Plan is No Plan in Malaysia : Chapter 1 Melaka in My Memories รีวิวโดย NinjaAnn

ปลายปีที่แล้ว... ไม่ไหวแล้วโว้ยยยยย เครียดดดด อยากเที่ยว เอ่ออ แต่จะไปไหนดี? มาเลเซียละกันค่าเงินกำลังตก คราวที่แล้วไปได้เที่ยวนิดเดียวเพราะมีภารกิจต้องทำ คราวนี้แหละพี่จะไปสำรวจให้จุใจเลย จากนั้นก็กางปฏิทินวันหยุดของโรงงาน ง่าาา หยุดยาวอีกทีนู่นนน สงกรานต์ปีหน้า เอาวะ จะได้มีกำลังใจทำงานเก็บเง

Plan is No Plan in Malaysia : Chapter 1 Melaka in My Memories

Plan is No Plan in Malaysia : Chapter 1 Melaka in My Memories


ปลายปีที่แล้ว...

ไม่ไหวแล้วโว้ยยยยย เครียดดดด อยากเที่ยว เอ่ออ แต่จะไปไหนดี? มาเลเซียละกันค่าเงินกำลังตก คราวที่แล้วไปได้เที่ยวนิดเดียวเพราะมีภารกิจต้องทำ คราวนี้แหละพี่จะไปสำรวจให้จุใจเลย จากนั้นก็กางปฏิทินวันหยุดของโรงงาน ง่าาา หยุดยาวอีกทีนู่นนน สงกรานต์ปีหน้า เอาวะ จะได้มีกำลังใจทำงานเก็บเงินไปเที่ยว 555+ ทีนี้พอแพลนนี้เล่าให้เพื่อนสนิทฟัง นางตอบมาว่า "ใครใช้ให้แกไปมาเลย์คนเดียวห๊ะ!! มันอันตรายนะโว้ยยย" เอ๋??? จริงดิ?? สุดท้ายนางก็มาร่วมทริปกะเราซะงั้น เอ๊ะ หรือจริงๆแล้วนางอยากไปเที่ยวด้วย? พอได้เพื่อนร่วมชะตากรรม ก็จองตั๋ว เสพรีวิว แพลนเที่ยวที่เปลี่ยนไปมากี่รอบจำไม่ได้ละ จนสุดท้ายได้ออกมาเป็น 5 วัน 4 คืนกับ 5 เมืองในมาเลเซีย Melaka-Ipoh-Kuala Kangsar-KL-Putrajaya แล้วเราจะได้เจอกันนนนนน

9 เม.ย 2016

หลังเลิกงานก็เข็นกระเป๋าเดินทางขึ้นแท็กซี่มาต่อ BTS ไปลงที่พญาไทเพื่อไปพักที่โฮสเทลเปิดใหม่ชื่อ Sleep Lab Hostel เพราะพรุ่งนี้เดินทางไฟล์ทเช้า เราอยู่ชานเมือง เพื่อนทำงานต่างจังหวัด เลยต้องหาที่ซุกหัวนอนในเมืองกันก่อน พอถึง BTS พญาไทก็เดินออกทางออกที่ 2 ลงมาเจอโฮสเทลเลย อยู่ริมถนนสังเกตง่าย พนักงานที่นี่ต้อนรับดีมาก ห้องพักสวย สะอาด ที่นอนกว้าง มีคีย์การ์ด ล็อคเกอร์เก็บของใหญ่ใส่กระเป๋าเดินทาง 28 นิ้วได้สบาย มีกุญแจล็อคปลอดภัยดี แต่เสียอย่างเดียวห้องน้ำแคบแล้วก็ที่วางของสูงไปหน่อย ทำให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ (เรียกง่ายๆว่าเตี้ย) อย่างเรากับเพื่อนนี่ก็ต้องเขย่งกันไป ค่าห้องเป็นราคาโปรโมชั่นช่วงสงกรานต์ ราคาคืนละ 390 บาทรวมอาหารเช้า (ที่เราไม่ได้กิน 555+)


