เที่ยวเชียงราย ใจละลายไปกับขุนเขาและเมฆหมอก รีวิวโดย Mai Manisa

เที่ยวเชียงราย หัวใจละลายไปกับขุนเขาและเมฆหมอก ปลายฝนต้นหนาว ที่เชียงรายก็ดีนะ คนไม่เยอะ ไปง่ายๆ สามวันสองคืน สัมผัสอากาศสดชื่นได้เต็มปอด คลิ๊กดูต่อในอัลบั้มเลยนะจ๊ะ มาดูโปรแกรมเที่ยวกันเลยดีกว่า 💟วันแรก💟 โปรแกรมอัดแน่นนน 📍 วัดร่องขุ่น 📍 พิพิทธภัณฑ์บ้านดำ (สุดท้ายไม่ได้แวะจ้า) 📍

เที่ยวเชียงราย ใจละลายไปกับขุนเขาและเมฆหมอก

เที่ยวเชียงราย ใจละลายไปกับขุนเขาและเมฆหมอก

 วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เวลา 22.35 น.

 วันที่เดินทาง 26 ส.ค. 2562

เที่ยวเชียงราย หัวใจละลายไปกับขุนเขาและเมฆหมอก



ปลายฝนต้นหนาว ที่เชียงรายก็ดีนะ คนไม่เยอะ ไปง่ายๆ สามวันสองคืน สัมผัสอากาศสดชื่นได้เต็มปอด คลิ๊กดูต่อในอัลบั้มเลยนะจ๊ะ



มาดูโปรแกรมเที่ยวกันเลยดีกว่า



💟วันแรก💟 โปรแกรมอัดแน่นนน



📍 วัดร่องขุ่น

📍 พิพิทธภัณฑ์บ้านดำ (สุดท้ายไม่ได้แวะจ้า)

📍 จิบชา กินขนมเค้กที่ ไร่ชาฉุยฟง 🍵🍰

📍 ขึ้นดอยตุง ชมสวนแม่ฟ้าหลวง (ตามแผน คือ อยากไป Tree Top Walk มากกกก แต่แห้วจ้า ปิดซ่อมถึง 21 ตุลาคม )

📍ถ้ำขุนหลวงนางนอน

📍ชมพระอาทิตย์ตกที่สามเหลี่ยมทองคำ แล้วขับรถอีกไกลมากไปยังเชียงของ 🛣️



💟วันที่สอง 💟 โปรแกรมจะชิวหน่อย



🌄 ตื่นเช้าชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นริมโขง (ปรากฏว่า เจอแต่หมอกจ้ะ)

🏞️ แวะเที่ยวแก่งผาได (สุดเขตแดนสยาม )

⛰️ ขึ้นไปชมวิวดอยผาตั้ง (เดิมว่าจะรอชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ แล้วค่อยดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูชี้ดาว แต่จากการดูพยากรณ์อากาศเค้าบอกว่าพรุ่งนี้เช้าฝนจะตก เราก็เลยปรับแผนเป็นดูพระอาทิตย์ตกที่ภูชี้ดาวก่อนเลย)

⛅ ชมพระอาทิตย์ตกที่ภูชี้ดาว 🌟🌟



💟วันที่สาม💟 โปรแกรมชิวกว่าเดิมอีก



😋 ทานข้าวเช้า เช็คเอ้าท์

⛰️ ขึ้นไปภูชี้ฟ้า

✨ กลับเข้าเมืองซื้อของฝาก

☕หาร้านกาแฟนั่งชิวก่อนกลับ



💲สรุปค่าใช้จ่าย💲



✈️ค่าตั๋วเครื่องบินก็ได้มาไม่แพง เหมือนช่วงนั้นจะแข่งกันเกือบทุกเจ้า ได้มาสองคน 2400 + บาท



🚘รอบนี้เราเช่ารถ ได้ราคาถูกสุดๆ ประกันแบบครบ 3 วัน ในราคา 1,300 บาท ++ รถที่ได้วิ่งไปแค่ 1,100 + km Wowww… เลิศ เลอ



