เที่ยวกระบี่ ฉบับนักเรียนแพทย์ ( Based on true story ) รีวิวโดย Nali

วันนี้ลองมานั่งคิดๆดู ก็เริ่มลองเขียนบล็อกมาสักพักแล้ว เราไม่ได้ไปเที่ยวไหนมาบ่อยขนาดนั้นเพราะไม่ค่อยมีเวลาว่าง ตารางเรียนมันแน่นเหลือเกิน เอาบล็อกเดิมๆที่เคยเขียน มานั่งเขียนใหม่ อย่างเรื่องไปเมกาเนี่ยรีไรท์ภาษาใหม่ไปสี่ ห้า รอบ การทำใหม่แต่ละครั้งได้ลองปรับเปลี่ยนการใช้ภาษา วิธีการบรรยาย แ

เที่ยวกระบี่ ฉบับนักเรียนแพทย์ ( Based on true story )

เที่ยวกระบี่ ฉบับนักเรียนแพทย์ ( Based on true story )

 วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 17.48 น.





วันนี้ลองมานั่งคิดๆดู ก็เริ่มลองเขียนบล็อกมาสักพักแล้ว เราไม่ได้ไปเที่ยวไหนมาบ่อยขนาดนั้นเพราะไม่ค่อยมีเวลาว่าง ตารางเรียนมันแน่นเหลือเกิน

เอาบล็อกเดิมๆที่เคยเขียน มานั่งเขียนใหม่ อย่างเรื่องไปเมกาเนี่ยรีไรท์ภาษาใหม่ไปสี่ ห้า รอบ

การทำใหม่แต่ละครั้งได้ลองปรับเปลี่ยนการใช้ภาษา วิธีการบรรยาย แม้กระทั่งการเปลี่ยนคำที่ใช้เรียกแทนตัวเอง แค่เปลี่ยน ก็ให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน

เริ่มเขียนบล็อกแต่ละครั้งก็เหมือนกับมีคนโยนโจทย์มาให้หนึ่งหัวข้อ แต่โจทย์ครั้งนี้ค่อนข้างฉีกไปจากเดิม ล่าสุดเพิ่งกลับมาจากกระบี่ที่ไปเที่ยวกับเพื่อนมา ข้อดีของการไปเที่ยวกับเพื่อนคือ

แม่งโคตรหนุกเลยหวะ สนุกจนลืมโฟกัสสิ่งรอบตัวไปเลย เนี่ยสิปัญหา จำได้นะว่าไปเที่ยวไหนมา แต่บางสถานที่จำไม่ได้ว่าสถานที่นั้นชื่ออะไร เพราะบทสนทนากับเพื่อนมันดึงเราเข้าไปอยู่ในนั้นตลอด

ดังนั้นโจทย์ของครั้งนี้ก็คือ เขียนบล็อกที่ไปเที่ยวกับเพื่อน เหมือนเล่าเรื่องไดอารี่ เปลี่ยนจากโฟกัส สถานที่ แนะนำวิธีการมาเที่ยวต่างๆ มาเป็นเขียนเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเพิ่มความยากขึ้นมาคือ ใช้ตัวละครเป็นตัวดำเนินเรื่อง รวมถึงตัวเองก็เป็นหนึ่งในตัวละครนั้นด้วย

ซึ่งถือว่าเป็นโจทย์ที่ยากเลยทีเดียว แต่ก็ท้าทายใช่เล่น แค่คนที่เข้ามาอ่านแล้วอ่านจบไม่เบื่อไปซะก่อน ก็ถือว่าผ่านไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

“เพราะการเดินทางแต่ละครั้งเรื่องราวที่เจอไม่เคยเหมือนกัน แล้วทำไมการเขียนเล่าเรื่องต้องเหมือนเดิม”

ถ้าพร้อมแล้ว มาดูกันดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในทริปนี้



Date 09/03/2562

Won: แก29-31 มีนา ว่างป้ะ

Nest: ว่าง! สอบเสร็จ 27 พอดี

Won: แก อห

Nest: ไมวะ

Won: ชั้นกับฟร้อง อยากไปทะเล แต่ไปภาคใต้นะ5555

Nest: ไป!

เออ ไป พูดออกมาโดยไม่ทันคิดเลย ไม่ได้ดูตารางเรียนด้วยว่าว่างไหม ที่รู้อย่างเดียวตอนนั้นคือ

อยากออกไปเที่ยว เพราะเครียดเรื่องเรียน สอบนั่น นู่น นี่เยอะไปหมด คณะที่อยู่ในวงการแพทย์คงเข้าใจดี ความรู้สึกโล่งๆที่อยากทำอะไรก็ได้ตามใจฉัน มันหายไปนานมากแล้ว เพราะต้องอ่านหนังสือเกือบทุกวัน แต่พอเช็คว่าวันที่ 29-31 มีนา พอที่จะหยุดเรียนได้ ก็รู้สึกได้ว่าถ้าได้ชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเอง ด้วยการออกไปเที่ยวกับเพื่อนสนิทที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยมัธยม ไปใช้ชีวิตในโลกแห่งความฝันก่อนกลับเข้าสู่โลกแห่งความจริง ก็คงจะทำให้ชีวิตช่วงนี้ไม่น่าเบื่อจนเกินไป

ขอแม่รึยัง ก็ยัง แต่เดี๋ยวไปอ้อนๆแม่หน่อย อ้างว่าเครียดเรื่องเรียนแม่ก็คงจะให้

ดังนั้น ตอบว่าไป คงไม่ไกลเกินความจริง


เนส เรียนทันตะอยู่ที่มอมหิดล

วัน เพื่อนสาวของเนส เรียนอยู่ที่คณะแพทย์รามา

ฟร้อง เรียนแพทย์จุฬา

ทั้งสามคนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยมอสี่ ตอนอยู่เตรียมอุดม ตอนนี้ก็อยู่ปีสองกันแล้ว และกำลังจะมีแพลนไปเที่ยวทะเลใต้ด้วยกัน

ช่วงนั้นวันไลน์มาหาเนสอยู่บ่อยๆ พอๆกับที่เนสไลน์ไปหาวัน หัวข้อเรื่องที่คุยไม่ไกลเกินการบ่นเรื่องเรียน ว่าไม่ไหวแล้ว เราต้องได้ไปเที่ยวกันนะแก

มาถึงเรื่องเลือกไปเที่ยวที่ไหนดี ทริปคือ เที่ยวทะเลใต้ ด้วยความที่ทั้งสามคนไม่มีใครเคยไปเที่ยวใต้มาก่อน มันก็เหมือนกับว่าทุกคนเริ่มจากไม่มีข้อมูลอะไรเลย

ช่วงนั้น เนสกับวันก็ช่วยกันอ่านหารีวิวในเน็ต ว่าไปไหนดี

ก่อนไปเกือบสองอาทิตย์ก็ได้มีสมาชิกใหม่ คืออีลุง อีลุงคือต้า ที่เรียกลุงเพราะมันแก่กว่าปีนึงเนื่องจากเคยไปแลกเปลี่ยนมา บวกกับบุคลิกของมันที่โคตรลุง ลุงเรียนที่เดียวกับฟร้อง และพวกเราสี่คนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มอสี่

กลายเป็นตอนนี้มีสมาชิกใหม่เพิ่มมาอีกคน เป็นสี่คน ฟร้องเปลี่ยนชื่อไลน์กลุ่มเป็นกระบี่พร้อมหารูปหน้าปกที่เป็นทะเลกระบี่มาใส่ในกรุ๊ปไลน์

Nest: แก ไปพีพีกัน หรือจะไปภูเก็ต พ่อชั้นมีคนรู้จักอยู่ เค้าอาจมาช่วยแนะนำพวกเราได้

Tar: อยากไปกระบี่อะ

Fronce: อ่าวแล้วพีพีอะ

Won: อีบ้า ! ก็พีพี ก็อยู่กระบี่ไง

Nest: เอองั้นสรุปไปพีพีนะ ชั้นจะจองตั๋วเลยนะแกคืนนี้ เดี๋ยวราคามันขึ้น

สรุปแล้วเนสสามารถหาตั๋วที่ราคาถูกที่สุดได้ตอนนั้นคือ3029 ต่อคน จองก่อนสองอาทิตย์

ซึ่งถ้าจองเมื่อสองสามวันก่อนหน้านี้จะตกคนละสองพันเอง แต่นี่ก็พยายามจองให้เร็วที่สุดแล้วเพราะต้องรอตารางเรียนของทางชาวจุฬาว่าว่างไหม ฟร้องกับต้าเพิ่งคอนเฟิร์มว่าไปได้จริงๆ


เรื่องการจองที่พัก เนสได้นั่งอ่านรีวิวในพันทิปไปเรื่อย จนไปเจอความเห็นหนึ่งแนะนำว่า ให้ไปพักที่พีพี แล้วเหมาเรือตอนเช้าเจ็ดโมงออกไปเที่ยวรอบเกาะ คนจะได้ไม่เยอะ

ถ่ายรูปออกมาจะได้สวย แต่ต้องไปพักที่พีพีคืนนึง เฮ้ยก็ฟังดูไม่เลวนี่ ไหนลองหารีวิวที่พักบนพีพีซิ

ก็ได้ความว่า เดี๋ยวนี้บนเกาะพีพีไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวไปเยอะ คนส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตอนกลางคืนก็อันตราย บีชคลับเยอะ และไม่ค่อยสะอาด

อ่าวเอาแล้วไง เนสเริ่มกังวลขึ้นมา ลองไลน์เอาแผนนี้ไปเสนอวันดีกว่า แต่จะเก็บเรื่องที่มีรีวิวว่า อันตรายไว้ไม่เล่า ถ้ามันหาเองเจอค่อยว่ากัน

ไลน์ไปหาวัน วันก็สนใจ ยิ่งเนสบอกว่าตอนกลางคืนคือไนท์ไลฟ์ที่แท้ทรู

วันก็บอก ไปแก!

สักพักวันไลน์มา แก ชั้นไปอ่านเจอรีวิวในเน็ต มันน่ากลัวนะเว่ย

เนสจึงตั้งกระทู้ถามคนในพันทิปว่าน่ากลัวจริงไหม ก็มีเม้นนึงบอกว่าถ้าดูแลตัวเองดี ก็ไม่น่ากลัวอะไรค่ะ อีกอย่างคนที่มาตอบก็เป็นผู้หญิงไปเที่ยวเกาะพีพีคนเดียว

เห็นเม้นนี้แล้วขอไปต่อละกัน เอาตามแผนนี้แหละ

เนสกดจองโรงแรมไปสองที่คือที่พีพีคืนนึง ที่ในตัวเมืองกระบี่คืนนึงผ่านเว็บ Agoda ก่อนถึงวันไปก็อีเมลล์ไปคอนเฟิร์มกับทางโรงแรมเพื่อความชัวร์ว่ามีห้องว่างให้เรา


วันนี้ฟร้องนั่งเรียนเลคเชอร์อยู่ในห้อง นึกถึงเรื่องที่กำลังจะไปเที่ยวกระบี่กับเพื่อนๆพรุ่งนี้ ทำให้รู้สึกงงบวกกับตื่นเต้นเล็กน้อย ที่วันนี้ยังนั่งอยู่ในห้องเลคเชอร์อยู่เลย แล้วพรุ่งนี้จะไปอยู่ที่กระบี่แล้วหรอวะ

ไม่ต่างอะไรกับอีกสามคน ที่ก็มีความรู้สึกงงเช่นกัน

คืนก่อนไป วันมานอนหอเนส คงจะเพราะ ความตื่นเต้นหรือความอะไรไม่รู้ ทำให้วันได้นอนไปสองชั่วโมง

และวันเดินทางมาถึง นัดกันโดยเนส ต้า วัน จะไปสนามบินดอนเมืองด้วยกัน แล้วไปเจอฟร้องที่สนามบินเลย

