ราชบุรี มีอะไรมากกว่าที่คิด # 2 รีวิวโดย ลุงเสื้อเขียว

ทริปนี้เป็นอีกหนึ่งทริปที่ผมเฝ้ารอเวลาเพื่อจะกลับมาที่ราชบุรีอีกครั้ง หลังจากที่ผมกลับจากทริปราชบุรีไปเมื่อเดือน พฤษภาคม 2558 https://th.readme.me/p/531 ทริปนั้นผมมีโอกาสได้ชมการสาธิตการเชิดหนังใหญ่ รวมถึงการแสดงหนังใหญ่ผ่านไฟสปอร์ตไลท์ในโรงมหรสพหนังใหญ่วัดขนอน และทราบมาว่าในวันที่ 13-14

ราชบุรี มีอะไรมากกว่าที่คิด # 2

ราชบุรี มีอะไรมากกว่าที่คิด # 2


ทริปนี้เป็นอีกหนึ่งทริปที่ผมเฝ้ารอเวลาเพื่อจะกลับมาที่ราชบุรีอีกครั้ง หลังจากที่ผมกลับจากทริปราชบุรีไปเมื่อเดือน พฤษภาคม 2558 https://th.readme.me/p/531

ทริปนั้นผมมีโอกาสได้ชมการสาธิตการเชิดหนังใหญ่ รวมถึงการแสดงหนังใหญ่ผ่านไฟสปอร์ตไลท์ในโรงมหรสพหนังใหญ่วัดขนอน และทราบมาว่าในวันที่ 13-14 เมษายน ของทุกปี ทางวัดจะจัดเทศกาลหนังใหญ่วัดขนอนขึ้น โดยการเชิดจะใช้ไฟกะลา ซึ่งเป็นการเชิดหนังใหญ่แบบสมัยโบราณ สิ่งนี้แหล่ะที่จุดประกายและทำให้เกิดทริปนี้ขึ้นครับ

การมาราชบุรีครั้งนี้ ผมเลยวางแผนเก็บสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยมาในครั้งที่แล้ว โดยผมเลือกมาเปิดทริปที่ถ้ำจอมพล ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอจอมบึงครับ

บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นเลยทีเดียว แถมมีฝูงลิงเยอะมากๆ จะจอดรถคงต้องเลือกที่จอดให้ดีๆ หน่อยนะครับ อย่าไปจอดลับสายตาผู้คน ไม่เช่นนั้นลิงจะมาเล่นที่รถคุณได้ ผมเลือกมาจอดรถใกล้ๆ กับร้านค้า และฝากแม่ค้าให้ช่วยดูรถให้ครับ

ถ้ำจอมพล เปิดให้เข้าไปชมตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. โดยมีค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท การจะเข้าไปชมภายในถ้ำจะต้องเดินขึ้นบันไดสู่ปากถ้ำ เรียกเหงื่อและเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจได้เล็กน้อย ด้านในถ้ำจะมีพระคอยดูแลอยู่ครับ

บริเวณปากถ้ำมีตัวอักษร จ.ป.ร. ๑๑๔ ซึ่งเป็นอักษรพระปรมาภิไธยของรัชการที่ 5 และปีที่ท่านเสด็จประพาส ในการประพาสครั้งนั้น ท่านทรงพระราชทานนามให้ถ้ำนี้ว่า "ถ้ำจอมพล" และทรงโปรดเกล้าให้ช่างสลักชื่อ "ถ้ำจอมพล" ไว้ที่ปากถ้ำด้วย นอกจากนี้ยังมีตัวอักษร ภ.ป.ร. ๑ มิ.ย.๙๙ ซึ่งเป็นอักษรพระปรมาภิไธยของในหลวง และวันที่เสด็จประพาสเช่นกัน จากประวัติ นอกจาก 2 พระองค์แล้ว ยังมีรัชกาลที่ 6 ก็เคยเสด็จประพาสที่ถ้ำแห่งนี้ด้วยครับ

เมื่อมายืนที่ปากถ้ำ ผมรู้สึกว่ามีไอเย็นจากภายในถ้ำมาปะทะตัว ความรู้สึก ณ ตอนนี้มันช่างแตกต่างจากตอนที่ผมจะเข้าไปชมถ้ำเขาบินอย่างสิ้นเชิง เพราะเพียงแค่มายืนที่ปากถ้ำ ก็รับรู้ได้ถึงความร้อนภายในถ้ำแล้วครับ

จากปากถ้ำ เราต้องไต่บันไดไม้ลงไปด้านล่างอีกนิดหน่อยครับ

เพียงแค่สิ้นสุดบันได ก็เริ่มเห็นความอ่อนช้อยของเหล่าหินย้อยแล้วครับ

จุดนี้มีชื่อว่า "ธารศิลา" เห็นว่าเดิมเคยมีน้ำ แต่ช่วงนี้ฤดูแล้ง น้ำแห้งหมด บริเวณธารศิลาจะเป็นเนินหินเล็กๆ ครับ


จุดนี้ชื่อ "พิชิตชล" เป็นหินงอกขนาดใหญ่ที่งอกขึ้นไปจนถึงเพดาลถ้ำ จินตนาการได้คล้ายๆ น้ำตกที่ไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ ในอดีตจุดนี้ก็มีน้ำไหลทั้งปีครับ

หินแท่งนี้มองดูแล้วคล้ายๆ กับตะปูขนาดใหญ่เลยครับ

หินตรงกลางของภาพ ไกด์ตัวน้อยบอกว่าคล้ายพญานาคนอนขดตัวอยู่ ผมพยายามจินตนาการตามแต่ก็มองไม่ออก

