รีวิว เที่ยวจีน ยูนนาน 9 วัน: ตอนที่ 3 เดินทางไปแชงกรีล่า รีวิวโดย Ekk CrossCutting ในที่ซึ่งรู้สึกดี

หลายปีก่อนผมได้เห็นภาพถ่ายภูเขาหิมะแห่งหนึ่งในประเทศจีน นั่นคือ ภูเขาหิมะมังกรหยก ซึ่งสวยงามอลังการ แถมมีชื่อที่ติดหูมากๆ จนทำให้คิดฝันไว้ในใจว่า สักวันหนึ่งถ้ามีโอกาสได้ไปเมืองจีนต้องไปเยือนภูเขาหิมะมังกรหยกแห่งนี้ให้ได้  พอได้ค้นหาข้อมูลสถานที่เพิ่มเติมขึ้น จึงรู้ว่า ภูเขาหิมะแห่งนี้อยู่ในมล

รีวิว เที่ยวจีน ยูนนาน 9 วัน: ตอนที่ 3 เดินทางไปแชงกรีล่า

รีวิว เที่ยวจีน ยูนนาน 9 วัน: ตอนที่ 3 เดินทางไปแชงกรีล่า

 วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 17.52 น.

 วันที่เดินทาง 20 ธ.ค. 2562

หลายปีก่อนผมได้เห็นภาพถ่ายภูเขาหิมะแห่งหนึ่งในประเทศจีน นั่นคือ ภูเขาหิมะมังกรหยก ซึ่งสวยงามอลังการ

แถมมีชื่อที่ติดหูมากๆ จนทำให้คิดฝันไว้ในใจว่า สักวันหนึ่งถ้ามีโอกาสได้ไปเมืองจีนต้องไปเยือนภูเขาหิมะมังกรหยกแห่งนี้ให้ได้ 

พอได้ค้นหาข้อมูลสถานที่เพิ่มเติมขึ้น จึงรู้ว่า ภูเขาหิมะแห่งนี้อยู่ในมลฑลยูนนาน มลฑลที่มีสมญานามว่า 

‘เมฆหลากสีแห่งทิศใต้’ เนื่องจากเป็นมลฑลที่มีผู้คนต่างเผ่าพันธุ์ หลากวัฒนธรรมอาศัยอยู่ร่วมกัน มากกว่า 26 ชาติพันธุ์ 

ยูนนาน มีภูมิประเทศที่งดงามและภูมิอากาศที่หลากหลาย ได้กลายเป็นที่รู้จักและเป็นจุดหมายของนักเดินทางนานาชาติมากยิ่งขึ้น

ส่วนใหญ่ปรารถนามาค้นหา ‘แชงกรีล่า’ ดินแดนในจินตนาการ ซึ่งได้ปรากฏนามเป็นครั้งแรกเกือบ 90 ปีก่อน

ในบทประพันธ์คลาสสิกเรื่อง Lost Horizon ของเจมส์ ฮิลตัน … 

น่าจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น หากการเดินทางตามรูปถ่าย และเรื่องราวจากการบันทึกของนักเดินทางรุ่นก่อน  

จะทำให้เราได้สัมผัสและรู้สึกไปกับความงามนั้น ด้วยตัวเอง … 

“ความงามแห่งสรรพสิ่ง ตราตรึงอยู่ในจิตใจ ซึ่งไตร่ตรองมองเห็น

สิ่งที่ควรค่าให้ความหมายในชีวิต มิใช่จำนวนครั้งที่เราหายใจ 

หากแต่เป็น ช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งทำให้หัวใจของเรานั้น ได้เต้นแรง…”

ในทริปนี้พวกเราใช้เวลา 9 วัน เดินทางท่องเที่ยวไปในฤดูหนาวของช่วงปลายปี เริ่มต้นที่เมืองคุนหมิง /

ต่อด้วยเขตปกครองตนเองชนชาติไป๋เมืองต้าหลี่ / แล้วขึ้นไปเมืองลี่เจียง เพื่อไปชมเมืองเก่าและยอดเขาหิมะ /

เดินทางต่อขึ้นไปปิดท้ายที่เขตปกครองตนเองชนชาติทิเบตเมืองตี๋ชิ่ง เพื่อเข้าถึงแชงกรีล่า

ออกเดินทางไปด้วยกันเลยครับ กับบทความ ตอนที่ 3 -  ภูเขาหิมะและทะเลสาบน้ำแข็งแห่ง 'แชงกรีล่า'

