ทริปฉุกเฉินไปญี่ปุ่น Emergency Plan to Japan รีวิวโดย Nali

ห่างหายจากการไปเที่ยวต่างประเทศมาได้ประมาณหนึ่งปีแล้ว ครั้งนี้ได้มีโอกาสไปเยือนประเทศญี่ปุ่น เมืองโอซาก้าและเกียวโต ส่วนที่มาที่ไปของการเที่ยวครั้งนี้เริ่มจากการมีปิดเทอมที่น้อยเพียง7วัน จึงต้องตัดสินใจไปเที่ยวในเวลาที่จำกัด วางแผนเที่ยวและจองตั๋วเครื่องบินภายใน 7 วันก่อนวันเดินทาง น่าเสียดายที่ครั้

ทริปฉุกเฉินไปญี่ปุ่น Emergency Plan to Japan

ทริปฉุกเฉินไปญี่ปุ่น Emergency Plan to Japan

 วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562 เวลา 12.35 น.

 วันที่เดินทาง 8 มิ.ย. 2562

ห่างหายจากการไปเที่ยวต่างประเทศมาได้ประมาณหนึ่งปีแล้ว ครั้งนี้ได้มีโอกาสไปเยือนประเทศญี่ปุ่น เมืองโอซาก้าและเกียวโต ส่วนที่มาที่ไปของการเที่ยวครั้งนี้เริ่มจากการมีปิดเทอมที่น้อยเพียง7วัน จึงต้องตัดสินใจไปเที่ยวในเวลาที่จำกัด วางแผนเที่ยวและจองตั๋วเครื่องบินภายใน 7 วันก่อนวันเดินทาง น่าเสียดายที่ครั้งนี้เราไม่ได้มีโอกาสวางแผนเที่ยวมากนักเพราะอยู่ในช่วงสอบ งานนี้เพื่อนเราอีกคนเลยเป็นคนทำหน้าที่วางแพลนเที่ยวให้ ทริปนี้จะเรียกว่าทริปฉุกเฉินก็ได้

เพราะฉุกเฉินจริงๆ สอบเสร็จสี่โมงเย็น ก็ต้องไปขึ้นเครื่องบินคืนนี้แล้ว

และเพราะฉุกเฉินจริงๆ อีกไม่กี่วันก็เปิดเทอมแล้ว


เดินทางมาถึงสนามบินคันไซ เรากับเพื่อนก็เดินหาร้านขายบัตร JR Pass


เพื่อซื้อบัตร Icoca เป็นบัตรเติมเงิน ไปถึงเจ้าหน้าที่ก็จะขอพาสพอร์ตเราไปดูด้วยก่อนซื้อ บัตรที่ได้มามีให้เลือกสามลายตอนเราไปตอนนั้นก็มีลายคิตตี้ด้วยนะ


-ค่าบัตรIcoca Haruka 2000 เยน -มีเงินอยู่ในนั้น 1500 เยน

-มัดจำอีก 500 เยน และเติมเงินค่าโดยสารตามจำนวนที่เราต้องการ

หลังจากซื้อบัตรโดยสารและตั๋วไป-กลับระหว่าง Airport กับ Shin Osaka

เป็นราคาทั้งหมด 4600 เยนเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ขึ้นรถไฟจากสนามบินไปสถานี Shin Osaka เพื่อเอาของไปเก็บที่พัก

รถไฟมาจอดรอที่ชานชาลามาแล้ว

ตั๋วที่เราซื้อมาเป็นแบบ non reserved เราต้องเข้าแถวให้ตรงกับช่อง non-reserved ด้วย

ไม่อย่างงั้นพนักงานก็จะบอกให้เราไปเข้าให้ถูกช่องอยู่ดี

เข้ามาข้างในก็เห็นความสะอาดและการออกแบบให้ที่ทันสมัยแต่ดูแล้วเรียบง่ายของรถไฟที่นี่

ภายในรถไฟมีที่เก็บสัมภาระเอาไว้ให้สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวจากสนามบินที่มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่