ต้า เดินหลงมาหอไม่ถูกทั้งๆที่เคยเดินพาเนสมาส่งที่หอตอนที่เคยไปกินเหล้ากันมา เนสเลยไว้ใจว่า

ต้าน่าจะมาถูก แต่ผิดคาดมันเดินมาไม่ถึง พี่grab เลยต้องจอดรอให้ต้าเดินมา

เนสเป็นคนกดเรียกgrabเอง คิดว่ามองดีแล้วกดเลือก destination เป็น สนามบินดอนเมือง

ในเวลาตีห้าครึ่ง ถ้าเป็นปกติ คงงัวเงียน่าดู แต่วันนี้หน้าตาทุกคนดูสดชื่น เหมือนมีenergyบางอย่าง แม้ว่าใครบางคนจะนอนมาแค่สองชั่วโมงก็ตาม

เมื่อตอนใกล้จะถึง สนามบินดอนเมือง เนสพูดขึ้นมาว่า เราterminal 2 นะเว่ย

ก่อนที่เพื่อนๆจะตอบอะไร คนขับ grab หันกลับมาพูดว่า

“ดอนเมืองแมนชั่นนะครับ”

ห้ะเดี๋ยวอะไรนะ

“ครับ เห็นกดเลือกมาดอนเมืองแมนชั่น”

“อ้าวหนูไม่ได้กดมาสนามบินหรอพี่”

..... ชิบเป๋งละ(เนสนึกในใจ) นึกว่ากดถูกแล้ว ตอนกด เนสพิมแค่คำว่าดอนเมือง เนสเห็นไรขึ้นก็เอาอันแรกเลย ดอนเมืองแมนชั่นมันดันขึ้นมาอันแรก มองผ่านๆนึกว่าสนามบินดอนเมือง

นี่ยังดีนะที่ดอนเมืองแมนชั่นมันแค่อยู่ตรงข้ามกับสนามบินดอนเมืองยังพอที่จะ u-turn รถกลับมาได้

“เดี๋ยวต้องคิดค่าโดยสารใหม่นะครับ เป็นราคานี้นะครับ”

พี่grab คิดค่าโดยสารใหม่จาก 270 เป็น 222 ทุกคนเลยไม่ได้เอะใจอะไร

ต้า: พี่เท่าไหร่ครับ

พี่grab: 492บาทครับ

ต้า: ทำไมแพงจังพี่

พี่grab: อ้อ ก็กดจากหอมาแมนชั่น แล้วก็กดจากแมนชั่นมานี่ มันมีราคาสนามบินด้วย เลยแพง

ไม่รู้อันไหนจริงอันไหนหลอก แต่เนสบอกว่า

“เค้าไม่ได้เปลี่ยนสถานที่เว่ย ตอนที่กดจากแมนชั่นมาสนามบินดอนเมือง ชั้นว่าชั้นเห็นเค้ากดจากหอชั้นมาสนามบินดอนเมือง” เนสยืนยันแบบนั้น ซึ่งพี่เขาอาจจะลืมหรือไม่รู้ก็ได้

กลายเป็นทุกคนต้องจ่ายค่ารถจากสองร้อยกว่ามาเป็นเกือบๆห้าร้อย แล้วหารสาม

นั่นไงจะรอดไหมวะ แค่เริ่มต้นก็สนุกแล้วสิ ถ้าเป็นกลุ่มอื่นคงพูดแบบนี้ได้

แต่เป็นกลุ่มนี้ แค่เริ่มต้นก็แย่แล้วสิ...... ชั้นรู้ทุกคนกำลังคิดอยู่


เนส ต้า วัน มาถึงสนามบิน เดินหาฟร้องในสนามบิน ไม่เจอ เจอแต่ยายของฟร้อง

ที่รอเช็คอินขึ้นเครื่องกลับบ้านที่ลำปาง แค่เห็นท่ายืนก็นึกว่าต้องเป็นยายฟร้องแล้ว น่ารักจริง

คิดว่าฟร้องก็คงอยู่แถวๆนี้

นั่นไงสักพักก็เจอ วันรีบเดินไปเล่าให้ฟร้องฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องขำๆ(ที่ไม่ค่อยขำ เพราะเสียเงินไปเนี่ยสิ)

พวกเราเข้าไปข้างในเกท หาข้าวกิน ยังเจื่อนๆกับค่าgrabแพงๆที่จ่ายไปอยู่เลย แม่มเอ๊ยไม่น่าเลย

ตอนนั้นเนส ดูมีความกังวล กลัวจะไม่ทันขึ้นเครื่อง เลยรีบเร่งให้เพื่อนให้รีบเดิน แต่สุดท้ายก็ทันเวลาพอดี


สุดท้ายหลับๆ ตื่นๆ จนได้ยินเสียงกัปตันประกาศว่าจะเอาเครื่องลงแล้ว


ถึงกระบี่เวลา 9.20

พอลงจากเครื่องปุ๊บเนสกับวันรีบเดินหาห้องน้ำเพื่อเข้าไปแต่งหน้า

ทั้งสองคนแต่งหน้าเลยครึ่งชั่วโมงชั่วโมงในห้องน้ำสนามบิน

จนพวกผู้ชายไลน์มาถามว่า

“พวกแกอยู่ไหน ตกส้วมตายกันไปรึยัง”

พวกเราเดินออกมา ตรงทางออกเจอซุ้มทัวร์คอยเรียกลูกค้ามากมาย วันพยายามต่อราคาจอยรถตู้เพื่อไปท่าเรือจากราคา หกร้อยเหลือสี่ร้อยได้ แทนการนั่ง shuttle bus ที่ราคาคนละ 150 บาทต่อคน

ทำให้รู้สึกว่าบางทีการไปเที่ยวไหน แล้วมีเพื่อนที่มีความสามารถในการต่อราคานี่มันดีอย่างนี้นี่เอง

ขึ้นไปนั่งเกือบครึ่งชั่วโมง รถไม่ออกสักทีเลยตัดสินใจไปเปลี่ยนขึ้นแท็กซี่ จ่ายเพิ่มอีกสองร้อยบาท

แล้วก็เล่าแพลนที่วางไว้ให้พี่ที่เป็นคนขายตั๋วฟัง

พี่เค้าก็แนะนำให้ไปท่าเรือสมพร ซื้อทัวร์ไปไร่เลย์ แล้วกลับมาขึ้นเรือที่สมพรไปพีพี เดี๋ยวเค้าจะบอกคนขับให้

ไม่นานเกินรอ รถแท็กซี่ก็มาจอดรอรับเรา เป็นรถเก๋งขนาดปานกลางคันหนึ่ง ที่ไม่ได้มีลายแท็กซี่เหมือนที่เห็นในกรุงเทพ

ถึงจะแอบเซ็งที่รอรถตู้นาน แต่หารู้ไหมว่าการได้นั่งแท็กซี่กับพี่คนนี้ เป็นสิ่งดีๆที่หล่นทับพวกเราเลย

นั่งรถไป ขอพี่เค้าแวะเซเว่น พี่เค้าก็แวะให้ ถามไรพี่เค้าก็แนะนำอย่างดี

แถมยังบอกอีกด้วยว่า จดเบอร์ไว้ก็ได้นะ ไว้เผื่อตอนวันกลับอยากให้มารับ

ตอนก่อนลงจากรถก็เลยจดชื่อกับเบอร์พี่เค้าเอาไว้ พี่หิน 08x-xxxxxxx

ขอบคุณการต้อนรับที่น่ารักของชาวกระบี่


นั่งรถไปครึ่งชั่วโมงจากสนามบินก็ถึง

ท่าเรือสมพร เป็นท่าเรือที่อยู่ในตัวเมืองกระบี่


พวกเราดีลเรื่องการซื้อทัวร์

สรุปแล้วทุกคนต้องจ่ายคนละ 2500 ซึ่งเป็นราคาที่พวกเราช่วยกันต่อเรียบร้อยแล้ว

เป็นที่รวมค่าเรือจาก

  • จากสมพรไปไร่เลย์
  • จากไร่เลย์ไปคลองจิหราด
  • จากคลองจิหราดไปพีพี
  • จากพีพีไปทัวร์รอบๆเกาะแบบส่วนตัวในวันพรุ่งนี้ (คนละ1200)
  • และจากพีพีกลับท่าเรือคลองจิหราดที่อยู่ตัวเมืองกระบี่

ถ้าไม่นับค่าเรือที่ข้ามฟากไปกลับระหว่างพีพีกับกระบี่ เรือที่จองเป็นเรือหางยาวส่วนตัวหมดเลย

เพราะพี่คนขายบอกว่า ต้องรอให้คนถึงแปดคน เรือถึงจะออกได้ ซึ่งอาจจะเสี่ยงต่อการกลับมาขึ้นเรือไปเกาะพีพีไม่ทัน แต่วันนี้โชคดีหน่อยเป็นวันศุกร์เรือที่ออกจากสมพรไปพีพีรอบสุดท้่ายคือสี่โมงครึ่ง พวกเราเลยจะมีเวลาอยู่ที่ไร่เลย์พอสมควร

สีหน้าเนสดูเครียด ตอนเห็นราคาทัวร์พีพีส่วนตัว

เพราะแพลนจริงๆคือ จะไปซื้อที่พีพี ไปเหมาเรือหางยาวของชาวบ้านที่คิดว่าน่าจะหาได้ในราคาไม่แพง

วันเหมือนรู้นิสัยเนส บอกว่า

“แกใจเย็นๆ ถ้าเราซื้อจากที่เดียวแล้วราคาไม่แรงเกินพันห้า ก็ไม่เป็นไรป้ะวะ เหมือนที่หาข้อมูลในเน็ตไง1200-1500”

เนสดูมีสีหน้าไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายก็ยอมจ่าย ถึงแม้ในใจจะแอบอยากให้เป็นเหมือนแพลนที่ตัวเองวางไว้



หลังจากต่อราคากับพี่เค้าเสร็จแล้ว เบ็ดเสร็จทุกคนต้องจ่ายคนละ 2500 บาท

ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่โอเค พอรับได้อยู่ และซื้อจากเจ้าเดียวกันจะได้ไม่งงด้วย



ขึ้นเรือไปหาดไร่เลย์ อากาศร้อนมาก



ขนาดเรือหางยาวใหญ่กว่าที่คิดไว้ ตอนแรกเนสกับฟร้องมีการคุยกันว่า เราจะลงดำน้ำกันอย่างไร

ถ้าลงไปแล้วจะขึ้นได้ยังไงเพราะดูจากรูปแล้วเรือหางยาวมันดูเล็ก แต่ความจริงแล้วคือ

เค้าจะมีบันไดให้ และเรือก็ไม่ได้เล็กเลย



ลงเรือปุ้บ ฟร้องกับต้าก็เริ่มถ่ายรูปทันที


นั่งเรือประมาณสี่สิบนาทีก็ถึงหาดไร่เลย์

นัดแนะกับพี่เรือเรียบร้อยว่าจะมาเจอตอนบ่ายสามครึ่ง พวกเรามีเลยมีเวลาที่นี่ประมาณเกือบๆสี่ชั่วโมง


อากาศตอนนั้นร้อนมาก รับรู้ได้ถึงความดำที่กำลังค่อยๆเข้ามาแทนทีสีผิวจากกรุงเทพ

โดยฝั่งที่เรือจากตัวเมืองมาถึงจะเป็นฝั่งตะวันออกของหาดไร่เลย์

ไปถึงเดินเจอร้านซูเปอร์มาร์เก็ตก็เลยเดินเข้าไป แต่ก็ต้องออกทันทีหลังจากเห็นเลย์ราคาถุงละ 120

โอเคเชื่อแล้วว่าของกินราคาบนเกาะแพงจริง

เดินตามป้ายเพื่อจะไปฝั่งตะวันตก กะจะไปพายคายัค แล้วหาข้าวกลางวันกินตรงแถวนั้น

ทางเดินระหว่างทางตอนกลางวันแสกๆก็ไม่ดูน่ากลัวอะไร ข้างทางดูเป็นบ้านคน อะไรอย่างงั้น มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินอยู่ตลอดทาง