ติดตามอ่านตอนอื่นๆ ได้ที่นี่ครับ

ตอนที่ 1 ต้าหลี่ - ทะเลสาบไข่มุกแห่งเมืองพันปี https://pantip.com/topic/38768193

ตอนที่ 2 ลี่เจียง - สายธารหยกแห่งยอดเขาหิมะ https://pantip.com/topic/38795469

ติดตามชมแบบวีดีโอบันทึกการเดินทาง ในลิ้งค์ด้านล่างนี้ครับ 

EP1. เมืองโบราณต้าหลี่

EP2. เมืองเก่าลี่เจียง


EP3. ภูเขาหิมะมังกรหยกแห่งลี่เจียง 

EP4. เส้นทางสู่แชงกรีล่า 

EP5. ภูเขาหิมะและทะเลสาบน้ำแข็งแห่งแชงกรีล่า 

____________________________________________

ยินดีทักทายพูดคุยกันต่อได้ที่ https://www.facebook.com/thecrosscutting/

ขอบคุณพันทิป และเพื่อนๆ ทุกคน ด้วยนะครับ

Day 6

เช้ามืดวันนี้ พวกเราออกมายืนรอรถหน้าประตูเมืองเก่าลี่เจียงตามเวลานัด

เตรียมเดินทางสู่จุดหมายต่อไป ตามตารางเดินทางวันนี้ รวมเวลาแวะเที่ยวและกินข้าว

คงใช้เวลาราวๆ 6 ชั่วโมง จากลี่เจียงไปถึงแชงกรีล่า

รถคันนึงขับมาจอดข้างหน้าพวกเรา เลขทะเบียนตรงกับที่บริษัททัวร์แจ้งมา แต่ลักษณะรถไม่ตรง

ทำให้พวกเราลังเล ตามที่เข้าใจพวกเราจะเดินทางด้วยรถบัสขนาด 32 ที่นั่ง

มีที่เก็บกระเป๋าเดินทางด้านล่าง นั่งกันไปแบบสบายๆ

แต่รถคันที่เห็น คือรถ SUV 7 ที่นั่ง ที่มีผู้โดยสารนั่งเกือบเต็มพื้นที่

แล้วจะเอากระเป๋าลากขนาดใหญ่ไปซุกไว้ที่ไหน กับระยะเวลาเดินทางมากกว่า 5-6 ชั่วโมง

… ความกังวลเกิดขึ้นมาอีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม คนขับรถและข้อความจากบ.ทัวร์ ยืนยันว่าพวกเราต้องนั่งรถคันนี้ไป

… หลังจากยัดตัวเองกับกระเป๋าเข้าไปในรถคันเล็กแล้ว

ก็พยายามทำใจให้นิ่งสงบ อดทน รอดูสถานการณ์ก่อน

สุดท้ายสถานการณ์ก็คลี่คลาย ช่วยให้โล่งใจ

เพราะรถคันเล็กเป็นเพียงรถที่พาผู้โดยสารจากย่านเมืองเก่า

มาส่งขึ้นรถบัส ซึ่งจอดรออยู่ … ตอนนี้ดีใจและสบายใจสุดๆ

การมาผจญภัยในจีน แบบไม่รู้ภาษาจีน ก็อาจจะขรุขระบ้างในการสื่อสาร

การทำความเข้าใจในระบบต่างๆ ของบ้านเมืองเขา

แต่จริงๆ แล้ว ก็ถือว่าเป็นเสน่ห์ที่น่าประหลาดของการเดินทางเหมือนกัน ...

รถออกตรงเวลาตอน 8 โมง มีผู้โดยสารร่วมเดินทางไปด้วยกันสิบกว่าคน

นั่งนอนกันได้อย่างสบายๆ ...

สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยรถบัส จากลี่เจียงไปแชงกรีล่า

แบ่งออกเป็น ค่ารถคนละ 90 หยวน ไม่รวมค่าตั๋วเข้าช่องแคบเสือกระโจนคนละ 45 หยวน

ค่าอาหารกลางวันคนละ 25 หยวน รวมทั้งหมด 160 หยวน (หรือประมาณ 800 บาทต่อคน)

ช่องแคบเสือกระโจนเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่อนุรักษ์ทางธรรมชาติของยูเนสโก

ซึ่งมีความสำคัญทางนิเวศวิทยา บริเวณนี้เป็นแหล่งอนุรักษ์สัตว์ป่า

และยังเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติแม่น้ำขนานสามสายแห่งยูนนาน