ประตูเปิด-ปิด อัตโนมัติ

อีกฟากหนึ่งของขบวนรถไฟเป็นห้องน้ำซึ่งจะแบ่งเป็นสองฟากคือถ้าหันหน้าไปข้างหลังรถไฟฝั่งซ้ายของมือจะเป็นห้องน้ำ ฝั่งขวามือเป็นอ่างล้างมือ


เมื่อรถไฟออกไปสักพักก็จะมีเจ้าหน้าที่มาเดินตรวจเช็คตั๋วรถไฟ


เราเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับรถไฟกับการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นเค้าบอกว่าอยากให้การโดยสารรถไฟเป็นการท่องเที่ยวไปด้วยในตัว ด้วยคอนเสปนี้เองทำให้มีการออกแบบภายนอกให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะขบวนใครเห็นก็อยากขึ้นมาให้รู้ว่าข้างในจะเป็นอย่างไร

ออกแบบภายในรถไฟที่สวยงามนั่งสบาย เมื่อที่นั่งสบายคนนั่งก็มีอารมณ์มองออกไปดูวิวนอกหน้าต่างเห็นทิวทัศน์บ้านเมืองเพลิดเพลินเหมือนได้ท่องเที่ยวไปด้วยนั่นเอง


พวกเราใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาทีจากสนามบินคันไซก็ถึงแล้วสถานี Shin Osaka สถานีใหญ่ประกอบไปด้วยร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อต่างๆ ดูป้ายทางออกดีๆล่ะ อย่างตอนนั้นเรากับเพื่อนก็ใช้เวลาหาทางออกเกือบ 20 นาที

นึกแล้วก็ตลก การหลงทางเวลาไปเที่ยวมันกลายเป็นเรื่องปกติของเราไปแล้วสินะ

พวกเราใช้เวลาเดินไปสถานีประมาณ 10 นาทีก็ถึงโรงแรม Via inn shin Osaka west


ชั้น reception อยู่ชั้นสอง พนักงานต้อนรับดูแลดี ก่อนหน้านี้เรากดจองห้องผิด เผลอไปกดจองห้อง smoking ตอนนั้นเราเลยโทรมาขอเปลี่ยนเป็น non smoking พนักงานที่รับสายก็เปลี่ยนให้ โดยเราสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ พนักงานที่คุยกับเราพูดฟังชัดเจน ทำให้การสื่อสารไม่มีปัญหา

เราเลยรู้สึกประทับใจตั้งแต่ก่อนมาแล้ว


ในห้องขนาดไม่ใหญ่มาก เตียงที่เลือกไว้สำหรับนอนสองคนค่อนข้างเล็กแต่โชคดีที่เรากับเพื่อนตัวไม่ใหญ่มาก นอกนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกก็ดูสะอาดน่าใช้หมด


บรรยากาศแถวโรงแรม





เมื่อเอาของไปเก็บที่ห้องเรียบร้อยแล้วก็นั่งรถไฟไป Namba station เพื่อไปเดินเล่นแถวย่าน Shinsibashi


ภายในรถไฟ


ไม่นานก็มาถึงย่านชินไซบาชิ เป็นย่านที่มีร้านอาหารชื่อดังมากมาย ร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นต่างๆ รวมถึงอีกร้านที่เห็นเยอะไม่แพ้กันก็คือร้าน drug store ที่จะขายของทั่วไปอย่างยาสามัญ แผ่นแปะแก้ปวดหลัง ขนม ของใช้ราคาไม่แพง ร้านประเภทนี้คนจะเยอะมากแต่ละคนที่เข้าไปซื้อก็ซื้อของเหมาๆกันเสียส่วนใหญ่ แต่ตอนเราไปซื้อแค่ยาหยอดตาไม่กี่อัน เลยไปต่อเข้าคิวที่แยกไว้สำหรับซื้อของไม่กี่ชิ้นที่ราคาไม่ถึงจำนวนที่เค้ากำหนดว่าขอ tax refund ได้และสำหรับแถวที่ขอ tax refund ได้คนจะเยอะมาก