แต่คิดว่าตอนกลางคืนถ้ามาเดินคนเดียวก็น่าจะดูเปลี่ยวอยู่ไม่น้อย

ไปถึงทางฝั่งตะวันตกก็เดินดูอาหารที่ราคารับได้ เดินผ่านร้านที่คล้ายๆเคเอฟซี ราคาร้อยขึ้น ร้านอาหารทะเลดูดีหน่อยก็ราคาแรง เลยเดินเข้าไปในซอยเผื่อจะเจออะไรถูกบ้าง


เจอยู่ร้านนึงเป็นร้านที่ขายข้าวผัด เคบับ เบอร์เกอร์ เน้นพวกอาหารที่ให้แคลอรี่เยอะ และราคาไม่แพงเกินไป ถ้าเทียบกับปริมาณที่ได้ และการที่มันถูกขายบนเกาะ ตกอย่างละ80-120บาท

ฟร้อง ซื้อข้าวผัดไก่ เนสซื้อข้าวผัดไข่

วันซื้อข้าวผัดกุ้ง พร้อมอวดว่าตัวเองซื้อข้าวปั้นจากเซเว่นตุนมา


“เนี่ย ชั้นบอกพวกแกแล้ว ให้ซื้อของกินจากเซเว่นมาตุนไว้”

“ชั้นบอกแกก่อนลงจากรถว่า ซื้อมาเผื่อหน่อย แต่แกไม่ได้ยินหวะ ไม่เป็นไร ฮ่าๆ”

ส่วนต้าถามพี่คนขายว่าเคบับกับ wrap ต่างกันยังไง พี่คนขายบอกคล้ายๆกัน

ต้างงๆ แต่ก็ซื้อwrapมากิน

เนสได้อาหารคนแรก ด้วยความหิว เนสเปิดกล่องข้าว แล้วยืนกินอยู่หน้าร้านเลย

ได้ยินเสียงไก่ หันไปอ้าวเห็นเจ้าไก่สองตัวอยู่ใกล้ๆเลย

“หรือว่าไก่ที่กินอยู่ มาจากตรงนี้วะ”

ฟร้องพูดขึ้นมา......

พอทุกคนได้อาหารแล้วกะจะเข้าไปนั่งกินข้าวในคาเฟ่ที่มีแอร์ สั่งเครื่องดื่มเย็นๆmilkshake ราคาเครื่องดื่มในร้าน 70-120 เป็นตัวเลือกที่ไม่แย่เลยสำหรับพวกเรา เพราะสิ่งที่ต้องการในตอนนี้อาจไม่ใช่แค่นมเย็นๆสักแก้ว แต่เป็นความเย็นจากแอร์ด้วย

เดินไปนั่งกินอาหารในร้าน ก่อนพี่พนักงานจะเดินมาบอกว่า

“ไปกินข้างนอกให้หมดก่อนได้ไหมครับ แล้วค่อยกลับเข้ามาข้างในอะครับ”

ทั้งสี่คนเลยเดินออกไปกินข้าวข้างนอกให้หมดก่อนแล้วกลับเข้ามานั่งตากแอร์ในร้าน

มองผ่านกระจกของร้านคาเฟ่นี้ก็เห็นฝั่งตรงข้ามเป็นร้านขายของที่ตามเกาะต่างๆพึงจะมี อย่างร้านขายเสื้อผ้า สไตล์เดินเล่นริมชายหาด ร้านน้ำหวาน อาหารทะเล น้ำมะพร้าว และมีร้านเช่าชุดแต่งงานด้วย!

ออกจากร้านคาเฟ่มาก็หาทำเลที่วางกระเป๋า สักพักเห็นคนมายืนมองอะไรแถวเรา มองขึ้นไปข้างบนตามเค้า อ้าว เจอสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายๆลิง พี่ที่ยืนอยู่ข้างๆบอกว่า

“เค้าเรียกว่าค่างครับ”


ออกไปถ่ายรูปที่หาดไร่เลย์ซึ่งตรงนี้คือฝั่งตะวันตก ชายหาดที่สวย ทรายละเอียด เรือหางยาวที่จอดเรียงรายกัน ภาพผู้คนกำลังเล่นอยู่กลางน้ำ มีฉากข้างหลังเป็นหินขนาดใหญ่สีเขียวปนน้ำตาลอย่างลงตัวตามธรรมชาติ และยังมีภูเขาหินผาที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่นอยู่ด้วย

ทำให้ทุกคนคิดได้ว่าถ้ามีตัวเองอยู่ในภาพก็คงจะดี ว่าแล้วต่างก็ไปผลัดกันถ่ายรูป ผลัดกันเฝ้ากระเป๋า





วันทำหน้าที่เป็นคนเฝ้ากระเป๋าให้อีกสามคนที่เหลือไปถ่ายรูปกันก่อน




มีคนเอาเบียร์ไปกินในน้ำด้วยแฮะ



เนสเห็นวันโบกไม้โบกมือเป็นสัญญาณว่าอยากไปถ่ายรูปบ้าง เนส ฟร้อง ต้า จึงเดินกลับไป

เห็นสีหน้าวันที่แตกตื่นพร้อมพูดว่า

“นี่พวกแกรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”

“เกิดไรวะ”

“ค่างมันฉี่ใส่กระเป๋าชั้น!”

“ห๊า” ทุกคนลั่นขำออกมา










ผลัดกันถ่ายรูปที่หาดไร่เลย์เสร็จก็เดินไปหาดถ้ำพระนางซึ่งอยู่ที่ปลายสุดของแหลมอ่าวไร่เลย์


ตอนนั้นพวกเราเดินย้อนกลับไปตามป้ายคือผ่านทางฝั่งไร่เลย์ตะวันออก

ระหว่างทางเดินไปเนสเจอเด็กที่นั่งหน้าร้านคลินิคแกล้งถามชื่อทั้งภาษาไทย

“ชื่อไรคะ”เด็กไม่ตอบ เลยเปลี่ยนเป็น “Hi what’s your name” เด็กก็ยังไม่ตอบอีก แต่เหมือนพยายามจะพูดอะไรออกมา แล้วแม่ก็เดินออกมา จนรู้ว่าเค้าไม่ใช่คนไทย ก็คงจะเป็นชาวเอเชียสักประเทศ

ถ่ายรูปออกมา หน้าเด็กน่ารัก หน้าเนสแบบ



ระหว่างทางเดินไปจะผ่านถ้ำหินงอกหินย้อย ตรงข้างๆจะมีที่ให้สักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย


เดินย้อนกลับผ่านถ้ำพระนาง แล้วเจออ่าวต้นไทร

ตรงจุดนี้จะให้ภาพที่ต่างไปจากตรงไร่เลย์ ที่เห็นชัดคือสีน้ำทะเลเป็นสีเขียว หินเป็นสีน้ำตาลปนส้มเสียส่วนใหญ่ ยังไงถ้าถ่ายภาพตรงนี้ ก็ให้ภาพที่สวยคนละแบบกับฝั่งไร่เลย์

บริเวณแถวนี้จะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาปีนผากันด้วย









น้ำใส สู้กับแดดที่จ้า พวกเราผลัดกันถ่ายรูป

“เฮ้ยพวกแก ดูนี่เดะ เจอแมงกะพรุน มันขึ้นมาอยู่บนทรายเลย” ต้าพูดออกมาอย่างนั้นกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

ทุกคนต้องคอยระวังเท้าตัวเอง เพราะไม่มีใครอย่างเสี่ยงโดนเจ้าแมงกะพรุนนี้

ต้าอยากไปถ่ายตรงหินใหญ่ๆ ให้เหมือนฉากในหนังเรื่องเฟรนด์โซน


แต่เวลาไม่ทัน เพราะตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงครึ่งแล้วเรือจะมารับตอนบ่ายสาม เลยได้ถ่ายรูปกันอีกนิดหน่อยก่อนจะเดินกลับ



ตรงบริเวณถ้ำพระนางจะมีศาลพระนาง อย่าลืมแวะไปไหว้สักการกันเพื่อความสิริมงคล

หาดเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นอนอาบแดดอย่างไม่กลัวกันเลย


ตัดภาพมาที่เด็กไทยกลุ่มนึงแย่งกันเข้าไปอยู่ในร่มเพื่อหลบแดด


ตอนใกล้จะถึงท่าเรือก็แวะซื้อน้ำอัดลม แฟนต้า มิรินด้า โค้กมาแบ่งกันกินเพื่อคลายร้อน


การได้กินเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลกลูโคส เย็นๆ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนแบบนี้ ช่วยให้เฟรชขึ้นเยอะเลย

เดินไปถึงท่าเรือก็เจอพี่เรือยืนรออยู่แล้ว พวกเรากลับขึ้นเรือเพื่อไปท่าเรือคลองจิหราด นั่งเรือไม่นานก็ถึงท่าเรือคลองจิหราด


ต้ากับฟร้องต้องไปเปลี่ยนตั๋วให้ เนสกับวันนั่งรอ

“เฮ้ย วัน แกดูดิ มีหมาเดินออกมาจากเรือด้วย”

“เฮ้ยน่าร้ากกกก”

“เห็นแล้วคิดถึงหมาที่บ้านเลยหวะ อยากให้หมาได้มาเที่ยว มาขึ้นเรือแบบนี้บ้าง”

นั่งรอได้เกือบๆครึ่งชั่วโมง ใกล้เวลาที่เรือเฟอร์รีลำใหญ่ที่จอดรอรับผู้โดยสาร ที่มีผู้โดยสารจำนวนหนึ่ง ได้ทยอยขึ้นไปก่อนแล้ว ใกล้ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องขึ้นเรือ เนสหันไปหาว่าเมื่อไหร่ฟร้องกับต้าจะมาสักที และก็เห็นผู้ชายสองคนเดินตามกันมา

ภาพที่ต้าเดินกลับมาคือเดินแบกน้ำซื้อขนมมาให้ เนสกับวันน้ำตาแทบไหล ไม่เคยเห็นลุงทำไรแบบนี้

ขึ้นเรือไปพีพี พวกเรานั่งข้างกัน คุยกันเสียงดัง ตามประสาวัยรุ่น และรู้สึกว่าตัวเองเป็นแกะดำ

เพราะจากการมองคร่าวๆแล้วไม่เห็นคนไทยเลย

นั่งไปสักพักเนสมองออกไปทางด้านหน้าของเรือผ่านกระจก เห็นผู้หญิงสองคนอยู่บนดาดฟ้าเรือ

เนสคงเบื่อเลยบอกเพื่อนว่า

“แกชั้น แอบอยากไป ข้างบนดาดฟ้าเรือหวะ ไม่มีไรทำ”

“เออไปดิ แกอาจจะได้แรงบันดาลใจ ในการเขียนบล็อกเพิ่ม ดีกว่านั่งคุยกับพวกชั้น ฮ่าๆๆๆๆ”

“เอองั้นชั้นไปละกัน”


เนสเดินไปชั้นดาดฟ้าเรือ โดยผ่านช่องทางเดินเรือแคบๆข้างตัวเรือ มองลงไปเห็นน้ำทะเล สวยแต่น่าหวาดเสียวอยู่เหมือนกัน ดีนะที่มีราวกั้นเอาไว้

บนดาดฟ้าเรือมีชาวต่างชาตินั่งจับกลุ่มคุยกัน ลมแรงมากผมปลิวเข้าปากตลอด คราวหลังคุณผู้หญิงมัดผมไว้ก็ดี จะได้ไม่ต้องมาคอยเอามือมาปัดผมออกจากหน้า