🏡ที่พัก 2 คืน คืนละ 800 บาท

✨คืนแรก พักริมน้ำโขง : เคียงโขง ณ ห้วยเอียน

✨คืนที่สอง พักบนภูชี้ดาว : ภูชี้ดาวยอดวิว รีสอร์ท

⛽ค่าน้ำมัน 1,000 บาท



🌼ค่าเข้าสวนแม่ฟ้าหลวง 90*2 = 180 บาท

🚐 ค่าเหมารถขึ้นภูชี้ดาว 500 บาท

ที่อื่นๆ ไม่เสียค่าเข้าชม ไม่นับอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม



✨สรุป ค่าใช้จ่ายสองคน 7,080 บาท ต่อคนก็แค่ 3,540 บาท เองนะจ๊ะ 😍

ทะเลหมอกออกมาต้อนรับตั้งแต่ยังอยู่บนเครื่องบินเลย

ลงจากเครื่องรับรถเสร็จเราก็บึ่งไปจุดหมายแรกกันเลย วัดร่องขุ่น หรือ ภาษาอังกฤษเรียก white temple เค้าว่ากันว่า ถ้ามาเชียงรายแล้วไม่ได้แวะวัดนี้ ก็ถือว่ามาไม่ถึงนะ จิตรกรรมงดงามตระการตา ตอนนี้เค้ามีห้องจัดแสดงผลงานของอาจารย์เฉลิมชัย อยู่ฝั่งตรงข้ามวัดด้วยนะ เข้าฟรีจ้ะ ทั้งวัดและส่วนแสดงผลงาน ส่วนชาวต่างชาติเสียค่าเข้าวัด 50 บาท



อาหารเช้าเราหาง่ายๆทานแถวนั้นเลย ส่วนใครมีเวลาก็ลองหาร้านอร่อยอื่นๆทานนะ

ขับรถต่อไปหาขนมหวาน และเครื่องดื่มมาล้างปาก ที่ไร่ชาฉุยฟง หอมละมุน นุ่มลิ้น



คนข้างๆบอกว่า ถ่ายเร็วๆละลายหมดแล้ว หิวด้วย 555

ฟ้าใสมากวันนี้

มีมุมให้ถ่ายรูปเกร๋ๆเพียบเลย

มาขึ้นดอยตุงกันต่อ ชมดอกไม้งามที่สวนแม่ฟ้าหลวง และขึ้นวางแผนจะขึ้น Tree Top Walk เดินเล่นผจญภัย ถ่ายรูปชิคๆซะหน่อย ปรากฎว่า ปิดซ่อมบำรุง 1 เดือนจ้า ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเปิด 21 ต.ค. 61 นี้นะ



ค่าเข้าสวนแม่ฟ้าหลวง คนละ 90 บาท

ค่าขึ้น Tree Top Walk คนละ 150 บาท

Tree Top Walk กิจกรรมที่น่าสนใจ และอยากลองมากมาย เสียดายดันปิดซ่อมซะ T_T

เส้นทางที่เราไปผ่านถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน เราก็เลยแวะซะหน่อย ตอนแรกเข้าใจว่ารูปปั้นกับภาพวาดที่ทำเพื่อระลึกถึงทีมหมูป่าอยู่ที่นี่ ป่าวนะจ๊ะ เค้าทำกันที่หลังวัดร่องขุ่น (พวกไม่ตามข่าวก็จะพลาดอย่างเรานี่แหละ)



แต่ถ้าใครอยากไปเห็นหน้าถ้ำตรงที่ทีมหมูป่าจอดจักรยานทิ้งไว้ก็เดินเข้าไปดูได้นะ แค่ประมาณ 400-500 เมตรเอง แต่ข้างในช่วงนี้เค้าปิดไม่ให้เข้า

ระหว่างทางขับรถไปจุดหมายต่อไปเราก็เห็นทุ่งข้าวเขียวชะอุ่มสมกับเป็นฤดูฝน ถ้ามีเวลาอยากให้แวะทานข้าวกลางทุ่งชมพระอาทิตย์ตกกันนะขับผ่านมาหลายร้านเลย ขับอีกชั่วโมงนึงได้ ก็มาถึงจุดชมวิวสามเหลี่ยมทองคำ จุดที่เชื่อมต่อระหว่างสามประเทศไทย ลาว และพม่า