10 เม.ย 2016

4.15 น. check-out ออกจากโฮสเทล เรียกแท็กซี่ไปสนามบินดอนเมือง พอถึง แม่เจ้า!! คนจะเยอะไปไหน รีบวิ่งไปเช็คอินที่ตู้คีออสของพี่หางแดง ได้แท็กติดกระเป๋ามาแต่ติดไม่เป็น เพราะปกติเป้ใบเดียว ไม่เคยโหลดกระเป๋า เอาวะ เข็นๆไปก่อนเดี๋ยวค่อยให้พนักงานติดให้ พอไปเข้าแถวก็ดั๊นนน เข้าแถวผิด ไปแถวเดียวกับกรุ๊ปทัวร์จีนซะงั้น น้องพนักงานฝึกงานที่เค้ามาดูแลอยู่แถวนั้นเลยบอกให้ไปเข้าแถวอีกฝั่งหนึ่ง เพราะช่องนี้สำหรับทัวร์ที่เป็นเช่าเหมาลำ แป่ววววว ต้องขอทางแทรกๆเค้าไป จนไปถึงอีกฝั่ง กว่าจะหาแถวใหม่เจอ เกือบแย่ ไม่เอาแล้วววว คราวหน้าคราวหลังไปเที่ยวพี่จะไม่เอากระเป๋าใบใหญ่ไปอีกแล้ว นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องขนช็อคโกแลตไปฝากหลานๆที่บ้านนะ ฮึ! กว่าจะโหลดกระเป๋าเสร็จก็หกโมงพอดี เครื่องบอร์ดดิ้งหกโมงครึ่ง ค่ะ จ้ำอ้าวสิคะ รออะไร? ถึงหน้าเกทนั่งรอได้แป๊บนึงก็ได้เวลาบอร์ดดิ้ง ทริปนี้เดินทางกับพี่หางแดง ไฟล์ท 7.10 น. ถึง KLIA2 10.15น. ระหว่างเดินทางก็โดนข้าวเหนียวมะม่วงในเมนูสะกดจิต อดใจไม่ไหวเลยจัดไป 65 บาท ก็อร่อยใช้ได้นะเธอ