ป้ายกูลิโกะ แลนด์มาร์กชื่อดังของที่นี่ใครๆมาถึงก็ต้องถ่ายรูปคู่



มองมาอีกฝั่งของป้ายกูลิโกะ ที่เห็นน้ำไหลผ่านตามทางนี้ จะมีเรือที่รับนักท่องเที่ยวได้นั่งชมความวุ่นวายและแสงไฟที่สวยงามของย่านนี้ด้วย



ร้านปูชื่อดัง โดดเด่นด้วยปูยักษ์ขนาดใหญ่ และด้วยทำเลที่ดีของร้านที่ไม่ไกลจากป้ายกูลิโกะบวกกับความสดใหม่ของปูร้านนี้ทำให้ไม่แปลกเลยที่จะเห็นคนต่อคิวกันยาว


ราคามันปูประมาณ500 เยน ขาปู 900 เยน รสชาติมันปูอร่อยแต่มีไม่เยอะนะ รู้สึกถึงความสดจากทะเลด้วยกลิ่นของมัน


ร้านซูชิ สายพาน


เราเดินไปสักพักสะดุดกับป้ายคาเฟ่หมาชิบะ ชื่อร้าน Mameshiba Cafe Osaka

ไหนๆก่อนมาที่ญี่ปุ่นเรามี mission ว่าอยากเจอหมาชิบะซักตัว เราเห็นอย่างนี้แล้วก็ไม่ลังเลเลยที่จะเข้าไป ค่าเข้า 880 เยน เราเดินขึ้นไปซื้อตั๋วซึ่งอยู่ชั้นสอง ได้ตั๋วมาแล้วในตั๋วเขียนว่าให้รอคิวประมาณ45นาที

เหมือนตึกนี้จะมีให้เลือกสองแบบคือคาเฟ่แมวหรือชิบะ ซึ่งจะอยู่คนละชั้น



ทางร้านจะมีกฎให้อ่านว่าห้ามอุ้ม อย่าเอาอาหารให้กิน เก็บของให้ดีอะไรประมาณนี้

เรามีเวลาเล่นแค่สามสิบนาทีเอง คาเฟ่ที่นี่ดูไม่เหมือนที่ไทยเลย เหมือนมานั่งชมหมาเล่นกัน ดูไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาเล่นเท่าไหร่ และก็ไม่ได้มีอาหารให้เข้าไปกินหรือป้อนชิบะด้วย

ชิบะร้านนี้เป็นชิบะที่ยังเด็กๆและซนกันหมดเลย มาดูความน่ารักของเหล่าชิบะกัน




เห็นคนที่นั่งเป็นแถวเหมือนรอชมขบวนพาเหรดชิบะจอมซนเล่นกันไหม


ลงมาชั้นสอง มีร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับชิบะด้วย


หลังจากออกจากคาเฟ่ก็เดินไปหาเพื่อน เพื่อนเรานัดเจอเพื่อนญี่ปุ่น อยู่เมืองนี้ เค้าอาสามาเดินพาพวกเราเที่ยว

ร้านอาหารที่เธอแนะนำเป็นร้าน ที่ local สุดๆ เธอบอกว่าร้านนี้ส่วนใหญ่จะมีแค่คนญี่ปุ่นเท่านั้นที่มากิน นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมีใครรู้จัก ทางเดินเข้ามาก็เป็นซอยเล็กๆแคบๆในย่านซินไชบาชิเนี่ยแหละ




ซายากะซังเธอเคยเป็นตัวแทนของมหาลัยเธอมาเข้าร่วมการแข่งขันซิมปิคที่ศิริราช เลยได้รู้จักกับเพื่อนของเราเพราะเพื่อนเราเรียนศิริราช เธอเรียนอยู่ปีสามคณะแพทย์