เนสยืนถ่ายรูปสักพัก มองออกไปเห็นความกว้างใหญ่ของทะเล น้ำทะเลสีคราม ดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับฟ้า แดดหายไปไม่ร้อนแล้ว เวลานี้มายืนอยู่บนดาดฟ้าเรือแบบนี้ ปล่อยให้ความคิดอะไรบางอย่างผ่านไปกับลมทะเลและคลื่น แค่เพียงชัวขณะที่ได้มีเวลาอยู่กับตัวเองแบบนี้ ไม่ต้องคิดอะไร

อยากหยุดเวลาเอาไว้จัง




หันไปเห็นพี่ที่ขับเรืออยู่ เค้าทำท่าโบกมือว่าไม่เป็นไรยืนได้ ไม่ได้บังเค้า

เนส ได้ยินบทสนทนาจากชาวต่างชาติข้างข้าง ดูเหมือนว่าพวกเขาก็เพิ่งจะเมคเฟรนด์กัน

สักพักเนส เข้าไปจอยบทสนทนาด้วย



ผู้หญิงคนนึงมาจากเอกวาดอร์ เธอเพิ่งกลับมาจากการเที่ยวที่ออสเตรเลียและ road trip ที่อเมริกา

ผู้ชายอีกคนมาจาก นอร์เวย์

เนสคุยกับหนุ่มนอร์เวย์


เค้าบอกว่ามาพีพี สามคืน มาพักผ่อน ตัวเค้าเองเป็นนักเรียนfinance ถ้าเรียนจบแล้วอยากลองดูเกี่ยวกับวิศวกร

มาเที่ยวเมืองไทยหลายที่แล้วทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ กระบี่ กรุงเทพ

กรุงเทพอะชอบมากเลยนะ ชอบสภาพบ้านเมือง ถึงคนเยอะไปหน่อย แต่อาหารไทยอร่อยมาก พวกสตรีทฟู้ด

ราคาไม่แพง และเค้าชอบการมาเที่ยวเมืองไทยมาก

เนสบอกเนสเป็นนักศึกษาทันตะ ปีสองมากับกลุ่มเพื่อนที่เรียนแพทย์

เค้าก็แซวว่าเป็นกลุ่มเด็กnerd สินะ ฮ่าๆ

“พักที่พีพีที่ไหนละ”

“ผมยังไม่ได้หาเลย”

“อ่าวหรอ ฉันพักที่บีชช่าคลับนะ”

“ติดชายหาดล่ะสิ ตอนกลางคืนมีพาร์ที่”

“ใช่ นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ฉันไม่ได้บอกแม่ด้วยว่าคืนนี้ฉันจะนอนที่พีพี เดี๋ยวแม่จะกังวล”

“อ้าวเฮ้ยจริงดิ ฮ่าๆ”

และก็คุยกันเรื่องเรื่อยเปื่อยไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง เค้าก็ขอตัวไปห้องน้ำ

จังหวะนั้นเนสอยู่คนเดียว คนเรือจะมาคุยด้วย เนสเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยของสายตาที่มองเข้ามา เลยตัดสินใจกลับเข้าไปหาพวกเพื่อนดีกว่า เปิดไลน์ไปมีการไลน์มาถามด้วยว่าเป็นไงบ้าง

เนสหันไป say goodbye ให้หนุ่มชาวนอร์เวย์

“Nice to meet you have a good time in Thailand”

“Nice to meet you too hopefully see you in the Party tonight”

ถึงแม้จะเป็นบทสนทนาสั้นๆ มันก็ทำให้เนสคิดถึงฟีลลิ่งตอนเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวขึ้นมา ที่นอกจากเราจะได้พบเจอสถานที่ใหม่ๆ เรามักจะได้พบมิตรภาพจากคนรอบข้างอีกด้วย ถ้าเราไม่ปิดกั้นตัวเองจนเกินไป มิตรภาพระหว่างทางก็เริ่มต้นจากประโยคง่ายๆอย่างhi where are you from


เรือมาถึงเกาะพีพี

ซึ่งอยู่ห่างจากจังหวัดกระบี่ราว 40 กิโลเมตร หมู่เกาะพีพี เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เกาะพีพีมีสองเกาะใหญ่คือ พีพีดอนและพีพีเล และยังมีเกาะเล็กๆอีกมากมาย

เกาะพีพีดอนเป็นเกาะขนาดใหญ่มีทั้งที่พัก ท่าเรือ ร้านอาหาร สิ่งอำนวยความสะดวก ทุกอย่างอยู่ที่เกาะนี้ และก็ยังมีธรรมาชาติที่สวยงาม แน่นอนเรือที่มาถึงตอนนี้ก็อยู่ที่พีพีดอน ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณชั่วโมงครึ่ง


ลงจากเรือมาจะเห็นพนักงาน จากโรงแรมต่างๆยืนชูป้ายมารอรับลูกค้า รวมถึงบริษัททัวร์ต่างๆมากมายบนท่าเรือของอ่าวต้นไทร

เดินตามพี่พนักงานของโรงแรมบีชช่าคลับ ทางเดินอย่างงง คิดในใจ ‘ ถ้าเดินเอง จะเดินถูกกันไหมวะ’

บรรยากาศในพีพี มีร้านค้า ร้านอาหาร เหมือนกับถนนข้าวสาร ไม่เห็นคนไทยเลย เห็นบ้างที่เป็นคนขายของ ที่เป็นนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรา น้อยมาก

จนต้าพูดขึ้นมาว่า

“อย่างกับไม่ใช่ประเทศไทย”

ระหว่างทางไปโรงแรม ผ่านเซเว่นประมาณสามเซเว่น เลยแวะซื้อของ เนสซื้อยากันยุงเพื่อเอาไว้ทาตอนเดินขึ้นไปบนจุดชมวิว ที่อ่านรีวิวมาว่ามียุงเยอะ

พอเดินออกมาก็ถามพี่พนักงานบีชช่าคลับว่าจะไปจุดชมวิวทันไหม

“โหหห ไม่ทันนะครับ เพราะเดินขึ้นไปก็ใช้เวลาเกือบยี่สิบนาที อีกอย่างพระอาทิตย์ตกแล้วด้วย ขึ้นไปมองไม่เห็นอะไร อาจจะไม่สวย”

เนสเสียใจนิดหน่อยเพราะอยากขึ้นไปดูวิวสวยๆ ที่มองลงเห็นเวิ้งของอ่าวต้นไทรและอ่าวโละดาลัมได้

ถึงที่พักพี่พนักงาน ต้อนรับใจดีมาก หลังจากที่เล่าแพลนให้พี่เค้าฟัง หลักๆคือนัดทัวร์ไว้เจ็ดโมงเช้า แต่อาหารเช้าของทางโรงแรมสามารถรับได้ตอนเจ็ดโมง เค้าก็แนะนำว่าเลื่อนเวลาทัวร์พรุ่งนี้ไหมจากเจ็ดเป็นเจ็ดครึ่ง เพื่อจะได้รับอาหารเช้า

พวกเรารับกุญแจห้อง พร้อมจ่ายค่ามัดจำกุญแจ1000 ซึ่งแพงอยู่ พี่เค้าเลยแนะนำอีกว่าถ้าตอนกลางคืนอยากออกไปเดินเล่นฝากกุญแจไว้กับพี่ยามก็ได้ จะได้ไม่ต้องกลัวหาน

แล้วพี่เค้าก็ถามราคาทัวร์ไปเกาะพีพีที่พวกเราซื้อจากในเมือง ต้าเลยถามเค้าว่าถ้าซื้อที่นี่เท่าไหร่

พี่บอกว่า เหมาเรือหางยาว สามพันบาทต่อลำ ตกแล้วก็คนละ750

สีหน้าเนสดูหงุดหงิด วันเหมือนจะรู้อีกแล้ว

โคตรเจ็บที่ราคาทัวร์เหมาเรือหางยาวเที่ยวรอบเกาะพีพี ราคาถูกกว่าที่ซื้อที่สมพรประมาณห้าร้อย

พี่พนักงานต้อนรับบอกว่า “ไม่เป็นไรนะคะ มาเที่ยวต้องมีเจ็บปวดกันบ้าง”

พี่ที่ช่วยพวกเราขนกระเป๋าก็พูดเสริมมาว่า

“ถ้าซื้อในเมืองเค้าคิดราคาต่อหัว ถ้าคนเยอะก็จ่ายเยอะ ถ้าซื้อที่นี่เค้าคิดราคาเหมาไปเลย ซักสามพันต่อลำไม่ได้คิดเป็นคน มันเลยจะถูกกว่า ไม่เป็นไรนะครับ คราวหน้าไว้มาเที่ยวใหม่ ฮ่าๆ”

เนสเลยคิดปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไรหรอก ก่อนมานี่เนสยังทำพลาดเลยไปกดเรื่องgrabไปดอนเมืองแมนชั่น ทำให้คนอื่นต้องจ่ายเพิ่ม ทุกคนก็ทำผิดพลาดได้ทั้งนั้น การเดินทางก็เช่นกัน เราไม่เคยมา เราจะไม่มีทางรู้หมดหรอกว่าตรงไหนให้ราคาดีที่สุด ถึงแม้เราจะพยายามหาข้อมูลมาเต็มที่แล้วก็ตาม เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเซ็งอีกต่อไป เอาเวลาไปสนุกเฮฮากับเพื่อนดีกว่า


สภาพโรงแรม The Beacha club

เป็นโรงแรมที่โลเคชั่นดีมาก เพราะตัวโรงแรมอยู่ติดชายหาดเลย มีร้านอาหาร บีชบาร์ ไนท์คลับมากมาย แต่เสียงเพลงอาจจะดังบ้าง

ห้องพักดูดีเหมือนรูปที่ลงไว้ในเว็บ Agodaเลย พื้นไม่เป็นทรายอย่างที่เคยอ่านในรีวิว รอดูคืนนี้เสียงจากปาร์ตั้ริมชายหาดจะดังแค่ไหน



บรรยากาศทะเลตอนพระอาทิตย์กำลังจะลับฟ้า





ออกไปกินอาหารของบีชช่าคลับที่ลดสิบเปอร์เซ็นต์ สั่งผัดไท เบอร์เกอร์เนื้อ ข้าวผัดปลาหมึก และนักเก็ต ปริมาณให้เยอะ แต่รสชาติค่อนข้างเค็ม แต่ด้วยความหิว ก็กินกันหมดไม่เหลือ


มื้อนี้เป็นมื้อที่ได้นั่งกินข้าวกับเพื่อนริมทะเล คุยกันตามประสาวัยรุ่น เฮฮา

รักทะเลเวลามีเธอด้วย



ข้างหลังโต๊ะที่พวกเรานั่งกินข้าวกันเป็นสถานที่ที่กำลังจะมีปาร์ตี้และการโชว์ไฟ


ระหว่างทางเดินไปห้องพัก เจอคนเดินจูงน้องหมามาตัวนึง เนสเดินเข้าไปเล่น เจ้าของบอกหมาชื่อโคเบอร์

ฟร้องเห็นเนสเล่นกับหมา พูดออกมาว่าบล็อกเกอร์!