10.15 น. ถึง KLIA2 โดยสวัสดิภาพ สนามบินใหม่ที่เดินไกลมากกกกก เดินตามป้าย Arrival Hall ไปเรื่อยๆกว่าจะถึง ตม. เล่นเอาเหนื่อย พอถึงก็เข้าคิวแถว Asian Lane แถวไม่ยาวเท่าไหร่ ตม. ที่นี่ไม่ถงไม่ถามอะไรซักคำ มองหน้า แสกนนิ้ว เสร็จละ เร็วไปไหน?? จากนั้นก็เดินไปรอกระเป๋าแล้วก็เดินออกมาเจอร้าน Digi ก็เลยแวะซื้อซิมการ์ดกันที่นี่ ตอนแรกจะหาซื้อซิมราคา 10 MYR แต่เค้าบอกว่าราคานั้นเป็นแค่ซิมเฉยๆ ไม่รวมแพคเกจ อ้าวววว ซะงั้น ตกลงได้เป็นซิมรวมแพ็คเกจราคา 25 MYR เนต 800 MB/7 วัน (นี่ไม่รู้ชั้นโดนหลอกรึป่าว ใครเคยซื้อได้เท่าไหร่บอกหน่อยนะคะ เผื่อไปคราวหน้าจะได้ฉลาดขึ้น 5555) พอเปลี่ยนซิมเรียบร้อยก็หาทางไปชั้น L1 เพื่อไปซื้อตั๋วรถบัสไป Melaka เดินไปเรื่อยๆผ่านร้าน Vincci ตรงไปทางออกที่เป็นที่จอดรถ Taxi ก่อนถึงประตูจะเห็นบันไดเลื่อนอยู่ในหลืบซ้ายมือ ลงไปจะเจอบูธขายตั๋วเป็นแถบ มาเจอบูธไป Melaka ก็บูธสุดท้ายพอดี สอบถามคนขายตั๋ว เค้าก็บอกว่ามีรถกำลังจะออกพอดีรอบ 11.30 จะไปมั๊ย? ไอ้เราอ่ะไม่หิวเพราะมีข้าวเหนียวมะม่วงรองท้องอยู่ แต่คุณเพื่อนนี่สินางยังไม่ได้กินอะไรเลย แต่นางสายอึดบอกยังไม่หิว เลยตกลงไปรอบนี้กันเลย จะได้ถึง Melaka เร็วๆ ได้รถของ Star Mart Express ราคาคนละ 24.30 MYR พอได้ตั๋วคนขายก็บอกให้รีบวิ่งเลย รถจอดอยู่ตรงนู้น ค่ะวิ่งก็วิ่งค่ะ ไปถึงก็เจอพี่คนขับหน้าดุ ชี้ให้เอากระเป๋าไปเก็บใต้ท้องรถ เสร็จสรรพก็เรียกขึ้นรถบอกเลือกนั่งได้ตามสบาย ไม่ได้ฟิกซ์ที่นั่ง รถบัสของที่นี่กว้างขวางดี มีปลั๊กให้ใช้ด้วย แต่ไม่ได้ลองใช้นะว่ามันใช้ได้จริงรึป่าว เพราะไม่ได้เอาปลั๊กติดตัวมาด้วย จากนั้นก็นอนสิคะรออะไร 2 ชั่วโมงกว่าๆก็มาถึง Melaka Sentral เอาล่ะสิ รู้ว่าต้องไปต่อรถเมล์สาย 17 เพื่อไปลงที่ Dutch Square แต่ว่ามันอยู่ตรงไหนล่ะ หันไปถามพี่คนขับรถหน้าดุ พี่แกบอกให้เดินไปทาง Mcdonald's แล้วก็เดินทะลุไป เออแฮะ คนมาเลย์นี่หน้าดุแต่ใจดีนะเนี่ย ขอบคุณพี่แกเสร็จก็ลากกระเป๋าไปตามทางที่แกบอก ออกไปเจอท่ารถหมายเลขต่างๆ ก็เดินวนขวาไปเรื่อยๆจนเจอท่ารถหมายเลข 17 แต่ป้ายไม่เห็นมีบอกว่าไป Dutch square เลยอ่ะ เริ่มนอยด์ ไม่แน่ใจ เลยหันไปถามพี่สาวเสื้อเขียวที่นั่งข้างๆ (อีกแล้ว!! ทริปนี้บอกเลยถามทางทั้งทริป 555) แต่เค้าไม่รู้จัก Dutch square เอาละสิ ทำไงดี นึกได้เลยเปิดมือถือหารูปให้เค้าดู เค้าก็ อ๋ออออ ไปทางเดียวกัน เดี๋ยวพาไป ว้าววววว คนมาเลย์นี่หน้าดุแต่มีน้ำใจกันทุกคนจริงๆ แถมภาษาอังกฤษก็ดีอีกตะหาก รอสักพักรถก็มา พี่สาวรีบฉุดแขนเราวิ่ง ตอนแรกก็งง วิ่งทำไมเดี๋ยวก็มาจอดที่ท่า ปรากฏว่าคุณขาาา มวลมหาประชาชนค่ะ กรูเข้ามาตั้งแต่รถยังไม่จอดสนิทดี ดีนะมาก่อน ไม่งั้นนี่ไม่ได้ขึ้นแน่ๆ แต่ๆ ยังไม่ได้ขึ้นนะจ๊ะ ต้องรอลุงคนขับไปทำธุระของเค้าก่อน ยังไม่ได้ขึ้นรถ รอสักพักใหญ่ๆกว่าลุงจะกลับมา จัดการกับตั๋ว เปิดประตูให้ขึ้นรถ หูยยยย ใจเย็นมากกกกค่ะ พี่สาวก็ยังช่วยหาที่วางกระเป๋า ที่นั่งให้เรียบร้อย อยากจะบอกจริงๆว่ามาเลย์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ผู้คนเป็นมิตรกว่าที่คิดไว้มากกกกก ไปไหนมาไหนไม่ต้องกลัวหลง ถามทางได้ตลอด อ้อ ค่ารถเมล์คนละ 1.50 MYR ประมาณ 15 นาทีถึง Dutch square ไม่ต้องกลัวลงไม่ถูก ลุงคนขับตะโกนดังมาก Dutch square!!

