ชีวิตแต้มสี ที่แดนภารตะ ตอนที่ 10 ไจซาลเมอร์ เดียวดายบนผืนทรายที่เวิ้งว้าง รีวิวโดย กระทิงเปลี่ยวเที่ยวโลกกว้าง

อิ่มหนำสำราญดีแล้ว ก็ได้เวลาไปท่องทะเลทรายสักที ผมกลับไปนั่งรอที่เกสท์เฮ้าส์ในเวลาบ่าย 3 แต่เวลาก็ผ่านไปนานพอควรกว่าที่ “อักบัค” คนขับรถจี๊ปจะมารับ ซึ่งนอกจากผมแล้ว ภายในรถจี๊ปคันนี้ยังมีนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย 3 คนพ่อแม่ลูกร่วมเดินทางไปด้วย อักบัคบอกว่าค่ำนี้ชาวอินเดีย 3 คนนี้จะไปกินดินเนอร์พร้อ

ชีวิตแต้มสี ที่แดนภารตะ ตอนที่ 10 ไจซาลเมอร์ เดียวดายบนผืนทรายที่เวิ้งว้าง

ชีวิตแต้มสี ที่แดนภารตะ ตอนที่ 10 ไจซาลเมอร์ เดียวดายบนผืนทรายที่เวิ้งว้าง

 วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564 เวลา 21.03 น.

 วันที่เดินทาง 7 ธ.ค. 2553

อิ่มหนำสำราญดีแล้ว ก็ได้เวลาไปท่องทะเลทรายสักที ผมกลับไปนั่งรอที่เกสท์เฮ้าส์ในเวลาบ่าย 3 แต่เวลาก็ผ่านไปนานพอควรกว่าที่ “อักบัค” คนขับรถจี๊ปจะมารับ ซึ่งนอกจากผมแล้ว ภายในรถจี๊ปคันนี้ยังมีนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย 3 คนพ่อแม่ลูกร่วมเดินทางไปด้วย

อักบัคบอกว่าค่ำนี้ชาวอินเดีย 3 คนนี้จะไปกินดินเนอร์พร้อมชมการแสดง โดยคิดเงินเพิ่มอีกคนละ 300 รูปี ได้ยินเช่นนั้นผมจึงตอบไปโดยพลันว่านี่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม และไม่ได้ตกลงกันไว้ก่อน หลังจากการทัวร์ทะเลทรายผมต้องการกลับที่พัก ได้ยินเช่นนั้น อักบัคจึงรีบบอกว่า ไม่เป็นไร คุณเป็นเพื่อนผม คุณไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มก็ได้ แต่ขอให้รอกลับพร้อมกัน โดยให้ผมชมการแสดง และกินอาหารว่างฟรี แม้จะงงๆว่าผมไปเป็นเพื่อนกับอักบัคตอนไหน แต่ข้อเสนอนี้ ก็แสนถูกใจยิ่งนัก

ผ่านพ้นตัวเมืองไจซาลเมอร์ไปแค่ไม่เท่าไหร่ ก็เริ่มเข้าสู่เขตทะเลทรายทาร์ที่โอบล้อมเมืองไจซาลเมอร์ บ้านเรือนที่หนาแน่นค่อยๆบางตาลงจนหายไปจากสายตา ต้นไม้ใหญ่นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะแค่ไม้พุ่มเตี้ยๆก็แทบไม่มีให้เห็น จะมีก็แต่ทุ่งหญ้าแห้งๆ และแสงแดดอันร้อนระอุ

จากตัวเมืองราว 25 กม. อักบัคส่งผมลงข้างทาง ที่นี่มีอูฐนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ 2-3 ตัว ได้เวลาที่ผมจะได้ขี่อูฐท่องทะเลทรายแล้ว อักบัคพาผมเข้าไปทำความรู้จักกับเจ้าของอูฐคือ “เมรูด้า” จากนั้นก็โบกมือบ๊ายบาย โดยบอกว่าจะไปรอผมที่ปลายทาง

“บาบารู” คือชื่ออูฐที่เป็นพาหนะสำหรับผม เมรูด้าสั่งให้บาบารูย่อขานั่งลงเพื่อให้ผมขึ้นไปนั่งระหว่างโหนกกับต้นคอ ซึ่งมีเบาะรองไว้อย่างดี การขึ้นไปนั่งบนอูฐนั้นไม่ยาก แต่ต้องระวังเวลาที่อูฐจะลุกขึ้นยืน เพราะอาจทำให้หงายหลังได้

เมรูด้าและบุตรชายนามว่า “มิด้า” เดินจูงบาบารูพาผมไปยังทะเลทราย ยิ่งไกลท้องทะเลทรายก็ยิ่งแผ่ตัวกว้างมากขึ้น ช่วงต้นในการท่องทะเลทรายนั้นแสนเงียบเหงา เพราะนอกจากผม เมรูด้า มิด้าและเจ้าบาบารู ก็ไม่มีผู้ใด มีเพียงความว้างเปล่าของผืนทรายและสายลมที่โชยพัด แต่เพียงไม่นานนัก นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ชาวอินเดียวกว่า 30 คนก็ลงมาจากรถทัวร์ และต่างคนก็ต่างขึ้นไปขี่อูฐ จนในเวลานี้ จากการขี่อูฐเพียงเดียวดาย ผมก็กลายเป็นหนึ่งในกองคาราวานอูฐโดยไม่รู้ตัว