จุดนี้ชื่อ "ผาวิจิตร" เมื่อครั้งในหลวงเสร็จประพาสถ้ำแห่งนี้ ทรงหยุดพักผ่อนอิริยาบถและทรงเสวยพระกระยาหารกลางวันบริเวณนี้ด้วย และตามประวัติบอกไว้ว่า บริเวณนี้คือที่มาของถ้ำจอมพล เพราะหินงอกหินย้อยจุดนี้มีความงดงามเสมือนอินทรธนูบนบ่าของนายทหารยศจอมพลในสมัยรัชการที่ 5ผมว่าจุดนี้หินงอกหินย้อยสวยที่สุดแล้วครับ ดูขาว สะอาด ระยิบระยับมาก

ไกด์ตัวน้อยบอกว่าคล้ายคนกอดกัน

จุดนี้ชื่อ "ถ้ำมัสยาสถิต" ลักษณะคล้ายเป็นห้องเล็กๆ ครับ

ใกล้ๆ กันจะมีหินย้อยลงมาเป็นริ้วๆ เลยตั้งชื่อว่า "เกศาสลวย" บริเวณถ้ำมัสยาสถิตและเกศาสลวย ค่อนข้างมืดมากๆ ดีที่ผมนำไฟฉายไปด้วย เลยใช้ไฟช่วยส่องตามหินงอกหินย้อยครับ

จุดนี้อยู่บริเวณพื้นถ้ำ ถ้าไม่ใช้ไฟส่องคงมองไม่เห็นอย่างแน่นอน จินตนาการเป็นรอยพระพุทธบาทครับ

แส้จามรี หินย้อยแท่งใหญ่ที่มีความพลิ้วไหวดูสวยงามดีครับ

ด้านในสุดจะเป็นโถงถ้ำเพดานสูง มีช่องอากาศขนาดใหญ่ ช่วงเวลาประมาณ 13.00-14.00 น. จะมีแสงส่องลงมายังเบื้องล่างมองเห็นเป็นลำแสง บริเวณโดยรอบของโถงนี้จะมีจุดให้ญาติโยมได้มาทำบุญ และรับน้ำพระพุทธมนต์จากพระสงฆ์ครับ

บรมอาสน์ ลักษณะคล้ายรูปกระถาง

ใกล้ๆ กันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์

ธารเนรมิต เป็นหินงอกหินย้อย ลักษณะคล้ายธารน้ำไหลจากเพดานถ้ำลงสู่พื้นดินครับ

ผมว่าหินงอกหินย้อยที่นี่ดูเป็นธรรมชาติกว่าที่ถ้ำเขาบินเพราะที่นี่จะประดับไฟด้วยไฟสีขาวเพียงสีเดียว และจะมีการซ่อนดวงไฟอยู่ตามซอกหินซึ่งดูกลมกลืนมาก ซึ่งผิดกับถ้ำเขาบิน ที่จะประดับไฟด้วยไฟหลากสีสัน ดูไม่ต่างอะไรกับงานวัด แถมไม่มีการซ่อนดวงไฟด้วย

ผมอยากจะฝากถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมความงามภายในถ้ำต่างๆ ขออย่าได้ไปสัมผัสกับหินงอกหินย้อยภายในถ้ำเลยครับ เพราะการสัมผัสหินเพียงนิดเดียว อาจทำให้หินนั้นหยุดการเจริญเติบโต หรือไม่ก็เกิดรอยดำขึ้นที่หิน เหมือนหินงอกหินย้อยที่อยู่ในถ้ำจอมพล ที่มีรอยดำอยู่เต็มไปหมด และที่แย่ไปกว่านั้น ยังเห็นร่องรอยการขีดเขียนชื่อลงบนหินงอกหินย้อยด้วย แอบนึกอยากจะตัดมือคนเขียนขึ้นมาในทันที

มาถึงจอมบึงแล้ว อยากจะให้ลองมาทานอาหารที่ร้านปั๋งหงายดูครับ ร้านนี้ได้รับการการันตีจากหลายๆ รายการ ล่าสุดจากรายการตลาดสดสนามเป้า ที่ออกอากาศทาง ททบ.5 ครับ

ร้านปั๋งหงายจะตั้งอยู่ริมถนนเลย เป็นร้านเล็กๆ แบบชาวบ้าน อาหารที่นี่เน้นรสเผ็ดครับ

เริ่มเมนูแรกที่ไก่ขี้เมาหน่อไม้ดอง รสชาติจานนี้ออกหวานนำ แม่ครัวบอกว่าคนแถวนี้ชอบทานหวานครับ

ตามมาด้วยเสือร้องไห้ย่าง (เนื้อ)

ไข่ตุ๋น ดับเผ็ดครับ

เมนูเรียกเหงื่อ คือแกงป่าไก่ รสชาติเผ็ดจัดจ้าน สมชื่อปั๋งหงายครับ

ต้มยำเนื้อปลาช่อนใส่ไข่ปลายี่สก น้ำต้มยำรสร้อนแรง ซดทีโล่งคอเลยครับ

รสชาติโดยรวมถือว่าโอเคครับ ถูกใจคนชอบความเผ็ดอย่างแน่นอน

จากนั้นมุ่งหน้าสู่ อ.โพธาราม สถานที่แรกในโพธารามเราแวะชมถ้ำน้ำกันก่อนครับ

ตั้งแต่เลี้ยวจากถนนใหญ่ ลัดเลาะมาตามทางเข้าวัด ก็เห็นลิงออกมาต้อนรับกันฝูงใหญ่ เหมือนเขารู้ว่าเป็นถิ่นของเขา จึงนั่งขวางถนนแบบไม่กลัวรถกันสักเท่าไร จุดนี้คงต้องค่อยๆ ขับเข้ามาเรื่อยๆ ด้วยความระมัดระวังนะครับ

