หนาวนี้ “ทีลอซู” ต้องรอด!! - แบกเป้สไตล์สองสาวสายบู๊ ไม่มีรถส่วนตัว รีวิวโดย A Y E S I G H T

“ไปทีลอซูกันอาย...” เสียงเพื่อนเราดังมาจากด้านหลัง ขณะที่กำลังเดินผ่านโต๊ะของมันพอดี “ยังไงนะ...นุ่น” เราหันขวับทันทีด้วยความสนใจ เดี๋ยวนะ...นี่จะไปเที่ยวกันอีกแล้วหรอ พวกเราเพิ่งจะกลับมาจากน่านกันนะโว้ยยย555 แต่นะระดับเราฆ่าได้หยามไม่ได้ ชวนมางี้ก็ไปดิวะ !!.อายจำได้ว่าไปทีลอซูครั้งแรกและครั้งสุดท้

หนาวนี้ “ทีลอซู” ต้องรอด!! - แบกเป้สไตล์สองสาวสายบู๊ ไม่มีรถส่วนตัว

หนาวนี้ “ทีลอซู” ต้องรอด!! - แบกเป้สไตล์สองสาวสายบู๊ ไม่มีรถส่วนตัว

 วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 18.37 น.

 วันที่เดินทาง 6 ธ.ค. 2562
“ไปทีลอซูกันอาย...”
เสียงเพื่อนเราดังมาจากด้านหลัง ขณะที่กำลังเดินผ่านโต๊ะของมันพอดี
“ยังไงนะ...นุ่น” เราหันขวับทันทีด้วยความสนใจ เดี๋ยวนะ...นี่จะไปเที่ยวกันอีกแล้วหรอ
พวกเราเพิ่งจะกลับมาจากน่านกันนะโว้ยยย555 แต่นะระดับเราฆ่าได้หยามไม่ได้ ชวนมางี้ก็ไปดิวะ !!
.
อายจำได้ว่าไปทีลอซูครั้งแรกและครั้งสุดท้ายตอน ม.2 (จนตอนนี้จะเบญจเพสละ555)
ซึ่งตอนนั้นมาแบบเล่นๆหลงๆ อยากจะลองแวะน้ำตกที่เขาว่าสวยที่สุดในประเทศไทย
ไม่ได้รู้เรื่องเล้ย...ว่าหนทางตอนมามันโหดขนาดไหน
ดีนะที่ตอนนั้นคุณพ่อขับ 4WD ยกสูงเลยรอดมาได้ (กลับมาโช้คพัง)
.
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้เดินเข้าไปถึงตัวน้ำตกเลย ไม่ได้เฉียดเลยสักกะติ๊ด
มัวแต่เล่นน้ำตกเล็กๆที่อยู่ทางด้านหน้า นอนเต๊นท์ 1 คืนแล้วก็ออกมา
ตอนนี้ก็ถึงคราวที่ต้องลองไปเองบ้างแล้ว
เพราะที่นี่ก็เป็นหนึ่งใน Life Goal สักครั้งในชีวิตต้องไป !!
.
หลังจากศึกษาเส้นทางและวิธีการไปแล้ว OMG!! โหดหินดินตะกอนมากๆ
แล้วเราสองสาวก็เป็นพวกขี้เมา (รถ) ซะด้วย ต้าวนุ่นก็เป็นพวกขี้หนาวสุดๆ จะรอดมั้ย555
โว้ยยย...ไม่สนใจแล้ว วางแผน จองที่พัก จ่ายตังค์แล้ว
งานนี้ทีลอซูของเรา...ต้องรอดสถานเดียว!!

ใครที่คิดจะตามพวกเราไปอ่าน Tips ของเรากันก่อน จะได้ไม่ปวดใจทีหลัง

1. การเดินทาง :

กรุงเทพฯ-แม่สอด --> รถทัวร์บขส.VIP ม.1ก (ไป-กลับ 1,216 บาท) ซี่งปกติเราจะจองรถทัวร์ของนครชัยแอร์ แต่เขาไม่มีรถวิ่งเส้นกรุงเทพฯ-ตาก โผเลยมาตกบขส. ด้วยคำร่ำลือที่ว่ามันไม่ค่อยดีเลยเลือกรถ VIP เพราะต้องนั่งนาน 8 ชม. แต่พอมาเจอของจริง รถบขส.ก็ยังคง Standard เดิมจ้ะ คือแพงแต่ราคาคุณภาพไม่ค่อยสมราคา...ถึงแม้จะเป็นเบาะไฟฟ้าแต่บางตัวก็พังจ้า555 (แจ๊คพอตไปโดนตัวที่เพื่อนนั่งพอดี) เอนไม่ได้นอนไม่หลับ ตัวปุ่มซีดมากอ่านไม่ออก สติ๊กเกอร์ลอกออกมาเลยอะ55 ต้องเดาสุ่ม ผ้าห่มขากลับกลิ่นไม่สะอาด กล่องอาหารว่างเราไม่แตะเลยเพราะดูเป็นขนมปังที่ดองค้างไว้นาน555 สรุป ราคานี้แพงเมื่อเทียบกับคุณภาพที่ได้รับ (และเทียบกับมาตรฐานเดียวกันกับบริษัทอื่นๆ)