แดดยามบ่ายนี้ร้อนแรงมิใช่เล่น เมรูด้าจึงเอ่ยถามว่า ผมจะรังเกียจไหม หากจะให้ มิด้า ลูกของเขาขึ้นไปนั่งบนอูฐด้วย โถ...ผมจะไปรังเกียจอะไร ในเมื่อเจ้าบาบารูก็เป็นอูฐของเขา ดีเสียอีกที่ผมจะมีคนนั่งบนหลังอูฐด้วยกันเหมือนกับอูฐตัวอื่นๆที่ล้วนมีผู้โดยสารสองคน

การขี่อูฐท่องทะเลทรายผ่านไป 1 ชั่วโมง เมรูด้าจึงพาผมมาถึงเนินทรายอันกว้างใหญ่ เพื่อชมช่วงเวลาที่งดงามยามที่พระอาทิตย์จมหายไปในผืนทราย ผมลงจากบาบารูเพื่อใช้สองเท้าเดินไปบนผืนทรายที่พร้อมจะยุบตัวลงเมื่อเท้าย่ำผ่าน ความเวิ้งว้างของท้องทะเลทรายที่มองไปมีเพียงผืนทรายจรดขอบฟ้าช่างเป็นภาพที่งดงามแต่ก็แสนเปล่าเปลี่ยวยิ่งนัก

นักท่องเที่ยวที่มาเป็นคู่กำลังดื่มด่ำความรักที่มีให้แก่กันเหนือผืนทราย ในขณะที่หลายครอบครัวกำลังสนุกกับการเกลือกกลิ้งไปบนผืนทราย อูฐหลายตัวกำลังถูกใช้เป็นพาหนะเพื่อประลองความเร็วของผู้ขี่ ในขณะที่อูฐบางตัวกำลังนอนอย่างเหนื่อยอ่อน ฝากความเงียบเหงาไว้กับผืนทรายที่เวิ้งว้าง

ผมเฝ้ามองอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างของผู้คนและเหล่าอูฐ เวลานี้ผมถามตัวเองว่ากำลังรู้สึกเช่นใดท่ามกลางความเวิ้งว้างของผืนทรายกับการเดินทางเพียงลำพัง...คำตอบไม่มีให้ได้ยิน มีเพียงเสียงลมที่พัดมาอย่างแผ่วเบา

หลังจากพระอาทิตย์สีส้มจมหายไปในผืนทราย เมรูด้าก็พาผมขี่เจ้าบาบารูอีกครั้ง เพื่อกลับไปหาอักบัคที่จอดรถจี๊ปไว้ไม่ไกลนัก อักบัคพาผมไปที่แคมป์แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางทะเลทราย ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักแรมสำหรับนักท่องเที่ยว โดยสร้างกระโจมไว้หลายหลัง แต่อักบัคพามาที่นี่เพื่อให้ครอบครัวชาวอินเดียที่มาด้วยกันชมการแสดงและกินอาหารค่ำ ในขณะที่ผมเป็นตัวแถม

การแสดงนั้นเป็นการร่ายรำของหญิงสาวชาวเผ่าที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย โดยแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวยงาม ซึ่งนอกจากการร่ายรำแล้ว พวกเธอยังโชว์ความอ่อนของตัวและความสามารถในการเทินไหขนาดใหญ่หลายใบซ้อนกันอยู่บนศีรษะ พร้อมร่ายรำไปตามจังหวะดนตรีที่เร้าใจ สร้างเสียงฮือฮาและเรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมได้มากทีเดียว

ผมกลับมาถึงตัวเมืองไจซาลเมอร์ในเวลาเกือบ 3 ทุ่ม จัตุรัสคานธีที่คึกคักเมื่อเช้า ในเวลานี้กลับไร้ร้างผู้คน ร้านอาหารที่พนักงานเคยร้องเรียกลูกค้าต่างปิดประตูและปราศจากแสงไฟ ทุกอย่างงมอยู่ในความเงียบท่ามกลางอากาศหนาวเย็นที่เริ่มแผ่ตัว

ผมให้ความอบอุ่นแก่ตัวเองด้วยการกอดอกพร้อมเดินไปยังร้านขายนมร้อนๆที่ยังเปิดขายอยู่เพียงร้านเดียวบริเวณหน้าประตูเมือง ความเงียบเหงาที่สัมผัสเมื่อครู่ ถูกทำลายลงจากจำนวนลูกค้าที่เนื่องแน่น และไออุ่นของนมร้อนๆที่กำลังเดือดในกระทะใบใหญ่

นมที่อยู่ในกระทะนั้นข้นมาก ทำให้ไขของนมเกาะตัวเป็นแผ่นปกคลุมผิวหน้าที่กำลังเดือดปุดๆ นมเปล่าแก้วละ 12 รูปี หากผสมฝอยทองและถั่วราคาจะขยับขึ้นเป็น 17 รูปี อย่างไรเสียคืนนี้ผมคงไม่สามารถหาอาหารอื่นใดได้อีกแล้ว ผมจึงดื่มนมอุ่นๆทั้ง 2 แบบ ซึ่งนอกจากอิ่มสบายท้องแล้ว ผมยังได้เติมความอบอุ่นเล็กๆให้กับชีวิตการแรมทาง ที่ความเหงาเริ่มแผ่ตัวสู่หัวใจมากขึ้นทุกที

ความคิดเห็น