยเห็นดาวสักเท่าไหร่ ประกอบกับเราไม่เคยถ่ายดาวมาก่อนเลย เลยถ่ายมาได้แค่เท่านี้

เสน่ห์ของการมาเที่ยวคนเดียวคือการได้ตัดสินใจอะไรด้วยตนเอง แม้มันจะเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับเราแต่เราก็สามารถผ่านมันมาได้ด้วยดี อีกทั้งได้เจอผู้คนที่เราไม่รู้จักแต่เราก็สามารถนั่งพูดคุย แชร์เรื่องราวที่เราไปพบเจอมาให้เขาฟังได้อย่างสบายใจ แม้มันจะแปลกๆแต่เรารู้สึกว่ามันเป็นความทรงจำดีๆที่เราจะจดจำตลอดไป

ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ค่าตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ 1000฿

ค่าแท็กซีมาสนามบิน 195฿

ค่าสองแถวหน้าสนามบิน-ขนส่งน่าน 30฿

ค่ารถกระป๋องน่าน-ขนส่งเวียงสา 25฿

ค่ารถจากขนส่งเวียงสา-อำเภอนาน้อย(ธ.ออมสิน) 40฿

ค่ารถรับจ้างคุณน้าติ่งไปส่งบนดอย 250฿

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ค่าเข้าอุทยาน 20฿

ค่ากางเต้นท์(นำเต๊นท์มาเอง) 30฿

ค่าถุงนอน 30฿

ค่าข้าวกะเพราทะเล+ไข่ดาว 60฿

ขาเขียว 35฿

ค่าอาหาร 100฿


วันที่ 2

เช้าวันใหม่เรารีบตื่นตั้งแต่ ตี5 จะได้ไม่พลาดช่วงเวลาดีๆที่นี่ เรารีบทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ไปเอาแบตเตอรี่กล้องที่ชาจน์ไว้ที่สำนักงาน (ชาจน์ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใจดีสุดๆ) แล้วขึ้นไปบนยอดดอยเพื่อรอพระอาทิตย์ขึ้น ลมบนนั้นแรงมาก เย็นสบายมาก ผู้คนต่างขึ้นมาเรื่อยๆเพื่อรอดูพระอาทิตย์ขึ้น

ระหว่างนั่งรอพระอาทิตย์ขึ้น เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางมาเที่ยวคนเดียวให้พี่คนที่นั่งด้วยข้างๆฟัง พี่เขาก็บอกว่าเขาก็มาโดยรถรับจ้างของน้าติ่งเหมือนกัน แต่มาตอนเย็นเกือบมืดแล้ว เราก็นั่งชิลๆไปเรื่อย สลับกับถ่ายรูปให้คนอื่นบ้าง ถ่ายในกล้องของตัวเองบ้าง มันเป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆจนอยากจะหยุดเวลาเอาไว้เลย

นี่คือผาหัวสิงห์ อยู่ข้างๆ



แต่สุดท้ายเมื่อเรามีพบ ก็ต้องมีจาก เราแยกย้ายจากพี่คนนั้นและกลับมาเก็บของ ถึงความพีคของทริปนี้แล้วคือ การโบกรถลงจากดอยเสมอดาว ซึ่งกว่าเราจะขอติดรถลงมาข้างล่างเราก็ลองไปสองคัน(คันแรกนั้นคนเต็มแล้ว คันที่สองคือไปอีกทางหนึ่ง) จนคันที่สามถึงขอติดรถลงมาได้ ซึ่งคุณน้าใจดีมากๆๆๆๆ เรียกได้ว่า เป็นเจ้าบ้านที่ดีเลย คุณน้าไม่ได้มาพักบนดอยนะแต่ขึ้นมาจองที่พักให้เพื่อน คุณน้าเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนนในอำเภอนาน้อยนี้เอง

คุยไปคุยมาคุณน้าเลยพามาส่งในเมืองและพาเที่ยวในเมืองน่าน แถมยังเลี้ยงข้าวซอย ประทับใจกับการเดินทางครั้งนี้จริงๆ ตอนแรกเราก็กลัวการเดินทางคนเดียวนะ อีกอย่างเราเป็นผู้หญิงด้วย เราก็พยายามระมัดระวังตัวตลอดเวลา อีกอย่างเราเจอแต่คนดีๆด้วยแหละเลยทำให้การมาเที่ยวน่านคนเดียวครั้งนี้มีแต่ความประทับใจ


ซุ้มลีลาวดี หน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งจังหวัดน่าน

นี่คือ วัดน้อย เป็นวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่จังหวัดน่านนี้เอง ตั้งอยู่ใกล้ๆซุ้มลีลาวดีหน้าพิพิธพัณฑ์

นี่คือ คุณน้าที่เราโบกรถลงมาจากดอยเสมอดาว ตอนแรกแค่ขอติดรถลงมาที่อำเภอนาน้อย แต่คุณน้าใจดีพาเรามาส่งถึงในตัวเมืองน่านเลย

