Angkor Wat รีวิวโดย Blue.Eyes.Photo

"...See Angkor and Die..." "...ถ้าได้ยลโฉมเมืองพระนครสักครั้ง แม้ตายไปก็ไม่เสียดายชีวา..." Arnold Joseph Toynbee นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้ทิ้งวลีอมตะนี้ไว้ ให้นักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลก เดินทางตามไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา ว่า "เมืองพระนคร" หรือ "Angkor" ที่ยิ่งใหญ่ จะงดงามดั่งคำนิยามที่ทรงพลังนี้หร

Angkor Wat

Angkor Wat

 วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 เวลา 23.35 น.

 วันที่เดินทาง 4 พ.ย. 2562

"...See Angkor and Die..."

"...ถ้าได้ยลโฉมเมืองพระนครสักครั้ง แม้ตายไปก็ไม่เสียดายชีวา..."


Arnold Joseph Toynbee นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้ทิ้งวลีอมตะนี้ไว้

ให้นักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลก เดินทางตามไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา

ว่า "เมืองพระนคร" หรือ "Angkor" ที่ยิ่งใหญ่ จะงดงามดั่งคำนิยามที่ทรงพลังนี้หรือไม่


ทริปนี้เกิดขึ้นมาได้ไม่ใช่เพราะคำพูดของลุงอาร์โนลด์แต่อย่างใด

เเต่เพราะคำชักชวนสั้น ๆ ของน้องสาวคนหนึ่งที่มีใจรักการออกไปดูโลกเช่นเดียวกับผม

พวกเราเลือกวิธีเดินทางที่ง่ายและเร็วที่สุด นั่นคือบินตรงจากสนามบินดอนเมือง ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง

เรียกว่ายังไม่ทันได้งีบหลับเลย ล้อของเครื่องก็เเตะพื้นสนามบินเมืองเสียมเรียบซะเเล้ว




ที่ด้านนอกของสนามบิน ปรากฏร่างของชายวัยประมาณ 50 ปี

ผิวเข้มเเบบคนเขมรแท้ หน้าตาใจดี สุภาพเรียบร้อย

"พี่รุ่ง" คนขับรถที่พวกเราติดต่อเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางมา

การท่องเที่ยวชมปราสาทในนครวัดนครธมนั้น

จำเป็นต้องใช้รถรับ-ส่งตามจุดจอดรถ แล้วเดินเท้าต่อเข้าไป

ลองนึกภาพการขับรถเที่ยวเมืองโบราณที่อยุธยาครับ นั่นแหละครับ...แบบเดียวกันเลย


หลังจากเช็คอินที่โรงแรมและจัดการมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยเเล้ว

พวกเราจะแวะไปซื้อตั๋วหรือ pass เข้าชมปราสาทที่ Angkor Park Ticket Center กันก่อน

ตั๋วมีทั้งแบบ 1 วัน 3 วัน และ 7 วัน ใช้เป็นบัตรผ่านเข้า-ออก ชมปราสาทได้ตลอดทั้งวัน

เมื่อได้ตั๋วครบทุกคนแล้วก็ลุยกันเลย โปรเเกรมแรกในช่วงบ่ายของวันนี้คือ

ปราสาท Preah Khan และ ปราสาท Neak Pean ครับ


"ปราสาท Preah Khan" หรือ "ปราสาทพระขรรค์" ตามชื่อที่คนไทยเรียก

ความเพลิดเพลินของการเดินชมปราสาทแห่งนี้

เห็นจะเป็นการเดินมุมลอดและเเทรกตัวเข้าไปตามซอกหลืบต่าง ๆ

คอยมองหาและบันทึกภาพลวดลายสลักที่สวยงาม

คล้ายกับว่าปราสาทแห่งนี้จงใจปกปิดและซ่อนเสน่ห์ของมันเอาไว้ ให้เราได้ค้นหาด้วยตัวเอง

ผมรู้สึกทึ่งในทักษะของช่างฝีมือสมัยก่อน ที่สามารถแกะสลักหินทื่อๆ ที่ทั้งหนักทั้งแข็ง