คำแนะนำ คือ เราเห็นมีบริษัทรถทัวร์เอกชนที่เราเคยนั่งแล้วประทับใจมากๆ “เพชรประเสริฐ” วิ่งเส้นกรุงเทพฯ-แม่สอด ถ้าอยากไปแบบสบายๆ ในราคาที่พอกัน แนะนำจองของเอกชนจ้ะ อาจจะดูเหมือนเราเยอะนะกะอีแค่รถทัวร์เนี่ย แต่เราจ่ายเงินราคานี้ไปเพื่อแลกความสบายเนอะ

แม่สอด-อุ้มผาง --> รถสองแถว (รอบแรก 07.30 เที่ยวละ 140) จากที่ได้ลองนั่งบอกเลยว่าให้ขึ้นรอบแรกเพราะรถจะโล่ง นั่งกันพอดีที่นั่งไม่ต้องยืนให้เมื่อย รอบสายๆที่ขึ้นมา เราสังเกตตอนขากลับนี่แน่นมากๆเห็นละเพลีย สองแถวมีวิ่งตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายสอง

2. เสื้อผ้า : เสื้อแขนยาวกันหนาวเอาไปเผื่อเลยเพราะหนาวมาก ชุดที่เปียกแล้วแห้งเร็ว รองเท้าที่ใส่เดินสบายสำหรับใส่เดินเข้าน้ำตก ที่สำคัญคือหน้ากากกันฝุ่นเพราะเดินทางในแต่ละช่วงนานมาก ก็จะเจอฝุ่นแดงจากดินลูกรัง กลิ่นท่อไอเสีย ป้องกันไว้จะได้ไม่มึนหัวกันนะคะ

3. ที่พักและโปรแกรมเที่ยว : ควรเลือกที่พักที่เขามีแพ็คเกจทัวร์เข้าน้ำตก ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้กับเราชาวแบกเป้มากกว่า

4. ยาสามัญประจำบ้าน : จัดยาเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือยาแก้เมารถ (ติดอาวุธพิชิต 1,219 โค้ง)

5. ครีมบำรุงผิว : อากาศหนาวเย็นยะเยือกจนหน้าแตก หาครีม โลชั่นดีๆไปโบกหน้า โบกตัวให้พร้อม

ช่วงเวลาที่เราเลือกเดินทาง : 6-10 ธันวาคม 2019 (ศ ส อา จ)

อุณหภูมิ : สูงสุด 24 ํ / ต่ำสุด 9 ํ

จุดหมายปลายทาง : กรุงเทพฯ - แม่สอด - อุ้มผาง

DAY 1 : ออกเดินทางคืนวันศุกร์ 21.30 น.

เรามาขึ้นรถที่ขนส่งหมอชิต 2 ให้ดูป้ายหน้ารถกับชานชาลาดีๆ อย่าไปดูลายข้างรถ เพราะเขาอาจจะสับกันได้แบบงงๆ ต้องคอยถามเจ้าหน้าที่ประจำสถานี ไม่งั้นตกรถนาจา ส่วนสภาพรถบขส. ก็เป็นอย่างที่สรุปไว้ใน Tips ด้านบน ค่อนข้างผิดหวัง555 เหมือนเอาค่าตั๋วไปตกแต่งให้ดูใหม่ แต่เบาะเก่าก็ไม่โอเคเด้อออ

DAY 2 : ถึงแม่สอด - 07.30 น. ไปต่ออุ้มผาง

มาถึงขนส่งแม่สอดตอนตี 5 ลงมาจากรถถึงกับสั่นเป็นเจ้าเข้า บ้าไปแล้ว หนาวเกินไปแล้ว นี่ไม่ใช่สิ่งที่ชั้นเตรียมใจมาเจอเลยนะ คิดในใจพร้อมเสียงฟันกระทบกันกึกๆ ต้องหยิบเสื้อหนาวอีกตัวมาใส่ทับทันที ลาก่อย...เสื้อใส่ขึ้นดอย งานนี้มีใส่ซ้ำแน่นอน555

ส่วนนุ่นเพื่อนเราใจแข็งมากเพราะปกติแอร์ในรถก็สั่นแล้ว ลงมาเจอลมแรงอุณหภูมิ 11 ํ ก็ใส่เพิ่มไปเลยจ้า 3 ชั้น จนเสื้อนางหมดกระเป๋า555 ยืนดิ้นๆๆ กันอยู่ 2 คน