โดยอยู่ใกล้กับจุดเริ่มต้นของแม่น้ำแยงซี ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับสามของโลก

และเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่สุดในประเทศจีน

ช่องเขาแห่งนี้ แบ่งออกเป็นสามส่วน คือ ช่องเขาตอนบน  ตอนกลาง และตอนล่าง

มีความยาวประมาณ 18 กิโลเมตร จากตะวันตกเฉียงใต้ถึงตะวันออกเฉียงเหนือ

ทางทิศตะวันตกจะเห็นภูเขาหิมะฮาปา และทางทิศตะวันออกจะเห็นภูเขาหิมะมังกรหยก

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับรถทัวร์ สามารถเดินชมความอลังการได้

ตามแนวเส้นทางของแม่น้ำในส่วนของหุบเขาตอนล่าง ซึ่งเป็นที่นิยมมาก

รถบัสมาจอดที่ร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งกลางหุบเขา ซึ่งจัดไว้เป็นที่พักทานอาหารเที่ยงแบบโต๊ะจีน

เมนูแล้วเมนูเล่าทยอยออกมาเสริฟ์ โดยรวมรสชาติพอทานได้

แต่เรื่องความคุ้มตังค์ต้องยกนิ้วให้เลย ... ท้องอิ่มแล้วรถบัสของพวกเราก็ออกเดินทางต่อไป

ระหว่างที่เผลอหลับไป มีอะไรบางอย่างปลุกให้ผมลืมตาขึ้น …

สายตาเหลือบมองออกไปนอกกระจกรถ เห็นวิวเทือกเขางดงาม …

นี่หรือ แชงกรีล่า…

จนรถแล่นผ่านเข้ามาในเขตเมือง

จากภาพคิด แชงกรีล่า คือ ดินแดนลึกลับที่มีวิวทิวทัศน์ธรรมชาติ มียอดภูเขาหิมะที่งดงาม

ซึ่งวิวธรรมชาติเรายังได้เห็นแบบนั้น แต่เมื่อตัดสลับกับตัวเมืองที่มีลักษณะเป็นเมืองยุคใหม่

ทำให้เกิดความคิดในใจว่า บางทีภาพจำกับความจริง อาจมีส่วนที่แตกต่างกันอยู่บ้าง  

แชงกรีล่า เป็นชื่อใหม่ของเมือง ที่ถูกตั้งขึ้นแทนชื่อเดิม จงเตี๊ยน

ในปี 2001 ให้สอดคล้องกับนวนิยาย Lost Horizon เพื่อช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว

ต่อมาเมืองนี้ถูกตั้งให้เป็นเทศมณฑลในปี 2014 จึงทำให้ความเจริญเดินทางมาถึงที่นี่อย่างรวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ชีวิตที่อาศัยอยู่ในดินแดนเร้นลับตามจิตนาการนั้น ก็ยังคงงดงามเสมอ

รถบัสมาส่งพวกเราลงที่ท่ารถในตัวเมืองแชงกรีล่า จากจุดนี้ ตามที่บริษัททัวร์แนะนำไว้

พวกเราต้องเรียกแท็กซี่ไปลงหน้าเมืองเก่า และต้องเดินเท้าต่อไปจึงจะถึงที่พัก

แต่พอกด google map ดูระยะทางไม่ถึงสองกิโล พวกเราจึงตัดสินใจพากันแบกเป้

ลากกระเป๋าเดินรวดเดียวเข้าไปเลย แต่ด้วยอากาศที่เบาบาง ทำให้พวกเราเหนื่อยหอบมากกว่าปกติตอนไปถึงที่โรงแรม

พวกเราจองที่พักที่ชื่อว่า Zen Hotel แห่งนี้ มาจาก booking.com

โดยรวมแล้วดูสะอาดดี แต่ที่ชอบที่สุดคือ เจ้าของโรงแรมพูดภาษาอังกฤษคล่องปร๋อ

ทำให้เราสื่อสารกันได้ง่ายมากขึ้น


การจะไปจุดท่องเที่ยวชมวิวต่างๆ ในแชงกรีล่า สามารถนั่งรถประจำทางไปได้ในบางจุด

แต่เพื่อความสะดวก ควรต้องจ้างแท็กซี่ หรือเหมาทัวร์ส่วนตัวพร้อมคนขับ

แต่สิ่งที่กังวลคือ เรื่องการสื่อสารและราคา

มิ้งค์ เจ้าของโรงแรม แนะนำเพื่อนชาวจีนของเขาชื่อ หลุยส์ ซึ่งจะเป็นคนขับรถพาพวกเราเที่ยว