นมัสการพระพุทธนวล้านตื้น

ได้ชื่นชมแสงทไวไลท์ริมโขงไม่นาน เราก็ต้องรีบไปกันต่อแล้ว เพราะคืนนี้เราวางแผนพักกันที่เชียงของ ซึ่งอยู่ห่างจากนี่ประมาณสองชั่วโมง

โปรแกรมนี้ไม่ค่อยอยากแนะนำมากนัก เพราะทางค่อนข้างมืดและมีหลายโค้งมากกกก แต่ถ้าขับช่วงกลางวันน่าจะดีเพราะหลายช่วงถนนจะเรียบริมน้ำโขง สามารถแวะชมวิวได้ตลอด แถมควรมีเวลาแวะเที่ยวเชียงแสนก่อนด้วย

ที่พักเราที่เชียงของ ขับจากสามเหลี่ยมทองคำก็เกือบสองชั่วโมง เป็นแผนที่จัดได้ไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี..รูปนี้ระเบียงหน้าห้องพักเลย

เคียงโขง ณ ห้วยเอียน นี่อยู่ใกล้จุดชมวิวของห้วยเอียนเลย ปกติจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นสวยมาก แต่วันนี้ไม่มี

หลังจากทานข้าวเช้า ถ่ายรูปเล่น และเช็คเอ้าท์แล้ว เราก็ไปต่อที่แก่งผาได

ระยะทางไม่ไกลจากรีสอร์ทมาแก่งผาได แต่ใช้เวลาเกือบชั่วโมง ถนนทางเข้ายังค่อนข้างชำรุด น่าจะเพราะมีรถใหญ่วิ่งด้วย แต่น่าจะได้รับการซ่อมแซมในไม่ช้า

แก่งผาได เป็นจุดสิ้นสุดเขตแดนของไทยบริเวณ เวียงแก่น รวมถึงเป็นจุดสิ้นสุดแม่น้ำโขงในเขตประเทศไทยด้วย พบกันอีกทีที่หนองคายเลย

ที่แก่งผาไดก็จะมีมุมที่เค้าจัดไว้ให้ถ่ายรูปหลายมุมอยู่ แต่ก็มีหักพังบ้าง น่าจะจากช่วงน้ำหลากเมื่อเดือนที่แล้ว

วิวระหว่างทางขึ้น ถนนก็ไม่ได้ขับยากอย่างที่คิด

ไม่แน่ใจว่านั่น คือ ดอยผาตั้ง ที่เป็นจุดหมายของเรารึเปล่า

จุดหมายที่สอง ดอยผาตั้ง ภูแรกที่เราจะขึ้นไปชมวิวสวยๆกัน จากตอนแรกว่าจะชิวๆ รอดูพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ แต่พอเปลี่ยนแผนก็เลยต้องรีบหน่อย

ที่ผาตั้งจะมีจุดชมวิว และจุดถ่ายรูปอยู่หลายจุดทีเดียว ระยะทางถึงจุดสุดท้ายประมาณ 800 เมตร เดินไม่ได้ลำบากอะไร เค้าทำทางไว้ให้อย่างดีแล้ว

จุดแรก จุดชมวิวผาบ่อง ประตูรักแห่งขุนเขา

จุดสอง ศาลาอนุสรณ์นายพลหลี่ และสวนหิน

จากดอยผาตั้งเราจะสามารถเห็นวิวน้ำโขงที่ฝั่งลาวได้

นี่ไกด์ท้องถิ่นตัวน้อยของเรา

แวะนมัสการพระพุทธรูป

ป่าหิน

ทางเดินไม่ได้เดินยากอะไร เค้าทำทางไว้อย่างดีแล้ว

แล้วก็มาถึงจุดหมายหลักของเราที่นี่ ช่องเขาขาด ต้องไปยืนชิคๆตรงนั้นถ่ายรูปนะ

แถมยังชมวิวสวยๆกันได้อีก

ใครอยากไปเนิน 102 เนิน 103 จุดชมวิวถัดไปก็เดินกันไปต่อได้นะ เราไม่ได้ไปต่อ เพราะนัดรีสอร์ทที่ภูชี้ดาวว่าจะเจอกันตอนสี่โมงเตรียมขึ้นภูชี้ดาวดูพระอาทิตย์ตก