ออกมาเป็นงานศิลปะที่ดูมีชีวิตชีวา มีความอ่อนช้อยแต่ก็หนักแน่นแข็งแรง

มากพอที่จะเดินทางข้ามเวลา มาให้เราได้ชื่นชมจนถึงทุกวันนี้




ที่ต่อมาคือ "ปราสาท Neak Pean" หรือที่ผมเรียกสั้น ๆ ว่าวัดจมน้ำ

เนื่องจากที่นี่ทำให้ผมนึกถึงวัดจมน้ำที่สังขละบุรีบ้านเรา

ผู้คนหลากวัย ทั้งเด็กเล็ก คนชรา ทั้งที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว และมาเป็นครอบครัว

หลายเชื้อชาติ ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น แม้กระทั่งคนกัมพูชาเอง

พากันเดินเบียดเสียดกันไปบนทางไม้แคบ ๆ ทอดยาวข้ามทุ่งน้ำราว 1 กิโลเมตร

เพื่อเข้าไปชมเจดีย์เก่า ๆ ที่ถูกน้ำท่วม แต่นั่นแหละครับคือความ Unseen

ถ้าเป็นเจดีย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นเฉย ๆ ก็คงไม่มีอะไรดึงดูดมากพอ

ให้นักท่องเที่ยวเดินทางกันเข้ามาชมมากมายขนาดนี้

ขากลับออกมา พวกเรายังได้ของเเถมเป็นแสงสุดท้ายงาม ๆ เหนือทุ่งน้ำกว้าง

นับเป็นการต้อนรับที่แสนจะประทับใจ และยังเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับวันพรุ่งนี้

ว่าท้องฟ้าและอากาศจะเปิดให้พวกเราได้บันทึกแสงแรกที่นครวัดตามที่หวังเอาไว้




เเต่ความคาดหวัง ก็มักอยู่คู่กับความผิดหวังเสมอ...

เป็นเรื่องปกติของการท่องเที่ยวไปเเล้ว ที่แพลนทุกอย่างล้วนเปลี่ยนเเปลงได้ตลอดเวลา

สภาพอากาศเองก็เช่นกัน

ภาพนครวัดที่มีแสงเช้าสีหวานเป็นฉากหลังในหัวของผม

สูญสลายไปพร้อมกับเสียงเม็ดฝนที่กระทบกับหน้าต่างของโรงแรม

อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ยังคงออกไปพบกับพี่รุ่ง พร้อมความหวัง... ไม่สิ...

คงต้องเรียกว่าความดื้อด้านมากกว่า

พี่รุ่งรู้อยู่เเก่ใจ ว่าเช้านี้โชคไม่เข้าข้างพวกเราเสียแล้ว

เเต่เเกก็ยังขับรถพาเด็กหัวรั้นทั้ง 4 คนฝ่าความมืดและสายฝนออกไปจนถึงลานจอดบริเวณทางเข้า

ฝนก็ยังคงเทลงมาไม่ขาดสาย ไม่นานนักพวกเราก็ตัดใจ และนัดพี่รุ่งอีกครั้งราว 9 โมงเช้า

เพื่อเดินทางไปตามเเพลนถัดไปนั่นคือ "ปราสาทบายน"



"ปราสาทบายน" ตั้งอยู่ในเขตนครธม เป็นปราสาทที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนที่อื่น

จุดเด่นของปราสาทแห่งนี้คือ ทุกพระปรางค์จะปรากฏใบหน้าของพระโพธิสัตว์อยู่ทั้ง 4 มุม

นับรวมกันเเล้วมีมากถึง 216 หน้า แต่ละใบหน้ามีความงาม สีสันต่างกันออกไป

เเต่สิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คงจะเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยน มีเมตตากับผู้มาเยือน

เมื่อเดินเข้าไปถึงชั้นในของตัวปราสาท เราจะถูกห้อมล้อมด้วยใบหน้าขนาดใหญ่หลายสิบหน้า

ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า กำลังถูกจ้องมองจากทุกทิศทาง