หากเราโอเคก็ราคาที่เขาแจ้ง แบ่งเป็น 50 หยวน สำหรับการไปกลับ Napa Lake ช่วงบ่ายวันนี้

และในวันพรุ่งนี้ ราคาเหมาทั้งวัน 250 หยวน ไปภูเขาหิมะฉือข่าและอุทยานแห่งชาติผู๋ต่าโซ่ว  

ซึ่งเป็นราคาที่พวกเรารับได้ หลุยส์จึงกลายมาเป็นเพื่อนสนิทของพวกเรา ในช่วงสองสามวันนี้

…….

นาปาไห่ มีความหมายว่า "ทะเลสาบหลังป่า"

ทะเลสาบแห่งนี้ อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,270 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 660 ตารางกิโลเมตร

อยู่ห่างจากเมืองเก่าแชงกรีล่า ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 8 กม.  

เป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์เหมาะต่อการเลี้ยงสัตว์ และเป็นที่อยู่สำหรับนกหลากหลายสายพันธุ์

ในช่วงฤดูหนาวเหมือนตอนที่พวกเรามาเที่ยวนี้ ไปจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ ระดับน้ำจะลดลง

ทะเลสาบจะกลายเป็นทุ่งหญ้าอยู่รอบๆ หนองน้ำขนาดใหญ่

แต่ยังพอมีม้าของชาวบ้านมาหากินในบริเวณนี้ ให้เราได้เห็นและถ่ายรูปเก็บไว้อยู่บ้าง

จากนาปาไห่ พวกเราเดินทางกลับมาที่พักย่านเมืองเก่าตู๋เกอจงที่มีอายุยาวนานกว่า 1300 ปี

เคยเป็นจุดแวะพักที่สำคัญบนเส้นทางขนใบชาโบราณ เป็นจุดศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจีนฮันและทิเบต

และเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในเขตภูมิภาคนี้

น่าเสียดายที่อาคารบ้านเรือนเก่าถูกเผาทำลายจากเหตุไฟไหม้ใหญ้ช่วงปี 2014

หลายส่วนในเมืองถูกสร้างขึ้นใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังคงสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของเมืองเก่า

ค่ำคืนแรกในแชงกรีล่า อากาศหนาวเหน็บติดลบ 8 องศา ที่จตุรัสเล็กๆ กลางเมืองเก่า

เราจะพบเห็นผู้คนทั้งชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวออกมาเต้นคลายหนาวกัน

แต่วิธีคลายหนาวแบบพวกเรา คือกลับไปเปิดฮีทเตอร์แล้วซุกตัวใต้ที่นอนอุ่นๆ น่าจะดีกว่า…

Day 7

โดยทั่วไปการท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวปลายปี มีระยะเวลาช่วงกลางวันที่แสนสั้น

แต่ที่ยูนนาน แม้พระอาทิตย์จะขึ้นสายแต่ก็ตกช้า พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าประมาณ 1 ทุ่ม

โดยรวมก็เที่ยวได้พอดีๆ ...

เช้าวันนี้ พวกเรานัดกับหลุยส์ 9 โมงเช้า เพื่อเดินทางไปเที่ยวภูเขาหิมะฉือข่าในช่วงเช้า

และอุทยานแห่งชาติผู่ต้าซัวในช่วงบ่าย

.......

ฉือข่าในภาษาทิเบต หมายถึง ภูเขาที่อุดมไปด้วยกวางแดง เป็นสัญลักษณ์ของอายุยืนและความยุติธรรม

ดังนั้นภูเขาหิมะฉือข่า จึงถือได้ว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวทิเบตในท้องถิ่น

การขึ้นไปถึงยอดเขานั้น จากห้องขายตั๋วชั้นล่าง ต้องนั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปสองต่อ

เนื่องจากระยะทางไปถึงยอดเขาค่อนข้างไกลไม่สามารถขึ้นเคเบิ้ลคาร์รวดเดียวถึง

พอพวกเราไปถึงที่ขายตั๋ว เจ้าหน้าที่แจ้งว่า บนยอดเขามีลมแรง

ไม่สามารถนั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปถึงยอดเขา แต่สามารถขึ้นไปเที่ยวที่