พอลงจากรถเมล์ได้ก็ข้ามถนนไปฝั่ง Jonker street เดินหาที่พัก เราพักที่ Singgah de Jonker ที่จองไปกับ Booking.com เป็นห้องเตียงคู่ ห้องน้ำรวม (ราคา 103 MYR จ่ายตอนเข้าพัก) เปิดประตูไปไม่เจอคนอยู่ แต่ที่โต๊ะมีกระดาษเขียนไว้ว่า "Resting at room 1" เอ่อออ คือ?? เดินไปหาห้องหมายเลข 1 แล้วก็เคาะประตูเรียกดู พนักงานเป็นผู้ชายตัวใหญ่ๆ หน้าตาเหมือนเพิ่งตื่นนอน ถามเราว่ามาจาก Thailand ใช่มั๊ย? เสร็จแล้วก็หยิบกุญแจมาให้ บอกห้องอยู่ข้างบนนะ ห้องน้ำไปทางนู้น จ่ายเงินค่าห้อง นางบอกว่าจริงๆกดกริ่งตรงนี้ก็ได้นะ กรี๊ดดดดด ง่าวรอบที่ 1 (ง่าวภาษเหนือแปลว่าโง่ค่ะ) ตายๆไม่ได้สังเกตที่โต๊ะเลยชั้น ตาถั่วจริงๆ 555 แล้วนางก็ชวนคุยถามว่า water festival มีเมื่อไหร่ เราก็บอกอีก 3 วัน พี่แกบ่นใหญ่ ยังไม่มีเงินไปเลย 555 นี่คนมาเลย์ก็ชอบมาเที่ยวสงกรานต์ที่บ้านเราเหรอเนี่ย? จากนั้นก็รีบเอาของไปเก็บ เพราะหิวมากกกก บ่ายสามแล้วยังไม่ได้กินข้าวกันเลย ห้องก็โอเคนะ กว้างขวางดี แอร์เย็นสบาย สะอาดดี แต่ห้องน้ำรวมนะ

เดินออกมาหน้าปากซอยก็เจอร้านข้าวมันไก่ชื่อดังของที่นี่ Kedai Kopi Chung Wah อยู่ตรงทางเข้าถนน Jonker Street เลย โชคดีตอนเราไปไม่ค่อยมีคนยืนรอหน้าร้านแล้ว ไปถึงก็ได้โต๊ะเลย นั่งเสร็จก็เจอพนักงานรัวภาษาจีนใส่เลย ตั้งแต่มาที่นี่ก็โดนรัวภาษาจีนใส่บ่อยมาก ทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น แค่หน้าหมวยค่ะ แต่ไม่ใช่คนจีนนนนน กว่าจะคุยกันรู้เรื่องก็นะต้องให้เจ้าของร้านมา สุดท้ายได้ไก่มาครึ่งตัว กับข้าวปั้นเป็นลูกกลมๆ น้ำแปะก๊วยที่สีไม่เหลืองเหมือนบ้านเรา แต่ก็อร่อย มื้อนี้ไม่รู้ว่าเพราะหิวหรืออะไร แต่รู้สึกว่าไก่เค้าอร่อยมากกก เนื้อเน้นๆ ไม่มีทุบให้แบนเหมือนบ้านเรา น้ำจิ้มก็เปรี้ยว ตัดเลี่ยนได้ดี ค่าเสียหายมื้อนี้ก็ 29.70 MYR/2 คน (รูปอาจไม่ชัด ตอนนั้นหิวจนมือสั่น 555)

หลังจากอิ่มกันแล้วก็ไปเดินย่อย เที่ยวกันแถว Dutch square

เดินทะลุ The Stadthuys ขึ้นเนินไปก็เป็นโบสถ์ St. Paul ระหว่างทางเจอน้องแมวนอนท่ายาก 555+ นางนอนไม่สนใจคนเล้ยยยยยย

ถึงแล้วโบสถ์ St. Paul

มีจิตรกรมาวาดรูปด้วย

เดินลงเนินไปข้างหลังก็จะเจอกับ Melaka Sultanate Palace Museum ทางซ้ายมือ ส่วนด้านขวาจะเป็นป้อม Famosa เราเลือกที่จะเข้าไปหลบร้อนตากแอร์ในพิพิธภัณฑ์กัน ค่าเข้าคนละ 5 MYR เปิดถึงห้าโมงเย็นนะคะ ข้างในถ่ายรูปได้ มีแสดงพวกประวัติ การแต่งกายแบบต่างๆ ผู้คนที่มาติดต่อกับมะละกาไรงี้ เราก็ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรมามาก คือเดินดูเพลินๆ ตากแอร์เย็นๆมากกว่า 555