ด้วยความที่มาถึงเร็วก่อนที่สองแถวรอบแรกจะออกซะอีก ก็เลยต้องทนหนาวไปอีก 2 ชม. แง้...แม่จ๋า

ระหว่างนี้ก็ไปล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน และอาศัยไออุ่นจากถ้วยคัพโจ๊กที่โคตรแพง (25 บาท) พร้อมกับดูผู้คนรอบๆตัวที่มานั่งรอรถโดยสารด้วยความหนาวเหน็บ แล้วก็มีคนดูแลวินรถคอยตะโกนเรียกผู้โดยสาร

"ไปรเปรือะประเดงเมียววะดีๆ" เสียงลุงคนนึงตะโกนพร้อมเดินถามเรียงแถวที่นั่ง
"อายนี่เรายังอยู่ไทยใช่ปะวะ รู้สึกคนแถวนี้จะไม่ได้พูดภาษาไทยกันนะ" นุ่นพูดขึ้นมาอย่างขำๆ

ใช่แล้ว...ส่วนใหญ่นุ่งสะโหร่งกันมาเลยก็มีเพราะแม่สอดก็คืออำเภอที่ติดขอบพม่าแล้ว มิงกาลาบา... แต่หนาวขนาดนี้คงมีขาแข็งกันมั่งแหละพวกนุ่งผ้าเนี่ย555

สองแถวของเรามาจอดรอแล้ว เป็นสองแถวสีน้ำเงินเขียนว่า แม่สอด-อุ้มผาง เรากับนุ่นคิดว่าควรไปรอบแรกเพราะจากนี่ไปอุ้มผางใช้เวลาเกือบ 4 ชม. ก็เลยตัดสินใจขึ้นรอบแรก โชคดี คนเต็ม ของเต็มก่อนเวลาออกจริง เลยได้ไปตอน 7 โมงเป๊ะ พร้อมผู้โดยสาร 4 คนและพระธุดงค์ 3 รูป ซึ่งกำลังนั่งสบายๆพอดีๆ

เส้นทางโหด 1,219 โค้งเริ่มขึ้นแล้ว เซไปเซมา ช่วงโค้งเหวี่ยงๆ เราต้องพยายามไม่ให้หน้าทิ่มเพราะฝั่งตรงข้ามเป็นพระ555 กินยาแก้เมารถกันด้วยนะทุกคนแล้วชีวิตจะดีขึ้นเยอะ อ่อ...แล้วก็ถ้าคิดจะอ้วก อ้วกตามป่าตามต้นไม้ดีกว่านะ เพื่อประโยชน์สุขของนักเดินทางคนอื่น อย่าไปอ้วกตามห้องน้ำเลย สงสารคนล้าง

ไปกันเลยยยยยยยย 4 HOURS to GO !!!
รถสองแถวคันของเราจ้า...จอดพักจุดที่สอง มาเติมอาหารใส่กระเพาะกัน

ลุงคนขับจะจอดให้พักรถ พักอ้วก 2 จุด จุดแรกเป็นป้อมตรวจของเจ้าหน้าที่ จะมีแค่ห้องน้ำซึ่งเราแวะเข้าละแทบพุ่ง มีคนอ้วกทิ้งไว้ในอ่างล้างหน้า อ้วกแห้งๆ แข็งๆ เย็นๆ ฮืออออ...ทำไมไม่อ้วกตามต้นไม้ อีกจุดหนึ่งคือเป็นกลางทางละ มีร้านอาหาร เครื่องดื่มร้อนๆให้เติมใส่กระเพาะ หากใครอ้วกทิ้งๆขว้างๆไปก่อนหน้านี้ก็มาเติมของได้ที่นี่555 แล้วก็มีร้านเสื้อหนาว หมวก ถุงมือ ให้กับพวกเสื้อบางไม่เตรียมตัวอย่างเรากับนุ่นด้วย555

ไฮไลท์ก็เห็นจะเป็นพวกปิ้งย่างนี่แหละ ไม่ได้สั่งมากินนะ สั่งมาถือมันอุ่นมือดี555
แต่รสชาติกะเหรี่ยงอาจจะจืดๆไปสักหน่อยนะ สำหรับคนที่ชอบกินรสจัด

ระหว่างนี้ก็ได้สนทนากับพระด้วยนะเออ ไม่เคยพูดคุยกับพระธุดงค์มาก่อนเลย ท่านก็เล่าเรื่องการธุดงค์ให้ฟังว่าเคยไปฝึกจิตที่ไหนมาบ้าง แล้วก็แทรกธรรมะเล็กน้อย รอบนี้ท่านจะไปเริ่มที่หมู่บ้านกระเหรี่ยงโคทะแล้วจะเดินลัดลงไปทางทุงใหญ่นเรศวร เราก็สงสัยนะ...แค่จีวรบางๆกับหมวกไหมพรมจะทำให้ท่านอุ่นได้ยังไง เรื่องนี้พระท่านว่าเป็นเรื่องของจิตที่แข็งแรง ก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรงไปด้วย ด้วยการฝึกจิตสมาธิ (แต่เรื่องนี้เราพูดยาก เพราะไม่เคยลองเอง ที่เห็นคือท่านก็ดูปกติมาก พวกเราสิ...สั่นกันเป็นเจ้าเข้า)