เจ้าของเลยพูดว่า โคเบอร์! (ประมาณว่าชื่อโคเบอร์นะไม่ใช่บล็อกเกอร์)

พวกเรายิ้มและหัวเราะกันใหญ่

ขึ้นไปเล่นกันบนห้อง ต้าสอนเล่นไพ่อีแตะ สุดท้ายไม่ได้เล่น มันอุตส่าซื้อมาม่าเกาหลีเผ็ดมาแกล้งคนเล่นแพ้ แต่เนสก็บอกมันไม่เห็นจะเผ็ดเลย ออกจะหวาน ชอบ

ต้าโชว์ความแมนด้วยการต้มให้สองถ้วยและ เปิดโซดาให้เพื่อนๆ

พอเวลาสี่ทุ่มพวกเราก็เดินลงไปข้างล่าง แวะซื้อแอลกอฮอล์จากร้านค้าหน้าโรงแรม ซึ่งก่อนหน้านี้ต้าเกือบจะไปซื้อตามร้านระหว่างทางที่เดินผ่านมา เพราะราคาถูก เป็นเหล้า เบียร์ถัง แต่พี่พนักงานต้อนรับเค้าแนะนำว่าบางร้านขายเหล้าปลอม ซื้อจากที่เปิดขวดเองดีกว่า

พูดถึงเรื่องเหล้าปลอมปกติแล้วแอลกอฮอล์ที่คนกินคือเอทิลแอลกอฮอล์

เป็นแอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักพืช เช่น อ้อย มันสำปะหลัง แอลกอฮอล์ชนิดนี้กินได้ ใช้ทำ เหล้า ไวน์ และเบียร์ ซึ่งข้อเสียก็รู้ๆกันอยู่กินบ่อยๆก็ระวังเป็นพิษสุราเรื้อรัง ตับแข็งกันล่ะ

แต่ถ้าเหล้าปลอมเค้าจะผสมเมทิลแอลกอฮอล์เข้าไปแทนซึ่งคือ

ได้จากกระบวนการกลั่นทางปิโตรเคมี ใช้เป็นส่วนหนึ่งของ สีทาไม้

และเป็นตัวที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงจุดไฟ ซึ่งอันตรายมาก กินเข้าไปทำให้คลื่นไส้ อาเจียน มีผลต่อประสาทตาอาจทำให้ตาบอดได้เลย

ซื้อเสร็จก็มาเดินเดินเล่นบนหาด บรรยากาศก็มีโชว์ไฟ ปาร์ตี้ กลุ่มชาวต่างชาติเต้นกันมันส์ๆ

พวกเราออกมาเดินห่างๆจากกลุ่มคน เดินไปสักพักเจอคนวิ่งแล้วล้มแล้วลุกขึ้นมาวิ่งใหม่แต่เซมาก ควบคุมตัวเองไม่ได้ ซึ่งคาดว่าเธอน่าจะหลอนฤทธิ์ของสารบางอย่าง

วันบอกว่าเราอยู่ให้ห่างจากเค้าดีกว่า

เดินเล่นไปสักพัก ก็กลับขึ้นห้อง

ยังไงก็ถือว่าได้มาเห็นกับตาสักครั้งในชีวิตว่าไนท์ไลฟ์ตอยกลางคืนบนเกาะพีพีเป็นยังไง

นี่สินนะ

เกาะสวาท หาดสวรรค์


บรรยากาศ




ขึ้นไปอาบน้ำ เนสก็บ่นๆว่าทำไมตรงที่อาบน้ำไฟมันน้อยจัง สักพักก็พบว่า

ฝักบัวมีแสงไฟไปตามการใช้งาน เค้าเลยดีไซน์์ให้แสงไฟในห้องน้ำมืดๆสลัวๆ โอ้โห แซ่บเวอร์

เรื่องน้ำที่ออกมาจากฝักบัวก็อีกเรื่อง เป็นน้ำกร่อย รสชาติเค็มเหมือนน้ำทะเล แต่ก็เข้าใจได้เพราะมันเป็นน้ำที่ใช้บนเกาะ ต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว พวกเราเลยใช้น้ำกร่้อยแค่อาบน้ำสระผม ส่วนล้างหน้าแปรงฟันใช้น้ำดื่มของพวกเราเอง

เสียงจากปาร์ตี้ที่ในเนตรีวิวว่าจะเลิกตีสอง เอาจริงก็ได้ยินเสียงเพลงแต่ไม่ได้ดังถึงขั้นรบกวนการนอน

อาจเป็นเพราะทำเลที่ตั้งของห้องเนสกับวันอยู่ไกลจากชายหาด และไม่ได้อยู่ชั้นแรก

เนสนอนหลับทันที ส่วนวันใช้ที่อุดหูของทางโรงแรมที่มีไว้ให้


เหนื่อยแต่สนุกมากวันนี้ พรุ่งนี้จะเป็นยังไงนะ


วันที่สอง

ทุกคนนัดเจอกันเวลาเจ็ดโมง พวกผู้ชายมาก่อนพวกผู้หญิงอีก

พวกผู้ชายบอกว่าเมื่อคืนเสียงดังอยู่เพราะอยู่ชั้นหนึ่งและอยู่ฝั่งติดชายหาด แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเพราะเหนื่อยเลยหลับไปเลย

ต้าเอาคูปองอาหารไปแลกเพื่อรับอาหารเช้า breakfast box กล่องใหญ่หกกล่อง ไม่รู้ข้างในมีอะไรบ้างนะ



เดินผ่านเส้นทางเดิม ที่เหมือนกับว่าจะมีแค่ต้าที่จำเส้นทางกลับได้ บรรยากาศเกาะพีพีในตอนเช้า ทิ้งร่องรอยของการปาร์ตี้เมื่อคืน หลายๆร้านค้ายังไม่เปิด ถนนมีเศษอาหาร ขวดแก้ว บ้าง เนสเหลือบไปเห็นซากหนูตาย

แต่ที่เห็นตลอดทุกซอกซอย ดันเป็นเจ้าเหมียว หลายตัว มาต้อนรับพวกเรายามเช้า

เดินไปสักพักเห็นลิงด้วย

เดินมาถึงท่าเรือทันเวลาเป๊ะเจ็ดโมงครึ่งที่นัดเรือเอาไว้ วันกำลังจะหยิบตั๋วเรือขึ้นมาเพื่อดูเบอร์พี่เรือ

แต่พี่เรือเห็นพวกเราก่อน เดินเข้ามาทัก สงสัยเห็นเป็นเด็กไทยสี่คน และคงเพราะไม่ค่อยมีคนไทยมากัน พี่เขาเลยหาไม่ยาก

เดินไปเพื่อจะขึ้นเรือ พี่เรือเอาบันไดมาเทียบให้ขึ้น ต้าขึ้นไปก่อนคนแรก เนสกำลังจะก้าวขาขึ้น แต่รองเท้าแตะดันโดนน้ำทะเลดันขึ้นมา ทำให้รองเท้าแตะลอยขึ้นมา เนสเลยต้องเดินไปเก็บรองเท้าแตะ

วันเลยขอขึ้นไปก่อน



ปึ๊ก!!!

ทุกคนหันไปที่เสียง เฮ้ยวันลื่นล้ม

ต้า รีบช่วยวันขึ้นมา ในขณะที่เนสกับฟร้อง หันมามองหน้ากันด้วยความช็อก

“แกโอเคไหมวะ” เนสพูดด้วยน้ำเสียงที่ตกใจ

วันประคบคางตัวเอง แล้วพูดตอบเนส

ยังไม่ทันได้ตอบอะไร แค่เพียงอ้าปาก

“เฮ้ยแก เลือดออกในปากแกด้วยอ้ะ”

“ใจเย็นๆ แก ไม่ต้องตกใจ ปากชั้นมันแตกข้างใน ”

เวลาผ่านไปไม่ถึงห้านาที คางของวันได้บวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บวมออกไปทางซ้าย

เนสสีหน้าช็อกมากกับภาพที่เห็น และดูเงียบๆไป เพราะตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนมาก ไม่อยากให้เพื่อนต้องเจ็บอะไร ในการมาเที่ยวแบบนี้

“ไหนดูแผลซิ เหมือนเป็น hemorrhage เลยหวะ ” ต้าพูดขึ้นมา

*ลักษณะของhemorrhage คืออาการช้ำเลือด หลอดเลือดถูกทำลายทำให้เม็ดเลือดแดงรั่วออกมา

เนสเปิดเน็ตหาวิธีรักษา ว่าทำไงดี

วันเอามือกุมคางตัวเองไว้ก่อน

โชคดีที่บนเรือมีถังน้ำแข็งไว้แช่อาหารกับน้ำ

วันเลยให้ต้าหยิบน้ำแข็งที่อยู่ในกระติกบนเรือมาเพื่อประคบไว้ที่คาง

“พี่คะ ออกเรือได้เลยค่ะ ลุยค่ะพี่ ไม่เป็นไร”

เรือออกจากฝั่งพีพีดอน มุ่งหน้าไปทางเกาะพีพีเล

ทางฝั่งเกาะพีพีเลนี้มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่งดงามมากอย่าง ถ้ำไวกิ้ง อ่าวมาหยาการ เกาะไม้ไผ่

และยังเป็นจุดดำน้ำตื้นและดำน้ำลึกที่สวยงาม สามารถดำชมได้ตรงบริเวณอ่าวปิเล๊ะ และอ่าวโลซะมะ



บรรยากาศในเรือตอนนั้นทุกคนเงียบไปช่วงขณะ ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ต้าเองก็รู้สึกผิดที่ไม่ได้หันมาช่วยมองวันตอนวันจะขึ้น เนสเองก็เป็นห่วงเพื่อน ฟร้องก็ดูเงียบๆ วันดูไม่เครียดที่สุดแล้ว

ผ่านไปซักพัก วันก็กลับมาพูดคุยกับเพื่อนๆเหมือนเดิมไม่อยากให้ทุกคนต้องมาซีเรียสเรื่องนี้


เมื่อเนสเห็นวันดูโอเคขึ้น ก็หยิบอาหารเช้าออกมากิน กล่องแรกที่เปิดเป็นผลไม้

สรุปแล้วคือเป็นผลไม้สองกล่อง อีกสี่กล่องเป็นแซนวิช ขนมปังโฮลวีท ไส้กรอก แฮม แยมสตรอเบอรี่ และเนย



โดยจุดแรกที่จะไปคือถ้ำไวกิ้งตั้งอยู่ตรงข้ามกับอ่าวมาหยาลักษณะที่เด่นชัดคือเป็นเพิงผา อันสวยงาม ด้วยรูปร่างที่โดดเด่น

และบางส่วนของผนังถ้ำพบภาพเขียนสีสมัยประวัติศาสตร์ ถือเป็น " หลักฐาน " สำคัญของอดีต ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกและ ประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์ในแต่ละช่วงเวลาที่เข้ามาชม



ไปแต่เช้า แดดไม่แรง คนน้อย เนี่ยแหละสิ่งที่เนสวางแผนเอาไว้อยากให้เป็นแบบนี้

พี่คนขับเรือจอดให้พวกเราดำน้ำกันตรงนี้ ต้าเป็นผู้เสี่ยงลงไปคนแรก ตามด้วยฟร้อง

แต่เนสกับวันไม่ได้ลงน้ำงานนี้ แหม่ ห่วงสวย ถ่ายรูปน่ะสิ



ตรงนี้มีปลาเยอะมาก ปลาตัวเล็กๆเค้าเรียกปลาไรนะ ปลาเสือหรือเปล่า

พี่เรือฉีกขนมปังแล้วโยนลงไปในน้ำ เห็นฝูงปลาว่ายตามชิ้นขนมปัง

เนสเห็นแบบนั้นเลยแกล้งโยนขนมปังไปตรงต้า ให้ปลาเข้าไปรุม


ตรงนี้เห็นลายที่ผาหินสวยงาม



Stopต่อไปคืออ่าวปิเละ : หรือ ทะเลใน ภายในมีน้ำทะเลสีเขียวมรกรต ถูกโอบล้อมด้วยเขาหินปูน มีทางเข้า-ออก เพียงหนึ่งทาง

เสียงพวกเราดังขึ้นมาใหญ่ ตะลึงกับความสวยตรงหน้า

พี่คนขับเรือบอกว่า “ตรงจุดนี้แหละครับ เรียกว่าลากูน มันจะมีภูเขาล้อมรอบ แต่ก็ยังมีทางออกของน้ำไปสู่ทะเล”

เรือแล่นเข้าไปในลากูน




ตรงจุดนี้มีเรือนักท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ก็จัดว่าไม่เยอะอะไร ไม่เป็นปัญหาต่อการถ่ายรูป

พี่เรือบอกว่าน้ำตรงนี้ลึกนะ พวกเราเลยไม่ได้ลงไปเล่น แต่เห็นเรือข้างๆ ชาวต่างชาติลงไปเล่นน้ำดูสนุกเฮฮากันมาก











ไอต้ามันทำท่าอะไรเนี่ย.....