ตากแอร์จนเกือบถึงเวลาปิด เราก็เดินออกมาย้อนกลับไปทาง Dutch Square ตามถนนไปเรื่อยๆ ระหว่างทางก็มีเพลง Let it go... มาเป็นระยะ ที่มีมีรถสามล้อที่เป็นเอกลักษณ์ ตกแต่งได้น่ารักมุ้งมิ้ง เป็นการ์ตูนต่างๆ แต่ที่เห็นเยอะน่าจะเป็นเอลซ่านะ จากนั้นเราก็ไปที่ Tourist Information Centre เพื่อถามการเดินทางไป Masjid Selat กับทะเลทรายมะละกาที่เราไปเจอกระทู้นึงในพันทิป ตอนแรกเจ้าหน้าที่ไม่รู้จักทะเลทรายที่เราว่า ต้องอธิบายกันยาว เปิดรูปก็แล้ว สุดท้ายก็รู้ว่ามันอยู่ใกล้ๆ Pantai Klebang (Klebang Beach) เค้าก็ใจดีบอกวิธีการเดินทางเรามาครบทั้ง 2 ที่เลย อ้อ ถามที่เช่าจักรยาน เจ้าหน้าที่บอกว่าในไชน่าทาวน์ Jonker street อ่ะมีเยอะเลย ลองเดินหาดู นี่ก็ลองไปเดินหาดูกับเพื่อน ไม่เห็นเจอเลยอ่ะ เดินจนขาลาก สุดท้ายไปหาร้าน Jonker88 ที่เค้าบอกว่ามี Chendol อร่อย พอไปถึงหมดค่ะ!!! แต่เจ้าของร้านเค้าก็แนะนำอีกเมนูนึงที่เป็นรสทุเรียนมาให้ เราไม่รู้เหมือนกันว่ามันเรียกว่าอะไร เป็นน้ำแข็งใสรถทุเรียน มีข้าวโพด เฉาก๊วย แล้วก็วุ้นมะพร้าว แต่ที่อร่อยคือน้ำตาลที่เค้าราดมาสีน้ำตาลเข้มๆ มันอร่อยดีนะ กินแล้วสดชื่นมากกก ค่าเสียหายถ้วยละ 5.30 MYR


กินไปก็ปรึกษากับเพื่อนไปว่าเย็นนี้เราจะเช่าจักรยานแล้วไปตามหาช่องแคบมะละกา ดูพระอาทิตย์ตกกันที่ Masjid Selat กัน หลังจากอิ่มแล้วก็พากันออกมาเดินหาร้านเช่าจักรยาน แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ พอเจอร้านนึง ป้าแกก็พูดไม่ค่อยดีกับเรา เราเลยไม่เช่าแม่งงง ไม่ง้อค่ะ เลยกลับไปที่พัก ไปถามพี่พนักงาน เค้าก็บอกให้ไปทางซอยที่มีรูปอุรังอุตังอยู่ เราก็ไปตามที่เค้าบอก เจอร้านนึงแต่เค้าบอกว่ามันหกโมงเย็นแล้ว เค้าไม่ให้เช่าข้ามคืน เรานี่เฟลเลย สงสัยไป Masjid Selat ไม่ทันแล้ว สุดท้ายเลยตัดสินใจว่าค่อยไปพรุ่งนี้แทน วันนี้เลยว่าจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ช่องแคบมะละกาแทนละกัน ทางไปจากที่เราดูใน google map มาคร่าวๆ คือเดินเลียบแม่น้ำมะละกาไปเรื่อยๆ จนถึงทางออกไปบรรจบทะเล เราเดินมาทาง Dutch Square ข้ามสะพานเลี้ยวขวามาทาง Tourist Information Centre เดินเรื่อยๆมาทางกังหันน้ำ ผ่าน Maritime Museum เดินตามทางเดินริมน้ำไปเรื่อยๆจนสุดทางก็จะเจอทางที่แม่น้ำมะละกาไหลลงทะเล บรรยากาศตอนนั้นดีมากกก ลมเย็นๆ แดดไม่จัด คนน้อย ชิวๆ พอสุดทางเดินแล้วมันต้องเดินไปทางเข้าที่เป็นป่าๆนิดนึง เจอครอบครัว พ่อ แม่ ลูกมาหาทอดแหหาปลาแถวนั้นด้วย บรรยากาศชิวมากกก ในที่สุดเราก็ได้มาเห็นทะเลที่เป็นช่องแคบมะละกาที่เราได้ยินมานานตอนเรียน ถ่ายรูปไปเยอะเลยที่นี่

ครอบครัวสุขสันต์น่ารักจัง....

