ลุยกรุงโตเกียวครั้งแรก 4คืน5วัน ไปกันไหม รีวิวโดย Sikhorn Palanan

ในชีวิตไม่เคยคิดจะไปต่างประเทศเลย ในไทยก็เหลืออีกหลายที่ หาเวลาไปเที่ยวจะไม่หมดอยู่แล้ว... นั่นคือสิ่งที่คิดมาอยู่เสมอว่าการไปเที่ยวยังที่ต่างๆนั้น โดยส่วนใหญ่ก็ต้องใช้วันลางานและเงิน ซึ่งในประเทศไทยมีหลายที่มากๆที่ยังอยากไป หน้าหนาวสิ้นปี เดี๋ยวไปทางเหนือเว้ย เชียงราย เชียงใหม่ น่าน ลำปาง ตาก

ลุยกรุงโตเกียวครั้งแรก 4คืน5วัน ไปกันไหม

ลุยกรุงโตเกียวครั้งแรก 4คืน5วัน ไปกันไหม

 วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 22.05 น.

 วันที่เดินทาง 15 พ.ย. 2562

ในชีวิตไม่เคยคิดจะไปต่างประเทศเลย ในไทยก็เหลืออีกหลายที่ หาเวลาไปเที่ยวจะไม่หมดอยู่แล้ว...


นั่นคือสิ่งที่คิดมาอยู่เสมอว่าการไปเที่ยวยังที่ต่างๆนั้น โดยส่วนใหญ่ก็ต้องใช้วันลางานและเงิน ซึ่งในประเทศไทยมีหลายที่มากๆที่ยังอยากไป หน้าหนาวสิ้นปี เดี๋ยวไปทางเหนือเว้ย เชียงราย เชียงใหม่ น่าน ลำปาง ตาก แม่ฮ่องสอน หน้าร้อนเอ้า!! ไปทะเลบ้าง ชลบุรี ระยอง ประจวบ กระบี่ พังงา ภูเก็ต นครฯ เอ้..อยากไปกางเต้นท์นอนอุทยานแห่งชาติบ้าง เขาใหญ่ ภูกระดึง โมโกจู เขาช้างเผือก ฯลฯ นี่แค่ยกตัวอย่างไม่กี่ที่ มนุษย์เงินเดือนปีนึงจะเก็บตังค์แล้วใช้วันลาไปเที่ยวได้สักกี่ที่ กี่วัน ปีนึงไม่เกินสองครั้งหรอก แค่นี้ก็เก็บตังค์ไม่ทันแล้ว อย่าหวังจะไปเที่ยวต่างประเทศที่ต้องใช้เงินเป็นหมื่นๆเลย ไปสองคนสามคนก็คูณเข้าไป งบบานแน่ๆ


...ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ 5เดือน ในวันที่ 15/06/62 ณ ร้านเรสซิ่งบาร์ อ.หัวหิน มีเพื่อนมาชวนเราออกไปนั่งกินเหล้าสังสรรค์กัน จนเวลาล่วงเลยไปเท่าไหร่ไม่รู้ เทคโนโลยีมันไวเห็นโปรโมชั่นแชร์อยู่หน้าเพจเฟซบุ๊ค "เฮ้ยตั๋วถูกเว้ย" "ไปป่ะ" "ไปดิ" "ไม่ไป" "ไม่มีตังค์" "ค่อยเก็บตังค์เอา" "ใช้ไม่เยอะ" "ไปดิ" "จองเลย" คุยไปคุยมาสักพัก สรุปเลยกดโทรศัพท์จองตั๋วเครื่องบินกันง่ายๆ ไปกลับ 6,210 บาท จากแอร์เอเชียร์เอกซ์ จองล่วงหน้ามันห้าเดือนซะเลย... หลวมตัวไปแล้วทำงัยล่ะ เก็บตังค์หาข้อมูลละทีนี้...