จากจุดจอดรถ จะมองเห็นเนินเขาเตี้ยๆ ซึ่งจะเป็นประตูสู่ถ้ำน้ำ เนินเขานั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก

เราต้องเดินขึ้นไปตามบันไดสักเล็กน้อย จะพบกับทางเข้าถ้ำ ที่ปากถ้ำมีรูปปั้นฤๅษี สุดสาคร และม้านิลมังกรด้วยครับ

ถ้ำน้ำเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 07.30 – 17.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชมครับ

ภายในถ้ำจะพบน้ำที่ไหลมาจากลำคลองที่ติดกับวัดและจะไหลออกไปอีกทางหนึ่งซึ่งเรียกว่าปล่องน้ำ แต่ช่วงที่ผมไปน้ำอาจจะแล้งไปสักนิด จึงเห็นน้ำมาแห้งอยู่ที่กลางถ้ำ อากาศภายในถ้ำเย็นสบาย คล้ายๆ กับถ้ำจอมพลครับ

บริเวณนี้ หากสังเกตบนผนังถ้ำดีๆ จะมองเห็นหินสีขาวๆ มีลักษณะคล้ายเจ้าแม่กวนอิมครับ

ภายในถ้ำมีการติดตั้งหลอดไฟอยู่ตลอดเส้นทาง ส่วนใหญ่จะเน้นสีขาว จะมีจุดนี้เพียงจุดเดียวที่ติดไฟหลากหลายสีสันครับ

มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วย ทางวัดได้นำอ่างน้ำขนาดย่อมๆ มารองน้ำที่หยดจากหินย้อย สังเกตว่าทั้งด้านนอกและด้านในของ อ่างน้ำมีคราบของหินปูนเกาะอยู่เต็มไปหมดครับ

จุดนี้มีลักษณะเหมือนเสาหินขนาดใหญ่ และมีความพลิ้วไหวของหินครับ

บริเวณถ้ำพญานาคนันต์ทะนาโคค่อนข้างมืดมากๆ ถ้าไม่เอาไฟฉายส่องจะมองไม่ออกว่าเป็นห้องเล็กๆ ครับ บริเวณด้านหน้ามองเห็นหินที่มีลักษณะคล้ายกับหัวพญานาค สังเกตจากที่มีผ้าสามสีพันอยู่บริเวณหินนั้น ครับ

ถัดจากถ้ำพญานาคนันต์ทะนาโค จะมองเห็นทางเดินเล็กๆ เพื่อขึ้นไปสู่พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในถ้ำ สองข้างทางที่เดินถูกขนาบด้วยโตรกหินขนาดใหญ่

บริเวณที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หากหันหลังกลับไปมองยังเส้นทางที่เราเดินมา จะเห็นเลยว่า สองข้างทางนั้นถูกโอบล้อมไปด้วยแผ่นหินแกรนิตขนาดใหญ่ที่มีโพรงอากาศเป็นรอยหลุมอยู่ในเนื้อหินครับ

จุดขายของถ้ำน้ำอาจไม่ได้อยู่กับความสวยงามของหินงอกหินย้อยนะครับ แต่จะเด่นในเรื่องการที่มีน้ำไหลเข้ามาในถ้ำซะมากกว่า เพราะขนาดช่วงแล้งๆ ยังมีน้ำให้เห็นอยู่เลยครับ

หลังจากออกจากถ้ำน้ำ อย่าลืมแวะมากราบไหว้สรีระของหลวงพ่อเงิน เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วยนะครับ เห็นชาวบ้านแถวนั้นบอกว่าเล็บของท่านยังยาวขึ้นด้วยครับ

จากวัดถ้ำน้ำ ผมไปต่อที่วัดป่าพุทธาราม (ถ้ำสติ) จริงๆ แล้วสองวัดนี้อยู่ไม่ไกลกันเลย สอบถามเส้นทางลัดจากพ่อค้าแม่ค้าที่ตั้งขายของที่วัดถ้ำน้ำดูได้ครับ

ถ้ำสติเดิมเป็นสำนักชี ที่พักสำหรับพระธุดงค์ จนเมื่อปี พ.ศ.2549 แม่ชีชอ้อนได้นิมนต์พระอาจารย์สุรินทร์ รตนโชโต ให้มาจำพรรษาที่นี่ จากที่มีกุฏิอยู่ 10 หลังก็สร้างศาลาปฏิบัติธรรม กุฏิพระสงฆ์ ที่พักอุบาสก-อุบาสิกา แล้วจึงได้ดำเนินการขอสร้างเป็นวัด มีชื่อว่า วัดป่าพุทธาราม (ถ้ำสติ) ถ้ำแห่งนี้เคยเป็นที่บำเพ็ญจิตภาวนาของหลวงปู่ฤๅษีลิงดำมาก่อนด้วยครับ

ถ้ำสติเป็นถ้ำที่สัปปายะ คือ ที่ที่เหมาะสำหรับการปฏิบัติภาวนา สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก บริเวณซุ้มประตูมีลวดลายปูนปั้นสีขาว สวยงามมากครับ

ภายในถ้ำเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยพระพุทธรูปจำนวนมาก แต่ที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นพระพุทธมหาคันธาราช (พระนั่งเมืองแก้ว) ที่แกะสลักจากหินผนังถ้ำซึ่งเป็นหินแกรนิตแบบนูนสูงลอยออกมาจากซุ้มถ้ำครับ