เธอแนะนำเมนูอร่อยๆของทางร้านให้เรากินอย่างดี อย่างโอโกโนมิยากิ อาหารขึ้นชื่อของร้านนี้ ก็จัดว่ารสชาติเด็ดมาก


กินเสร็จก็หาร้านขนมกินกัน เธอตามใจเราที่บอกว่าอยากกินแพนเค้ก เธอก็พยายามหาร้านที่มีแพนเค้กและพาพวกเรามา แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้สามทุ่มครึ่งทางร้านบอกว่าหมดแล้ว เราเลยสั่งเมนูง่ายๆอย่างไอติม และพายแอปเปิ้ลมากินกัน



ตอนสุดท้ายเธอเดินมาส่งพวกเรากลับถึงโรงแรมในเวลาเกือบเที่ยงคืน พวกเราล่ำลากัน ซายากะโบกมือลาพวกเราจนลับสายตา เรายินดีมากๆที่ได้รู้จักเธอ

เป็นอีกครั้งที่เรารู้สึกว่าโลกได้เหวี่ยงเรามาเจอกันในระยะเวลาสั้นๆ แต่ช่างรู้สึกมีความหมายเหลือเกิน คำว่ามิตรภาพ


To Sayaga sa

First I met you Sayaga who is a friend of my friend

Even though We’ve never known each other before , you were so kind to me

In the way that you could be our guide through that memorable night in Shisaibashi.

You took us to the local restaurant and we enjoyed eating the food highly recommended by you so much. It’s so tasty. You also tried to find the Pancake cafe although It was sold out when we arrived the cafe. And Before that night almost ended (about 20 minutes to12.00 a.m.) you waked us hotel. It was so late that we worried about you because you had to go back to the train station alone in the night.

I really appreciate everything.Even it was a short time that we met, I know you are a very nice girl. Thanks for fulfilling the stories in this blog.

If you come to Thailand please let us know because we can be your guide!

See you


บรรยากาศโรงแรมตอนเที่ยงคืน ข้างๆมีเซเว่น รู้แล้วว่าจะฝากท้องไว้ที่ไหนดี



เช้าวันนี้มีแผนจะไปเกียวโตเมืองหลวงเก่า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Shin Osaka

สถานที่แรกที่ไปคือ Fushimi Inariyamakan-yuchi Trisha

หรือที่คนไทยเรียกว่าศาลเจ้าแดง หรือศาลเจ้าจิ้งจอก






ทางเข้าซุ้มสีแดงตอนแรกๆคนจะหนาแน่นมาก ตัวติดกับคนข้างๆรอบด้าน พอยิ่งไกลขึ้นเรื่อยๆสังเกตได้ว่า คนจะค่อยๆเบาบางลงเรื่อยๆ ถ้าอยากได้รูปที่ไม่ติดคนเยอะก็แนะนำว่าเดินไปไกลๆหน่อยนะ

และแน่นอนว่าไฮไลท์ของที่นี่คือเสาโทริอิ เสาสีแดงจำนวนมากล้อมรอบทางเดิน ถ้าจะเดินจริงๆก็ไกลมาก เดินรอบภูเขา2-3 ชั่วโมงเลยทีเดียว

แต่ถ้ากลัวเหนื่อยระหว่างทางแล้วไม่อยากไปต่อก็จะมีเส้นทางให้เดินกลับ ในแต่ละช่วงอยู่เหมือนกัน

ระหว่างทางเราเห็นศาลเจ้าเล็กๆอยู่ตลอดทางข้างๆทางเดิน มีบางจุดให้แวะพักมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก




เดินขึ้นไปได้แค่ถึงจุดที่ 6กับ7 ก็หมดแรงต้องเดินกลับ ตรงจุดนี้จะได้มองเห็นเมืองเกียวโต เรากับเพื่อนได้นั่งพักเหนื่อยตรงนี้ซื้อไอติม และน้ำเย็นๆกินก่อนจะออกไปถ่ายรูปคู่กับเสาสีแดงเพราะตอนนี้ก็ไม่ค่อยมีคนเยอะเท่าไหร่แล้ว