  • 15/11/62 เวลาประมาณ 01.30 น. คือเวลาที่เราต้องขึ้นเครื่องกันแล้ว ตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าเราจะออกไปต่างประเทศจริงๆละหรือนี่ เราเช็คอินออนไลน์ผ่านแอปมาแล้วมาถึงก็มาที่ตู้ใส่เลขบุ๊คกิ้งก็ปริ้นบอร์ดดิ้งพาสออกมาได้เลย

เราเดินทางด้วยเที่ยวบิน xj 602 เจ้าหางแดงลำนี้ จนท.เรียกขึ้นเครื่อง 01.30 น.ตามเวลาบอร์ดดิ่งพาส และเครื่อง take off ในเวลา 02.30 น.

ใช้เวลาในการเดินทาง จากสนามบินดอนเมือง สู่ สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น หกชั่วโมง ตั้งแต่เครื่องขึ้น ไต่ระดับความสูงจนมองไม่เห็นแสงสีของเมืองกรุงแล้ว ผมก็หลับจนมีแสงพระอาทิตย์แยงตานี่แหละ

และเมื่อ landing ลงสนามบินนาริตะในเวลา 10.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น โทรศัพท์ปรับเวลาให้อัตโนมัติ ส่วนที่ข้อมือก็ตั้งเอา ซิมที่เราใช้ เราซื้อ sim2fly ตั้งค่าเปิดโรมมิ่งเรียบร้อย ถึงสนามบินก็ใช้เน็ตได้สบายเลย แล้วก็ไปผ่าน ตม. รับกระเป๋า และ ผ่านศุลกากร ออกมายืนงงอยู่พักนึง ก่อนจะไปซื้อบัตร IC CARD ของค่าย passmo เพื่อขึ้นรถไฟ

-----ที่พักของเราอยู่แถวๆ Ueno ฉนั้นเราจึงเลือกที่จะนั่งรถไฟ keisei main line จากสนามบินไปลงสถานี ueno เพราะราคาถูกกว่ารถไฟขบวนอื่น(1050เยน)และเราก็ไม่รีบ ใช้เวลาประมาณ 70 นาที ก็ถึง


-----และเมื่อเรามาถึงสถานี Ueno แล้ว ที่พักเราจะอยู่ห่างไปอีกสักประมาณกิโลครึ่ง ถ้าไม่มีกระเป๋าลากก็คงเดินไปแล้ว แต่มีกระเป๋าใบใหญ่ เรานั่งรถไฟใต้ดินไปดีกว่า โดยใช้บริการของรถไฟใต้ดินสาย ginza line จากสถานี Ueno นั่นแหละไปสถานี Inaricho แค่สถานีเดียว (170เยน) ที่สถานี Ueno นี่เหมือนชุมทางรถไฟ มีรถไฟหลายสายหลายขบวนมากเราจะไปที่ไหนสามารถมาสับเปลี่ยนขบวนรถได้ที่นี่เลย บางสายต่อไม่เสียตังค์ บางสายก็เสียตังค์เพราะคนละบริษัท อารมณ์คล้ายๆนั่ง bts บ้านเราจากหมอชิตจะไปศาลาแดง เราก็ต้องเปลี่ยนขบวนรถที่สถานีสยามถูกมั้ย เพราะไอขบวนที่เรานั่งตอนแรกมันไปทางสุขุมวิทโน่น

-----และเมื่อเรานั่งใต้ดินมาถึงสถานี Inaricho แล้ว เดินขึ้นมาโผล่ด้านบนลมเย็นๆ อากาศเย็นๆประทะหน้า มองดูซ้ายขวา นี่กูหลับตื่นเดียว มาอยู่ในที่ที่เขาไม่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลักในการสื่อสารแล้ว และกูก็ไม่รู้จะพูดภาษาบ้านเขายังงัยด้วย เปิด google map จิ้มพิกัดโรงแรมแล้วเดินตามที่มันบอกเราดีกว่า

-----ที่พักเราคือ Hotel Mystays Ueno Inaricho เราเลือกพักที่นี่ทั้ง 4 คืนเลย สวนราคาอยู่ที่ 31,800 เยน/4คืน💴💴

-----เราเช็คอินเข้าที่พักในเวลา 14.00 น. อันที่จริงที่พักในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเริ่มให้เช็คอินได้ตั้งแต่เวลา 15.00 น. แต่เรามาถึงก่อนและห้องก็เรียบร้อยแล้วก็เลยได้เข้าห้องเลย มีกฎระเบียบห้องพักเป็นภาษาไทยให้ด้วยนะเออ ห้องพักก็เล็กๆตามสไตล์ญี่ปุ่นเขาละครับ เล็กแต่ก็ยังมีอ่างอาบน้ำ...