เกิดความรู้สึกเคารพยำเกรงต่อสถานที่ขึ้นมาในทันที

นี่สินะครับ อิทธิพลของพุทธศาสนา ที่ส่งผลต่อจิตใจของมนุษย์ทั้งทางด้านศิลปะและความเชื่อ





หลังจากถ่ายภาพกันจนจุใจแล้ว พวกเราก็เดินต่อไปกันที่ "ปราสาทบาปวน"

ปราสาทหลังนี้มีรูปทรงคล้ายพีระมิด ที่ด้านบน สามารถเดินขึ้นไปชมทิวทัศน์ในมุมสูงได้

พวกเราใช้เวลาถ่ายภาพ นั่งพัก และชมวิวกันอยู่ครู่ใหญ่ ๆ

แล้วจึงค่อยพากันเดินออกไปยังจุดที่นัดหมายกับพี่รุ่งไว้

จากนั้นในช่วงบ่าย พวกเราจะเข้าไปชื่นชมความยิ่งใหญ่ของนครวัดกัน




หลังจากเติมพลังกันด้วยมื้อเที่ยงแล้ว พี่รุ่งก็ขับรถพาเราเข้ามาถึง "นครวัด"

เป้าหมายหลักของการเดินทางครั้งนี้

แกเซอร์ไพรส์พวกเราโดยการพามาส่งที่ลานจอดรถด้านหลัง

แทนที่จะเป็นทางเข้าหลักที่อยู่ด้านหน้าของปราสาท

ความจริงแล้วการที่เราจะได้ชื่นชมความอลังการของนครวัดนั้น

ควรจะเริ่มต้นตั้งเเต่ที่ประตูทางเข้า

เพราะนั่นคือโมเม้นต์แรกที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะได้สัมผัส

เราจะเห็นภาพผู้คนนับร้อยเดินไปพร้อมกันบนสะพานหินที่ทอดยาวตรงเข้าสู่ตัวปราสาท

ทำให้ไม่มีนาทีไหนเลยที่สายตาของผู้มาเยือน จะละไปจากความสวยงามอลังการตรงหน้าได้

....


"เข้าทางด้านหลังนี้... คนน้อยดีครับ..."

พี่รุ่งพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มประจำตัว ทำเอาผมอมยิ้มปนกลั้นหัวเราะ

แม้ในใจอยากจะบอกกับพี่รุ่งว่า ช่วยขับวนไปส่งพวกเราที่ด้านหน้าได้มั้ยครับ

แต่ทุกคนก็ไม่มีใครกล้าพูด คงเพราะเกรงใจในความหวังดีของแก

ขณะที่นิ้วของผมจรดกับแป้มพิมพ์อยู่นี้ ผมยังขำและนึกถึงหน้าแกตอนที่พูดได้อยู่เลย










สถานที่แห่งนี้ มันช่างยิ่งใหญ่สมคำร่ำรืออย่างที่เค้าว่าไว้จริง ๆ

ตัวปราสาทถูกแบ่งออกเป็นชั้น ๆ ชั้นในสุดจะมีบันไดให้เดินขึ้นไปเที่ยวชมได้

ผมพูดติดตลกกับน้องๆ ว่า "ขาออก พวกเราก็เดินถอยหลังกันออกไปสิ

จะได้ดูความงามของมันให้เต็มตาไง"

ด้านหน้าของปราสาทนั้น หนาแน่นไปด้วยผู้คน

พวกเราทั้ง 4 คน เดินสวนทางออกไป แต่ก็ไม่ลืมที่จะหันกลับไปดูอยู่เป็นพัก ๆ

ผมเองพยายามถ่ายภาพเก็บไว้ในทุก ๆ ระยะการมอง ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมได้คำตอบที่ชัดเจนว่า

ปราสาทนครวัดนั้น...สวยงามในทุกมุมมองและยิ่งใหญ่งดงามดั่งภาพวาดที่อยู่ในใจของผมจริง ๆ