ไกด์ของเราก็นอนเล่นรอ นี่แหละหนอชีวิตเรียบง่ายของเด็กๆ ที่นี่

หลังจากเช็คอินที่รีสอร์ทคืนที่สองเสร็จแล้ว เราก็จ้างเหมารถพามาขึ้นภูชี้ดาว น้องคนขับของเรา หรือน้องป๋อ ก็คือ น้องที่ดูแลที่รีสอร์ทนั่นเอง น้องเดินขึ้นไปกับพวกเราด้วย พร้อมถือน้ำไปให้คนละขวด แล้วก็คอยอธิบายตลอด รวมถึงเป็นช่างภาพให้เราด้วย



ป๋อบอกว่าภูชี้ดาวยังค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ยังสามารถเจอหมูป่า ไก่ป่าระหว่างทางขึ้นได้ (แต่พวกเราไม่เจอ) แต่ข้ามจากรั้วกั้นที่เป็นฝั่งลาวเนี่ย ป่าเค้ายังสมบูรณ์มากมีเลียงผาอยู่ด้วย

ภูชี้ดาว เป็นภูที่เราไม่สามารถเอารถส่วนตัวขึ้นมาได้ถึงจุดลานจอด ขับรถจากถนนใหญ่ผ่านทางเข้าหมู่บ้านที่ชันมากประมาณ 100 เมตร หลังจากนั้นก็เป็นทางหินขรุขระ และลุยมากอีกยาวประมาณ 3 กม. น้องคนขับบอกว่าพวกผมเป็นคนมาทำทางเอง รวมถึงราวไม้ที่ไว้ใช้จับเดินตามทางขึ้นด้วย หลังจากถึงที่จอดรถ ก็ต้องเดินขึ้นไปยังยอดอีก..300 เมตร ป๋อกล่าว แต่ป้าเดินขึ้นนี่นึกว่าอีก 3 กม. 555 เลยเอาหอบเลยทีเดียว

มองข้ามไปยังฝั่งลาว จะเห็นแม่น้ำโขง และทิวทัศน์ของเทือกเขาที่สวยงาม และมีความสมบูรณ์มากๆ

จากภูชี้ดาวเราสามารถเห็นยอดภูชี้ฟ้าและภูชี้เดือนด้วยนะ

แม้ภูชี้เดือนและภูชี้ดาวอยู่ใกล้กัน แต่ว่าปกติเค้าจะแยกกันดูแล แบบว่าเขตใครเขตมัน ดังนั้นถ้าจะขึ้นสองภูก็ต้องจ่ายสองรอบอ่ะ แต่ที่เคยอ่านมาเหมือนมีบางคนขับก็ไปได้หมด พอฟังดังนั้นแผนเดิมเราว่าจะไปทั้งภูชี้ดาวและภูชี้เดือนก็เป็นอันว่าพับไป



ภาพนี้ภูชี้ดาว ยอดสูงเด่น สวยงามเลย

ภูชี้ดาวอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1820 เมตร ส่วน ภูชี้ฟ้ายังเตี้ยกว่า อยู่ที่ 1,600 เมตร ที่เห็นแหลมน้อยๆนั่น ภูชี้ฟ้า จุดหมายของพวกเราในวันพรุ่งนี้

ยืนชมวิวบนนี้ได้เป็นชั่วโมงไม่เบื่อเลย อากาศเริ่มหนาว จนน้องป๋อขอตัวลงไปรอข้างล่าง ส่วนเราอยู่จนเป็นสองคนสุดท้ายเลย จริงๆก็ไม่อยากจะแนะนำเท่าไร เพราะเมื่ออาทิตย์อัสดงแล้ว ความมืดของรัตติกาลก็มาเยือน ก็จะเยื้องเท้าก้าวสั้นๆของเราลงมาได้นั้นก็จะยากลำบากขึ้นไปอีก