ได้เวลาขึ้นรถต่อแล้ว นั่งหลับรอกันยาวๆไปจ้า

ผ่านหมู่บ้านกะเหรี่ยงบนเขารับเจ้าตัวเล็กขึ้นมาด้วย หนาวหน่อยนะต้าวหนูววว

ปล.น้องมากับคุณแม่และพี่ชาย ซึ่งพี่ชายอ้วกไป 2 รอบ ที่เราไม่ค่อยโอเคคือน้องอ้วกใส่ถุงพลาสติกเสร็จ คุณแม่ก็ทิ้งถุงลงกลางถนนเลยขณะที่รถยังวิ่งอยู่ (บิ๊กไบค์ที่ซิ่งตามมาพอดีคงเซ็งจัด โดนล้อไปเต็มๆ55) มันเศร้าตรงที่เขาคงไม่รู้ว่าถุงพวกนี้ อาจจะไปอยู่ในท้องของสัตว์ป่าที่มาหากินแถวนั้นก็ได้ ไปเที่ยวอย่าลืมพกจิตสำนึกไปกันนะคะ อ้วกได้ก็ต้องเก็บไปทิ้งได้เหมือนกัน

VELA Sustainable Living . . .

โอยยย...นั่งจนตูดบานมาถึงที่พักสักที กว่าจะถึงใช้เวลาเดินทางเกือบครึ่งวัน แอ่ค...

ที่เราตัดสินใจเลือกที่นี่เพราะเพิ่งเปิดใหม่เมื่อต้นปี 19 ตั้งอยู่ริมห้วยแม่กลอง ในหมู่บ้านเล็กๆบรรยากาศดี เงียบสงบ ไม่จอแจ ทั้งรีสอร์ทมีแค่ 5 หลังเท่านั้น

มีน้ำอุ่นและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างอื่นครบครัน พร้อมทั้งสามารถหาทริปเที่ยวน้ำตกกับสถานที่รอบนอกให้เราด้วย

สำรวจรอบๆที่พักก็จะเจอพวกดอกไม้ต้นเล็กต้นน้อยให้ถ่ายรูปพอเป็นกระสัย

ร้านกาแฟสดอาโม-อาปา . . .

มาถึงก็เกือบเที่ยงแล้ว เลยหิวมากหลังจากที่ไม่กล้ากินอะไรเลยมาตลอดช่วงสาย เดินออกมาหน้าปากซอยจะมีคาเฟ่บรรยากาศดีอยู่ชื่อ ร้านกาแฟอาโม-อาปา

ขอฝากท้องกับที่นี่เพราะไม่เหลืออย่างอื่นแล้วนอกจากเซเว่น555 เราสั่งได้แค่เมนูข้าวกะเพรา
เพราะก๋วยเตี๋ยวเขาหมดเกลี้ยง โถววว...ถ่อมาตั้งไกลได้กินกะเพรา
มะพร้าวนมสดปั่นอร่อยชื่นใจมาก บรรยากาศร้านด้านในก็ดีด้วยน้าาา

กลับมาที่รีสอร์ทนอนเล่น อากาศดีจนเผลอหลับไปเลยตื่นมาอีกทีคือเย็นแล้ว ทันใดนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้น !! พี่ที่ออฟฟิศโทรมาบอกว่าเขาก็มาเที่ยวทีลอซูเหมือนกัน

"อายอยู่ไหนเดี๋ยวพี่ไปรับ กินข้าวเย็นกัน" เสียงสวรรค์ตอบกลับมาจนเราตาสว่าง ข้าวงั้นหรอ เย่ๆๆ

ร้านบ้านครูซัน . . .

ผู้คนต่างคึกคักเพื่อไปเที่ยวงานประจำปีที่จัดขึ้นในตัวอำเภออุ้มผาง เพราะปีนี้อากาศหนาว ใครๆก็อยากไปเที่ยวชมงานนี้เพื่อซื้อของกินและดูประกวดนางสาวไทย ดังนั้น ร้านข้าวหาได้ยากมากครับพี่น้อง

สุดท้ายวนรถมาถึง บ้านครูซัน ซึ่งจริงๆเป็นร้านขายของที่ระลึกและสินค้าพื้นเมือง แต่กลางคืนก็เปิดเป็นร้านอาหารด้วย ร้านจะอยู่ตรงข้ามสถานีตำรวจภูธรอุ้มผาง