ขากลับ พี่รุ่งแวะส่งพวกเราที่ "Pub Street" เพื่อหามื้อเย็นทานกัน

อารมณ์ก็ประมาณถนนข้าวสารบ้านเรานี่เอง

เสียงดนตรีดัง ๆ กับผู้คนที่พลุกพล่าน ร้านรวง ผับ บาร์ ที่ดูมีชีวิตชีวา

มันช่างสวนทางกับความอ่อนล้าโรยราของพวกเรา หลังจากที่เดินเที่ยวกันมาทั้งวัน

ทุกคนเข้านอนกันตั้งแต่หัวค่ำ พร้อมกับความหวังเล็ก ๆ ว่า พรุ่งนี้ ฟ้าจะเปิดและเป็นใจให้เราสักที



เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนเวลาตี 4 ครึ่ง

ผมลุกขึ้นเดินออกไปดูท้องฟ้าที่ระเบียงหน้าห้อง

เช้านี้ไม่มีฝน... เป็นโอกาสดีที่เราจะได้เก็บภาพนครวัดกับแสงแรกของวัน

เวลาประมาณตี 5 กว่า พวกเราก็เดินกันเข้ามาถึงบริเวณสระบัว

เมื่อก้มลงถ่ายภาพในมุมต่ำตรงจุดนี้ เราจะได้ภาพนครวัดที่สะท้อนกับผิวน้ำ

โดยมีแสงเช้าสีหวานเป็นฉากหลัง


แต่ข่าวร้ายคือ พวกเราก็ยังเช้ากันไม่พอครับ...

ณ เวลานี้ ที่ขอบสระ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวยืนเรียงรายกันเป็นหน้ากระดาน

ทุกคนต่างเฝ้ารอช่วงเวลาสำคัญที่กำลังจะมาถึง

ทุกพื้นที่ถูกจับจองชนิดที่แบบไม่เหลือช่องว่างที่จะสามารถถ่ายภาพได้เลย

ที่ทำได้ก็แค่เพียงแค่การชูโทรศัพท์ขึ้นให้สูงพ้นศรีษะของคนที่อยู่ด้านหน้าเท่านั้น

ผมเริ่มเป็นกังวล...

การที่ฟ้าเป็นใจ ก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะได้ภาพที่ดี ถ้าเรายังเตรียมตัวไม่ดีพอ


แต่แล้วผมก็เหลือบไปเห็นช่องว่างระหว่างคู่รักคู่หนึ่ง

ผมลังเลและใช้เวลาคิดอยู่พักใหญ่

ฉากหลังของนครวัดตอนนี้ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อน ๆ แล้ว

จึงตัดสินใจเอ่ยปากถามฝรั่งคู่นั้นว่า "ขอเข้าไปถ่ายภาพตรงช่องว่างนั้นได้มั้ย"

เค้าตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า "Sure"

เพราะความเกรงใจที่ต้องเบียดตัวเข้าไปเเทรก ผมจึงหดแข้งหดขาทำตัวลีบเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่ขณะเดียวกันหัวใจของผมกลับพองโตอย่างที่สุด

เพราะภาพที่เห็นตรงหน้า คือภาพนครวัดที่มีฉากหลังเป็นแสงเช้าสีหวาน

มีผิวน้ำนิ่ง ๆ คอยทำหน้าที่เหมือนกระจกใส

สะท้อนความงามนี้ออกมาให้ตราตรึงและประทับใจ เป็นรางวัลชิ้นงามที่นักท่องเที่ยวทุกคนล้วนใฝ่หา



ความผิดหวังในเช้าวันแรกถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ

แต่ความยินดีนี้ก็มีอายุที่แสนสั้น เพราะไม่นาน ฟ้าก็ปิดอีกครั้ง

และมัวหมองไปจนหมดวัน

พวกเราเดินทางต่อไปยัง "ปราสาทตาพรม"

ปราสาทที่เคยปรากฏอยู่ฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง Tomb Raider

สถานที่แห่งนี้นอกจากจะสวยงามและดูลึกลับน่าค้นหาแล้ว

ยังสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่สุดท้ายแล้วมนุษย์เราไม่สามารถจะเอาชนะได้

ไม่ว่าจะใช้ความคิดหรือมันสมองในการสร้างสิ่งก่อสร้างที่เเข็งแรงอย่างปราสาทหินนี้ขึ้นมา