วัดภูมินทร์ ใครที่มาจังหวัดน่านต่างต้องมาไหว้สักการะที่นี่

ภาพของหนานบัวผัน ที่มีปู่ม่านย่าม่านกำลังกระซิบกัน ในภาพที่ชื่อว่า "กระซิบรัก บรรลือโลก" ภาพอมตะของที่นี่

นี่คือเราเอง ^^

คุณน้าพาเราเดินเที่ยวชมในตัวเมืองน่านต่อ


วัดพระธาตุช้างค้ำ


วัดในตัวเมืองน่านเยอะมาก แบบตั้งอยู่ติดๆกันสามารถเดินไปสักการะได้เลย หรือจะปั่นจักรยานเที่ยวเล่นในตัวเมืองก็ได้ แต่แนะนำว่าเที่ยวชมในตอนเช้าหรือตอนเย็นจะดีกว่า เพราะตอนกลางอากาศร้อนหัวแตกเลย

คุณน้าพาเราขับรถขึ้นไปบนวัดพระธาตุเขาน้อย ด้านบนเห็นตัวเมืองน่านหมดเลย

แล้วเราก็ขับรถไปที่พระธาตุแช่แห้ง

จากนั้นเราก็แยกย้ายจากคุณน้า หาที่พักสำหรับคืนนี้ เราพักที่บ้านชมดาวใกล้ๆกับสนามบินน่าน ที่พักปลอดภัยมีคนคอยเฝ้ายามด้วย แถมยังมีอาหาร ขนม และน้ำให้บริการด้วย ใครอยากปั่นจักรยานที่นี่ก็มีให้ยืมปั่นด้วย

หลักจากนั้นตอนบ่ายเราเลยไปเที่ยวที่อำเภอปัวต่อ โดยนั่งรถโดยสารจากถนนหน้าสนามบิน ตอนแรกที่ขึ้นไปบนรถสองแถวคนเต็มรถเลยทุกพื้นที่บนรถล้วนมีค่าหมด ประกอบกับข้าวของเครื่องใช้ที่จัดส่งพัสดุมาตามบ้านต่างๆที่รถสองแถวจอดส่งให้ระหว่างทางไปเรื่อยๆ

การเดินทางมาอำเภอปัวนั้น เราไม่ได้วางแผนมาก่อนเลย เราก็ถามคนแถวนั้นว่าต้องไปขึ้นรถตรงไหน พี่แถวนั้นบอกว่าให้ไปขึ้นรถสองแถว หรือรถกระป๋องก็ได้ ตรงศาลารอรถหน้าสนามบิน คุณพี่ใจดีเลยขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งที่ศาลารรถ ซึ่งคนรอที่ศาลาเยอะมากมีทั้งเด็กจนถึงคนแก่เลย เรานั่งรอสักพักรถสองแถวก็มา

เป้าหมายของการมาอำเภอปัวคือ มาดูทุ่งนาเขียวขจี ซึ่งเรานั่งรถมาประมาณชั่วโมงครึ่ง ถึงร้านกาแฟบ้านไทลื้อ ตอนประมาณ 3 โมงครึ่ง

เรานั่งชิลไปเรื่อย จนเกือบ5โมง เราต้องออกมารอรถโดยสารคันสุดท้ายกลับที่พักซึ่งจากร้านกาแฟบ้านไทลื้อมาตรงที่รอรถต้องนั่งวินมอเตอร์ไซค์ (คุณลุงอินTel.061-8453488)ออกมา

แต่รอนานมากไม่มีรถโดยสารมาสักที มีพี่ผู้หญิงเขากำลังรอรถโดยสารเหมือนกันจะไปสนามบิน แต่กลัวตกเครื่องเลยให้คนที่บ้านมาส่งดีกว่า พี่เขาเลยชวนเรากลับเข้าเมืองมาด้วย ต้องขอบคุณคุณพี่มากๆเลยนะคะ คนน่านใจดีจริงๆค่ะ เราขอยืนยันเลย

ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ค่ารถสองแถวไปอำเภอปัว 50฿

ค่่ารถไปร้านกาแฟบ้านไทลื้อ 100฿

ค่ามอเตอร์ไซค์ 80฿

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ค่ากาแฟ 35฿

ข้าวเย็น 150฿

ค่าที่พักบ้านชมดาว 550฿


วันที่ 3

วันสุดท้ายแล้ว วันนี้เราตื่นขึ้นมาและทำธุระส่วนตัวเสร็จ เก็บของแล้วไปที่ศรีนวลลอร์จ ที่พักที่เป็นที่สนใจอีกแห่งหนึ่งในตัวเมืองน่าน ที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน การตกแต่งภายในดีมาก มีความเป็นล้านนา สบายๆ