Stop ต่อไปของพวกเราคือ วัด Kiyomizu dera



แน่นอนหรือที่หลายๆคนรู้จักกันในชื่อวัดน้ำใส ชื่อของวัดมีความหมายว่าน้ำบริสุทธิ์มีที่มาจากน้ำตกที่ไหลผ่านเนินเขาลงมาบริเวณวัด

เป็นวัดที่ได้ขึ้นเป็นมรดกโลก UNESCO world heritage sites ด้วย

จุดเด่นของที่นี่คืออาคารไม้ขนาดใหญ่ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน ที่สวยงามน่าทึ่งเพราะเค้าบอกว่าไม่ได้ใช้ตะปู

และในส่วนของโถงอาคารถูกสร้างขึ้นให้ยื่นออกไปเพื่อเป็นจุดชมวิวเมืองเกียวโต

ตอนเราไปบางส่วนของอาคารหลักตอนนี้ถูกปิดปรับปรุงอยู่


ค่าเข้า 400 เยน



ภายในอาคารก็มีให้ไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เห็นคนกำลังทำพิธีต่างๆ

เดินออกมาแล้วจะมีทางเดินไปเรื่อยๆ เราเลยเดินตามไป






วิวนี้ได้จากหลังเดินไปอีกฝั่งหนึ่งของอาคารที่เข้าไปตอนแรก เดินไม่ไกล




ข้างใต้อาคารหลักคือน้ำตกโอตาวะ มาจากสายน้ำสามสายผู้มาเยี่ยมชมมักจะมาดื่มน้ำจากน้ำตกนี้ด้วยถ้วยโลหะ

ด้วยความเชื่อว่ารักษาโรคภัย การดื่มน้ำจากสายน้ำตกทั้งสามมีความหมายถึงสุขภาพ ความรัก และความสำเร็จของการศึกษา

ที่ตักน้ำ จะมีเครื่อง sterilized เพื่อความสะอาดของผู้ที่มาใช้อีกด้วย




ที่นี่มีเครื่องรางขาย มีให้เลือกให้โชคทั้งเรื่องความรัก สุขภาพ หน้าที่การงาน การศึกษา

เพื่อนเราไปซื้อเห็นบอกว่าบางร้านเค้าจำกัดให้ซื้อ 1 คนต่อ 1ชิ้น



เดินออกมาใกล้ๆจะมีถนน Ninenzaka and Sannenzaka ที่จะมีร้านขายของที่ระลึกและของฝากมากมาย




พวกเราเดินผ่านถนนเส้นนี้ ปักหมุด google map ไว้ที่ Gion เดินผ่านถนนเส้นนี้ไปเรื่อยๆเพลินๆ

ระหว่างทาง local และจะเห็นนักท่องเที่ยวเดินใส่ชุดกิโมโนตามถนนเป็นระยะๆ



ไม่แปลกใจเพราะระหว่างทางที่เราเดินมามีร้านเช่าชุดกิโมโน ยูกาตะ อยู่หลายร้านเหมือนกัน


เราเดินตาม google map เพื่อไป Gion corner ซึ่งความจริง Gion Corner เป็นชื่อโรงละครที่จะมีจัดแสดงโชว์ร่ายรำของไมโกะ(เกอิชาฝึกหัด) การสาธิตพิธีชงชา การแสดงหุ่นกระบอก

ถึงแล้วถนนเส้นนี้ไม่ไกลมาก เค้าบอกว่าย่านนี้จะคึกคักเพราะเป็นแหล่งบันเทิงตอนกลางคืน

แต่เราไม่ได้อยู่จนดึก แค่มาเดินดูบรรยากาศถนนหนทางและร้านอาหารทุกร้านในย่านนี้ตกแต่งได้บรรยากาศแบบสมัยโบราณก็พอแล้ว