เรือแล่นต่อไปไม่นานก็ถึงอ่าวมาหยา


อ่าวมาหยา เป็นอ่าวที่งดงามอันดับต้นๆของเกาะพีพีเลมีลักษณะโค้งเว้าเข้าไปด้านในเป็นรูปเหมือนพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวโอบล้อมด้วยแนวหน้าผา

น่าเสียดายที่ตอนไปเขาปิดไม่ให้เข้า เพราะปิดฟื้นฟูระบบนิเวศน์ที่โดนทำลายไป เนื่องด้วยการควบคุมที่ไม่เคร่งครัดพอ ปริมาณนักท่องเที่ยวและเรือแต่ละวันมากเกินไป อย่างปะการังเนี่ยก็โดนทำลายไปทีละนิดเวลาเรือเข้ามาจอดแล้วทิ้งสมอลงไปโดน แต่การได้มองจากบนเรือเห็นอ่าวมาหยาถูกโอบกอดด้วยน้ำทะเลสีครามทั้งซ้ายขวา

นั้นสวยงามมาก


มองไปตรงนั้นพี่เรือบอกว่า มีคนกำลังดำน้ำดูฉลามอยู่



ฟร้องกับการพักกินไวตามิลค์



Stop ต่อไปคือ อ่าวลิง แต่อ่าวนี้จอยู่ฝั่งทางเกาะพีพีดอน

หาดนี้เขาว่ากันว่าเป็นที่อยู่ของลิงจำนวนมาก พี่เรือเตือนด้วยว่า

“ระวังโดนลิงกัดนะครับ”

แต่ตอนไปตอนนั้นไม่เจอเจ้าลิงออกมาเซย์ไฮสักตัวเลย




พวกเราไม่ได้ลงไปเล่นน้ำที่หาดนี้ แค่ลงไปถ่ายรูปกันนิดหน่อย ตรงบริเวณที่ไม่ค่อยมีคน





ตอนหลังเลยขอให้พี่เรือลงมาถ่ายรูปหมู่ให้ พี่เรือใจดีของเราก็มาถ่ายรูปให้





ฟร้องบอกว่าเจ้าหินนี่รูปร่างเหมือนไดโนเสาร์เลย


มีบริเวณตรงหนึ่งของการทัวร์เกาะครั้งนี้ จำสถานที่ไม่ได้



แต่มีประโยคนึงที่พี่เรือพูดมาว่า

“จากประสบการณ์การทำงาน ผมว่าตรงนี้สวยสุดแล้ว ผมอยู่ตรงนี้ได้ทั้งวัน”

พร้อมกับรอยยิ้ม ฟังจากน้ำเสียงและสีหน้าของพี่เค้าแล้ว ทำให้สัมผัสได้ว่าพี่เค้ารักสถานที่แห่งนี้จริงๆ

และมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ด้วย



แล่นเรือไปได้สักพัก พี่เค้าก็จอดให้เราลงไปเล่นน้ำ ดำน้ำได้ ความจริงทริปนี้มีหลายจุดที่ลงไปดำน้ำได้เยอะเลยนะ พี่เรือเค้าคอยหยุดให้ตลอด





ฟร้องขึ้นมาบนเรือ “พวกแกๆ เหมือนมีอะไรทิ่มที่เท้าก็ไม่รู้อะ ดูดิ”

พี่เรือหันมาเห็นพอดี “เอ่อ แบบนี้น่าจะโดนหนามหอยเม่นตำนะครับนี่”

“งั้นผมควรทำยังไงอะพี่”

พี่เรือเดินมาหยิบรองเท้าแล้วเอามาตบๆที่นิ้วโป้งของฟร้อง

“น่าจะปวดไปซักสาม สี่ วันนะ”

ฟร้องตกใจนิดหน่อยแต่พอเวลาผ่านไปสักพักอาการเจ็บก็หายไปเอง



ต่อไปเป็นเกาะไม้ไผ่

ตอนเรือไปจอด มีพี่พนักงานที่ดูแลเกาะมาเก็บค่าเข้าเกาะด้วย


จะบอกว่า ตรงนี้น้ำใสมาก สีฟ้า อย่างกับมัลดีฟเลย หาดทรายสีขาว สัมผัสละเอียด


ดูความใสของน้ำกันชัดๆ







หลังจากเหตุการณ์ที่วันลื่นล้ม ต้าเลยคอยดูเพื่อนดีๆเวลาจะขึ้นลงเรือ

พอกลับขึ้นเรือ พี่เรือก็เดินเรือออกไปจากฝั่งนิดนึง แล้วหยุดให้ลงไปเล่นน้ำได้






พี่เรือน่ารักมาก หยิบแตงโมมาหั่นให้พวกเรากินกันด้วย

ก่อนจะถึงเวลากลับ พี่เค้าแวะพาเราที่มานึง และบอกว่าปกติตรงนี้ห้ามเรือท่องเที่ยวเข้ามา

แต่เค้าอยากแถมให้กลุ่มเราได้เห็น เป็นพื้นที่กลางทะเล เงียบๆมอง ออกไปไม่เห็นเรือลำไหนเลย


ต้า และฟร้องไม่รอช้า กระโดดลงไปเล่นน้ำ

แล้วก็เดินทางกลับเกาะพีพี


มีคนเหนื่อยด้วยแฮะ



กลับไปถึงพีพีเวลาบ่ายครึ่ง พวกเราขอบคุณพี่เรือมากๆที่คอยดูแล และบริการพวกเราอย่างดี

ไม่ว่าเราสักคำถึงแม้พวกเราจะเสียงดังแค่ไหน แหะๆ

ขึ้นเกาะเสร็จก็พาวันไปโรงพยาบาลบนเกาะพีพี ถามคนแถวนั้นเขาแนะนำให้ไปโรงพยาบาลดีกว่า คลินิกราคาสูงปรี๊ด

ถ้าหันหน้าเข้าท่าเรือ เดินไปทางซ้ายแล้วตรงไปเรื่อยๆ ประมาณเกือบสิบนาทีจะเจอโรงพยาบาล

ให้การบริการเป็นกันเอง ขอเข้าห้องน้ำได้ แต่พอเป็นต่างชาติ เห็นเค้าแนะนำให้ไปเข้าข้างนอก(?)





ภายในโรงพยาบาลนี้ก็ดูสะอาดเรียบร้อยดี คนมาใช้บริการไม่เยอะมาก

นั่งรอวันประมาณครึ่งชั่วโมง วันก็ออกมาพร้อมถุงยา และค่าเสียหายห้าร้อยบาทที่สามารถกลับไปเบิกได้

จากนั้นก็เดินกลับไปท่าเรือเพื่อขึ้นเรือกลับตัวเมืองกระบี่ เรือออกบ่ายสามครึ่ง ใช้เวลาเดินทางเกือบๆสองชั่วโมง


ถึงท่าเรือคลองจิหราดซึ่งถือว่าเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ ใช้เวลาเดินจากท่าเรือไปอาคารค่อนข้างไกล ออกมาข้างนอกเจอคนขับแท็กซี่ คนขายทัวร์เต็มทางออกเลยเพื่อเรียกลูกค้า

วันตัดสินใจเรียกgrab เพื่อไปโรงแรมกระบี่พิตต้าเฮาส์

ถึงโรงแรมแล้ว


เช็คอิน และจ่ายค่ามัดจำกุญแจโรงแรมสามร้อย

สภาพห้องพักถือว่าดีเลยทีเดียว สะอาด มินิมอล จองผ่านอโกดาห้องละ338บาทเอง แต่ห้องดีมาก

เมื่อเอาของเข้าที่พัก เปลี่ยนชุดกันเรียบร้อย รอต้าทำเคสเสร็จ ต้ายังบอกเพื่อนอีกว่า”ทำเคสสนุกหวะชอบ เหมือนเล่นเกมเลย คอยหาว่าคนไข้มีอาการเป็นอะไร”

แปลกไหมละ การที่ออกมาเที่ยวกับเพื่อนแบบนี้แล้วยังอ่านหนังสือจากในไอแพดกันได้ พวกนายสุดยอดมาก แต่ก็เข้าใจว่าการเรียนหมอหนักอยู่แล้รู้สึกดีที่เห็นเพื่อนอินกับการเรียนหมอ และมีความรับผิดชอบ


ออกไปหาไรกินข้างนอก พี่พนักงานต้อนรับแนะนำให้เดินไปกินร้านปูดำ ราคาอาจจะแพงหน่อย แต่อร่อย และอยู่ระหว่างทางไปถนนคนเดินด้วย



สภาพร้านเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ คนเต็มร้านพวกเราเข้าไปนั่งและสั่งอาหารมา หอยแครงตัวใหญ่มาก ปลากระพงทอดน้ำปลา ข้าวผัดปลาหมึก ปูผัดผงกะหรี่ และผัดผักใบเหลียง อาหารรสชาติอร่อย แต่ออกเค็มไปนิดอีกแล้ว ปริมาณเยอะ เช็คบินออกมาพันติดๆเอง หารสี่แล้วจ่ายคนละสองร้อยกว่าบาท ถือว่าคุ้มเลยทีเดียว ไม่ได้แพงขนาดนั้น

ระหว่างเดินไปถนนคนเดินเห็นฟ้าผ่าเป็นช่วง พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตก80เปอร์เซ็นต์

พวกเราเลยรีบเดินไปถนนคนเดิน



บรรยากาศเป็นเหมือนตลาดนัดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มาก ตรงกลางมีเวทีให้คนขึ้นไปร้องเพลงจะเป็น ใครก็ได้ แค่ลงชื่อเอาไว้ แต่ที่เห็นแต่ละคนที่ขึ้นไปโชว์นี่เสียงดีกันทั้งนั้น



อย่างเจ้าหนูน้อยคนนี้ เสียงดีมาก ร้องเสร็จคนปรบมือให้รัวๆ


ฟร้องซื้อขนมโคราคาสิบบาท ที่รสชาติคล้ายขนมต้ม แต่เพิ่มก้อนน้ำตาลปี๊บอยู่ข้างใน

เดินซื้อขนมของกิน วันบอกว่าอยากกินโรตี เจอร้านนึงพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ใจดีมาก

อยากกินโรตีโดยฟร้องอย่างกินแบบนุ่ม ต้าอยากกินแบบกรอบ


พี่คนขายเห็นเรายืนเถียงกันเลยบอกว่า

“งั้นเอางี้เดี๋ยวพี่ทำนุ่มให้ครึ่งนึง กรอบครึ่งนึง โอเคไหมฮ่าๆ”



ต้องบอกว่า พ่อค้าที่กระบี่แซ่บจังค่ะ


ได้มาแล้วโรตี รสชาติอร่อย


เดินได้เกือบๆชั่วโมงก็เดินกลับที่พัก เกือบสิบนาที ฝ่าฝนที่ตกเม็ดไม่ใหญ่มาก พวกเรานั่งกินชาคาโมมายด์ที่เนสเตรียมมา

“แก ชาคาโมมายด์เนี่ย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย หลับสบายนะ และชั้นว่ามันหอมๆเหมือนดอกเก๊กฮวย

พวกแกลองกินดู”


นั่งจิบชาคาโมมายด์ชิลๆกันตอนกลางคืน


สักพักเนสกับฟร้องก็ออกไปซื้อนมร้อนที่ร้านข้างๆชื่อร้านน้ำชาปูดำ

และเดินไปซื้ออโรเวล่าที่เซเว่น เนสได้มีโอกาสเดินคุยกับเพื่อนสองคน บนถนนที่เงียบ บรรยากาศที่เย็นๆแบบนี้รู้สึกดีเพราะไม่ได้เจอกันนาน ก่อนที่จะซึ้งอะไรไปมากกว่านี้ก็ได้ยินเสียงเพลงธารารัตน์จากร้านเหล้าร้านหนึ่ง “รู้ไหมว่าเธอน่ารักตอนเมา”

