อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน (นอนบ้านพักย.3) รีวิวโดย ฐิตา

เพิ่งได้ยินชื่อขุนตาลช่วงปีสองปีนี้เอง รู้ว่าเดินทางสะดวกเส้นทางเดินง่าย เลยรวมๆเพื่อนได้ 10 คนเดินทางกลางเดือนธันวาคม ปี 2563 เจอโควิดเล่นงาน สุดท้ายรอดอยู่ 6 คน แค่รวมกันว่ายากแล้ว เจอปัญหาจองรถไฟไม่ทันอีกจ้า T^T ทริปเกือบล่ม 5555 แต่สุดท้าย ใจมันให้เลยเช่ารถตู้ไปกัน มารู้จักดอยขุนตาลกันก่อน...."

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน (นอนบ้านพักย.3)

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน (นอนบ้านพักย.3)

 วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 เวลา 15.12 น.

 วันที่เดินทาง 19 ธ.ค. 2563

เพิ่งได้ยินชื่อขุนตาลช่วงปีสองปีนี้เอง รู้ว่าเดินทางสะดวก
เส้นทางเดินง่าย เลยรวมๆเพื่อนได้ 10 คน
เดินทางกลางเดือนธันวาคม ปี 2563 เจอโควิดเล่นงาน สุดท้ายรอดอยู่ 6 คน แค่รวมกันว่ายากแล้ว เจอปัญหาจองรถไฟไม่ทันอีกจ้า T^T ทริปเกือบล่ม 5555 แต่สุดท้าย ใจมันให้เลยเช่ารถตู้ไปกัน

มารู้จักดอยขุนตาลกันก่อน....
"อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล"
ตั้งอยู่ในจังหวัดลำพูนและจังหวัดลำปาง เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งเดียวในประเทศไทยที่เดินทางไปด้วยรถไฟ และต้องผ่านอุโมงค์ขุนตาน ถือเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ยาว 1.3 กิโลเมตร

มีทั้งหมด 4 ย. ที่ย่อมาจาก " จุดยุทธศาสตร์ "
- ย.1 เป็นที่ตั้งบ้านพักรับรองของการรถไฟแห่งประเทศไทย ห่างจากที่ทำการอุทยาน 1.5 กิโลเมตร
- ย.2 ห่างจาก ย.1 ประมาณ 800 เมตร มีสนเขาอยู่หนาแน่น ในอดีตเคยเป็นแคมป์ของบริษัททำไม้ หลังจากนั้น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้สร้างบ้านพักและปลูกสวนดอกไม้
- ย.3 ห่างจาก ย.2 ประมาณ 3,500 เมตร เป็นป่าดิบเขา และมีนกป่าเยอะ ปัจจุบันอยู่ในการดูแลของมหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่
- ย.4 อยู่ห่างจาก ย.3 มาประมาณ 1,000 เมตร เป็นยอดเขาสูงที่สุดของขุนตาน

การเดินทาง
1.รถไฟสายเหนือ ลงที่สถานีขุนตาน (ประมาณ 9-10 ชั่วโมง) เดิน 1.3 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานฯ
2.เครื่องบินลงท่าอากาศยานเชียงใหม่ มาที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ลงทสถานีขุนตาน (ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง)
3.รถส่วนตัว เส้นทางขึ้นฝั่งลำปาง เป็นถนนลาดยาง มีความสูงชัน (เราเลือกอันนี้)

ที่พัก
1.บ้านพักอุทยาน มีหลายโซน (ไกลสุดที่ ย.2)
2.ลานกางเต็นท์ มีของอุทยานและนำมากางเอง (ไกลสุดที่ ย.2 จุดนี้เป็นลานสน นิมยมมาก)
3.บ้านพักและลานกางเต้นท์ของม.พายัพ (ย.3) มีลานกางเต็นท์กับบ้าน 3 หลัง (เราเลือกอันนี้)