สถานีกลางทางที่เป็นจุดเปลี่ยนเคเบิ้ลคาร์ หรือ Grassland ได้

โดยค่าตั๋วลดเหลือคนละ 100 หยวน

ภูเขาหิมะฉือข่า มีวิวทิวทัศน์ที่แตกต่างกันไปตามฤดูกาล ในฤดูใบไม้ผลิ เชิงเขาปกคลุมด้วยหญ้าสีเขียว

ในขณะที่ยอดเขายังคงปกคลุมด้วยหิมะ

ในฤดูร้อน พื้นที่โดยรอบจะกลายเป็นทะเลแห่งดอกไม้สีสันสดใสชวนให้ชื่นชม

ขณะที่ในฤดูใบไม้ร่วง ทุ่งหญ้าที่เชิงเขาจะถูกย้อมด้วยสีแดงของสเตลเลร่าที่บานสะพรั่ง

และในฤดูหนาวเหมือนตอนนี้ ภูเขาจะถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวของหิมะ

ภูมิทัศน์ที่เป็นสีขาว ตัดกับสีสันของบ้านเรือนชาวทิเบต และท้องฟ้าสีคราม สวยงาม น่าตื่นใจ …

ตอนเดินทางมาถึงยอดเขาฉือข่า ก็มีความกังวลอยู่ว่าจะทนอากาศหนาวจัดและเบาบางไหวหรือไม่

การเผชิญหน้า กับสถานการณ์จริงเท่านั้นที่จะทำให้รู้

บริเวณรอบๆ ของสถานีกลางทางแห่งนี้ เป็นลานทุ่งหญ้า หรือ grassland

ซึ่งพวกเราต้องใช้จินตนาการเอาว่า ช่วงใบไม้ผลิ หรือฤดูร้อนน่าจะสวยงามไปด้วยสีเขียวของหญ้า

และสีสันของดอกไม้ต่างๆ ...

แต่อย่างไรก็ตาม สีขาวของหิมะที่ปกคลุมเกือบทั่วพื้นที่ก็แปลกตาดี

ถ้าไม่ติดเรื่องอากาศหนาวติดลบ 10 ที่ทำให้การยืนอยู่ในที่โล่งแบบนี้

ทำได้ไม่เกิน 5 นาที ก็ต้องรีบหาที่หลบลมหนาวกันแล้ว

…….

เผลอแป๊บเดียวก็เที่ยงแล้ว พวกเราออกเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติผู่ต้าซัว

แม้จะเป็นช่วงเที่ยงมีแดดออก แต่ลมก็พัดแรงและอากาศยังหนาวเย็นมาก

ที่จุดขายตั๋วมีภาพแผนที่อุทยานติดอยู่ ทำให้พอเห็นภาพ

เข้าใจถึงความกว้างใหญ่ของอุทยานแห่งนี้ ซึ่งต้องนั่งรถบัสของอุทยานเข้าไปชม…

ตั๋วค่าเข้ารวมค่ารถบัส อยู่ที่คนละ 100 หยวน

รถบัสจะวิ่งเป็นวงกลม พาเที่ยวชมวิวสถานที่ต่างๆ ในอุทยาน เริ่มจากทิศเหนือ

นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นและลงรถได้ไม่จำกัดครั้ง จนถึงเวลาปิดอุทยานตอน 4 โมงเย็น

.......

อุทยานแห่งชาติผู่ต้าซัวอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 3,500 ถึง 4,000 เมตร

ประกอบด้วยทะเลสาบ ลำธาร ทุ่งหญ้า พืชและสัตว์ที่หายาก รวมถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวทิเบตด้วย

อุทยานแห่งนี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ ภายในอุทยานมีทะเลสาบที่สำคัญอยู่ 2 แห่ง

คือ ทะเลสาบฉู่ตูและทะเลสาบปี้ถ่า รวมถึงทุ่งหญ้าอัลไพน์มิลิตังที่ตั้งอยู่ตรงกลาง

โดยมีพื้นที่เส้นทางประมาณ 69 กิโลเมตร ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง

ในการเยี่ยมชมให้ครอบคลุมครบทุกจุด ….