-----เก็บกระเป๋าล้างหน้าแปลงฟันเสร็จ ออกจากห้องเลยครับ ง่วงแต่ยังไม่อยากนอน ที่พักไม่ไกลจาก วัดอะสากุซะ เราจึงเดินเล่นๆไปสิบกว่านาทีก็ถึง ประมาณสองกิโลเอง


-----เหมือนเป็นวัดประจำประเทศที่ใครมาก็ต้องแวะมาที่นี่ ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เราก็มาเหมือนกัน ตั้งแต่ถนนด้านหน้าเดินเข้ามาสองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านขายของ ทั้งของกินและของฝาก ไม่พลาดที่เราจะซื้อของกิน และที่นี่เขาไม่เดินกินกันนะ เขาจะยืนกินข้างๆร้านนั่นแหละให้หมดจึงค่อยเดิน เกือบเอาความเคยชินไปใช้ต่างประเทศแล้วเรา...

-----เดินไปเรื่อย เข้าตามซอยเดินเพลินๆ จนวนไปเข้าดองกี้บ้าง Don Quijote (ดองกิโฮเต้) หรือ ดองกี้ ดิสเคาท์สโตร์ชื่อดังของญี่ปุ่นที่มีของเยอะแยะมากมายตั้งแต่ ของสด ขนม เครื่องดื่ม เสื้อผ้า รองเท้า แฟชั่น น้ำหอม เครื่องใช้ไฟฟ้า ของแบรนเนม ยัน sextoy...


-----ออกจากห้างมา เห้ย มืดแล้วไรวะ!! ยังไม่ห้าโมงเลยมั้ง มืดไวจัด ไปไหนต่อดี เดินไปริมแม่น้ำ สุมิดะ ดีกว่า มีสวนสาธารณะอยู่น่าจะวิวสวย และหาไรไปนั่งดื่มดีกว่า...

----วิวริมแม่น้ำ ที่มองเห็นตึก asahi ที่มีฟองเบียร์อยู่บนยอดตึก กับ โตเกียวสกายทรี ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลัง ยืนจิบเบียร์กระป๋องไป มองดูเรือที่คอยรับนักท่องเที่ยวขึ้นมาดินเนอร์บนเรือแล้วล่องไปตามแม่น้ำยามค่ำคืน อากาศเย็นๆ คลาสสิค....


-----ออกจากริมแม่น้ำสุมิดะจะเดินกลับห้อง ก็แวะเข้าหาข้าวกิน เราเข้าร้านนี้เพราะอะไรไม่รู้ เจอก็เข้าเลย สั่งก็ไม่ค่อยเป็นหรอก ดูที่รูปพอดีว่ามีเมนูอังกฤษ รูปสวยๆ หน้าตาน่ากิน แล้วก็ชี้ this!!...


-----กลับห้องพัก อาบน้ำ ในเมื่อจะใส่อ่างอาบน้ำมาให้ ก็จะลองลงแช่สักหน่อย ผมว่ามันเล็กกว่ากระบะสีดำที่ผสมปูนอีกนะ...


เริ่มต้นกับวันที่สอง ในโตเกียว ญี่ปุ่น

.....16/11/62 ในเช้าวันเสาร์ที่ผู้คนหยุดทำงานดูจะไม่วุ่นวายนัก 08.45 น. เราออกจากที่พักเดินเล่นไปยังรถไฟใต้ดินสาย Ginza line สถานีอูเอโนะ เพื่อจะ มุ่งหน้าไปที่ ชิบูย่า ที่มีทางม้าลายและคนข้ามมากที่สุดกับหนึ่งรูปปั้นสุนัขฮาจิโกะ🐕🐕🐕


