Japan through the film 2019 รีวิวโดย Kanyavee Jongjitsumran

Trip ญี่ปุ่นรอบนี้เราได้หยิบยืมกล้องฟิล์มจากเพื่อนมา เลยได้ถือโอกาสลองของเอาไปถ่ายภาพฟิล์มที่ญี่ปุ่นครั้งแรกซักหน่อย จริงๆเราถ่ายรูปส่วนใหญ่ในโทรศัพท์มือถือ เพราะไม่ได้พกกล้องฟิล์มไปทุกที่ อีกอย่างคือติดฟิล์มไปแค่4ม้วนสำหรับ 13 วันเลยต้องถ่ายอย่างมัธยัสถ์อดออมกันหน่อยฮ่าๆ รูปที่ได้อาจจะไม่ได้สวยมาก

Japan through the film 2019

Japan through the film 2019

 วันพฤหัสที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 เวลา 22.57 น.

 วันที่เดินทาง 31 ต.ค. 2562

Trip ญี่ปุ่นรอบนี้เราได้หยิบยืมกล้องฟิล์มจากเพื่อนมา เลยได้ถือโอกาสลองของเอาไปถ่ายภาพฟิล์มที่ญี่ปุ่นครั้งแรกซักหน่อย

จริงๆเราถ่ายรูปส่วนใหญ่ในโทรศัพท์มือถือ เพราะไม่ได้พกกล้องฟิล์มไปทุกที่ อีกอย่างคือติดฟิล์มไปแค่4ม้วนสำหรับ 13 วันเลยต้องถ่ายอย่างมัธยัสถ์อดออมกันหน่อยฮ่าๆ รูปที่ได้อาจจะไม่ได้สวยมาก แต่เรารู้สึกว่ามันถ่ายทอดความทรงจำที่ประทับใจของทริปนี้ออกมาได้ดีที่สุด momentที่ล้างรูปออกมาคือดีใจแล้วก็แฮปปี้มากๆ ยังไงฝากติชมได้นะคะ

Highlight ทริปนี้ที่เราไปหลักๆคือ

  • ย่านShimo-Kitazawa [โตเกียว]
  • ย่านนัมบะ, โดทงบุริ, ปราสาทโอซาก้า, ชินเซไก [โอซาก้า]
  • Nara Park [นารา]
  • อุจิเมืองหลวงของชาเขียว [Uji]
ขอออกตัวก่อนว่าทริปนี้เราไปแบบ slow life, slow move มากๆ เหนื่อยก็พัก ไม่ไหวก็ถอยทัพกลับโรงแรม เลยทำให้แต่ละวันไม่ได้อัดที่เที่ยวหลายๆที่ เน้นเดินเพลินเพลินก็สนุกไปอีกแบบ


Shimo-kitazawa ,Tokyo

  • การเดินทาง จากสถานีShinjuku ขึ้นรถไฟสายOdakyu line ลงที่สถานีShimo-Kitazawa

ย่านShimo-Kitazawa เป็นย่านรวมของร้านฮิปๆ คาเฟ่และร้านอาหารชิคๆ และร้านเสื้อผ้ามือสอง ย่านนี้เดินเพลินมากๆ เลี้ยวเข้าซอยนู้นทะลุซอยนี้ มาทั้งทีอย่าลืมแวะร้านคาเฟ่กินขนมหวานหรือจิบกาแฟนั่งดูผู้คนเดินผ่านไปมาแค่นี้ก็เพลินแล้วล่ะ


Namba and Dotonbori, Osaka

ถัดจากโตเกียวเรานั่งรถไฟชินคันเซนมาเที่ยวต่อที่โอซาก้า ถือว่าเป็นครั้งแรกของเราด้วยที่มาโอซาก้า ได้ยินชื่อเสียงบวกเพื่อนป้ายยาเข้าไปอีกเลยตันสินใจมาเที่ยวที่นี่แล้วบินกลับไทยที่สนามบินคันไซซะเลย