เป็นร้านที่ตกแต่งน่ารักมากๆ มุมถ่ายรูปโคตรเยอะ อาหารอร่อยและราคาไม่แพง บรรยากาศดีเหมาะกับการสั่งเบียร์แล้วมานั่งชิวรับลมหนาว

มีของที่ระลึกขายเยอะมากกกกก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นของ DIY กระจุกกระจิกน่ารักๆ เอากลับไปฝากเพื่อนๆได้

DAY 3 : นั่งเรือยางเข้าน้ำตก

ทางที่พักตกลงจะมารับเราตอน 8 โมงตรงหลังจากเรากินข้าวเช้าแล้ว เพื่อพาไปส่งยังจุดขึ้นเรือยาง

Aye & Noon สองสาวสายบู๊พร้อมลุยละจ้าาา
ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ฮ่าๆๆ เราจะลำบากลำบนไปด้วยกัน555 
ที่เห็นใส่แขนยาวกันทุกคนนี่ไม่ได้กันแดดหรืออะไร กันหนาวนี่แหละ ยิ่งอยู่ใกล้น้ำยิ่งเย็น เย็นยะเยือกเลยแกร

เรือยางจะล่องไปตามลำน้ำแม่กลองเป็นเวลา 3 ชม. เพื่อให้เราได้เพลิดเพลินไปกับธรรมชาติ การล่องแก่งและป่าดึกดำบรรพ์ อากาศเย็นยะเยือกจนไม่กล้าถอดเสื้อแขนยาวออก (ตั้งใจมาเดินป่าเลยใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงกีฬามา) ไกด์ของเราบอกว่าแถวนี้เป็นป่าดิบชื้น

ดังนั้น ความชุ่มชื้นของมันทำให้ไม่มีร่องรอยการเกิดไฟป่า และต้นไม้แต่ละต้นก็มีอายุหลายร้อยปี จึงเป็นที่มาของป่าดึกดำบรรพ์ สัตว์แถวนี้ก็จะตัวใหญ่เป็นพิเศษ ว่ากันว่ามีคนเคยเห็นงูเหลือมตัวใหญ่เท่าหมอนเรือยาง (ประมาณหมอนข้าง 4 อันมัดรวมกัน) ยาวหลายเมตรหากินอยู่แถวนี้ จ๊ากกก...หนังเรื่องอนาคอนด้าลอยมาในหัวเลย

เนื่องจากเป็นช่วงหน้าฝน น้ำเลยน้อยไม่เชี่ยวแรงเหมือนหน้าฝน เสียดายตรงที่เวลาล่องแก่งช่วงกระดอนเลยไม่ตื่นเต้นเท่าไร ก็จะเป็นแนวล่องไปชิวๆ ชมธรรมชาติรอบๆ ไปแทน

น้ำตกสายฝน . . .

ล่องเรือมาเรื่อยๆ จนเจอชะง่อนหินที่มีตะไคร่และพืชน้ำห้อยระย้ามายื่นออกมาจากขอบผาขนาดย่อมๆอย่างสวยงาม พร้อมกับสายน้ำที่ค่อยๆไหลลงมาจนกลายเป็นละอองสายฝนเบาๆ เรือของเราล่องไปอย่างช้าๆผ่านใต้ชะง่อนหินนั้น เจ้าพวกละอองน้ำที่โปรยลงมา กระทบกับหัวของเราเพิ่มความเย็นให้สดชื่นกันทั้งลำ

น้ำตกสายรุ้ง . . .

มาถึงจุดไคลแม็กซ์ของงานนี้ที่ไม่ได้มีมาให้เห็นได้บ่อยๆ เราจะเห็นสายรุ้งได้เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ คือตั้งแต่ช่วง 9-10 โมงเช้าเท่านั้น เนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายของดวงอาทิตย์นั่นเอง (หรือการที่โลกหมุนรอบตัวเองนั่นแหละ)

ตอนแรกเราก็ไม่คิดว่าจะเห็นสายรุ้งได้ชัดหรอก เพราะรุ้งกินน้ำที่เรามักเคยเห็นหลังฝนตก เรายังเห็นไม่ชัดเลย

แต่ว่าผิดคาดมาก น้ำตกจากชะง่อนหินไหลลงมาเป็นม่านละอองน้ำสีขาว รับกับแสงแดดช่วงสายอย่างพอเหมาะพอดี หักเหจนเห็นเป็นสายรุ้ง 2 ชั้นอย่างชัดเจน ประทับใจมากกกกกกกกกกกก

น้ำตกทีลอจ่อ . . .

แปลว่า น้ำตกเล็ก หรือเป็นน้องๆของทีลอซูนั่นเอง (ทีลอซูแปลว่า น้ำตกใหญ่ ในภาษากะเหรี่ยง) เล็กมากจริงๆ เล็กจนถ่ายรูปไม่ทันเลย555

บ่อน้ำร้อน . . .