ป่ะ!!! ได้เวลาไปเที่ยวกับเรากัน
เราเดินทางมาถึงตัวเมืองลำปางกันตั้งแต่เช้ามืด แวะกินข้าวเช้าและซื้อของสด
จากนั้นก็แวะสถานีรถไฟขุนตาน
(ซึ่งถ้าเราจองทัน เราจะมาลงที่นี่กันเลย T^T)
เราสามารถแวะกินข้าวเช้าที่นี่ได้ รวมถึงซื้อข้าวเหนียวไก่ย่างไว้กินเป็นมื้อกลางวันระหว่างเดินขึ้นไปที่พักก็ได้

จุดนี้ต้องเดินประมาณ 1 กิโลกว่าๆ จะถึงที่ทำการอุทยานฯ แต่ถ้าใครไม่อยากเดินก็สามารถจ้างคนไปส่งได้ ราคาน่าจะ 50 บาทต่อคน ถือว่าประหยัดแรงในการเดินได้

พอถึงอุทยานเสียค่าเข้า ผู้ใหญ่คนละ 20 บาท ค่ารถคนละ 50 บาท ปั๊มสมุดท่องเที่ยวอุทยานที่นี่ได้เลย ใครไม่มีก็ซื้อได้ ราคา 100 บาท (วันนั้นคืออากาศดีมากด้วย)

หลังจากนี้ต้องไปอีก 2 กิโลเมตร จะถึงจุดเริ่มต้นการเดิน ย.1-ย.4 เราเลยให้รถตู้ที่เช่ามาขึ้นไปส่งเลย ทางค่อนข้างคดเคี้ยว ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ เมื่อขึ้นมาถึงก็มีที่จอดรถและห้องน้ำ สำหรับใครที่ไม่มีรถ สามารถเดินขึ้นมาได้เช่นกัน
ปล.ที่ขุนตาลมีลูกหาบนะ แต่ไม่ใช่หาบเดิน เป็นมอเตอร์ไซด์ สามารถติดต่อไว้แล้วนัดรับของเราได้ที่จุดก่อนเดินได้เลย (ของเราพี่มิก 080-7923027)

นี่คือวิวของจุดเริ่มเดิน เขียวสบายตาดีมากเลย หลังจากเราฝากของพี่ลูกหาบ และเตรียมสัมภาระของแต่ละคนเรียบร้อยแล้ว ขอแชะรูปสภาพดีดีกันสักหน่อย

และนี่คือจุดเริ่มเดิน โดยเราจะต้องจ่ายค่ามัดจำขยะ 100 บาทที่นี่ก่อน หากเอาขยะลงมาก็มาขอคืนได้ (แต่ของเราไม่ได้ชั่งขยะเลย ไปกับพี่ลูกหาบหมดแล้วจ้า 5555 เพราะฉะนั้น 100 บาทจ่ายเลย) และต้องลงทะเบียนจำนวนคนที่ขึ้นเขาตรงนี้พร้อมฝากบัตรประชาชนไว้ 1 ใบ

นี่เป็นแผนยังของการเดินเราในวันนี้ จุดหมายของเราคือย.3 ซึ่งจองเป็นบ้านพักของม.พายัพไว้

เอาหล่ะ!!!! เริ่มออกตัวได้ ณ เวลานี้ 9.30 น.
ที่นี่เดินง่ายก็จริงแต่ก็ควรใส่รองเท้าผ้าใบที่ถนัด และควรพกน้ำดื่มติดตัวไว้ เพราะระหว่างทางไม่มีร้านค้า

ระหว่างทางเดินจากจุดเริ่มต้นมาที่ย.1 จะเป็นทางบันไดปูนทั้งหมด เดินง่ายแต่เหนื่อยค่ะ 55555 เดินมาสัก 100-200 เมตร จะถึงย.1 เป็นบ้านพักการรถไฟสีเหลือง

จากย.1 ไปย.2 ประมาณเกือบโล เป็นต้นไม้สูงใหญ่ เดินง่าย ทางเรียบ มีบันไดบ้างบางส่วน ระหว่างทางก็จะมีป้ายบอกประเภทต้นไม้ที่สำคัญๆ ด้วย