ทำเอาทั้งคู่ขำออกมา

ซื้อเสร็จก็เดินกลับ กลับไปถึงโรงแรมปิดแล้ว เลยโทรให้ต้ามาเปิดให้

พวกเราขึ้นไปดูคลิปที่ถ่ายกันมา และairdrop ส่งรูป และคุยกันเฮฮา ประสาวัยรุ่น เสียงดังจนมีคน

มาเคาะประตู

“ขอโทษนะครับ รบกวนช่วยเสียงเบาๆหน่อยได้ไหมครับพอดีลูกค้าห้องข้างๆเดินลงมาบอกว่าเสียงดังนอนไม่หลับน่ะครับ” พี่พนักงานยิ้มแบบใจดีแล้วเดินกลับไป



เช้ามา เนส ต้า ฟร้อง จะออกไปกินติ่มซำ ที่พี่หินเคยแนะนำให้มากินก่อน แล้ววันค่อยตามมา

พวกเราไปรับอาหารเช้าใส่กล่อง ซึ่งจะเอาเก็บไว้กินตอนกลางวัน ระหว่างที่รอเขาทำ ก็ไปหยิบปาท่องโก๋ ขนมปัง จิ้มนม ทาแยม ทาเนย กินรองท้องกันก่อน ฟีลกู้ดจัง ปาท่องโก๋ร้อนๆ กับบรรยากาศตอนเช้าที่กระบี่

เสร็จแล้วก็รับข้าวและบอกพี่พนักงานว่า เดี๋ยวให้เพื่อนอีกคนมาเช็คเอาท์ให้

เดินออกไปจากซอยโรงแรมแล้วเลี้ยวซ้ายเดินยังไม่ทันถึงห้านาทีก็ถึงร้านติ่มซำ ชื่อร้าน

“ราชรสติ่มซำ”


เป็นร้านขนาดใหญ่ ไอน้ำจากการนึ่งซาลาเปา กองทัพติ่มซำที่วางซ้อนกัน ทำเอาพวกเราต้องรีบเดินเข้าไปในร้านทันที


ติ่มซำของร้านนี้มีขนาดใหญ่ เนื้อแน่นๆ เน้นๆ ลองสั่งมากินเกือบหกอย่างแล้วแบ่งกัน รสชาติอร่อย ราคาไม่แพง สักพักวันก็มารับพร้อมกับGrab car ที่จองไว้

นั่งรถไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงหาดนพรัตน์ธารา ตอนนั้นเวลาประมาณแปดโมงสิบห้า ลงจากรถปุ๊บก็เจอซุ้มเรือสหกรณ์ที่จองไว้ไปเที่ยวเกาะห้อง พี่เรือเดินมาหาเรา พวกเราจ่ายเงินสามพันบาทซึ่งเป็นราคาเหมาหางยาวไปเที่ยวเกาะห้อง

เราสามารถเลือกเวลาให้กลับมาที่ท่าเรือตอนไหนก็ได้ก่อนสี่โมง ส่วนการเที่ยวพี่เรือจะไปตามจุดต่างๆตามแพลนซึ่งคิดว่าอาจจะเปลี่ยนได้บ้าง เพราะเป็นเรือส่วนตัวมันพอคุยๆกันได้

เรานั่งรถมอไซด์แบบมีที่นั่งพ่วงไปท่าเรือต่อ

นั่งไปสิบนาทีก็ถึงท่าเรือ

เนสเจอน้องหมาน่ารักนั่งอยู่แถวนั้นเลยเดินเข้าไปเล่น


ไฮ เจ้าหมา


ขึ้นเรือ วันนี้อากาศท้องฟ้าดูครึ้มๆเหมือนฝนจะตก นั่งเรือประมาณห้าสิบนาทีก็ถึงเกาะห้อง

เกาะห้องตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี เป็นเกาะที่มีความสวยงามทางธรรมชาติสูงมาก

ชายหาดสวยงาม น้ำทะเลไล่สีอย่างลงตัวและล้อมไปด้วยกัลปังหาและปะการังรอบเกาะ



ถึงแล้วเกาะห้อง สวยงามยิ่งใหญ่อย่างที่ใครๆก็พูดจริงๆด้วย







พวกเราเกินไปเห็นป้ายให้เช่าเรือคายัค เลยเดินไปถามพี่เขา พี่บอกว่าคนขายยังไม่มา รอสักพักนะ

“เฮ้ยแก เรามีตังหรอวะ”

ทุกคนทำท่าเช็คกระเป๋า

พร้อมพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า

“เออหวะ เงินหมดแล้ว ทำไงดีวะ ”

“เออลืมหยิบเป๋าตังลงมา บัตรเอทีเอ็มก็ไม่ได้เอามา” เนสบอก

วันเลยเสนอว่า

“เราขอยืมเงินคนแถวนี้กันไหม”

ตอนแรกทุกคนดูขำ แต่ไปๆมาๆ มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้เราได้เงินมาเพื่อมาเช่าเรือจริงๆ

ว่าแล้วก็มองหาคนท่าทางใจดี แล้วเดินเข้า

“เอ่อพี่ครับ พวกผมขอยืมเงินหน่อบยได้ไหมครับสักแปดร้อยจะเอาไปเช่าเรือคายัคพายเล่นกันน่ะครับ

พอดีพวกผมไม่ได้หยิบตังลงมาอ่ะครับ พี่มีพร้อมเพย์ไหมครับเดี๋ยวพวกผมโอนให้เลย”

และอย่างที่เขาบอก คนไทยไม่ทิ้งกัน พี่ผู้ชายท่าทางใจดีก็ให้พวกเรายืมเงิน

หลังจากได้เงินมาแล้วก็กลับไปที่ซุ้มเรือคายัคเพื่อที่จะพบว่า คนขายจะมาตอนเที่ยง ตายแล้ว

ก็ไม่ทันอยู่ดี นั่นหมายความว่าเงินที่อุตส่าห์ไปยืมเขามา สูญเปล่า เห้อ อดพายเรือกันเลย

เลยเดินไปตรงหาดที่มีคนเขาเล่นน้ำกัน






และนี่คือเบื้องหลัง งาน linea alba ต้องมา




ชายหาดส่วนนี้ห้ามเรือเข้า สามารถลงเล่นน้ำได้อย่างสบายใจ น้ำทะเลใส ทรายสวย น้ำทะเลนิ่งๆคลื่นไม่แรง เพราะมีแนวภูเขาคอยกัน บริเวณริมหาดมีร่มเงาจากต้นไม้ ไม่แปลกที่จะเห็นคนมานอนพักผ่อนที่ตรงชายหาดนี้

พวกเราคุยๆกันว่ากลับไปที่เรือแล้วให้พี่เรือเขาพาเราไปจุดอื่นกันก่อนแล้วค่อยกลับมาที่นี่ไหม จะได้กลับมาพายคายัค วันลองโทรไปหาพี่เรือบอกว่ามารับได้เลย พอถึงเรือพวกเราอธิบายให้พี่เค้าฟัง พี่เรือบอกว่า ไม่ทันนะครับ อีกอย่างมันคนละเส้นทาง ย้อนเรือกลับมันไกล

พวกเราจึงต้องบอกลาความหวังที่จะได้พายเรือคายัค





Stopต่อไปคือลากูนหรือทะเลนในของเกาะห้อง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับทะเลในของอ่าวปิเล๊ะเกาะพีพีเมื่อวาน แต่ให้วิวฉากหลังที่ไม่เหมือนกัน ตรงนี้จะดูสงบ และทางเข้าลากูนค่อนข้างจะแคบกว่า



เข้าไปข้างในเป็นลากูน เหมือนเป็นน้ำทะเลที่ถูกล้อมรอบไปด้วยหินขนาดใหญ่ ตรงจุดนี้ลงไปในน้ำได้


นี่เป็นรูปที่ถ่ายตอนเรือเข้าไปข้างในแล้ว

โชคดีอีกอย่างคือตอนเราไปยังไม่มีนักท่องเที่ยวเยอะ มีแค่เรือเรากับอีกสองลำของกรุ๊ปอื่น

เดินลงไปในน้ำตื้นแค่เกือบๆถึงเข่า แต่ระวังตอนเดินหน่อยนะ อาจจะเหยียบหินเจ็บได้














Stop ต่อไป คือ เกาะผักเบี้ย

เป็นเกาะเล็กๆ อยู่ทางด้านหลังของเกาะห้อง

เมื่อเรือมาจอดที่หาดก็เดินไปนิดนึงจะเจอบริเวณที่คนลงไปเล่นน้ำกัน เล่นน้ำตรงนี้ให้ความรู้สึกสงบ นอนแช่ แบบชิลๆ พร้อมวิวหินที่โค้งแล้วมีช้องทะลุผ่านในระยะประชิด




และมาถึงเกาะพาราไดซ์

สวยงามสมชื่อ ไม่แปลกเลยที่ภาพโปสการ์ดที่เห็นจะเป็นภาพของเกาะพาราไดซ์เยอะมาก

เมื่อทุกคนอยู่บนหาด หันหน้าเข้าทะเล ก็จะเห็นภาพของความสวยงามของภูเขาหินทั้งใกล้และที่ค่อยๆอยู่ไกลออกไปสู่ทะเล มีเรือหางยาวจอดอยู่บนน้ำทะเลที่ไล่สี เพิ่มมิติด้วยแสงที่สะท้อนจากน้ำ ถือเป็นความงามที่ผสมระหว่างธรรมชาติและสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์อย่างเรือที่จะมองกี่ทีก็ช่างลงตัวเหลือเกิน






และไปstopสุดท้ายที่พี่เค้าบอกว่าลงไปดำน้ำได้ แต่น่าเสียดายที่มีแมงกะพรุนค่อนข้างเยอะทีเดียวตอนพวกเราไปถึง เลยไม่มีใครกล้าเสี่ยงลงไปเล่น แต่เห็นเรือนักท่องเที่ยวต่างชาติลงไปเล่นแล้วต้องคอยว่ายหลบแมงกะพรุน ฟร้องเลยพูดขึ้นว่า

“แกเหมือนเค้ากำลังเล่นเกมว่ายน้ำหลบแมงกะพรุนเลยอะ Jellyfish น่ารักกกก”

เนสรู้สึกแอบเสียดายในใจเล็กน้อย ที่หวังว่าจะมาเล่นน้ำในที่สุดท้าย แต่ไม่ได้เล่น กลายเป็นว่ามาครั้งนี้เนสยังไม่ได้ลงไปดำน้ำเลย แค่เอาขาไปนั่งห้อยจากเรือ หรือไม่ก็ลงไปเดินแค่น้ำถึงเอวตามหาดต่างๆ

รู้งี้ น่าจะลงไปเล่นตั้งแต่เมื่อวาน จะได้ว่างมาเที่ยวทะเลอันดามันอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ไหนๆก็จะไม่ลงไปเล่นน้ำกันแล้ว มาถ่ายรูปหมู่เก็บเป็นที่ระลึกกันดีกว่า


และพวกเราก็นั่งเรือกลับขึ้นฝั่ง



ต้ากับการเป็นชาวเลย์ เพราะมันชอบกินเลย์ รู้รสชาติเลย์ทุกรสเลย ฮ่าๆ


กลับถึงท่าเรือ

ระหว่างเดินไปที่จอดรถตรงท่าเรือนพรัตน์ อยู่ดีๆเนสก็พูดขึ้นมาว่า

“แก ถ้าเราเดินๆ อยู่แล้วเจอพี่ฟรังละวะ”(เมื่อคืนเห็นไอจีสตอรี่เห็นว่าพี่ฟรังก็มาเที่ยวกระบี่เหมือนกัน) สาเหตุที่เนสพูดเพราะเนสเหลือบไปเห็นแก๊งเด็กวัยรุ่นกลุ่มนึงที่ดูมีออร่า เนสพูดจบยังไม่ทันถึงสามวินาที

ต้าก็พูดขึ้นมาว่า

“เฮ้ยฟรัง!”