.....ผู้คนที่เดินข้ามที่นี่ เขาไปไหนกันนะ เป็นพ่อค้าแม่ค้า นักท่องเที่ยว หรือมาทำไรกัน เยอะจริงๆ



...แล้วเราก็ข้ามมั่ง แค่ถ่ายรูปนี่แหละ เชื่อสิ!! คนไปเที่ยวแค่ไปเดินข้ามแล้วถ่ายรูปตรงทางม้าลายเนี่ย มี..555

พอถ่ายรูปได้สักพักเราคงต้องวนออกจากตรงนี้แล้วแหละ เห็นซอยไหนคนเขามุ่งไปกัน ก็ตามๆเขาไปก็เจอร้านค้าเยอะแยะมากมาย เข้าตึกโน้นออกตึกนี้ แวะซอยนี้หาของกินไปซอยโน้นต่อ เราอยู่โซนนี้นานพอสมควร จนบ่ายสองแล้วเปลี่ยนที่บ้าง เลือกที่จะเดินเล่นยาวมาถึงย่าน ฮาราจูกุ เพราะไม่ไกล เดินประมาณกิโลครึ่ง


ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ผู้คนก็ไม่เงียบเหงาเลย

แล้วก็แวะเข้าไปเดินถนน Takeshita ซึ่งคนเยอะถึงกับแน่น จึงเดินผ่านอย่างเดียวไม่ค่อยได้จอดแวะซื้อหรือดูอะไร จะเข้าไปศาลเจ้าเมจิ แต่หาทางเข้าไม่เจอ เห็นแต่สถานีรถไฟ ไม่ไปก็ได้555



...จากฮาราจูกุเราเลือกที่จะนั่งรถไฟเพื่อจะไปชินจูกุต่อ แต่ไปขึ้นผิดขบวนไปหน่อย🚈 รถไฟออกไปอีกทางต้องลงแล้วเดินข้ามมาขึ้นอีกชานชลานึงย้อนกลับมา ขึ้นรถไฟในญี่ปุ่นผิดนี่เป็นเรื่องปกตินะ อย่าว่าเราอ่อน555
พอมาถึงชินจูกุ ฟ้าเริ่มมืดลง อาคารต่างๆเปิดไฟมีแสงสีแล้ว


...เดินเล่นอยู่ไม่นาน นั่งรถไฟกลับไปแถวที่พักหาไรกินดีกว่า เพราะทั้งวันมาเนี่ยไม่ได้กินอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เดินเพลินจนลืมกิน...

---ก่อนเข้าห้องพักเราแวะร้านลอว์สันร้อยเยน ซื้อเบียร์กับขนมเข้าไปกินก่อนนอน... น้ำดื่มในร้านลอว์สันก็ถูกซื้อขวดใหญ่สองลิตรไปไว้ต้มอะไรกินในห้องได้ดี


เริ่มวันที่สาม ในโตเกียว ญี่ปุ่น

....ตื่นแต่เช้ากับอุณหภูมิภายนอกห้องที่เป็นเลขตัวเดียว🥶🥶 เพื่อมุ่งหน้าไปคาวากูจิโกะ ซึ่งเราได้ทำการจองรถบัสที่จะไปและกลับผ่านเว็บ japanbusonline ตัดหักผ่านบัตรเครดิตมันจะรอทำรายการไว้ พอเดินทางเสร็จมันจึงตัดรายการสำเร็จ (ไปกลับ4,000เยนต่อคน)🚌🚌โดยต้องไปขึ้นรถบัสที่สถานี Tokyo station เพราะใกล้ที่พักเรามากกว่าที่จะต้องไปขึ้นที่สถานีชินจูกุ(โดยส่วนใหญ่คนจะจองและไปขึ้นที่สถานีชินจูกุ)

07.20 น.รถออกแบบตรงเวลามาก(รถมาถึงก่อนเวลาสิบนาที)🕢 บนรถมีไวไฟให้ใช้แต่ไม่ค่อยแรง เป็นรถปรับอากาศมีห้องน้ำ ใช้เวลาเดินทางสองชั่วโมงก็ไปถึง kawaguchiko station ระหว่างทางหลับ...จนไปตื่นตอนจะถึง💤💤