หลังจากอิ่มเอมกับบรรยากาศพระอาทิตย์ตกที่นี่ เริ่มมืดเราก็เดินกลับไปยัง Jonker street เพื่อไปเดินเล่นหาอะไรกินกันที่ถนนคนเดิน ที่มีทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เราว่าถนนคนเดินที่นี่คล้ายๆกับที่เชียงใหม่นะ มีทุเรียนกวน กาละแมขายด้วย ของก็ทั่วๆไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากนะ เราได้ลองชิมติ่มซำที่นี่ราคา 4 ลูก 3 MYR รถชาดก็พอใช้ได้นะ คนขายเฟรนด์ลี่ดี ลุงน่ารัก

เดินจนสุดถนนก็ไปนั่งฟังคุณลุง คุณป้า ร้องเพลงจีนกันพลางกินติ่มซำกันไป ได้อารมณ์จีนดี 555 จากนั้นก็เดินกลับที่พักไปพักผ่อนละ วันนี้เดินทางทั้งวันขาเริ่มล้า แต่ค่ะ แต่ สามทุ่มกว่า หิวค่ะ เอาไงดี??? นึกได้ว่ามีร้านสะเต๊ะที่เค้าแนะนำไว้อยู่ ร้าน Capitol Satay เปิด google map หาจนรู้ว่าอยู่ไม่ไกลจากที่พักเราเท่าไหร่ เลยตัดสินใจเดินไปกับคุณเพื่อน โชคดีอีกแล้วที่คนไม่เยอะ เราเลยไปแล้วได้โต๊ะเลย สะเต๊ะที่นี่จะเป็นแบบเสียบไม้แล้วเอามาจุ่มลงในน้ำจิ้มที่เค้าต้มไว้ เหมือนจิ้มจุ่มเลอ 5555 ราคาที่ก็ตามสีของไม้ แต่จำไม่ได้เหมือนกันว่าสีอะไรราคาเท่าไหร่ รอสักพักเจ้าของร้านก็มาปรุงน้ำจิ้มให้ ใส่เครื่องสมุนไพรอะไรของเค้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เติมหลายรอบเลย กว่าจะได้กินต้องรอให้เดือดอีกรอบ จากนั้นก็จุ่มรอมันสุก สำหรับเรามันไม่ได้อร่อยมากอ่ะ มันๆ กลิ่นสมุนไพรค่อนข้างฉุน มื้อนี้หมดไป 21.50 MYR/2 คน สำหรับคนอื่นที่ชอบอาจจะอร่อย ของแบบนี้มันก็แล้วแต่คนอ่านะ


กินเสร็จก็กลับมาอาบน้ำนอนได้ละ วันนี้ปวดขามาก เลยต้องพึ่งยาคลายกล้ามเนื้อที่พกมา แนะนำนะคะ ถ้าใครไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แล้วไปเที่ยวต้องเดินเยอะๆ เอายานี้ติดตัวไปด้วยก็ดี จะได้เที่ยวอย่างสบายขึ้น

11 เม.ย 2016

ตื่นเช้ามาพร้อมกับเสียงฝนตก เอาล่ะสิ ม่ายยยยยยยนะ ตอนแรกกะจะไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น คงหมดสิทธิ์ละ งั้นนอนต่ออีกนิดเลยละกัน 5555 ประมาณแปดโมงกว่าๆ พวกเราก็ลงมากะหาข้าวเช้ากิน แต่ลงมาแล้วไม่เจอใครเลย ตรงพื้นที่กินข้าวก็ไม่มีอะไรอยู่เลย เรากะเพื่อนเลยตกลงว่าออกไปเดินเล่นถ่ายรูปหาข้าวกินข้างนอกกันดีกว่า ส่วนนี่วิวหลังที่พักที่ติดกับคลองแล้วก็โบสถ์ St. Francis


เดินมาเรื่อยๆก็เจอร้านอาหารจีนร้านนึงกำลังเปิด ดูหน้าร้านมีป้ายเมนูอาหารดูน่ากินดี เลยตกลงลองกินร้านนี้กันโดยชี้ๆเอาจากรูปหน้าร้าน ไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไรเหมือนกัน เป็นเส้นเกี้ยมอี๋ใส่ซอส เวลากินก็ราดซอสแดงๆลงไป ช่วยให้มันเผ็ดขึ้น อร่อยดี น้ำซุปลูกชิ้นปลาก็อร่อย แต่ที่สำคัญที่สุด white coffee กับไมโลอร่อยมากกกกกก ราคา 7.50 MYR