และลูกหาบที่เราพูดถึงตอนต้นคือแบบนี้ค่า มอเตอร์ไซด์หาบ เฟี้ยวมาก มีไม่เยอะนะคะ ช่วยแบ่งเบาความหนักของเราได้ (ไม่มั่นใจว่ากิโลละเท่าไหร่ น่าจะ 25-30 บาท ของพวกเราจ่ายไป 600 บาทถ้วน)

และเราก็มาถึงช่วงสุดท้ายก่อนจะถึงย.2 บันไดยาวๆไปเลย

พอขึ้นมาถึงข้างบนจะเป็นจุดนั่งพักและจุดชมวิว

เราพักกันอยู่สัก 10 นาทีแล้วก้เดินต่อไป 50 เมตรก็เจอกับป้ายที่บอกว่า ถึงแล้วนะ แต่ยังถึงไม่สุดดีนะคะ ต้องเดินขึ้นเนินสุดชันไป 1 เนินก่อน (พวกเราไม่ได้พักที่นี่ แต่ด้วยความอยากรู้ว่าจุดกางเต้นท์ยอดนิยมของที่นี่เป็นยังไง เอ้า!!! ลองไปดูด้วยตาตัวเองกันสักหน่อย เหนื่อยเพิ่มเฉย 55555)

พอขึ้นมาถึง มีคนกางเต้นท์ประมาณ 2-3 เต้นท์ ตรงจุดนี้เป็นสานสนกว้างๆ มีห้องน้ำบริการ ให้ความรู้สึกเหมือนมีรอบกองไฟด้วย ชิลดี ก็เป็นอีกจุดแนะนำที่เหมาะสำหรับกางเต้นท์

หลังจากนั้นเดินไปอีก 3 กิโลเมตรจะถึง ย.3
เดินยาวๆเลยทีนี้ เดินไม่ยากมาก ทางร่มรื่น แต่ไกล

และในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงย.3 เดินผ่านรั้วปูนเข้ามาสัก 100 เมตร จะเจอลานกางเต้นท์
(ตอนที่หาข้อมูลมาว่าที่ ย.3 นี้มีความลี้ลับอะไรบางอย่าง ก็คือกลัวมาก แต่ใจก็สู้มาก แบบ เหยยย ไม่มีอะไรหรอกแก 5555 เจออะไรมั้ย?? เราว่าเราไม่เจอนะ น่าจะแค่คิดไปเอง มั้งงง)

บ้านที่เราพัก ปัจจุบันอยู่ในการดูแลของม.พายัพ ต้องขออนุญาตในการเข้าไปไม่งั้นเราจะกลายเป็นผู้บุกรุกได้ สามารถติดต่อได้ตามเบอร์โทรข้างล่างนี้เลย

บ้านพักขนาบพื้นที่ส่วนกลางที่มีระเบียง วิวไม่สวยมากแต่ก็มองเพลินดี ลมเย็นและหนาวมาก ตอนนั้นเรามาถึงประมาณเที่ยงกว่า ก็จัดข้าวเหนียวไก่ย่างที่ซื้อมาจากสถานีก่อนเลย แล้วก็เอาของไปเก็บที่บ้านพักกัน 1 หลังอยู่ได้ 12 คน คนละ 200 บาท (ไม่มีรูปบ้านตัวเต็มๆมาให้ดู ต้นไม้บัง 5555

เป็นบ้านไม้ มีห้องน้ำในตัว 4 ห้อง มีเครื่องทำน้ำอุ่น 1 ห้อง ไฟฟ้ามีให้ใช้แค่ 18.00-22.00 น. ที่นอนสะอาด ให้มาทั้งผ้าห่มและถุงนอน รู้เลยว่ามันหนาวแน่ๆ 5555

หลังจากพักผ่อนกันเรียบร้อย ก่อนที่จะเย็นไปกว่านี้ เราก้เริ่มทำมื้อเย็นกันตอนบ่าย 3 อากาศตอนนั้นประมาณ 15-16 องศา มือเย็นไปหมดแล้วจ้า T^T 