...ที่จอดรถบัสจะอยู่หน้าสถานีรถไฟอยู่แล้วสะดวกดี เราจะนั่งรถไฟต่อไปลงสถานี Shimoyoshida(สาย fujikyoko line) แล้วเดินต่อไปขึ้นเจดีย์แดง


.....รถไฟเป็นลายการ์ตูน น่ารักดี


...ที่นี่บ้านเมืองเขายังพอมีพื้นที่ว่างๆให้ได้ปลูกผัก ปลูกต้นไม้อยู่บ้าง เดินตามทางไปเรื่อยๆ ก็จะถึงเจดีย์แดงเอง ที่พื้นมีรูปบอก เดินตามได้เลยว่าไปทางไหน


...ถ่ายรูปเสร็จแล้วเดินกลับมาขึ้นรถไฟ ตรงที่เรามานี่แหละ


....ถ้าเวลาเหลือๆ ก็เดินเข้าไปชมบ้านเมืองเขาได้นะ เดินเล่นเรื่อยๆไม่ร้อน จะมีมุมที่คนไปถ่ายเยอะๆ บนถนนยาว แบล๊คกราวเป็นภูเขาไฟฟูจิให้ถ่ายด้วย แต่เราไม่ได้ไปจุดนั้น เราเข้าซอยอื่นชิบ...


...ขากลับเราเล็งรถรอบ 12.49 ไว้เพราะถ้าหลุดรอบนี้จะเป็นรอบบ่าย 2.02 เลย ที่นี่เหมือนรถไฟชานเมืองของเขาไม่ได้มาต่อๆกัน บางขบวนห่างกันยี่สิบนาที ครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง วางแปลนเช็คเวลาให้ดี... รถชานเมืองเขา เหมือนบีทีเอสบ้านเรานั่นแหละ...5555

.....บ่ายโมงกว่ามาถึงสถานี คาวากูจิโกะแล้วเราก็เดินเล่นกะว่าไปขึ้นกระเช้า Mt. Fuji Panoramic Ropeway แต่ทว่าเมื่อเดินมาถึงคนเยอะมาก ต้องรอคิวประมาณ80นาที ซึ่งเราจองรถขากลับตอนสี่โมงครึ่ง ถ้ารอขึ้นกระเช้าและรอลงอีกคงไม่ได้ไปไหนแน่ เลยเปลี่ยนแผน...


--บ่ายสองไปเช่าจักรยานไฟฟ้า ในราคาชั่วโมงละ 600 เยน เช่าสองชั่วโมง(พิกัดร้านจักรยาน หันหน้าออกจากสถานีรถไฟเดินข้ามถนนมา เดินตรงไปหน่อย ร้านจะอยู่ซ้ายมือ) ใช้พาสปอร์ตด้วย เขาจะถ่ายเอกสารเก็บไว้ ไม่เสียค่ามัดจำ ได้จักรยานก็ปั่นเรื่อยๆไป Kawaguchiko Natural Living Center🗻🗻



...ถ่ายรูปจนใกล้ได้เวลาแล้วก็ปั่นกลับมาคืนรถตอนสี่โมง จักรยานไฟฟ้าปั่นเบามาก สบายๆเลย

16.30 น. รถบัสออกจากสถานี แล้วก็หลับไปด้วยความเพลีย หกโมงสิบห้าตื่นคิดว่าใกล้ถึงแล้วที่ไหนได้เหลืออีกแปดสิบกว่ากิโล กว่าจะถึงที่หมาย ซึ่งปกติมันควรใช้เวลาแค่สองชั่วโมง แต่นี่รถติดยาว ค่อยๆคลานไปเหมือนตัวสล๊อต จนสามทุ่มครึ่งเพิ่งจะถึงสถานีโตเกียวถึงได้ลงเดิน หลับเมื่อยตูดเลย...