เท่าที่ผมทราบข้อมูลมาบอกว่า ขณะที่พระอาจารย์นั่งหลับตาภาวนาได้เกิดภาพนิมิตเป็นแสงสว่างดวงกลมๆ เป็นแก้วใสๆลอยไปลอยมาอยู่ในถ้ำ จากนั้นดวงแก้วก็มาหยุดตรงหน้าพระอาจารย์ ท่านได้พิจารณาเข้าไปในดวงแก้วนั้นเห็นเป็นรูปพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา นั่งห้อยพระบาทอยู่บนแท่นศิลาอาสน์ และวางพระบาททั้งสองข้างบนดอกบัว ยกพระหัตถ์ขึ้นชี้แจงแสดงธรรมในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จากนั้นดวงแก้วก็ลอยหายเข้าไปในผนังถ้ำตรงบริเวณที่จัดสร้างพระพุทธรูปในปัจจุบันครับ

พระพุทธมหาคันธาราช (พระนั่งเมืองแก้ว) มีพุทธลักษณะที่งดงามในปางปฐมเทศนาประทับนั่งบนแท่นศิลาอาสน์ วางพระบาทไว้บนแท่นดอกบัวบาน ยกพระหัตถ์ขึ้นชี้แจงแสดงธรรม คือ ธรรมจักรกัปปวัตนสุตร จะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปางแสดงธรรมปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ก็ได้ องค์พระสร้างจากหินผนังถ้ำ มีความสูง 3 เมตร 9 เซนติเมตร เนื้อหินเป็นหินแกรนิตอายุหลายล้านปี ถือเป็นหนึ่งเดียวในเมืองไทยที่มีการสลักพระแบบนี้ครับ

เมื่อมาที่วัดแห่งนี้แล้ว แนะนำว่าให้ลอดพระเพลา (ใต้ขา) พระพุทธมหาคันธาราชด้วยนะครับ เพื่อความเป็นสิริมงคลกับชีวิต วิธีลอดพระเพลาก็ไม่อยาก ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วลอดพระเพลาทางด้านซ้าย จากนั้นไหว้ที่พระบาท 1 ครั้ง แล้วทำการลอดพระเพลาต่อไป ทำแบบนี้จนครบ 3 ครั้งครับ พื้นที่ใต้พระเพลาค่อนข้างแคบเลยทีเดียว ผมตัวใหญ่ เลยลอดค่อนข้างยาก ไม่สามารถเดินแบบธรรมดาได้ ต้องใช้มือซ้ายยืดที่ฐานแท่นศิลาอาสน์และมือขวายึดที่ดอกบัว แล้วใช้กำลังยกตัวให้ลอยจากด้านซ้ายไปทางด้านขวาเอาครับ

บริเวณผนังถ้ำยังมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังด้วยสีน้ำมัน บอกเล่าเรื่องราวประวัติของพระพุทธเจ้า สวยงามมากๆ ครับ

หากใครที่ผ่านมาโพธาราม แนะนำว่าไม่ควรพลาดที่จะแวะมาสักการะพระพุทธมหาคันธาราชนะครับ ของดีๆ แบบนี้หาชมกันได้ยากนะครับ

จากนั้นเดินทางกันต่อสู่สถานีรถไฟเจ็ดเสมียนครับ

ติดกับสถานีรถไฟเจ็ดเสมียนเป็นที่ตั้งของตลาดเก่าเจ็ดเสมียนครับ

ตลาดเจ็ดเสมียนเป็นตลาดเก่าแก่อายุมากกว่า 100 ปี แต่เรียกติดปากกันว่า "ตลาดเก่า 119 ปีวัดเจ็ดเสมียน"ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดขนาดเล็ก ทุกๆ เสาร์ อาทิตย์ สิ้นเดือนของทุกเดือน ช่วงแดดร่มลมตก ที่ตลาดเก่าแห่งนี้จะจัดเป็นงานสืบสานงานศิลป์ ภูมิปัญญาคนของแผ่นดิน All About Arts แต่ผมมาในเวลานี้ เลยไม่มีอะไรให้ได้ชมครับ

ของเด็ดของดีของตลาดเก่าเจ็ดเสมียน คือไชโป้ว ที่มีให้เลือกหลากหลาย มีทั้งแบบเค็ม แบบหวาน แบบหั่นฝอย แบบลูกเต๋า หรือแบบซอยเป็นแผ่นบางๆ จะเอาไปยำหรือจะนำไปผัดใส่ไข่ ทานกับข้าวต้มร้อนๆ อร่อยอย่าบอกใครครับ นอกจากไชโป้วแล้ว ยังมีผักดองอีกด้วย แนะนำว่าไม่ควรพลาดนะครับ

จากตลาดเก่าเจ็ดเสมียน คราวนี้ขอข้ามถนนเพชรเกษม ไปหามื้อบ่ายทานกันก่อน ก่อนที่จะลุยเที่ยวต่อ ผมปักหมุดที่ร้าน Secret Space ครับ

เพราะ Secret Space คือ พื้นที่แห่งความลับ ผมอยากรู้ว่าที่นี่มีความลับอะไร เลยปักหมุดไว้ที่ร้านนี้ครับ

จากลานจอดรถ หากจะเข้าไปยังด้านในจะต้องผ่านทางเข้าที่ทางร้านเนรมิตให้เป็นเขาวงกต ถึงแม้ว่าตอนนี้แดดจะร้อนเปรี้ยงจนทำให้ไขมันในตัวผมละลายออกมา แต่ใจผมอยากจะเข้าไปล้วงความลับซะเหลือเกินว่าด้านในนั้นมีอะไรซ่อนอยู่

เมื่อฝ่าฝันเขาวงกตเข้ามาได้ก็จะค้นพบกับความลับของที่นี่ นั่นก็คือพื้นที่กว่า 500 ไร่ ที่เป็นแหล่งผลิตไม้ใบรายใหญ่อันดับต้นของประเทศ Secret Space เป็นซุปเปอร์มาเก็ตต้นไม้ เป็นร้านอาหาร และเป็นแหล่งความรู้มากมายที่จะแบ่งปันให้กับผู้ที่สนใจในพันธุ์ไม้หลากหลายสายพันธุ์ครับ