ที่โอซาก้าเราอยู่เที่ยวทั้งหมด 5 วัน 4 คืน เข้าพัก 2 โรงแรม

  • คืนแรกเราพักที่ Picnic Hostel Osaka ลงสถานี Sakuragawa st. Exit 1 เดินต่ออีก 5 นาที เป็นโรงแรมเล็กกระทัดรัด แต่สตาฟน่ารักมากๆ อยู่ค่อนข้างห่างจากย่าน Namba แต่สามารถเดินจากโรงแรมไปได้ ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ถ้าชิวๆไม่รีบก็แนะนำให้เดิน เพราะระหว่างทางเราจะเห็นบ้าน ตึกแถว ที่คนญี่ปุ่นพักจริงๆ แถวโรงแรมจะเป็นย่านที่อยู่อาศัยซะมากกว่า

วิวจากที่พักเดินไปย่านนัมบะ

  • ส่วนคืนที่เหลือเราพักที่ Hostel Enisia Namba ลงสถานี JR Namba st. Exit14 แล้วเดินต่อเข้าไปไม่ไกล โรงแรมนี้คืออยู่ใจกลางย่าน Namba เลย กลางมากๆเพราะล้อมรอบไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารครึกครื้นตลอด 24 ชม. ค่อนข้างปลอดภัยแต่ก็ออกจะวุ่นวาย แล้วแต่คนชอบแล้วล่ะฮ่าๆ ที่เราชอบคือเดินจากโรงแรมไปไม่ถึง 5 นาทีก็เจอป้ายกูลิโกะสุดฮิต

ย่านนัมบะเป็นย่านที่เรียกได้ว่าคึกคักสุดตัว และเกินเบอร์ไปมากถึงขนาดตี3ตี4ยังมีคนเดินไปมาเป็นเรื่องปกติอยู่เลย ร้านอาหารก็จะมีบางร้านที่เปิด 24 ชม. มีผับมีบาร์ตามตรอกซอยต่างๆ ส่วนร้านที่ฮิตสุดๆสำหรับนักท่องเที่ยวชาวเอเชียอย่างเราก็คงเป็นร้านทาโกะยากิ ที่ไม่ว่าจะร้านไหนก็จะเห็นคนต่อแถวรอตลอดทั้งวัน เป็นถนนเรียบคลองที่มีบรรยากาศชิลมากๆ แนะนำให้ซื้อทาโกะยากิคู่กับเบียร์เย็นๆนั่งกินริมคลอง ฟินสุดๆ


Osaka Castle, Osaka

  • การเดินทาง จากสถานี Namba ไปลงที่สถานี Osaka Business Park st.

จำไม่ได้ว่าตัวเองได้ถ่ายรูปปราสาทโอซาก้าชัดๆมั้ย แต่เหมือนล้างฟิล์มมาแล้วไม่เห็นเลยซักรูป มีแต่รูปรอบนอกปราสาทแทน สงสัยจะไม่ได้ถ่ายไว้จริงๆ งงตัวเองมากมาปราสาทแต่ไม่ถ่ายปราสาท



Shinsekai, Osaka

  • การเดินทางจากสถานี Osaka Business Park ไปลงสถานี Ebisucho

ย่านชินเซไก ที่เห็นเด่นสุดเลยก็คงจะเป็นหอซึเทนคาคุกับถนนเส้นที่มีร้านอาหารเรียงรายเต็มไปหมด สีสันสดใสฉูดฉาดมาก


Nara Park, Nara

  • การเดินทางจากสถานี Namba ขึ้นรถไฟสาย Nara line ลงสถานี Kintetsu-Nara

ออกจากสถานีก็เดินตรงขึ้นไปเรื่อยๆตามคนอื่นไปเลยค่ะ จะไปถึงวัดโกโฟกุจิก่อน จริงๆเราสามารถเห็นกวางได้ตั้งแต่วัดนี้เลยล่ะ แต่ยังไม่เยอะจุใจเลยเดินต่อไปอีกจนถึงสวน Nara Park


เดินเรื่อยๆไปจนถึง Nara Park พอเข้าไปในเขตสวนคือจะเจอน้องกวางเยอะมากๆ เดินไปมาไม่กลัวคนเลย ส่วนตัวเราที่มีเป้าหมายในรานาอย่างเดียวก็คือมาดูกวาง มาทั้งทีก็ต้องซื้อขนมเซมเบ้เลี้ยงน้องๆซะหน่อย แค่เพียงตัวเรานั้นไปยืนหน้าร้านแล้วหยิบขนมมา ทันใดนั้นน้องกวางที่ดักซุ่มรอคุณอยู่ก็จะปรากฏตัวพร้อมกับเดินตามคุณทันทีด้วยแววตาหิวโหย ณ จุดๆนั้นคือกลัวจริงฮ่าๆ มีบางตัวอาจหาญถึงขั้นเข้ามางับเสื้อกันหนาวเรา เป็นนักเลงสวนกวางจริงๆ นี่ต้องรีบโยนขนมให้น้องแต่โดยดี แนะนำว่าใครพาลูกหรือเด็กไปให้ถือทีละชิ้นนะคะ แล้วก็เก็บที่เหลือใส่กระเป๋าไว้ ไม่งั้นจะเป็นเหยื่อล่อเป้าแบบเราฮ่าๆ