...มาถึงอูเอโนะ ไปหาทีมงานที่เขานั่งกินกันมานานจนดื่มเบียร์หมดไปหลายแก้วแล้ว มีคนมาร้องเพลงให้ฟังแต่ต้องให้ทิปเขาด้วยนะ...🎤🎶🎸ห้าทุ่มร้านปิดก็เลยย้ายไปนั่งอีกร้านนึงซึ่งอีกชั่วโมงต่อมาก็ปิดเช่นกัน...

...กลับห้องแล้วแต่ไม่อิ่มพอ แวะซื้อของกินเข้าไป กะว่าเป็นพวกราเมง บะหมี่หน้าเนื้อ พอแกะพลาสติกจะเวฟเอ้า!! ข้าวนี่หว่า..ก็ดีอิ่มดี อร่อยด้วย...


เริ่มวันที่สี่ ในโตเกียว ญี่ปุ่น

.....18/11/62 วันนี้ตื่นนอนสายๆ ต้มบะหมี่กินเล่นๆ🍜🍜 จนเวลาเที่ยงแล้วจึงออกจากห้อง นั่งรถไฟใต้ดินสายที่เราคุ้นเคย Ginza Line มุ่งหน้าสู่สถานี shimbashi 🚇 แล้วเดินขึ้นบนดินเพื่อย้ายไปขึ้นรถไฟลอยจากดินล่ะทีนี้ ซึ่งเป็นรถไฟสายที่ไม่ต้องมีคนขับประจำขบวน นั่นคือสาย Yurikamome มุ่งหน้าสู่ Odaiba🚈🚈

.....นั่งมันหน้าสุดเลย

...เราเลือกลงสถานี aomi เพื่อจะได้เข้าห้าง venus fort ต่อ และได้เห็นวิวพาโนรามาแบบนี้...เดินเข้าออกอยู่ตามตึกในละแวกนี้ตั้งแต่เที่ยงจนค่ำ ไม่ได้ถ่ายอะไรเท่าไหร่ เพราะวันนี้ออกแนวช็อปปิ้ง ซื้อของในร้านที่เป็น shop ร้านสามารถทำtax refundได้เลย ยื่นพาสปอร์ตให้เขาจัดการให้เลยไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งต้องซื้อเกิน5000เยนถึงจะขอคืนภาษีได้ แต่ถ้าเป็นห้าง จะมีเค้าท์เตอร์ทำ tax refund แยกต่างหาก ต้องจ่ายเงินรวมtaxไปก่อนแล้วเดินไปทำที่เค้าท์เตอร์เฉพาะ และถ้าเราใช้บัตรรูด เราจะขอภาษีคืนไม่เต็มจำนวน จะโดนหักออก 1.55% เหมือนเป็นค่าบริการของห้างนั้นๆ วันนี้เน้นอยู่ภายในห้าง จนค่ำก็กลับไปแถว Ueno นั่งกินเบียร์กับทีมงานเช่นเคย...



...นั่งดื่มแถวๆ Ueno แถวๆตลาด Ameyoko นั่นแหละ ไม่รู้ขอบเขตตลาดมันอยู่ตรงไหน ซอยเยอะเหลือเกิน



...ระหว่างวัน เราแยกย้ายกันเที่ยวกับเพื่อนๆ ใครอยากไปเที่ยวไหนก็ไป ไม่บังคับหรือต้องตามกัน ไปเป็นขบวน เพราะแต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน บางคนชอบช็อปปิ้ง บางคนชอบเดินดูเฉยๆ บางคนถ่ายรูป อยากไปโน่นนี่นั่น แต่พอช่วงค่ำเราก็มานั่งกินข้าวกันคุยกันก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้าที่พัก... แบบนี้น่าจะดีที่สุด...