มีโรงปลูกแคคตัสด้วย ด้านในโรงปลูกมีแคคตัสหลากหลายสายพันธุ์ มีทั้งแบบกระถางเดี่ยวและตกแต่งแบบรวมกระถางครับ

บรรยากาศภายในร้านอาหาร ที่นี่บริการอาหารประเภทสเต๊ก สปาเก็ตตี้ สลัด รวมถึงเครื่องดื่มร้อนและเย็นครับ

มาร้อนๆ ขอเครื่องดื่มเย็นๆ มาดับร้อนสักหน่อย เห็นบรรยากาศร้านแบบนี้ ตอนแรกผมคิดว่าราคาจะแรง แต่พอดูจากเมนูแล้ว ขอบอกเลยว่าราคาไม่ต่างจากอเมซอนเลยครับ

บ่ายนี้ได้สปาเก็ตตี้ทะเล รสชาติกำลังดี มีทั้งกุ้ง ปลาหมึก และหอยแมงภู่ครับ

ปิดท้ายด้วยสลัดห่อสามรส ผักที่นำมาทำเป็นผักไฮโดรโปนิกส์ที่ทางร้านปลูกเอง น้ำสลัดอร่อยทั้ง 3 สีเลยครับ

สำหรับใครที่จะมาค้นหาความลับของ Secret Space สามารถมาได้ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น.ครับ ที่นี่เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน เลยทำให้ไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่ แนะนำว่าถ้ามาช่วงแดดร่มลมตกจะดีมากๆ ครับ

กองทัพเดินด้วยท้อง หลังท้องอิ่มเราเดินทางกันต่อสู่วัดพระศรีอารย์ อีกหนึ่งวัดที่น่าสนใจของโพธารามครับ

อุโบสถทองคำแห่งวัดพระศรีอารย์แสดงถึงความยิ่งใหญ่อลังการแห่งพลังศรัทธาของชาวราชบุรีที่มีต่อพระพุทธศาสนา ในการก่อสร้างอุโบสถทองคำมูลค่าร้อยล้าน ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 37 ปี

อุโบสถทองคำประดับด้วยลวดลายรูปปั้น ฝีมือช่างพื้นบ้าน ไม่มีแบบสำเร็จรูป เป็นการสร้างตามแบบที่หลวงพ่อขันธ์ ต้องการ อุโบสถหลังนี้ไม่มีการตอกเสาเข็ม มีเพียงแค่นำหินมาถมและเทคานรองรับเพื่อสร้างตัวอุโบสถครับ

บานประตูของอุโบสถ แกะสลักเป็นภาพนูนต่ำ บอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติครับ

ภายในอุโบสถดูสูงโปร่งและกว้างขวางเลยทีเดียว

พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะพม่า สร้างด้วยหยกขาวทั้งองค์ โดยมีหลวงพ่ออุตตมะแห่งวัดวังก์วิเวการามเป็นประธานในการอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ อุโบสถแห่งนี้

นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปคู่วัดคือพระศรีอารย์ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่พิมพ์พระศรีอารย์ ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ มีตาลปัตรอยู่ด้านหน้าองค์พระพุทธรูป จีวรจับกลีบคล้ายพระพุทธลักษณะสมัยคันธาระ องค์พระศรีอารย์จะอยู่ด้านหน้าพระประธานครับ

จิตกรรมฝาผนังเป็นเรื่องราวพระมหาชนก พระเจ้า 5 พระองค์ สีสันของจิตกรรมฝาผนังยังสดใสอยู่เลยครับ

ด้านข้างอุโบสถทองคำจะมีศาลาอเนกประสงค์ ภายในศาลาจะมีอาหารที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ให้ญาติโยมได้ทานกัน วันที่ผมไปมีข้าวเหนียว ส้มตำ แตงไทยน้ำกะทิ ผมเองก็ไปแอบชิมมา ส้มตำรสชาติดีเลยทีเดียว และตบท้ายด้วยแตงไทยน้ำกะทิ หวานกำลังดี ทานแล้วสดชื่นมากๆ ครับ และเหมือนเป็นโอกาสอันดี ได้เห็นชาวบ้านมาร่วมแรงกันกวนข้าวทิพย์ด้วย ผมเลยมีโอกาสได้ทานข้าวทิพย์ที่เสร็จใหม่ๆ จากเตาเลยครับ

และช่วงเวลาไฮไลท์ของทริปนี้ก็มาถึง กับเทศกาลหนังใหญ่วัดขนอน ผมมาถึงวัดขนอนราว 18.00 น. คิดว่ามาถึงเร็วแล้ว แต่ที่ไหนได้ มาช้าไปซะแล้วครับ เพราะเมื่อเดินเข้าไปถึงลานการแสดง ก็เห็นมีผู้ชมปูเสื่อนั่งชมการแสดงอยู่เต็มลานแล้ว ผมต้องพยายามหาที่ว่างสำหรับสมาชิก 4 คน.. แล้วก็สำเร็จ แอบเห็นพื้นที่ว่างน้อยๆ ก็เลยพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่งได้สักแป๊บเดียว ก็มีคนมาสะกิดหลังบอกให้ผมเขยิบนิดหน่อย เพราะผมตัวสูง ไปบังคนด้านหลังหมด ผมเองทำได้เพียงพยักหน้าแล้วลุกไปจากตรงนั้นเลยครับ ปล่อยให้สมาชิกที่เหลืออีก 3 คน ปักหลักอยู่ตรงนั้นแทน ส่วนผมคงต้องไปหามุมถ่ายภาพด้านข้างเวทีการแสดงแทนครับ