Macha town "Uji", Kyoto

  • การเดินทางต่อจากสถานี Nara มาลงที่สถานี Uji ขอบอกว่ารถไฟสายนี้คลาสสิกแล้วก็วิวระหว่างทางคือให้เต็มล้านเลย ถ้าใครจะไปนาราก็อยากให้แวะมาต่อที่ Uji ซักหน่อย


ตั้งใจมาเมืองนี้เพื่อกินชาเขียวมัจฉะแบบจุกๆไปเลย ทั้งไอศรีมมัจฉะนุ่มๆ กับมัจฉะโซบะเข้มๆคือฟินมากกก ที่ประทับใจมากกว่าชาเขียวคือเมืองนี้น่ารักมากๆ มีแม่น้ำอุจิไหลตัดตรงกลาง พร้อมกับวิวภูเขาล้อมรอบ แต่ไหนๆมาก็ต้องแวะไหว้พระที่วัดเบียวโดอิน วัดที่อยู่บนเหรียญ 10 เยน ถือว่าเป็นวัดดังเลยล่ะส่วนใหญ่คนที่มาวัดก็จะเดินผ่านถนนที่มีร้านค้าขายขนมจากชาเขียวเพียบ เรียกว่ากินอิ่มก่อนถึงวัดอีก

แอบเหล่หนุ่มๆเจบอยซะหน่อยไหนๆน้องก็เดินขบวนมาผ่านหน้าพี่แล้วฮ่าๆ

ออกจากวัดเบียวโดอินก็อยากให้ไปเดินเล่นตรงถนนเลียบแม่น้ำอุจิ เราชอบบรรยากาศของเมืองนี้มากๆมันมีกลิ่นอายที่อบอุ่นแล้วก็ไม่วุ่นวาย คราวหน้าอยากมานอนค้างซักคืนที่นี่เลยล่ะ


One day in Kyoto

  • จากสถานี Namba เราแวะไปที่แรก ที่สถานี Arashiyama กันก่อน เพราะอยากจะไปดูสะพาน Togetsukyo Bridge
ระหว่างทางไปก็เจอกลุ่มเด็กๆที่มาทัศนศึกษารอขึ้นรถไฟขบวนเดียวกับเรา พอขึ้นขบวนมาก็เกิดความวุ่นวายเล็กน้อยเพราะไม่มีน้องคนไหนอยากมานั่งเก้าอี้ข้างๆคุณป้าคนไทยหน้าตาแปลกคนนี้เลยฮ่าๆ จนคุณครูต้องบอกให้น้องๆมานั่งให้เรียบร้อยถึงจะยอมมานั่งข้างๆเรากัน มันน่ารักตรงที่ว่ามีน้องผู้หญิงคนนึงทักเราแล้วก็ชวนเราคุยเป็นภาษาญี่ปุ่น นี่ก็พยายามเค้นภาษาญี่ปุ่นที่เคยร่ำเรียนมาเพื่อสื่อสารกับหนูน้อยคนนี้เต็มที่ พอเราบอกว่าเราไม่ใช่คนญี่ปุ่นนะ หนูพูดภาษาอังกฤษกันได้มั้ย น้องๆแถวนั้นก็เริ่มพยายามพูดและอวดสกิลภาษาอังกฤษกับเรา บางคนถึงขั้นท่อง ABC ให้ฟังฮ่าๆ เป็นโมเมนต์ที่น่ารักมากๆจนไม่อยากให้ถึงที่หมายเลย

ออกจากสถานีก็เดินตามทางไปเรื่อยๆจะเจอสะพานTogetsukyo Bridge ถนนเลียบแม่น้ำก็จะมีร้านขายของตลอดเส้นทาง แล้วก็มีร้านกาแฟยอดฮิต % Arabica อยู่ริมฝั่งตรงข้าม แถวนี้คือคนเยอะมากๆทัวร์ทุกที่ต้องมาแวะจุดนี้ก่อนจะพาไปป่าไผ่(ที่เราไม่ได้ไป)