เปลี่ยนจากเรือยางที่ล่องมาในน้ำเย็น มาแวะแช่เท้าให้อุ่นที่บ่อน้ำร้อนธรรมชาติ

ที่นี่จะมีร้านขายอาหารตั้งอยู่ประมาณ 4-5 ร้าน หลักๆจะขายของกินคลายความหนาว เช่น หมาล่า, รถด่วน, มันเผา, ไข่ปิ้ง, ข้าวเหนียวปิ้ง บลาๆๆ ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือน้ำผึ้งมะนาวป่าร้อนๆ เสิร์ฟมาในกระบอกไม้ไผ่ แต่ก็มีเมนูอย่างอื่นด้วยนะทั้งใบเตย โอวัลติน น้ำขิงและกาแฟ

กินเอาแรงก่อนลงเรือต่อยาวๆจ้า

ช่วงที่เราไป บ่อน้ำร้อนคนเยอะมาก แล้วมันก็เป็นแค่บ่อเล็กๆ ไม่สามารถรับคนจำนวนมากๆได้ ด้วยความที่เราไม่ชอบคนเยอะเลยส่งนุ่นลงไปคนเดียว นุ่นก็ใจดีอุตส่าห์ตักน้ำขึ้นมาให้เราทดสอบว่าร้อนจริงมั้ย นี่ก็พยายามเกิ๊นนน

ผาผึ้ง . . .

ง่ายๆเลยนะ มีหน้าผาแล้วก็รังผึ้ง5555 คือพี่ในเรือตาดีอะเลยชี้ให้ดู รังผึ้งที่อยู่ตามหน้าผา (คงเหมือนในเรื่อง Jungle Book แหละ) แต่เราเป็นพวกตาถั่วเลยไม่เห็นอะไรเลย555

เข้าไปใกล้ๆอีกนิดดดดดด

ผาเลือด . . .

ตอนแรกก็เข้าใจว่าเคยมีการฆ่าแกงกันอะไรแถวนี้รึเปล่า จริงๆคือไม่55 มโนไปเองล้วนๆ ที่ชื่อว่าผาเลือดเพราะตัวผาเป็นหินปูน ซึ่งพอเวลาฝนตกลงมาก็ทำปฏิกิริยากัน ทำให้น้ำที่ไหลลงมาจากผาเป็นสีแดงเท่านั้นเอง จะมีให้เห็นอย่างชัดเจนเลย ในช่วงหน้าฝนที่น้ำฝนจะไหลชะมาตามหน้าผาตลอด เรามาช่วงน้ำแห้งก็จะเป็นแค่รอยน้ำไหล ว้า...เสียดายจัง อยากเห็นว่ามันจะแดงจริงๆรึเปล่า

ระหว่างล่องเรือ เราก็จะได้แวะทักทายเรือลำอื่นที่พายช้ากว่า ส่วนเรือเราฝีพายเป็นเด็กวัยรุ่นแรงเยอะ น้องก็ขยันจ้ำๆๆ แต่จะไม่ค่อยทันทริคคนแก่ โดนเกี่ยวตามหลังมาติดๆแบบไม่ต้องพายให้เมื่อย555

น้ำตกทีลอซู . . .

หลังจากล่องเรือมาร่วม 3 ชม. ก็มาขึ้นบกที่หน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือด เพื่อต่อรถยนต์ไปที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางนั่งรถเข้าไปประมาณ 45 นาที ซึ่งถนนดีขึ้นมากกกกกกกก เริ่มมีการก่อสร้างลาดยางเรียบร้อย มีแค่บางช่วงที่เป็นดินลูกรัง

เข้ามาถึงจุดกางเต๊นท์ แต่...ยัง...ยังไม่ถึงว่ะ อยู่ในป่ามาร่วมครึ่งวัน เอาวะ...เดินกันต่อเจ้าค่ะ

ก่อนเข้าไปก็จะมีสวนรุกขชาติ ต้นยางแดงใหญ่สูงชะลูดอายุเก่าแก่ตั้งอยู่ปากทางเข้า พร้อมร่องรอยการจุดเผาเอาขี้ไต้ ซึ่งพี่ไกด์บอกว่ารอยนี้มีมานานก่อนที่จะค้นพบทีลอซูซะอีก

ที่เห็นในมือนี่คือ...ลูกสบู่ พี่ไกด์เก็บมาให้เราดู เขาบอกว่าเมื่อก่อนยังไม่มีผงซักฟอก ชาวบ้านก็จะใช้เจ้าลูกสบู่นี้มาบดให้ละเอียดแล้วเอาไปซักผ้า ตอนขยี้ก็จะเป็นฟองเหมือนเวลาเราใช่สบู่จริงๆด้วยแหละ