พระครูพิทักษ์ศิลปาคม เจ้าอาวาสวัดขนอน ผู้อนุรักษ์หนังใหญ่ไม่ให้สูญหายไปจากเมืองไทยครับ

ทุกอย่างเป็นการแสดงสดหมดครับ ทั้งการบรรเลงดนตรี การพากย์เสียง

การแสดงชุดแรกที่ผมได้ดูคือ การเชิดหุ่นกระบอกเรื่อง สุดสาครกับม้านิลมังกร การแสดงชุดนี้จริงๆ คนเชิดจะอยู่ด้านหลังโรง จะปรากฏให้เห็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น แต่ในงานนี้เราได้ชมกันแบบหน้าโรงและหลังโรงพร้อมๆ กันครับ


ต่อด้วยการรำพื้นเมืองของประเทศอินโดนีเซีย

นางรำช่างตัวอ่อนมากๆ ดูเหมือนคนไม่มีกระดูกเลยครับ สำหรับสีหน้านางรำเธอก็ได้อารมณ์มากๆ สีหน้าจะเปลี่ยนตามบทบาทของเธอ

คั่นด้วยการแสดงจากบ้านเรา

บอกเล่าเรื่องราวประวัตินางสงกรานต์ การแสดงนี้ก็โชว์ได้อย่างสวยงาม แสดงถึงความอ่อนช้อย การทรงตัว ต่อตัว ดูแล้วเพลินดีครับ

แล้วกลับมาที่การแสดงของอินโดนีเซียอีกครั้งกับการแสดง "วายังกูลิต" หรือการเชิดหุ่นเงา

การแสดงวายังกูลิตเป็นศิลปะประจำชาติที่เก่าแก่ที่สุดของอินโดนีเซีย เป็นการแสดงหุ่นเงาที่งดงาม ทั้งเป็นการรวมศิลปะหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน และด้วยรูปแบบของหุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวชวา จึงมีการคาดเดาว่าน่าจะเกิดจากการสร้างสรรค์ขึ้นเอง โดยมิได้รับอิทธิพลมาจากที่ใดทั้งสิ้น

วายังกูลิตทำด้วยหนังควายติดบนไม้ไผ่ฉายเงาอยู่บนหน้าจอผ้าขาวที่มีโคมไฟอยู่ด้านหลัง เรื่องที่แสดงส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของชาวชวา เกี่ยวกับมนุษย์ สัตว์ อีกส่วนหนึ่งมาจากมหากาพย์อินเดียเรื่องรามายณะ และมหาภารตะ วายังกูลิตต่างจากหนังตะลุงหรือหนังใหญ่ตรงที่วายังกูลิตมักมีส่วนเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมด้านเกษตรกรรม ส่วนหนังตะลุงของไทยมักใช้ในงานมหรสพ

ตัวหนังวายังกูลิตจะมีขนาดเล็กกว่าหนังใหญ่ของเมืองไทยมาก ส่วนใหญ่จะใช้จอเล็กๆ ในการแสดง แต่เมื่อมาแสดงที่เมืองไทย ขนาดจอใหญ่มากๆ เลยต้องหาวิธีแก้ไขกันเล็กน้อย ซึ่งทางวัดได้ใช้เทคนิคฉายวายังกูลิตผ่านเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ ซึ่งการแสดงก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่นครับ

การแสดงต่อไปมาจากกัมพูชา กับการแสดง "สะแบกธม"

ภาษาเขมร สะแบก แปลว่า "หนัง" และ ธม แปลว่า "ใหญ่" พบร่องรอยเกี่ยวกับสะแบกธมในราชสำนักกัมพูชาราวหลัง พ.ศ.1500 คาดว่าสะแบกธมเป็นต้นแบบในการสลักภาพประดับประสาทหินต่างๆ ในยุคต่อมา โดยเฉพาะมหากาพย์เรื่องรามเกียรติ์ และ มหาภารตะ

เมื่อสะแบกธมได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก้ ในภาคประชาชนชาวกัมพูชาเองก็พยายามรักษา ฟื้นฟู และเผยแพร่ โดยนำออกแสดงในต่างประเทศตามรูปแบบดั้งเดิมทั้งด้านดนตรีและวิธีการแสดง การแสดงของคณะศิลปะสะแบกธม วัดโบ จากเมืองเสียมเรียบ เป็นเงาสะท้อนอีกภาพหนึ่งของหนังใหญ่ให้เราคนไทยได้มองเห็นทั้งความเหมือนและความต่าง สำคัญที่สุดคือเรากำลังมองเห็นจุดร่วมสำคัญทางวัฒนธรรมแห่งอุษาคเนย์

เท่าที่สังเกต ตัวหนังของกัมพูชามีขนาดใหญ่พอๆ กับหนังใหญ่บ้านเรา แต่ตัวหนังของกัมพูชาจะมีสีดำซึ่งต่างจากบ้านเราที่จะมีการลงสีร่วมด้วยครับ

ผมมีโอกาสได้ไปดูด้านหลังจอด้วย การแสดงของกัมพูชาและไทยจะใช้ไฟจากกะลา ขอบอกว่าด้านหลังร้อนมากๆ ต้องนับถือความอดทนของนักแสดงทุกๆ ท่านเลยครับ ขนาดผมอยู่ห่างจากไฟกะลามากกว่านักแสดง ไขมันผมยังละลายออกมาไม่หยุดเลย นักแสดงจะอยู่ใกล้ไฟ ต้องถือหนังใหญ่ซึ่งมีน้ำหนัก ที่สำคัญไม่ใส่รองเท้าและยังต้องร่ายรำไปมา เสี่ยงต่อการเหยียบเศษกะลาที่ติดไฟและตกลงพื้นด้วย เบื้องหลังความสวยงามที่อวดโฉมให้กับผู้ชมมันช่างลำบากซะเหลือเกินครับ

