ชีวิตแต้มสี ที่แดนภารตะ ตอนที่ 13 สัมผัสชีวิตหรูหราริมทะเลสาบพิโคลา รีวิวโดย กระทิงเปลี่ยวเที่ยวโลกกว้าง

ริมทะเลสาบเป็นฮาเวลีหรือคฤหาสน์หลังใหญ่ นามว่า กอร์ กิ (Bagore Ki Haveli) แค่ส่วนที่เห็นจากภายนอกยังยิ่งใหญ่และงดงามได้ขนาดนี้ จึงไม่ต้องคาดเดาเลยว่าภายในจะยิ่งใหญ่และงดงามขนาดไหน ว่าแล้วผมจึงตรงเข้าไปชมภายในเป็นคนแรกของวัน คฤหาสน์กอร์ กิ สร้างขึ้นโดย Shri Amar Chand Badwa ซึ่งเป็นเจ้าเมืองตั้

ชีวิตแต้มสี ที่แดนภารตะ ตอนที่ 13 สัมผัสชีวิตหรูหราริมทะเลสาบพิโคลา

ชีวิตแต้มสี ที่แดนภารตะ ตอนที่ 13 สัมผัสชีวิตหรูหราริมทะเลสาบพิโคลา

 วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564 เวลา 19.47 น.

 วันที่เดินทาง 9 ธ.ค. 2553

ริมทะเลสาบเป็นฮาเวลีหรือคฤหาสน์หลังใหญ่ นามว่า กอร์ กิ (Bagore Ki Haveli) แค่ส่วนที่เห็นจากภายนอกยังยิ่งใหญ่และงดงามได้ขนาดนี้ จึงไม่ต้องคาดเดาเลยว่าภายในจะยิ่งใหญ่และงดงามขนาดไหน ว่าแล้วผมจึงตรงเข้าไปชมภายในเป็นคนแรกของวัน

คฤหาสน์กอร์ กิ สร้างขึ้นโดย Shri Amar Chand Badwa ซึ่งเป็นเจ้าเมืองตั้งแต่ปีพ.ศ.2294 แต่ภายหลังได้ตกเป็นของมหาราชา และถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ก่อนที่จะถูกบูรณะและปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมื่อปีพ.ศ.2529

ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่สูง 3 ชั้นนี้มีห้องมากกว่า 100 ห้อง ทางเดินชมห้องหับต่างๆจึงซับซ้อน ชั้นล่างจัดแสดงจิตรกรรม และประติมากรรม สำหรับชั้นบนจัดแสดงให้เห็นว่า ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ของเศรษฐียุคโบราณนั้นหรูหราเพียงใด แต่ที่ถูกใจผมเป็นพิเศษเห็นจะเป็นห้องโถงใหญ่ห้องหนึ่งที่ภายในมากไปด้วยหุ่นกระบอกของชาวเมืองต่างๆในราชสถาน ที่ต่างสวมเสื้อผ้าอันหลากหลาย จนอยากได้ไปนอนกอดเล่นที่บ้านสักตัว

ก่อนที่กิเลสจะฟุ้งซ่านเพราะความอยาก ผมก็พาตัวเองเข้าไปสงบจิตสงบใจภายในวัดจักดิศ (Jagdish Temple) ซึ่งเป็นวัดในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในอูไดปู้ร์ สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุตั้งแต่ปีพ.ศ.2205 ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบอินโดอารยัน วิหารหินอ่อนส่วนยอดสร้างเป็นพระปรางค์ขนาดใหญ่ ภายในมีหินสีดำแกะสลักรูปจากานนาท (Jagannath) ซึ่งเป็นอวตารภาคหนึ่งของพระวิษณุ นอกจากนี้บนผนังยังมากไปด้วยลวดลายแกะสลัก ทั้งช้าง ม้า และเหล่าทวยเทพอย่างละเอียดยิบ

สงบจิตสงบใจได้สักพัก ผมก็กิเลสฟุ้งอีกครั้งกับการเดินชมเหล่าของที่ระลึกตามร้านค้าที่เรียงรายไปตามสองฟากฝั่งถนน ทั้งหุ่นกระบอก กระเป๋า เสื้อผ้าสีสันแสบตา แต่สำหรับของที่ระลึกที่เป็นเอกลักษณ์และมีขายมากที่สุดเห็นจะเป็นสมุดบันทึกหนังอูฐ ที่แขวนห้อยระโยงระยางอยู่ตามหน้าร้าน

แล้วก็ถึงสถานที่สำคัญของเมืองอูไดปู้ร์ แน่นอนว่าต้องเป็นพระราชวังเหมือนเช่นเมืองอื่นๆในดินแดนราชสถาน แต่พระราชวังอูไดปู้ร์ (Udaipur City Palace) นั้นมีความต่างตรงที่ พระราชวังแห่งนี้มิได้อยู่ภายในป้อมปราการใหญ่โตเหมือนเช่นเมืองอื่นๆ ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะผนังของพระราชวังนั้นสูงใหญ่ประดุจดังกำแพงของป้อมปราการ

พระราชวังอูไดปู้ร์สร้างขึ้นโดยมหาราชาอูได สิงห์ที่ 2 เมื่อปีพ.ศ.2102 แต่กว่าที่พระราชวังอันใหญ่โตนี้จะสร้างเสร็จสมบูรณ์ก็ย่างเข้าสู่พุทธศตวรรษที่ 23 ใช้เวลาสร้างนานขนาดนี้จึงเป็นพระราชวังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในราชสถาน โดยปัจจุบันได้ปรับปรุงบางส่วนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม

เมื่อผ่านพ้นประตูทางเข้า ผมก็มายืนอยู่กลางสวนกว้างที่มีผนังของพระราชวังล้อมรอบ บริเวณนี้นอกจากเป็นจุดจำหน่ายบัตรเข้าชมแล้ว หากไม่รีบร้อนในการเข้าชมเกินไปนัก จะพบว่าที่ผนังของพระราชวังมีภาพวาดสีสดของมหาราชาทรงช้าง ทรงม้า ซึ่งภาพวาดประเภทนี้ดูเหมือนเป็นที่นิยมในรัฐราชสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองอูไดปู้ร์ เพราะสามารถเห็นได้ทั่วไปตามผนังบ้านเรือนของชาวบ้าน ทำให้อดคิดถึงพวกเด็กวัยรุ่นมือบอนที่ชอบพ่นสีตามกำแพง ซึ่งหากอยากระเริงสีกันมากนัก น่าจะจับมาหัดใช้สีอย่างคนมีศิลปะด้วยการฝึกวาดภาพสวยๆท่าจะดี

ภายในพระราชวังมีทางเดินแคบและซุ้มประตูค่อนข้างต่ำ คาดว่าเป็นการออกแบบเพื่อให้ยากต่อการบุกของข้าศึก ภายในห้องต่างๆจัดแสดงเครื่องใช้อันสูงค่าของมหาราชา อีกทั้งบนผนังยังถูกตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบลวดลายสวย นอกจากนี้ตามห้องหับต่างๆยังมีภาพวาดโบราณที่เป็นศิลปะขนานแท้ของอาณาจักรมีวาร์ในอดีต เปรียบประดุจกระจกเงาหลายบานที่ต่างช่วยกันสะท้อนภาพแห่งอดีตให้ปรากฏชัดสู่สายตาคนยุคปัจจุบัน

ความคิดเห็น