และกลุ่มนั้นก็คือกลุ่มพี่ฟรังจริงๆดูด้วย พวกเราเดินเข้ามาใกล้ๆกัน พี่ฟรังดูเหมือนจะจำต้าได้เพราะเป็นรุ่นน้องที่คณะ พวกเรายืนคุยกันสักพัก ขอถ่านรูปกับพี่เค้า พี่เค้าก็ใช้กล้องมือถือตัวเองถ่ายกับพวกเราเหมือนกัน น่ารักมาก

ที่พี่ฟรังเดินมาแถวนี้เพราะจะเข้าไปถามข้างในอาคารว่าไปเที่ยวไหนดี


พวกเรายังอึ้งๆกับการเจอพี่ฟรังอยู่ เพราะบังเอิญมาก ไม่คิดว่าจะเจอ

เปิดดูรูปที่ถ่ายกับพี่ฟรัง

“พี่ฟรังเค้าทำได้ไงวะ เรียนหมอ และยังเป็นนักแสดงด้วย สุดยอดอะ

ขนาดมาเที่ยวทะเลยังไม่เห็นเหงื่อเลย ออร่าแรงมาก ดูพวกเราดิ เที่ยวทะเลแล้วสภาพโคตรโทรม ฮ่าๆ”

พวกเราเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ ออกมาพี่หินเดินมาทักพวกเรา เพราะก่อนหน้านี้ได้โทรไปหาพี่เค้าให้มารับที่นี่ประมาณบ่ายสองสี่สิบห้า

ระหว่างทางไปสนามบิน ก็ถามพี่เค้าว่าขอแวะร้านกินข้าวก่อนได้ไหม พี่เค้าก็แนะนำร้านนึง มีหลายอย่างราคาไม่แพง อยู่ระหว่างทางไปสนามบิน พวกเราโอเคกับที่พี่หินบอก

ไปถึงที่ร้าน พวกเราออกไปกินข้าว ส่วนพี่หินจอดรอพวกเราด้วย ซาบซึ้งในน้ำใจคนกระบี่จริงๆ

ถึงสนามบินเลยจ่ายพี่เค้าไปห้าร้อย เพราะบริการดีมาก

ถึงเวลาที่จะต้องกลับแล้ว ก่อนกลับยังอุตส่าห์ถ่ายคลิปฉากตามหนังเรื่องเฟรนด์โซนกันอีก

แล้วก็ทิ้งพวกครีมกันแดด aloe Vera ต่างๆ ที่อย่าเรียกว่าทาเลยเรียกว่าอาบดีกว่า เพราะเสียดายที่จะต้องทิ้ง และผิวแต่ละคนก็เบิร์นกันเยอะด้วย



จบแล้วสินะ ทริปกระบี่ 3 วัน 2 คืน ทุกอย่างออกมาด้วยดี และประทับใจเมือง และผู้คนที่นี่มากๆ

แล้วจะกลับมาใหม่นะ กระบี่


กลับถึงกรุงเทพแล้ว



มาดูความเห็นของสมาชิกแต่ละคนในทริปนี้กันบ้างว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง

“ทริปนี้เกิดขึ้นมาได้จากความสุดของตัวเองและเพื่อนแบบงงๆ จากการเม้นต์สั้นๆในโพสเฟสบุ๊คพามาสู่การจองตั๋วเครื่องบินในอีก1อาทิตย์ตอนแรกก็กังวลมากอยู่ เพราะนึกภาพการเที่ยวไม่ออก (4คน มีคนเดียวที่เคยไปใต้ ซึ่งตอนแรกมันลืมไปแล้วด้วยซ้ำ!!) แต่ด้วยความไปไหนไปกันของทุกคน และความสวยของกระบี่ ก็ทำให้ทริปออกมาดีมากๆ (ผ่านไปอาทิตย์นึงแล้วยังนั่งเปิดรูปเล่นอยู่บ่อยๆเลย😹) นิยามของทริปนี้คือสุดจริง

-สวยสุดๆ ทะเลไทยไม่แพ้ที่ใดในโลก ต้องกลับมาอีกครั้งแน่ๆ

-สนุกสุดๆ การได้มาเที่ยวกับเพื่อนสนิทสมัยมัธยมที่ไม่ได้เจอกันบ่อยๆ แต่เจอเมื่อไหร่ก็ยังบ้าบอกันเหมือนเดิม นี่มันโคตรดี

-บ้าสุดๆ ส่วนตัวลื่นจนคางช้ำแต่บอกพี่ชาวเลว่าออกเรือเลยในวินาทีถัดมา และเที่ยวต่อแบบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น555

-คิดถึงสุดๆ ทั้งคิดถึงกระบี่และเพื่อนๆด้วย รู้สึกคิดถูกมากๆที่วันนั้นไปเม้นต์ในเฟสบุ๊คไอ้ฟร้อง และด้วยความบ้าบอทั้งหมดทำให้เกิดทริปดีๆแบบนี้ขึ้นมาได้” วัน




“เอาจริงนี่ happy มากเลยนะ

นี่คิดว่าเป็นหนึ่งในทริปที่ดีสุดแล้ว เพราะไม่ได้จัดทริปเองเลย 5555555555555555555 ล้อเล่น

มันดีมากเพราะ หนึ่ง ความสวยของอันดามัน กินขาด เพราะมาครั้งแรกด้วยแหละ ทัวร์เรือหางยาวก็ดีมาก ประทับใจพี่ชาวเลวันที่สองมาก เฟรนลี่มาก แต่พูดตรงๆอีกอย่างที่ทำให้มันดีมากกกกกก็คือเพื่อน คือการมาเที่ยวครั้งนี้มากับเพื่อนทุกคนที่เราพูดได้เต็มปากว่าสนิทจริงๆ อยู่ด้วยแล้วสบายใจริงๆ เหมือนมาปลดปล่อยความบ้า ไม่เหมือนอยู่กับเพื่อนที่มหาลัยที่บางทีต้องคอยวางตัว ทำอะไรต้องคิดหน้าคิดหลัง ต้องระวังคำพูด แต่อยู่กับพวกนี้ไม่ต้องเกรงใจอะไรทั้งนั้น ละทุกคนก็ลุยๆเหมือนกันด้วย มากับเพื่อนคนอื่นก็อาจมีกั๊กๆ กลายเป็น party pooper ไป หลังจากจบทริป ก็มานั่ง reflect ตัวเองเหมือนกันว่า เออจริงๆเราก็มีเพื่อนนี่หว่า หมายถึงเพื่อนยากที่ไม่ไช่แค่เพื่อนกินหรือเพื่อนเที่ยวอะ แต่เป็นเพื่อนที่เรานึกภาพตอนเราเม้ามันในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าว/เจ้าสาวในงานแต่งของมันเองอะ”

,ฟร้อง




“ก็คือนั่งเรียนอยู่ดีๆ เพื่อนก็เดินมาหา “เห้ย! ไปทะเลกัน3วัน2คืน” ไอเราก็อยากไปเที่ยวอยู่แล้ว ก็เลยตอบมันโดยเร็วทั้งที่ไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย “เอาดิ!” แล้วตารางเรียนก็ออกมา วันแรกของทริปเช็คชื่อทั้งวัน เพื่อนเลยบอกว่า “มึงเรียนอะเดี๋ยวก็ลืม แต่ทริปเนี่ยมันจะอยู่ในความทรงจำมึงตลอดไปนะโว้ย” พากันไปทำใบลา555+

เป็นทริปแบบงงๆ ทริปไม่งงหรอก แต่เรางง555 ก็คือไม่ได้ทำไรเลย เพื่อนจัดทริปให้หมดเลย ดีมากกก เครื่องบินที่พักที่เที่ยว ครบ! หน้าที่เราจ่ายตังอย่างเดียว สัญญาว่าครั้งต่อไปจะทำตัวมีประโยชน์กว่านี้ครับ

เริ่ม! เรานัดเจอที่คอนโดเพื่อน หลงครับ!!! เรียกGrab ไปผิดที่!!! โดยชาร์ตเพิ่ม!!! มึนที่สุดละทริปนี้5555 หรรษาดี ชอบ เรื่องทัวร์อีก เพื่อนเราต่อราคาเก่งมากกกก คิดแล้วยังตลกอยู่เลย ละครอบครัวเราอะไม่ชอบไปเที่ยวภาคใต้ เพราะร้อน ก็เลยเคยเห็นทะเลใต้แค่ในรูป ก็สวยดี แต่พอได้มาเห็นกับตาตัวเอง อา...เม...ซิ่ง...ไทย...แลนนนนนด์ ทะเลสวย น้ำใส แดดแรงแต่ก็มีลมพัดตลอด ดียย์ เรารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก การที่ได้ออกมาจากชีวิตเร่งรีบเอาแต่เรียนๆที่คณะ มาใช้ชีวิตที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก ดื่มด่ำกับบรรยากาศ คุยเล่นกับเพื่อนๆที่รู้ใจกัน ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น ทริปหน้าไปไหนดี?” ต้า




หลายๆคนที่อ่านกันมาถึงตรงนี้คงจะพอรู้กันแล้วว่าใครเป็นคนเขียนรีวิวนี้ขึ้นมา ยังไงก็ขอบคุณทุกคนมากนะที่เข้ามาอ่านกัน ส่วนความรู้สึกของเราต่อการเที่ยวครั้งนี้ เราได้สอดแทรกทุกความรู้สึกที่มีลงไปในบล็อกนี้หมดแล้ว สุดท้ายนี้คงต้อง

ขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่ทำให้ทริปนี้เกิดขึ้น

ขอบคุณพ่อกับแม่ ที่อนุญาตและออกงบให้มาเที่ยวครั้งนี้ก็ตกไปทั้งหมดเกือบหมื่น

ขอบคุณพี่ๆที่กระบี่ที่น่ารักกับพวกเรามากๆ ให้คำแนะนำ และความช่วยเหลืออย่างดี

ขอบคุณเอ๊กซ์แป้ง ตัวแม่เรื่องการเขียนฟิค เพื่อนเราเองและเพื่อนๆสนิทอีกหลายคนที่ช่วยพรูฟบล็อกนี้และคอมเม้นต่างๆก่อนที่เราจะกดปุ่มpublic ได้

ขอบคุณรูปสวยๆจากกล้องฟร้องและมือถือวัน

และขอบคุณ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในทริปนี้ มันจะอยู่กับเราตลอดไปแม้กระทั่งตอนที่พิมพ์บล็อกนี้อยู่

ขอบคุณวันและเวลาที่ลงตัวทริปนี้ไม่ได้คนเยอะอย่างที่คิด และการได้ออกมาเที่ยวกับเพื่อน ได้มาเห็นความงามของทะเลอันดามัน มันช่างสวยงามจริงๆ คิดไปคิดมามันก็ยากนะที่เราจะสามารถมีทริปได้กลางเทอมแบบนี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้น ความเฮฮา ต่างๆ มันช่วยทำให้เราหายเหนื่อยมากเลย

พรุ่งนี้วันจันทร์แล้วก็ต้องกลับเข้าสู่โลกแห่งความจริงต้องไปเรียนเหมือนเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นที่กระบี่ครั้งนี้อย่างกับความฝันเลย

“Krabi trip Not too crowed and sound surreal”


ยังไงก็สามารถติดตามรีวิวอื่นๆได้ในโปรไฟล์เราได้เลยนะ

มีอะไรคอมเม้นติชมได้ตลอดเลย ยินดีนำไปแก้ไขงานค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่เข้ามาอ่าน มาทำความรู้จักกัน

By Nali

ความคิดเห็น