วันที่ห้า ในโตเกียว ญี่ปุ่น

19/11/62 ตื่นเช้ามายังคงออกไปเดินเล่นใกล้ๆ ไปดองกี้ แล้วกลับห้องเช็คเอ้าท์ ลากกระเป๋ามุ่งหน้ากลับสนามบินด้วยขบวนรถเหมือนตอนที่เรามาคือ Keisei main line แต่ทว่าขบวนรถ ณ เวลานั้นมีไปจอดแค่สถานี narita ขาดอีกหนึ่งสถานีจะถึง narita airport terminal2 แต่เราก็เลือกไปขบวนนี้ พอถึงสถานี narita ก็หมดระยะต้องลงแล้วขึ้นไปรอรถอีกชั้นนึง แปดนาทีอีกขบวนก็มา

พอถึงสนามบิน บัตร IC CARD ของเราถึงเวลาต้องคืนเงินแล้ว เดินไป refund คืนที่ตู้ แต่ไม่ได้!! เพราะเราเอาบัตรของ passmo ไปคืนที่ตู้ของ suica มันก็ไม่ได้นะสิ คนละบริษัท ให้ตายซิพับพ่า อายด้วย...555💳💳💰💰 ต้องเอาไป refund คืนกับเจ้าหน้าที่ ฝั่งตู้ของ passmo เลย...



---ลากกระเป๋าไปที่ช่องเช็คอิน ซึ่งก็เปิดให้เช็คอินแล้ว เราเช็คออนไลน์มาแล้ว ตัดเข้าไปช่องชั่งสัมภาระได้เลย แล้วก็ผ่าน ตม.เข้าไปเดินเล่นดิวตี้ฟรี ที่ราคามันก็ไม่ได้ถูกกว่าในเมืองเลยนี่หว่า จนได้เวลาเรียกขึ้นเครื่อง เดินไป gate เกือบไม่ทัน ทางยาวจัด...


--ทุ่มครึ่งตามเวลาท้องถิ่นก็มาถึงสนามบินดอนเมือง แยกย้ายกลับที่ตั้ง ไว้โอกาศหน้าวนเวียนมาใหม่ก็ไปกันอีก

.....การไปเที่ยวในครั้งนี้แตกต่างจากการไปเที่ยวในประเทศไทยในแต่ละภาคอย่างสิ้นเชิง อรรถรสในการทำกิจกรรมต่างๆดูช่างเปลี่ยนไปหมด จริงอยู่ถึงแม้ว่าการไปพบเจออะไรใหม่ๆในแต่ละภาคของประเทศก็ล้วนมีความประทับใจอยู่แล้วที่ได้พบเห็นในสิ่งใหม่ๆ แต่ในประเทศ ภาษาและจารีตประเพณีไม่ว่าจะภาคไหนๆมันยังมีความคล้ายคลึงกันอยู่ มีข้อกฎหมาย กฎระเบียบที่ใช้บังคับเป็นวัฒนธรรมภายในประเทศแบบเดียวกันอยู่ แต่พอเราก้าวออกไปต่างประเทศ ภาษาที่ใช้ก็เปลี่ยนแล้ว ขนบธรรมเนียมต่างๆ บรรยากาศการใช้ชีวิตก็แตกต่างกัน บ้านเมืองก็รูปแบบไม่เหมือนกัน เราได้เห็นได้สัมผัสมากกว่าการดูคลิปในช่องยูทูป ไม่แปลกเลยที่หลายๆคนพอได้ออกเที่ยวต่างประเทศเริ่มหลงใหลในการเดินทางครั้งใหม่ๆประเทศใหม่ๆอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่ากระแดะอยากจะต้องไปเที่ยวต่างประเทศ ไปครั้งนี้แล้วไม่รู้เมื่อไหร่จะได้ไปอีกเหมือนกัน อย่างที่บอกในไทยนี่ยังเหลืออีกบานเลยที่ยังอยากจะไปเหยียบ แต่ถ้ามีโอกาศได้ลองสักทีก็ไม่เสียหาย แล้วคุณล่ะจะลองออกไปนอกที่ตั้ง เปลี่ยนองศาละติจูดเที่ยว หาประสบการณ์ใหม่ๆมาใส่ไว้ในเรื่องราวชีวิตกันบ้างหรือยัง...

++++++++++ทิ้งท้ายกันไปด้วยคลิปทั้งทริปนี้+++++++++++

วันที่1

วันที่2

วันที่3

วันที่4และ5


++++ ฝากติดตามเพจด้วยนะครับ++++

https://www.facebook.com/travel1night2days

ความคิดเห็น