อุปกรณ์ เครื่องครัวของที่พักครบมาก จาน ชาม ช้อน เตาปิ้ง (ถ่านต้องเอามาเอง) มีเตาแก๊ส ให้ด้วย อ้อ!!! ที่นี่เครื่องกรองน้ำให้ด้วยนะคะ ไม่ต้องแบกน้ำมาเยอะก็ได้ หนัก 555 

เมนูของเราเย็นนี้ มื้อหลักคือ บาร์บีคิว นั่นเอง!! เสริมด้วยไก่ย่างกับมาม่าเกาหลีและผักสลัด ยกชุดไปทำกันเลยจ้า ไม่ต้องแช่น้ำแข็งขึ้นมา เพราะอากาศเย็นจนฟรีซของสดไปในตัว

ตอนแรกลุ้นกันว่ามันจะสุกหรือเปล่า เพราะอากาศมันเย็นมาก แต่รอดเว้ยยย มันสุก กินได้ และอร่อยมากด้วย 5555 แถมด้วยวิวดีดี ถือว่าคุ้มนะ

นั่งกินกันไปเรื่อยๆ วันนั้นมีอีกกลุ่มที่มาเหมือนกันก็แบ่งพื้นที่กันไป
เรานั่งคุยนั่งกินกันตั้งแต่ห้าโมงจนสักเกือบๆสี่ทุ่ม ระหว่างนั้นก็สลับกันไปอาบน้ำ (ควรอาบก่อนพระอาทิตย์ตกนะ และลองอาบน้ำเย็นดู โอโหหหห มันได้อะไรขนาดนี้!!!) 
แล้วเราก็เข้านอนพร้อมเสียงลมทั้งคืน และความมืดที่แบบ ลืมตาขึ้นมาก็มืด หลับตาต่อไปจนกว่านาฬิกาจะดังปลุกตอนเช้า


5.15 น. นาฬิกาปลุกดัง แต่ไม่มีใครลุก 5555
จนเครื่องที่ 2 3 4 ดัง โอเค ตื่นก็ได้
5.30 น.เริ่มออกเดินทางไปที่จุดชมวิว ย.4 ประมาณ 1 กิโลเมตร ข้อดีของการนอน ย.3 คือเดินใกล้ แต่ถ้านอนย.2 ต้องตื่นเช้าเดินมาอีก 3 โล 
ระหว่างทางก็มีเพื่อนไปดูวิวพระอาทิตย์ขึ้นเยอะมาก ไม่ต้องกลัว รอไปสักพักแสงเช้าก็เริ่มมา
(อากาศหนาวมาก ลมแรงด้วย) 

และพระอาทิตย์ก็โผล่มาทักทาย วันนี้ไม่เห็นหมอก ลมแรงมาก ไม่เป็นไร ให้อภัยเพราะว่าวิวสวย 5555

เราอยู่กันจนถึง 7 โมงเช้า ก็เดินกลับจุดย.3 กินข้าวเช้าง่ายๆ โจ๊กคัพ ขนมปัง ไข่ลวก แล้วก็เก็บของ เดินลงไปยังจุดเริ่มต้น ใชเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ก่อนกลับอย่าลืมแวะถ่ายจุด Check Point 2 จังหวัดกันด้วยนะ

ข้อแนะนำ
- พกยาสามัญประจำบ้าน พวกยาแก้ไข้ ยาแก้ปวด รวมถึงสเปรย์กันแมลงต่าง ๆ เพราะแมลงค่อนข้างเยอะ
- ไฟฉาย ห้ามลืมเด็ดขาด เพราะต้องใช้ตอนเดินขึ้นไป ย.4
- สัญญาณโทรศัพท์ มีเป็นช่วงๆ

ลาไปด้วยภาพน้องหมา เจ้าตาลตัวนี้ น้องน่ารัก (ความจริงมีหลายตัว)



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สอบถามกับเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง โทรศัพท์ 081 032 6341 หรือเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล - Doi Khun Tan National Park

ไว้ครั้งหน้าจะพาไปเที่ยวไหนกันอีก
ฝากติดตามที่ Readme #AnywhereIGobyThita #ฐิตา
Twitter: @AnywhereIGo2

ความคิดเห็น