แม้จะมีเมฆมาบดบังพระอาทิตย์ แต่ก็ทำให้เห็นความงามในอีกรูปแบบนึง

ช่วงเย็นวันนี้มีคนขึ้นมาแค่ 2-3 กลุ่มเอง นี่แหละหนอ ข้อดีของการเที่ยวช่วงนี้

เมฆหมอกเริ่มเคลื่นอตัวมาบังมากขึ้น

ขอชื่นชมความงามภายใต้แสงทไวไลท์และสูดอากาศดีๆที่ไม่ค่อยเจอกันบ่อยๆ

แสงสุดท้ายที่ฝั่งไทย

ยืนชมวิวบนนี้ได้เป็นชั่วโมงไม่เบื่อเลย อากาศเริ่มหนาว จนน้องป๋อขอตัวลงไปรอข้างล่าง ส่วนเราอยู่จนเป็นสองคนสุดท้ายเลย จริงๆก็ไม่อยากจะแนะนำเท่าไร เพราะเมื่ออาทิตย์อัสดงแล้ว ความมืดของรัตติกาลก็มาเยือน ก็จะเยื้องเท้าก้าวสั้นๆของเราลงมาได้นั้นก็จะยากลำบากขึ้นไปอีก

ตอนเช้าตื่นมาก็เจอวิวทะเลหมอกไกลๆจากหน้าห้องเลยไม่ต้องไปไหน อ้าว ไหนพยากรณ์อากาศว่าฝนตก เสียดายเหมือนกันน่าจะตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ภูชี้ฟ้า

เช้ามาก็มีข้าวต้มหมูสับเห็ดหอม เครื่องเยอะกว่าข้าว มาเสริฟท์ถึงห้อง นั่งกินข้าวชิวๆ ชมสายหมอกฟินๆกันไป

นั่นเฮือนที่พักของหมู่เฮา เช็คเอาท์เสร็จก็ขอไปขึ้นภูชี้ฟ้ากันต่อ

จากที่พักใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ถึงภูชี้ฟ้าแล้ว

ทางเดินขึ้น-ลง ภูชี้ฟ้า มีทั้งหมด 2 เส้นทาง



1. เส้นทางเดิน บ้านร่มฟ้าทอง ม.18 ต.ปอ อ.เวียงแก่น ระยะทาง 400 เมตร

2. เส้นทางเดิน บ้านร่มฟ้าไทย ต.ตับเต่า อ.เทิง ระยะทาง 750 เมตร



พวกเราก็มาถึงทางขึ้นฝั่งบ้านร่มฟ้าทอง แบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทางเดินขึ้นฝั่งนี้ไม่ลำบากอะไร แต่ก็เมื่อยเอาการ

เดินมาถึงยอดแล้วจ้า เมฆเต็มเลย ว่าแต่ตรงไหนล่ะ ยอดภูชี้ฟ้า ไม่เห็นยอดเหมือนในรูปที่เคยเห็นเลย

เราก็เลยถามพี่ชาวบ้านที่รับถ่ายรูปอยู่บนนั้น พี่เค้าบอกว่า นั่นเลยน้อง เดินไปตามทางนั้นนะ ทางขึ้นมันมีสองทาง น้องลงไปอีกทางน้องก็จะเห็น เดินไปแป๊บนึงอย่าลืมหันมาดูนะ น้องจะเห็นเป็นหน้าสิงโต

โหหหห จิงด้วยอ่ะ เหมือนจิงๆ กำลังอ้าปากเชียว

ยอดภูชี้ฟ้า ณ เวลาประมาณสิบโมง ก็ยังสวยอยู่เลย

นี่แหละเส้นทางขึ้นจากบ้านร่มฟ้าไทย แล้วก็จะมีทางแยกให้เดินไปเจอกับทางขึ้นของบ้านร่มฟ้าทอง

จบจากภูชี้ฟ้า เราก็เดินทางกลับเข้าเมืองเชียงราย หาซื้อของฝาก แวะร้านกาแฟนั่งพักชิวๆก่อนขึ้นเครื่องกลับ



ติดตามเรื่องราวท่องเที่ยว หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจนะคะ https://www.facebook.com/AuntieJourneyJournal

มือใหม่หัดแชร์ ขอกำลังใจด้วยคะ



หรือจะติดตามภาพสวยๆใน IG ก็ได้ค่ะ IG ID: manieme



ถ้าเที่ยวฝั่งไทยเสร็จ แล้วลองข้ามไปเที่ยวฝั่งลาวที่หลวงพระบางมั่ง เที่ยวครบรส งบประหยัด

ສະບາຍດີ….หลวงพระบาง หมอกจางๆ ฝนบ้าง แดดบ้าง กิจกรรมแน่น 4 วัน 3 คืน กับเงิน 6,000 บาท

https://pantip.com/topic/38062999


ความคิดเห็น