ถนนเส้นนี้มีรถผ่านบ่อยมากเรียกได้ว่าถ่ายรูปได้ยังไม่ถึงสามแชะก็ต้องหลบรถกันอีกแล้ว จึงต้องมีเจ้าหน้าที่คอยดูแล คอยระวังรถให้นักท่องเที่ยวที่มาแถวนี้




กลับไปเดินเล่นย่าน shinzibashi







วันที่สามของการเที่ยวเรากับเพื่อนมาถึง Universal Studio ตั้งแต่ก่อนเก้าโมงซึ่งเป็นเวลาที่ประตูเปิด แต่ภาพที่เห็นคือมีคนจำนวนมากเข้าไปก่อนแล้ว สภาพบรรยากาศวันนั้นฝนตกปรอยๆแต่ก็ไม่ทำให้คนเบาบางลงไปเลย พวกเราซื้อตั๋วผ่าน klook ตั้งแต่ตอนอยู่ไทยแล้วราคา 2140 บาท

ทำให้ไม่ต้องเสียเวลามาต่อคิวซื้อที่นี่อีก ไม่ได้ซื้อแบบ express เพราะเพื่อนบอกว่าถ้าไปเข้าแถวแยกกันเล่นแบบ single ก็รอไม่นานมาก

ที่แรกที่พวกเรามุ่งหน้าไปคือ The wizarding world of Harry Potter USJ






ร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับ Harry Potter เพื่อนเรามาถึงก็มาจัดผ้าพันคอก่อนเลยราคา4900เยน เพื่อเป็นพร็อพถ่ายรูปคู่ปราสาท ซื้อเสร็จก็ให้พนักงานพันให้ เดินไปไหนมาไหนในเมืองพ่อมดนี้ พวกพนักงานที่แต่งให้เข้ากับธีมพ่อมดก็จะทักทายเพื่อนเรา



Butter beer ถึงแม้เราจะไม่ใช่ big fan ของพ่อมดแฮรี่ แต่ก็กินไปตั้งสองแก้ว รสชาติหวานๆ เราชอบฟองครีมข้างบนมากอร่อย ส่วนราคาแก้วพลาสติกขนาดเล็กคือ 650 เยน ถ้าเป็นแก้วที่เป็นแก้วเบียร์ที่ระลึกก็จะแพงขึ้นแต่จะได้แก้วกลับไปด้วย ส่วนเราอยากได้ทั้งถัง Butter Beer กลับบ้าน




เดินหาห้องน้ำ ห้องน้ำในโซนนี้ใช้คำแปลกดีนะ Lavatory


เครื่องเล่นนี้มีคนต่อคิวเยอะมาก อยู่โซน Jurassic


เรากับเพื่อนต่อคิวกันเกือบชั่วโมงกว่าๆ ลักษณะเครื่องเล่นเหมือนจะเป็นนกที่เกี่ยวตัวเราให้คว่ำเอาไว้



ถึงเวลาเที่ยงแล้ว เราเลยไปหาอะไรกิน สะดุดตาที่ป้ายอาหารมินเนี่ยน ไม่รู้อะไรดลใจให้กล้าจ่ายเงิน1800 กว่าเยนเพื่อสั่งข้าวมินเนี่ยนมากิน เพราะถ้าเป็นตอนนี้คงไม่ยอมจ่าย อาจเป็นเพราะบรรยากาศมันพาไป แต่ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ได้เข้าไปดูว่าข้างในคาเฟ่มินเนี่ยนเป็นไง

เข้าไปถึงมีพนักงานเดินเอาเมนูมาให้แล้วบอกว่าขอให้คนที่เข้ามาสั่งอย่างน้อยหนึ่งเมนู เพื่อนเราเลยต้องออกไปรอข้างนอก เพราะเค้าไม่กิน

เมื่อถึงคิวเราก็สั่งอาหาร เสร็จแล้วพนักงานอีกคนก็พาเราไปนั่งที่โต๊ะ แล้วเราค่อยเดินไปรับอาหาร