เดินต่ออีก 1.5 กม. ไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ซึ่งทางเดินเป็นคอนกรีตทั้งหมดแล้วเดินง่าย (จริงๆก็แอบอยากให้เป็นทางดินเหมือนเดิมนะ) เดินเข้าไป 500 เมตร เริ่มเห็นสีเขียวมรกตของน้ำตกแล้ว ว้าวๆๆๆ

เส้นทางนี้มีความอุดมสมบูรณ์มากๆ จนเห็นรอยเท้าสัตว์มาเดินย่ำเลย พี่ไกด์ที่คอยดูแลพวกเราบอกว่าแถวนี้จะไม่ค่อยมีสัตว์ใหญ่มาหากิน ส่วนมากจะเป็นพวกเก้ง กวาง ไก่ฟ้า พวกเสือ ช้างจะไปอยู่อีกโซนหนึ่ง

ถึงแล้ววววว...ถึงซะทีโว้ยยยย กว่าจะถึง บ้าไปแล้ววว น้ำตาจะไหล555 น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ในเอเชียและเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในประเทศไทย

เห็นแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย แต่มาแล้วไม่กล้าลงเล่นเพราะหนาวมาก555

น้ำตกเดิมมี 7 ชั้น แต่โดนน้ำป่าวัดพังลงมาจนปัจจุบันเหลือ 4 ชั้น แต่สามารถเดินต่อขึ้นไปถึงแค่ชั้น 3 เพราะถ้าจะเดินขึ้นไปอีกต้องใช้เวลามากกว่านี้ ซึ่งเราไม่ได้เลือกนอนค้างในทีลอซู ตัวเลือกนี้เลยถูกตัดไป อีกอย่างเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ขึ้นไปเพราะอันตราย จะใช้โดรนบินเอามากกว่า

นี่คือทางปีนขึ้นไปน้ำตกชั้นที่ 2 ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องเส้นสายแข้งขานี่ 
ไม่ควรขึ้นมานะคะ ต้องปีนป่ายก้อนหินแบบในรูปจริงๆ

เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงบ่ายเหลือเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่เราจะได้อยู่ในทีลอซู เรากับนุ่นไม่รอช้า รีบสาวเท้าปีนขึ้นไปเลย ชั้น 3 รอพี่ก่อนนะน้อง

ความพีคคือเราตั้งใจใส่ผัาใบมาเดินป่า ปีนเขา (ใส่แตะมันลื่น) แต่ลืมนึกไปว่ามันเปียกกกกกก ทีนี้ล่ะ...ด้วยความที่ไม่อยากให้ผ้าใบเปียกเลยพยายามเดินหลบน้ำ เหมือนต้องใช้สมองคิดอยู่ตลอดเวลาอะว่าจะทำยังไงให้รองเท้าไม่เปียก เพราะมันแห้งช้าเด้อ ประหนึ่งว่ากำลังเล่นเกมส์555

ชั้นแรก น้ำตื้นแสนเย็นเฉียบ ลงเล่นได้ถ้าใจถึง
ชั้นที่ 2 เบาๆ เย็นๆ พอเป็นกระสัย ละอองน้ำตกโปรยมาให้เย็นๆอยู่เป็นระลอก

ขาออกเราลงอีกทางหนึ่ง เพื่อที่จะไปดูน้ำตกส่วนที่ใหญ่ที่สุด หรือ ทางที่ไปดูชั้นที่ 3 นั่นเอง น้องจ๋าป๋ามาแล้วววว ปีนยากหน่อย ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุและผู้ที่พกของส่วนตัวมาเยอะๆ

ชั้น 3 สวยมาก มันดีกว่าที่เราเห็นตรงลานเยอะเลย ได้มาสัมผัสความยิ่งใหญ่แบบใกล้ชิดติดขอบเวทีแบบนี้

วังปลาปุง . . .

อยู่ชมได้ไม่นานนักก็ต้องเดินกลับกันแล้วเพราะหน้าหนาวมืดเร็ว ระหว่างทางไกด์ก็ชวนดูต้นไม้ไปเรื่อยๆ เพลินๆ รู้ตัวอีกทีก็ออกมาปากทางแล้ว เตรียมขึ้นสองแถวกลับออกไปข้างนอก ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. หลับกันไปยาวๆ เราชอบทัวร์ของที่นี่นะ คือไม่ได้พาเที่ยวแค่น้ำตก แต่พาเที่ยวสถานที่รอบนอกด้วย

สถานที่ต่อไปคือวังปลาปุง หรือปลาพวงที่เรารู้จัก เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกดินกับบรรยากาศทุ่งหญ้ายามเย็น กิจกรรมที่นี่มีไม่มาก หลักๆคือ ให้อาหารปลา นั่งริมเขื่อนฟังเสียงน้ำเย็นๆ แล้วก็ปิกนิค แต่เรามาเพื่อเน้นถ่ายรูป เอิ้กๆ