รถบัสของพวกเราเคลือนตัวไปประมาณ 20 นาที ก็มาหยุดที่ลานจอดรถทางเข้าจุดเดินชมวิวทะเลสาบฉู่ตู

ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของอุทยาน บริเวณจุดชมวิวมีเส้นทางเดินรอบทะเลสาบระยะทางประมาณ 2 กิโลครึ่ง

นอกจากนี้ สำหรับคนรักการเดินป่ายังมีเส้นทางเดินระยะ 7 กิโลไปจนถึงทุ่งหญ้ามิลิตังอีกด้วย

แต่สำหรับพวกเรา เส้นทาง 2 กิโลฯ รอบทะเลสาบ แค่นี้เอาให้รอดก่อนก็ดีแล้ว

การเดินรอบทะเลสาบช่วงฤดูหนาว  อาจมีแต่สีขาวโพลนปกคลุม ไม่มีสีสันของดอกไม้ ใบไม้

แต่ก็เป็นการเดินชมทัศนียภาพที่แปลกตา และการได้มาเห็นภาพฉากแบบนี้ด้วยตาตัวเอง

เหมือนได้เติมพลังงานดีๆ ใส่ชีวิต

พวกเรามีเวลาเดินเล่นประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนถึงเวลาขึ้นรถบัสเที่ยวสุดท้าย

กลับไปหน้าอุทยานฯ

เพื่อนรวมทางแต่ละคนเดินกันอย่างช้าๆ และดูเหนื่อยอ่อน

เนื่องจากความเบาบางและหนาวเย็นของสภาพอากาศ

กคนเดินขึ้นรถกันอย่างอ่อนล้า นั่งรอรถออกสักพัก บนรถก็มีเสียงดังขึ้นโดยพร้อมเพรียง

ฟื้ดๆๆ ฟู่ว นั่นคือ เสียงฉีดกระป๋องอ็อกซิเจน พร้อมเสียงสูดลมหายใจยาว…

ในวินาทีนี้ อ็อกซิเจนเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด

ระหว่างทางกลับไปที่พักในเมืองเก่า หลุยส์พาพวกเราไปแวะถ่ายรูปในหมู่บ้านริมข้างทาง

คือความรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้เก็บภาพฉากชีวิตธรรมดาในช่วงเวลาที่ได้ออกเดินทาง

ไม่ใช่เพียงเพราะความสวยงาม หรือความแปลกตา

แต่เพราะภาพทุกฉาก มีเรื่องราวที่ถูกเก็บไว้ในความทรงจำ

และทุกครั้งที่ได้เห็นภาพเหล่านั้น ก็ทำให้เรามีความสุขกับชีวิตได้

…….

ค่ำคืนนี้ พวกเรายังได้ดื่มด่ำกับความเหน็บหนาวในแชงกรีล่า ที่ลานกลางแจ้งยังมีเสียงเพลง

หลายคนยังเลือกที่จะคลายหนาวด้วยการเต้นรำ ขณะที่พวกเราซุกตัวในผ้าห่มหนา

ที่มีฮีทเตอร์จ่ออยู่ข้างๆ คิดถึงเรื่องราวเส้นทางตั้งแต่ต้าหลี่ ลี่เจียง และแชงกรีล่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

พรุ่งนี้เข้าสู่ช่วงท้ายของทริปแล้ว เส้นทางข้างหน้ายังมีอะไรมากมายรอพวกเราอยู่ …

สำหรับข้อมูลอุปกรณ์ การถ่ายภาพและถ่ายวีดีโอ

มีรายละเอียดตามนี้นะครับ

ใช้งานหลัก สำหรับถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพวีดีโอ

1. Sony A7RIII ติดเลนส์ 24-70 F2.8 GM

2. Sony A7III ติดเลนส์ 24-105 F4.0

และเลนส์ Sony 55 F1.8 / Sony 85 F1.8

(สลับใช้บ้าง)

กล้องสำรอง ใช้สำหรับถ่ายเจาะ ถ่ายแคนดิด

ทั้งภาพนิ่งและภาพวีดีโอ

3. Panasonic G85 ติดเลนส์ 40-150 F2.8 Pro

4. Canon G7x Mark II

กล้องถ่ายวีดีโอสำรอง

5. Osmo pocket

วีดีโอบันทึกการเดินทาง ทริปถ่ายรูปท่องเที่ยวจีน

ฤดูหนาวในยูนนาน EP 6 เมืองเก่าแชงกรีล่า ครับผม

😊

วีดีโอบันทึกการเดินทางท่องเที่ยวถ่ายภาพที่จีน

9 วัน ในฤดูหนาวที่ยูนนาน EP7. สายฝนปลายปีที่คุนหมิง


ความคิดเห็น