ที่ประทับใจสุดๆนอกจากการตกแต่งภายในที่สวยงามแล้ว พนักงานที่นี่บริการลูกค้าเป็นระบบมาก ลองคิดดูสิข้างในร้านตกแต่งเป็นธีมมินเนี่ยนที่สวยงาม พนักงานก็เป็นอีกส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ร้านอาหารมินเนี่ยนแห่งนี้ดูมีชีวิตขึ้นมา อย่างน้อยพนักงานที่นี่ก็ทำให้คนธรรมดาอย่างเรารู้สึกพิเศษขึ้นมาหลังจากเดินเข้ามาในที่แห่งนี้แล้ว



กินอิ่มแล้วก็ออกไปลุยกันต่อ แอบรู้สึกดีเหมือนกันนะที่กินข้าวหลังเล่นเครื่องเล่น Jurassic มา ไม่งั้นอาจเสี่ยงได้อาเจียน




ภาพนี้บรรยายได้ดีเลยทีเดียว ว่าพนักงานที่นี่ทำให้สวนสนุกแห่งนี้มีชีวิตชีวามาก นอกจากแต่งตัวคัฟเว่อเป็นมินเนี่ยนแล้วยังใจดีมาเล่นกับเด็กด้วย เป็นเด็กคนไหนก็ต้องประทับใจ






นั่งพักดูบรรยากาศเมืองที่ถูกจำลองขึ้นมาพร้อมมีแม่น้ำเป็นพรมแดนกั้น ชิลดีนะ






เวลาสองทุ่มยี่สิบนาที จะมีโชว์ที่โซนแฮรี่ซึ่งเวลานี้จะไปซ้อนทับกับโชว์ขบวนพาเหรด แต่เราเลือกที่จะมาดูโชว์แฮรี่ก่อนแล้วค่อยวิ่งกลับไปดูพาเหรด

เรากับเพื่อนได้เดินกลับเข้ามาในโซนพ่อมดนี้อีกครั้งต่างกันตรงที่ว่าตอนกลางคืนบรรยากาศเย็นกว่า คนน้อยกว่า ได้ยินเสียงเพลงชัดกว่าให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในHogward จริงๆเลย

โชว์มาแล้ว ประมาณยี่สิบนาที สวยงามอลังการแค่ไหน ให้ภาพเหล่านี้บรรยาย








เมื่อดูโชว์แฮรี่เสร็จก็รีบวิ่งกลับไปดูขบวนพาเหรด น่าเสียดายที่ตอนมาถึงมันใกล้จะจบแล้วเราเลยได้เห็นแค่พาเหรดมินเนี่ยนและJurassic แต่ถึงอย่างงั้นก็สวยงามอลังการจริงๆ










จบแล้ววันที่สามเรียกได้ว่าได้ใช้ชีวิตอยู่ในสวนสนุกโลกแห่งความฝันของใครหลายๆคนตั้งแต่ 9.00am-9.00pmเลยทีเดียว



วันสุดท้ายแล้ว แพลนวันนี้เลยชิลๆ คือไปปราสาทโอซาก้า แล้วค่อยกลับมาเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรม แต่เราต้องเช็คเอาท์ก่อน เนื่องจากโรงแรมที่เราพักให้เช็คเอาท์ภายใน 10 โมง

ทางเดินระหว่างไปปราสาทโอซาก้า






เมนูที่กำลังดัง เห็นติดป้ายหน้าร้านสตาร์บักส์ทุกร้านเลย


กินเสร็จก็เดินต่อ



ปราสาทโอซาก้านั้นได้ชื่อว่าเป็นปราสาทญี่ปุ่นที่มีกำแพงหินสูงชันที่สุด



ระหว่างทางเดินไปเห็นคนตัดหญ้า และมีคนเอาผ้าใบมากันเศษหินหรือดินที่อาจกระเด็นมาโดนคนที่เดินผ่านไปมาได้


ตัวปราสาทโอซาก้าถูกเผาทำลายไปถึง 2 ครั้ง ตัวปราสาทที่เราได้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี 1930 และได้รับการเสริมความแข็งแรงด้วยคอนกรีตเพื่อรักษาสภาพเอาไว้