พระอาทิตย์ตกที่นี่สวยมากกกก 
แถมมีทุงดอกหญ้าปกคลุมไปทั้งเนินเขาให้ถ่ายรูปกันเพลินๆด้วย ละมุน...
สะพานแขวนซ่อนอยู่ในอีกด้านหนึ่ง มาวังปลาก็ไปให้อาหารปลากันตรงนี้ดีกว่า
บรรยากาศเย็นสบาย นั่งเล่นสูดอากาศสดชื่นตรงนี้ได้เป็นชั่วโมง

DAY 4 : ดอยหัวหมด - เดินทางกลับ

รถสองแถวมารับเราตอน 05.30 น. เพื่อพาไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยหัวหมด ซึ่งห่างจากที่พักไปประมาณ 15 กม. โอยยยย...ผ้าห่ม ผ้าขนหนูจากที่พักมีเท่าไร โกยมาห่มให้หมด ลมกระแทกหน้าชาหน้าแตก

แต่พอขึ้นไปถึงค่อนข้างผิดหวัง เพราะไม่เห็นทะเลหมอก พระอาทิตย์ก็ขึ้นไม่เต็มดวง แถมอากาศอุ่นกว่าตอนนั่งรถอีก หือออ มันอะไรกันนี่ เลยลงมาดีกว่า

รถสองแถวพาเรามาบ้านครูซันเพื่อจิบกาแฟร้อนๆ สู้อากาศหนาวท่ามกลางบรรยากาศในหมู่บ้านยามเช้า

เรากลับมาที่พักเพื่อกินข้าวเช้าและเก็บของ เตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ เส้นเดินรถรอบ 20.30

เวลาเหลือๆ เราเลยแวะเที่ยวเก็บตกตามทางก่อนจะไปรอรถที่ขนส่งแม่สอด

น้ำตกป่าหวาย . . .

ขากลับแวะไปเที่ยวแถว อ.พบพระ เห็นป้าย 'น้ำตกป่าหวาย' เล็กๆ ก็เลยแวะเข้าไปแบบงงๆ 

เหมาะกับการมานั่งปิคนิคกินข้าวมากๆ บรรยากาศร่มรื่น ตอนเราไปมีพระมานั่งสมาธิกรรมฐานด้วย

บรรยากาศเย็นๆ แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านป่าไผ่ที่อยู่ใกล้ๆ อย่างสวยงาม Feel like in Japan มากๆเล้ยยย

ทุ่งปอเทือง . . .

หลายคนสงสัยว่าทุ่งปอเทืองปลูกเพื่ออะไร ความสวยงามหรอ จริงๆมันเป็นวัชพืชนะ แต่ชาวบ้านเขาปลูกเพื่อปรับหน้าดิน เตรียมทำไร่ เราก็เลยฉวยโอกาสไปถ่ายรูปซะเลย อิอิ

เหลืองไปทั้งเนินเขา มองไกลๆนึกว่าดอยแม่อูคอ เหมือนกันนะเนี่ย

น้ำตกพาเจริญ . . .

น้ำตกที่คนนิยมมาเที่ยวและพักผ่อนอีกที่หนึ่งก็คือ 'น้ำตกพาเจริญ' ซึ่งอยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ เป็นน้ำตกหินปูน (อีกแล้ว555)

มีชั้นหินน้อยใหญ่ตั้ง 97 ชั้นแน่ะ ไปอ่านประวัติมาเว่ย ชื่อน้ำตกตั้งตามชื่อของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นผู้พบน้ำตกคนแรกในสมัยนั้น โอ้ววว...

เราแวะพักกินข้าวกลางวันที่นี่ ก่อนที่จะไปเดินเล่นในน้ำตก พร้อมกับเดินถ่ายรูปเล่นอยู่พักใหญ่ก่อนจะตระหนักได้ว่า เดี๋ยวเราก็ต้องกลับกันแล้วสินะ...


PS

บอกเลยว่าเที่ยวนี้เหนื่อยมาก ! ! แต่ก็คุ้มมากเช่นกัน ไม่รู้สึกเสียแรงที่ยอมลำบากเดินทางมาขนาดนี้
ขอบคุณนุ่นที่บู๊ล้างผลาญมาก แม้ว่าร่างกายจะกรอบไปแล้วก็ตาม55 แล้วก็ขอบคุณที่เป็นต้นเหตุให้เกิดทริปนี้ด้วย อิอิ
ติดตามเรื่องราวการเดินทางแบบนี้ได้อีกใน Facebook fanpage : A Y E S I G H T
หรือ กดเข้าไปที่ โปรไฟล์ของอาย เพื่อเลือกอ่านเรื่องราวดีๆ สนุกๆ ได้เลยนะค้าบบบ


ความคิดเห็น