กว่า 45 นาทีของการแสดงสะแบกธม จบลงด้วยเสียงปรบมือดังก้องกังวานครับ

แล้วก็มาถึงไฮไลท์ของงาน คือการเชิดหนังใหญ่จากวัดขนอนครับ

หนังใหญ่ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมไทย เป็นการแสดงที่รวมศิลปะที่ทรงคุณค่าหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ทั้งงานหัตถศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ วรรณศิลป์ และวาทศิลป์ นับเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ควรค่ากับคำว่า "การแสดงชั้นสูง" ทั้งเป็นศิลปะที่มีความเก่าแก่ เพราะปรากฏหลักฐานการแสดงหนังใหญ่มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หนังใหญ่วัดขนอนได้รับรางวัลจากยูเนสโกให้เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่นของโลกที่มีผลงานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมเชิงนามธรรม (ACCU PRIZE) ครับ

ตัวหนังใหญ่ทำจากหนังวัวหรือหนังควาย ฉลุเป็นรูปตัวละครเรื่องรามเกียรติ์ แล้วนำขึ้นเชิดบนจอผ้าขนาดใหญ่ สำหรับการแสดงในวันนั้นเป็นการรวมศาสตร์สองอย่างเข้าด้วยกัน คือการแสดงหนังใหญ่ และการแสดงโขน ซึ่งหาดูได้ยากมากๆ ครับ

จากการที่ผมเคยดูการฉายหนังใหญ่ในโรงมหรสพกับลานการแสดงในครั้งนี้ขอบอกว่าให้อารมณ์แตกต่างกันมากๆ การแสดงในวันนี้ เป็นการใช้ไฟจากกะลามะพร้าว ซึ่งให้แสงเงาที่สวยงามกว่ามากๆ ขอแนะนำเพื่อนๆ ว่า ควรหาโอกาสมาชมเทศกาลหนังใหญ่ดูสักครั้งนะครับ แล้วจะรู้ว่าราชบุรีมีอะไรดีๆ กว่าที่คิดจริงๆ

คืนนี้ผมเข้าพักที่ ไท่-ซานสวีท ซึ่งอยู่ในตัวเมืองราชบุรีครับ

ไท่-ซานสวีท ตั้งอยู่ใกล้ ถนนบายพาสครับ

มีพื้นที่จอดรถให้ค่อนข้างเยอะเลยครับ

ลอบบี้แบบเรียบง่าย มีมุมขายของส่วนตัวเล็กๆ รวมถึงเครื่องดื่ม และพื้นที่นั่งพักผ่อนอยู่ด้านข้างลอบบี้ ตอน Check-in มีการเก็บเงินมัดจำ 200 บาทครับ

ห้องพักค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว ออกแบบดูเรียบหรู โทนสีของห้องดูสะอาดตา มีงานไม้เข้ามาร่วมด้วย บริเวณปลายเตียงมีโซฟาสำหรับให้นั่งดูทีวี มีโต๊ะสำหรับนั่งทานอาหารหรือจะนั่งทำงานก็ได้ และยังมีระเบียงให้ออกไปสูดอากาศภายนอกห้องด้วยครับ

ห้องน้ำก็กว้างขวางเช่นกัน แยกส่วนเปียกส่วนแห้งด้วยผนังกระจก มีสายฉีดชำระให้พร้อมครับ

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในห้องพัก มีทีวีจอแบนขนาด 32 นิ้ว พร้อมสัญญาณเคเบิ้ลทีวี มีเครื่องทำน้ำอุ่น ตู้เย็นขนาดใหญ่ น้ำดื่ม 2 ขวด และ free wifi ครับ

ห้องพักโดยรวมถือว่าคุ้มค่ากับราคา 600 บาทมากๆ ครับ ราคา 600 บาทไม่รวมอาหารเช้านะครับ แต่จะมีกาแฟ โอวันติน และขนมปัง ไว้คอยบริการ สำหรับท่านที่ต้องการอาหารเช้า สามารถจ่ายเพิ่มอีก 100 บาทครับ

ผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับมือเช้า ดังนั้นขนมปังและโอวันตินไม่อยู่ท้องผมแน่ๆ ก่อนออกเดินทางผมเลยแวะไปทานก๋วยเตี๋ยวไข่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไข่คุณแหม่มครับ

ร้านก๋วยเตี๋ยวไข่คุณแหม่มอยู่ข้างโรงพยาบาลพร้อมแพทย์ เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 05.30 – 17.00 น. นอกจากก๋วยเตี๋ยวแล้ว ยังมีข้าวราดแกง ขนม และของทานเล่นอีกเยอะแยะเลยครับ

มาราชบุรี ไม่ทานก๋วยเตี๋ยวไข่ เดี๋ยวเขาจะว่ามาไม่ถึงราชบุรี ผมเลยขอจัดไป 2 ชาม มีทั้งแบบธรรมดาและแบบมีเกี๊ยว รสชาติอร่อยแบบไม่ต้องปรุง แต่จะออกไปทางหวานสักเล็กน้อยครับ

หลังมื้อเช้าผมคงต้องเดินทางกลับแล้ว แต่ก่อนกลับผมแวะให้สมาชิกไปหามุมเก๋ๆ เพื่อถ่ายรูปไปอวดเพื่อนๆ ที่ เถ้า ฮง ไถ่ ครับ