ชั้นบนสุดของตัวปราสาทเป็นหอชมเมือง



ตอนนั้นเราไปไม่ได้เข้าไปชมข้างในแต่เพื่อนเราเข้าไปค่าเข้าประมาณ 500 เยน

เพื่อนเรามีเวลาแค่30นาทีเพราะพวกเราต้องรีบไปสนามบิน เพื่อนบอกว่าข้างในก็โชว์ของสมัยโบราณ อาวุธ ชุดเกราะนักรบต่างๆ จำรายละเอียดอะไรไม่ได้มากเพราะต้องรีบเดินรีบออก



ส่วนเราน่ะหรอไม่ได้เข้าไปเพราะ ดันไปเห็นป้ายนิทรรศการนินจา เราเองสนใจนินจาอยู่แล้วเลยแยกทางกับเพื่อนแล้วค่อยมาเจอกัน

อยากจะเช่าชุดนินจาใส่แต่ก็ทำไม่ได้เมื่อเห็นป้ายขึ้นว่า closed in June น่าเสียดาย




แล้วเราก็ไปสนามบินแต่ก่อนจะเข้าสนามบินดันเกิดเรื่องคือพอออกมาจากรถไฟเพื่อนเราดันทำตั๋วรถไฟหาย ตอนแรกก็กังวลมาก แต่พอไปบอกนายสถานีเค้าก็บอกว่า “ทำหายวันนี้ไม่เป็นไร โอเค ให้ผ่านได้” โล่งอกไปทีนึกว่าจะมีปัญหาอะไร

เข้าไปในสนามบินก็ไปชอปปิงซื้อของฝากกันต่อในเกท ซึ่งจะมีร้านขายขนมของฝากเยอะอยู่แล้ว

ตอนสุดท้ายเกือบไปไม่ทันขึ้นเครื่อง เพราะเราลืมไปว่าสนามบินบางที่ต้องนั่งรถไฟหรือรถบัส ไปที่เกทต่อด้วย ยังไงทางที่ดีเผื่อเวลาไปขึ้นเกทให้เยอะหน่อยก็ดี เดี๋ยวจะเป็นเหมือนเรากับเพื่อนที่วิ่งหน้าตั้งไปตอนที่เกทเกือบจะปิดแล้ว


จบแล้วทริปฉุกเฉินไปเจแปน 4 วัน 3 คืน รวมๆแล้วเราหมดไปประมาณเกือบหมื่นนึงนะ ถ้าไม่รวมตั๋วเครื่องบิน หมื่นเดียวเอาอยู่ เสียค่าเดินทางพวกรถไฟ 2000 กว่าบาท นอกนั้นก็ค่ากิน ค่าตั๋วเข้าสถานที่ต่างๆ ก็ไม่ได้ใช้ไรมาก กินเซเว่นไปก็หลายมื้ออยู่ เราว่าถ้าไม่ซื้อของฝากไรมาก มาเที่ยวญี่ปุ่น ใช้แบบประหยัดๆ งบไม่เยอะได้สบายๆเลย

แล้วก็ขอบคุณจ้าเพื่อนที่มาเที่ยวกับเราในทริปนี้ แพลนทุกอย่างในทริปนี้ สถานที่เที่ยวต่างๆ จ้าเป็นคนแพลน ร่วมถึงการศึกษาเส้นทาง สถานีรถไฟ สายรถไฟ การซื้อตั๋วต่างๆ จ้าก็เป็นคนดูให้ซะส่วนใหญ่

และเราปฏิเสธไม่ได้ว่าทริปนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าไม่มีมัน และถ้าไม่มีเรา ใครจะห้ามเวลามันหลง

สุดท้ายนี้ก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านกัน แล้วถ้าเรามีเวลาว่างได้ออกเดินทางไปไหนอีก ไว้เรากลับมาเจอกันนะ คุณผู้อ่านทุกคน ขอบคุณค่ะ






ความคิดเห็น