ขับมอไซค์เที่ยวเบตง ดินแดนใต้สุดแห่งสยาม [ part.1 บันทึกการเดินทางไปเบตง : เหนียวที่ พี่น้อง ] รีวิวโดย nnatsu roll

- EP. 11 บันทึกการเดินทางเที่ยว เบตง ดินแดนใต้สุดแห่งสยาม - ดินแดน 3 จังหวัดเป็นที่ ใครได้ยินชื่อก็เอาแต่ถามว่า “ ไม่กลัวหรอ ”มันน่าแปลกมากที่หลายคนต่างเกรงกลัวในสิ่งที่เราไม่เคยไปสัมผัสศาสนา ผู้คน เชื้อชาติ ความขัดแย้ง ที่ทุกคนปั้นเป็นทฤษฎีขึ้นมาแล้วถ่ายทอดสู่โลกภายนอก ขอบอกก่อนว่าตัวเราไม่ได้

ขับมอไซค์เที่ยวเบตง ดินแดนใต้สุดแห่งสยาม [ part.1 บันทึกการเดินทางไปเบตง : เหนียวที่ พี่น้อง ]

ขับมอไซค์เที่ยวเบตง ดินแดนใต้สุดแห่งสยาม [ part.1 บันทึกการเดินทางไปเบตง : เหนียวที่ พี่น้อง ]

 วันพฤหัสที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564 เวลา 13.24 น.

 วันที่เดินทาง 12 พ.ย. 2564

- EP. 11 บันทึกการเดินทางเที่ยว เบตง ดินแดนใต้สุดแห่งสยาม -

ดินแดน 3 จังหวัดเป็นที่ ใครได้ยินชื่อก็เอาแต่ถามว่า “ ไม่กลัวหรอ ”
มันน่าแปลกมากที่หลายคนต่างเกรงกลัวในสิ่งที่เราไม่เคยไปสัมผัส
ศาสนา ผู้คน เชื้อชาติ ความขัดแย้ง ที่ทุกคนปั้นเป็นทฤษฎีขึ้นมา
แล้วถ่ายทอดสู่โลกภายนอก ขอบอกก่อนว่าตัวเราไม่ได้เสพข่าวอะไรมา
เราแค่ได้ยิน เห็นคนพูดถึง แต่ไม่รู้ประวัติความเป็นมา
และสิ่งที่เรารู้ก่อนที่จะไปคือ ที่นี่มันไม่สงบนะ มีชาวมุสลิมเยอะนะ
มีกองกำลังทหาร ยะลาคือใต้สุดของประเทศ พูดถึงเบตงต้องไปกินไก่
นี่เลยรู้แค่นี้เลย

มันเลยเกิดความสงสัยว่า “ ทำไมวะ? ”
ทำไมคนถึงกลัวที่นี่ ? ทำไมชาวมุสลิมเค้าเป็นยังไง ?
ทำไมเบตงต้องกินไก่ ? (ตอนแรกคิดว่าเพราะมุสลิมไม่กินหมู ไก่เลยฮิต)
ทำไมต้องมีทหาร ? แล้วอะไรคือสาเหตุของความขัดแย้งนี้ ?
การเดินทางไปเบตงรอบนี้บอกเลยว่า ตื่นเต้นที่สุดตั้งแต่ไปเที่ยวมา
ความรู้สึกมันเหมือนตอนเด็กที่วันพรุ่งนี้เรากำลังจะได้ไปทัศนศึกษา
ทำให้ในหัวเอาแต่คิด จินตนาการ ทำให้เรานอนไม่หลับเลยล่ะ


- เส้นทางการเดินทางไปเบตง 3 วัน 2 คืน -

กรุงเทพ - สนามบินหาดใหญ่ - ขนส่งหาดใหญ่ - รถตู้ไปเบตง - เบตง
- ด่านชายแดนไทย~มาเลเซีย - ประกายทิพย์แคมป์ปิ้ง - ฆูนุงซีลีปัต
- น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร.9 - สะพานโต๊ะปูแช - บ่อน้ำร้อนบ้านนากอ
- เมืองเบตง - หาดใหญ่ - กรุงเทพ