แต่เมื่อระยะเวลาผ่านเลย ธรรมชาติก็ทวงทุกอย่างกลับคืนไป

ต้นไม้ใหญ่อายุหลายร้อยปี พากันใช้รากชอนไชและห่มคลุมไปทั่วบริเวณ

มองดูราวกับว่า ปราสาทและป่าแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันไปแล้ว

ปราสาทตาพรมที่เคยงดงาม ตอนนี้เหลือเพียงเศษซากเรื่องราวที่ส่งผ่านต่อให้คนรุ่นหลัง

ได้จินตนาการภาพที่เคยรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ในอดีต



ปราสาท Banteay Kdei



"ปราสาทบันทายศรี" หรือ "ปราสาทสีชมพู" ปราสาทแห่งสุดท้ายของวันนี้

โดยเราต้องนั่งรถออกนอกเมือง ใช้เวลาประมาณ 40 นาที

และไม่สามารถใช้ pass ได้เนื่องจากเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่นอกเขตพระนคร

ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างด้วยหินทรายสีชมพูหายาก

จุดเด่นไม่ได้อยู่ที่ความใหญ่โตอลังการ แต่เป็นลวดลายงานเเกะสลักที่มีความประณีต

รายละเอียดเหล่านี้ก็ยังคมชัดและสมบูรณ์ด้วยเรื่องราวอยู่

แม้เวลาจะผ่านไปนานนับพันปี



หลังจากที่พวกเราได้ใช้ pass ที่ซื้อไว้หมดไปใน 3 วันแรก

วันสุดท้ายของทริปนี้ พวกเราเลือกที่จะเดินทางด้วยรถตุ๊ก ๆ

เพื่อไปยัง "ปราสาทเบ็งเมเลีย" ที่ตั้งอยู่นอกเมืองห่างออกไปกว่าร้อยกิโล





ถ้าปราสาทตาพรม เปรียบเสือนเมืองลับแล ที่มีปลายทางเป็นขุมทรัพย์ซุกซ่อนไว้

ปราสาทเบ็งเมเลียแห่งนี้ คงเป็นเหมือนทางเข้าด่านแรกที่เต็มไปด้วยปริศนาให้ค้นหาคำตอบ

แม้เเต่ทางเข้าไปด้านในของตัวปราสาทก็ยังดูลึกลับ ไม่มีเส้นทางหรือป้ายสัญลักษณ์บอกที่ชัดเจน

บรรยากาศโดยรอบ เงียบสงัด ออกไปทางวังเวงเสียด้วยซ้ำ

คงเป็นเพราะต้องใช้เวลาในเดินทางมาพอสมควร นักท่องเที่ยวจึงดูบางตากว่าในตัวเมือง

พวกเราใช้เวลาเดินเที่ยวและถ่ายภาพอยู่ที่นี่กันพอสมควร

ให้สมกับที่ลงทุนนั่งรถตากลมอมฝุ่นกันมา

และใช้เวลาอีกพักใหญ่ ๆ กับการนั่งรถกลับเข้าเมือง รวมทั้งรอเครื่องเพื่อเดินทางกลับบ้าน


ลุง Arnold Joseph Toynbee ได้ทิ้งวลีอมตะนี้ไว้

"...See Angkor and Die..."

ใครที่ได้ชมความงดงามของที่นี่ ก็จะได้นอนตายตาหลับ

หรือตายไปก็ไม่เสียดายชาติเกิด ความหมายคงเป็นประมาณนั้น

เเต่ผมขออนุญาตนำคำพูดของลุงมาดัดแปลงแก้ไขซักนิดนึงนะครับ

ขอเป็น "...See Angkor and LIVE..." ก็เเล้วกัน

เพราะเราไม่อยากที่จะพูดถึงความตายหรือจุดจบ

แต่เราจะขอยลความงามของมัน และจากนั้นก็จะใช้ชีวิตต่อไปให้คุ้มค่า

เพื่อที่จะได้ชื่นชมความสวยงามของอีกหลาย ๆ สถานที่บนโลกใบนี้ครับ

ความคิดเห็น