ที่นี่มีของฝากน่ารักๆเยอะเลยค่ะ มีโปสการ์ดด้วยนะคะเผื่อใครอยากเขียนการ์ดส่งถึงใครแถมยังมีแสตมป์พร้อมฝากที่นี่ส่งให้ด้วยก็ได้ค่ะ บริการดีสุดๆ

แนะนำเลยสำหรับใครที่มาจังหวัดน่านต้องได้มาพักที่นี่สักครั้งแล้วคุณจะไม่อยากกลับเลย

หลังจากที่เราเช็คอินที่พักและเก็บของเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปเสพศิลปะต่อที่หอศิลป์ริมน่าน ซึ่งการเดินทางของเราก็ออกจากที่พักแล้วเดินมาต้นซอย ขึ้นรถกระป๋องที่จะไปอำเภอปัวแต่เราลงก่อน รถกระป๋องผ่านหน้าหอศิลป์เลย เราก็เลยบอกกระเป๋ารถเมล์ว่าลงหน้าหอศิลป์จะได้ไม่เลย

พอเสพศิลปะจนพอใจแล้ว เราก็ออกมารอรถแต่คุณป้าบอกว่ารถเพิ่งไปเราเลยกลับเข้ามาข้างในอีกรอบ พอใกล้เวลารถโดยสารมาก็ค่อยออกมาใหม่ พอเราออกมารอมีพี่ที่มาชมงานศิลปะที่นี่ให้เราติดรถเข้าเมืองด้วยเป็นความโชคดีที่พี่เขาให้เราติดรถกลับมาด้วย คนที่นี่ใจดีจริงๆ

กลับมาถึงที่พักเราก็หาข้าวทานที่ถนนคนเมืองมิ่งเมืองดีเบส

เราไปวันธรรมดาถนนคนเดินหน้าวัดภูมินทร์ไม่เปิด เราเลยมาที่ถนนคนเมืองมิ่งเมืองดีเบสนีัมีของขายเยอะแยะไม่เเพ้กัน ทั้งของกินและของฝาก มีใครทุกคนเลือกมากมายเลย จากนั้นเราก็เดินกลับที่พัก ระหว่างเดินกลับเราได้เห็นตัวเมืองน่านแม้จะเป็นตัวเมืองแต่ยังคงซ่อนวิถีชีวิตความเป็นชนบท มีความเงียบสงบ ไม่มีแสงสีเสียงอย่างในเมืองที่เราเคยเจอมา ที่นี่เหมาะกับการอยู่กับตนเองใช้ชีวิตแบบสโลวไลฟ์

ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ค่ารถเมล์ไปหอศิลป์ 25฿

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ค่าเข้าชมหอศิลป์ริมน่าน 20฿

ค่าที่พักศรีนวลลอร์จ 800฿

ค่าอาหาร 200฿

ค่าของฝาก 200฿


วันที่ 4 (วันสุดท้าย)

วันสุดท้ายแล้ว เราต้องขึ้นเครื่องตอนแปดโมงเช้า คงสัมผัสอากาศเช้าได้แค่แป๊บเดียว ที่พักที่เราพัก(ศรีนวลลอร์จ)มีอาหารเช้าให้ทานด้วย เป็นปิ่นโตข้าวจ๊าว มีให้เลือก2แบบ คือแบบอาหารพื้นเมือง กับอาหารภาคกลาง แต่เราจัดอาหารพื้นเมืองมาเลย


อาหารก็เป็นน้ำพริกเหนือ ผักต้ม ข้าวเหนียวและหมูทอด เป็นอาหารพื้นๆแต่เรารู้สึกว่ามีนอร่อยเชียวแหละ

ขอจบทริปด้วยภาพนี้นะคะ ความทรงจำในการเที่ยวน่านใจครั้งนี้จะเป็นประสบการณ์ให้เราจดจำตลอดไป ใครที่อยากเดินทางคนเดียวแล้วยังไม่กล้า ก็ลองดูนะคะ การเดินทางคนเดียวมีทั้งข้อดีและข้อเสียค่ะ ลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียดู แต่การได้ลองทำอะไรใหม่ก็เป็นสิ่งที่น่าลองไปอีกแบบนะ แต่การเดินทางคนเดียวเราจะต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก ต้องมีสติอยู่ตลอด และไม่ประมาทด้วย

สุดท้ายขอให้ทุกคนท่องเที่ยวอย่างสนุกนะคะ ไม่ว่าอย่างไรการเดินทางก็เป็นสิ่งที่สามารถช่วยเยียวยาจิตใจของคนได้เหมือนกันนะคะ ขอให้มีความสุขกับการเดินทาง และนำประสบการณ์ของเราไปเป็นข้อมูลก็ได้นะคะ

ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ค่ารถไปสนามบินน่านนคร 50฿

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดทริป 4000฿ ต้องขอบคุณทุกๆคนที่ให้เราได้ติดรถเพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆจึงทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงไปเยอะมากเลยค่ะ ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกๆคนค่ะ



ความคิดเห็น