จากนั้นก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เดินมาเจอรูปวาดตามผนังบ้านริมคลอง สวยดี มีมุมให้ถ่ายเยอะแยะไปหมดเลย street art นี่มีให้เห็นเรื่อยๆ

เดินไปเดินมาเจอร้านเช่าจักรยานเฉ้ยยย เมื่อวานหาแทบตายไม่เจอ เป็นร้านมินิมาร์ทที่มีจักรยานให้เช่าเยอะมากกกก แต่ร้านเค้าจะเปิดสายๆหน่อยนะ อย่างที่เราไปก็แปดโมงกว่าเกือบๆเก้าโมงแล้วเพิ่งจะเปิด สนนราคาก็ชั่วโมงละ 2 MYR แต่ถ้าทั้งวันก็ 10 MYR ร้านอยู่ในซอยเดียวที่มีรูปอุรังอุตังสีส้มอ่ะ เดินเข้าไปเกือบๆสุดซอยเลย ชื่อร้าน JJ minimart เรากับเพื่อนตกลงเช่าจักรยานโดยต้องวาง passport ไว้ โดยเราจะปั่นไป Masjid Selat กัน ขั้นแรกก็เช็คเส้นทางตาม google map แล้วก็ปั่นไปโลดดดดดดดดดดดด แต่เราขอเตือนนะคะ ใครที่จะใช้วิธีนี้ต้องปั่นจักรยานแข็งๆ แล้วก็ใจกล้าหน่อยนะ เพราะทางมันเป็นทางรถที่เลนค่อนข้างกว้าง แล้วรถก็วิ่งกันเร็วมากๆ เราโชคดีที่วันนั้นรถไม่ค่อยเยอะมาก แต่ก็ทำเพื่อนกรี๊ดหัวใจจะวายไปหลายรอบเหมือนกัน ใครที่มากันหลายคนแนะนำให้เหมาแท็กซี่เลยค่ะ หารกันถูกกว่าแล้วก็ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าแน่ๆ เจ้ขอ 5555+

ปั่นขึ้นสะพานเหนื่อยมากกกกก หยุดถ่ายรูปนิดนึง ช่องแคบมะละกาเมื่อวาน

ถึงแล้ววววว Masjid Selat ที่นี่สวยมากจริงๆ เสียดายใส่ขาสั้นมา เลยอดเข้าไปชมมัสยิดด้านใน ถ้าใครจะมาก็แต่งตัวให้เรียบร้อยด้วยนะคะ มัสยิดนี้เป็นมัสยิดที่สร้างยื่นลงไปในทะเล สวยมากๆ สีขาวตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้าและน้ำทะเล ถ้ามาตอนเย็นพระอาทิตย์ตกคงสวยมากๆแน่

นั่งชมวิวได้ซักพักก็ถึงเวลาที่จะต้องกลับแล้ว ต้องเดินทางต่อไป KL เพื่อต่อรถไฟ ETS ไป Ipoh กัน ปั่นจักรยานไปคืนที่ร้าน จากนั้นก็เช็คเอ้าท์จากที่พัก เรียกแท็กซี่ไป Melaka Sentral ในราคา 20 MYR พยายามต่อแล้ว แต่คุณลุงเค้าบอกว่านี่ราคามาตรฐานแล้ว ใครเจอถูกกว่านี้บอกกันด้วยนะ เผื่อจะโดนคุณลุงหลอก 5555 มาถึงก็เดินเข้าไปซื้อตั๋ว เราได้ตั๋วเวลา 11.00 ของ Delima ราคา 10 MYR/คน ได้เวลาโบกมือลา Melaka กันแล้ว เมืองน่ารัก ผู้คนใจดี เสียดายครั้งนี้อดไปทะเลทรายที่ตั้งใจไว้ หวังว่าจะได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมอีกครั้งนะ จุดหมายต่อไปของเราคือ Ipoh-Kuala Kangsar แล้วพบกันนนนนนน

ปล. รูปอาจไม่ค่อยสวย มือใหม่หัดถ่าย ทริปแรกหลังจากซื้อกล้องเลย 555

ความคิดเห็น