โรงงาน เถ้า ฮง ไถ่ ถือเป็นโรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่เก่าแก่คู่เมืองราชบุรีมาตั้งแต่พ.ศ.2476 แล้วครับ เริ่มตั้งแต่การตั้งโรงงานผลิตไหน้ำปลา โอ่งน้ำไม่มีลาย กระถางต้นไม้ เป็นโรงงานแห่งแรกของราชบุรี ต่อมาได้พัฒนาผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยฉีกภาพเดิมๆ และใส่งานศิลปะสร้างสรรค์ที่สวยงามร่วมสมัย สามารถใช้สอยได้จริง ที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชมฟรี ภายในมีมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายรูปเยอะเลยครับ และยังมีร้านกาแฟไว้คอยบริการด้วย

นอกจากนี้ที่นี่ยังเปิดให้เยี่ยมชมวิธีการทำและขั้นตอนการผลิตข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของโรงงาน เริ่มตั้งแต่การปั้น การเขียนลาย และหากนักท่องเที่ยวท่านใดชื่นชอบสินค้าก็สามารถซื้อหากลับไปฝากที่บ้านได้ด้วย แต่เท่าที่ผมไปแอบส่องราคามา ขอกระซิบว่าราคาค่อนข้างแรงเหมือนกันครับ

จากตัวเมืองราชบุรีผมเลือกใช้เส้นทางที่จะไป อ. ดำเนินสะดวก และมุ่งหน้าสู่ อ.กำแพงแสน เพื่อเลี่ยงรถติด ระหว่างทางเลยขอแวะที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอดำเนินสะดวกครับ

ผมผ่านวัดนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้แวะสักที เนื่องจากต้องทำเวลา แต่วันนี้ผมมีเวลาเหลือพอ จึงขอขับรถวนรอบๆ ภายในวัดดูซะหน่อย ภายในวัดค่อนข้างสงบและร่มรื่นมากๆ และเป็นที่ตั้งของอุทยานการศึกษา และสวนป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ มีพื้นที่กว่า 200 ไร่ วัดนี้ได้รับรางวัลสวนป่าดีเด่นจากกรมป่าไม้ ในปี 2539 ด้วยครับ

ผมแวะชมวิหารกลางน้ำของหลวงพ่อสดที่ขึ้นชื่อว่างดงามและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเจริญภาวนาตามแนวสุติปัฏฐาน 4 และเจริญวิชชาชั้นสูงตลอด 24 ชั่วโมง วิหารแห่งนี้เป็นอาคารทรงไทยแบบจัตุรมุขสีขาว ออกแบบเป็นศิลปะร่วมสมัย สร้างอยู่กลางน้ำ โดยมีสะพานเชื่อมเข้าไปถึงวิหาร ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องปางสมาธิ นอกจากนี้ยังมีรูปเหมือนหลวงพ่อสด สมเด็จพระพุฒาจารย์, พระบรมสารีริกธาตุ และมีลูกแก้วใสขนาดต่างๆ สำหรับการฝึกเจริญสมาธิในวิหารครับ

มื้อเที่ยงนี้ผมมาฝากท้องที่ TEXAS STEAK ซึ่งตั้งอยู่ติดกับ Lotus กำแพงแสน จริงๆ แล้วร้านนี้อยู่นอกเขตจังหวัดราชบุรีแล้ว แต่ที่ผมเลือกฝากท้องที่ร้านนี้เพราะสมาชิกในทริปแนะนำว่าร้านนี้อร่อย ผมเลยต้องมาลองครับ

ด้านหน้ามีลานจอดรถค่อนข้างกว้าง ภายในร้านมีทั้งแบบ indoor และ outdoor บ่ายๆ แบบนี้ผมขอไปนั่งในโซนห้องแอร์ครับ

เที่ยงนี้เริ่มกันที่ Texas Steak เป็นสเต๊กหมู หมูเนื้อนุ่มกำลังดี รสชาติดีด้วยครับ

ตามมาด้วย Rib Eye Steak ย่างมาแห้งไปนิด

สลัดทะเล เป็นสลัดผักเสิร์ฟพร้อมกุ้งทอดและปลาดอลลี่ทอด น้ำสลัดที่นี่อร่อยดีครับ

ปิดท้ายด้วย Pizza ทะเล มาแบบขนาดย่อมๆ หน้าตาน่าทาน แถมรสชาติก็ดีตามหน้าตาด้วยครับ

โดยรวมแล้วอาหารรสชาติดีไม่ผิดหวังที่มาตั้งใจมาลอง ราคาก็ไม่แรงเกินไป ถือว่าราคาคุ้มค่ากับรสชาติและปริมาณครับ

สำหรับทริปราชบุรีทริปนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ผม "ตั้งใจ" จะมาเที่ยวที่นี่ และทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้ว ราชบุรีมีอะไรน่าสนใจเยอะมาก เยอะเสียจนขนาดผมมาเที่ยวหนนี้ก็ยังเก็บสถานที่ท่องเที่ยวที่เด่นๆ ของราชบุรีไม่หมด และตั้งใจไว้ว่า คงจะกลับมาเที่ยวราชบุรีอีกสักครั้งสองครั้งอย่างแน่นอน

ก็น่าแปลกใจนะครับว่าจังหวัดที่มีของดีๆ อย่างราชบุรี ที่มีหนังใหญ่วัดขนอน ซึ่งได้รับรางวัลจากยูเนสโกให้เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่นของโลก ทั่วโลกเขายังเล็งเห็นคุณค่าของหนังใหญ่ แต่ทำไมคนไทยถึงไม่ค่อยเห็นคุณค่ากันสักเท่าไรเลย ผมคิดว่าเมื่อเรามีของดีอยู่ในมือแล้ว อย่าปล่อยให้ของดีๆ ต้องสูญหายไปกับกาลเวลาเลย ร่วมด้วยช่วยกันสืบสานความเป็นไทยให้อยู่คู่เมืองไทยไปอีกนานๆ ดีกว่าครับ

ปล.เข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ

ความคิดเห็น