จากสะพานเราก็แวะเดินเล่นไปเรื่อยๆจนถึงสถานีเลยนั่งรถรางไปต่อที่สถานี Gion เหมือนรถรางสายนี้จะมีแค่ที่เดียวในเกียวโตที่ยังเป็นรถรางแบบดั้งเดิมอยู่ พึ่งเคยได้นั่งก็จะตื่นเต้นหน่อยๆล่ะ

ออกจากสถานี Gion Shijo ก็เดินไปตามถนน Hanamikoji และย่านHigashiyama แวะไหว้พระที่วัดแล้วก็ศาลเจ้าระหว่างทางอีกหลายวัด (ที่จำชื่อไม่ได้แหะๆ) เพื่อจะมุ่งหน้าไปที่วัดคิโยมิสุหรือวัดน้ำใส

เห็นหนุ่มๆเจบอยแล้วพี่อดใจไม่ถ่ายไม่ได้จริงๆ

ระหว่างทางเราแวะเดินเข้าวัดนี้ออกศาลเจ้านีเป็นว่าเล่น เพราะเราเดินไปเรื่อยๆเห็นที่ไหนน่าสนใจก็แวะเข้าไปตามเขา หิวก็แวะกินข้าว เหนื่อยก็นั่งพัก(เพราะปวดเท้ามากก)






จากนั้นก็เดินไปถึงย่านHigashiyama คนเริ่มแน่นขึ้น นักท่องเที่ยวตามถนนเยอะมากๆเพราะเส้นนี้เป็นเส้นถนนตรงไปวัดคิโยมิสุ ระหว่างทางเป็นร้านขายของมากมาย ตกแต่งบ้านไม้สมัยก่อนทำให้เหมือนเราย้อนยุคกลับไปสมัยก่อนเลย คลาสสิกมากๆ ประทับใจร้านสตาร์บัคที่เนียนไปกับบ้านเรือนโบราณจนต้องมองป้ายดีๆว่านี่เป็นร้านสตาร์บัคจริงๆหรอเนี่ย พอถึงหน้าวัดคิโยมิสุคือเรียกได้ว่าแน่นทุกอณู อาจจะเพราะเรามาช่วงบ่ายที่เป็นช่วงพีคของทัวร์ที่มาลงด้วยรึเปล่านะ


หลังจากเดินเที่ยวในวัดคิโยมิสุ ตามที่คิดไว้ตอนแรกคือเราจะไปศาลเจ้าFushimi Inariที่มีเสาแดงเยอะๆต่อ แต่สภาพตอนนั้นคือคิดว่าแค่เดินกลับสถานีก็เหนื่อยแล้ว เลยตัดสินใจถอยทัพกลับไปงีบที่โรงแรมดีกว่า เป็นการเที่ยวแบบตามใจฉันที่แท้จริงฮ่าๆ


สุดท้ายนี้เราประทับใจทริปนี้มากๆ เราได้ชาร์จแบตพลังชีวิตตัวเองแถมยังได้เจอมิตรภาพที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เจอ เป็นอีกทริปที่เดินทางคนเดียวแต่ก็ได้พบเจอผู้คนมากมาย แวะหาเพื่อนๆคนไทยที่เรียนที่นี่ แล้วก็ยังได้เจอเพื่อนใหม่อีกหลายคน เราสนุกกับการเดินไปเรื่อยๆอาจจะไม่มีจุดหมาย ไม่รู้ว่าจะเจออะไรระหว่างทาง แค่สนุกกับการหลงทาง อ่านแผนที่ เดินวนกลับมาที่เดิม แล้วก็เริ่มต้นเดินทางใหม่ เป็นachievementเล็กๆที่เราภูมิใจทุกครั้ง

“Traveling is a brutality. It forces you to trust strangers and to lose sight of all that familiar comforts of home and friends. You are constantly off balance. Nothing is yours except the essential things. -air, sleep, dreams, the sea, the sky. -all things tending towards the eternal or what we imagine of it.” – Cesare Pavese

ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้า

#KodakColorPlus200

#KodakProImage100


ความคิดเห็น