"ไร่สองขุนเขา" รีวิวโดย Blue.Eyes.Photo

พื้นที่สีเขียวราว 7 ไร่ เเวดล้อมด้วยบึงน้ำ และแมกไม้เล็กใหญ่ สงบร่มรื่นมีทิวเขาสีเขียวคราม ภายในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นฉากหลังพวกเราเดินทางมาตามคำชักชวนของ "พี่เร" เจ้าของไร่สหายถ่ายนกของน้องผมคนนึงในทริปนี้ฝนเม็ดเล็ก โปรยปรายลงมาต้อนรับพวกเราตั้งแต่เช้าตรู่ให้บรรยากาศชุ่มฉ่ำ

"ไร่สองขุนเขา"

"ไร่สองขุนเขา"

 วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564 เวลา 02.15 น.

 วันที่เดินทาง 8 ก.ย. 2564


พื้นที่สีเขียวราว 7 ไร่ เเวดล้อมด้วยบึงน้ำ และแมกไม้เล็กใหญ่ สงบร่มรื่น
มีทิวเขาสีเขียวคราม ภายในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นฉากหลัง
พวกเราเดินทางมาตามคำชักชวนของ "พี่เร" เจ้าของไร่
สหายถ่ายนกของน้องผมคนนึงในทริปนี้

ฝนเม็ดเล็ก โปรยปรายลงมาต้อนรับพวกเราตั้งแต่เช้าตรู่
ให้บรรยากาศชุ่มฉ่ำและภาพจำที่คุ้นเคยของฤดูฝน
กลุ่มเมฆลอยต่ำก่อตัวครึ้ม หมอกสีขาวไหลคลอเคลียไปกับสันเขา
ต้นไม้ผลิใบเขียวสด ไม้จำพวกไทรพากันออกผลเต็มต้น
เสมือนการ์ดงานเลี้ยงเชื้อเชิญให้บรรดานกเเละสัตว์เล็กๆ
มากินบุฟเฟ่ต์ชุดใหญ่นี้กันอย่างอิ่มหนำสำราญ



เมื่อฝนซาลง เสียงร้องของนกแก๊กฝูงเล็กๆ ก็ดังขึ้น
พวกมันพากันบินโผผ่านข้ามบึงน้ำไปมาอย่างเสรี
เราเดินตามเสียงร้องและปีกสีขาวที่ร่อนถลาผลุบโผล่ใต้ซุ้มไม้เหล่านั้น
มุ่งหน้าไปทางต้นกร่างใหญ่ที่อยู่ท้ายไร่

ครู่หนึ่ง พี่เรก็เรียกให้ไปนั่งจิบกาแฟที่ระเบียงพักติดกับครัว
ที่มุมระเบียงนี้ มีต้นไกรออกผลอยู่เต็มต้น
แกแขวนกล้วยเเละถาดมะละกอเอาไว้ล่อนกด้วย
ซึ่งก็ได้ผล นกจำพวกปรอด เขียวก้านตอง เอี้ยง
พากันเเวะเวียนเข้ามากินลูกไกรและผลไม้อย่างไม่ขาดสาย
พวกเราแลกเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับการถ่ายภาพตามประสา
สลับกันการลุกไปเก็บภาพนกที่เข้ามากินลูกไกรเป็นระยะ

แก๊กๆ แก๊กมาน่ะ… พี่เรร้องบอก
มันร่อนโผมาเกาะกิ่งและกินกล้วยสุกอย่างสบายใจ
ดูเหมือนมันจะค่อนข้างคุ้นเคยกับคนอยู่พอสมควร
พออิ่มท้องแล้ว ก็บินกลับข้ามบึงน้ำหายเข้าไปในชายป่าฝั่งตรงข้าม



พวกเราแบกกล้องเดินไปมาระหว่างเเค้มป์กับระเบียงพัก
ตามเสียงเรียกของพี่เรทุกๆ ครั้งเมื่อมีนกมา
เวลาทั้งวันหมดไปกับการนอนเอกเขนก ฟังเสียงหยดฝนเปาะแปะ
มองทอดผ่านบึงน้ำหน้าเเค้มป์ ไกลออกไปถึงทิวเขาสีเทาจางๆ
สมองที่โล่งโปร่ง สายตาที่ไม่ได้โฟกัสกับสิ่งใด
และจิตใจที่คิดพาลอยากจะหลีกหนีทุกปัญหาและความวุ่นวายในเมือง
หลบออกมาพักอยู่ที่นี่สักสี่ซ้าห้าเดือน
ดังคำบอกเล่าจากปากของพี่เร...

“ตีห้าก็ลุกเเล้ว ตัดหญ้า ถางนั่นถางนี่หาอะไรทำไปเรื่อย
ได้ยืดเส้นยืดสาย ว่างแล้วก็ค่อยกลับไปนั่งทำงานที่หน้าคอม”


เป็นประโยคสั้นๆ บอกเล่าถึงชีวิตประจำวันที่แสนจะเรียบง่าย
ให้เหล่าคนกรุงได้ฟัง
เราทุกคนต่างก็มองเห็นภาพๆ นั้น ตรงกันอย่างชัดเจน
โดยไม่ต้องใช้จินตนาการใดๆ เข้าช่วย
เพราะว่าทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้านั้น
มันละม้ายคล้ายภาพในฝันของใครหลายคน
ชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ สุขสงบ
ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องเแก่งเเย่งแข่งขัน
มี “นาฬิกาชีวิต” ที่เป็นของตัวเอง
สามารถกำหนดจังหวะการเดินให้ช้าหรือเร็วได้ อย่างใจต้องการ
....


...
ขอบคุณที่ติดตามครับ

www.facebook.com/blue.eyes.pho...


ความคิดเห็น