ถ้าเปรียบความอยากการรู้ตัวว่าตัวเองจะได้ไปเที่ยวเบตง มันคือความอยากขั้นสุดที่เราเคยรู้สึกเลย การเดินทางครั้งนี้ก็ไปกับน้องชาย 2 คน และจู่ๆก็มีเพื่อนทักมาหลังจากเห็นสตอรี่ ig ที่ไปเที่ยวระนองของเรา “ ฟ้า ” เพื่อนที่วิศวะฬ รู้จักกันตั้งแต่ค่ายลำปาง หลังจากนั้นเราก็เจอกันเรื่อยๆอิท่าไหนไม่รู้ฟ้าบอกอยากไปด้วย แล้วจองตั๋วตามทันที เลยกลายเป็นเที่ยวกัน 3 คนแบบ งงๆ

การไปเบตงจากกรุงเทพด้วยวิธีที่เราไม่มีรถส่วนตัว เห็นว่าจะมี 2 ทาง
ทางแรกก็นั่งเครื่องไปลงเบตงเลย (แต่เราไม่มีตังค้าบ)
ส่วนอีกทางก็คือนั่งรถตู้ที่ บขส.หาดใหญ่ไป (ลองไปหารีวิวกันดูนะ)

หลังไปถึงบขส.หาดใหญ่ สิ่งแรกที่เราแอบสังเกตได้คือ คนขับรถของบขส.ที่นี่
ปกติเราลงรถที่ขนส่งทีไรจะมีคนเดินปรี่เข้ามาหา ถามไปไหนน้อง
แบบแย่งกันจะเอากูไปให้ได้เลย
แต่ที่หาดใหญ่ให้ความรู้สึกเบานะ เข้ามาถามแบบน่ารักๆ เป็นอาบังซักคน
มาถามแบบแนะนำจริงๆ น้ำเสียงคนใต้อะ ฟังแล้วรู้สึกเพราะ น่าจะเป็นความชอบส่วนตัว แล้วเราก็เดินไปที่ท่ารถตู้ที่หาเบอร์แล้วได้จองเอาไว้เป็นของเบตงโพธิ์ทอง


- เข้าสู่ 3 จังหวัด -

หลังจากนั่งหลับไปเกือบ 1 ชม ก็เริ่มเข้าสู่เขตแดนปัตตานี หลังจากนั้นบอกเลย นอนไม่หลับอีกเลย มันรู้สึกแบบตื่นเต้น อยากเห็นเลยถ้ำๆมองๆข้างทาง จะมีด่านตั้งกั้นถนนแบบซิกแซ็กให้รถชะลอตัว
เรียงแถวเข้าไป แล้วลดกระจกเจอเจ้าหน้าที่ แรกๆก็รู้สึกกลัวนะ จะโดนเรียกไปตรวจอาวุธป่ะวะ ไรงี้
แต่ผ่านไปหลายๆครั้งเข้า ก็เริ่มชิน มันไม่มีไรนี่นา ><

ระหว่างทางเราหาเรื่องชวนลุงคนขับรถคุยตลอดเลย ลุงน่ารักมาก การได้นั่งคุยกับเค้าทำให้รู้สึกถึงเสน่ห์การพูดของคนใต้มากๆเลย พูดเร็ว แต่อินเนอร์คือพูดจากใจมันบอกไม่ถูก ถามอะไรก็พยายามตอบเต็มที่ น่ารักอ่ะ และเราก็ได้ไปกับลุงทั้งขาไปและกลับเลย เราก็คุยกันตลอดทางกลับอีกด้วย

หลังจากนั่งรถกว่า 3 ชม. พักประมาณ 3 ปั้ม เราก็เริ่มเข้าสู่พื้นที่ป่า ธรรมลายล้อม
จุดเด่นของเบตง ที่นี่จะเรียกจำแหน่งของถนนด้วยหลักกิโลเมตร เริ่มนับ 0 จากเบตงออกมาทางยะลา ซึ่งสาเหตุที่เรียกแบบนี้เพราะ ถ้าเราจะเดินทางเข้าเบตงมีถนนเพียงเส้นเดียวที่จะพาเราไปถึงได้ โคตรเท่

หลังจากถึงเบตงเราก็ทำการหารถมอเตอร์ไซค์เช่า แน่นอนเราไปเที่ยวแบบไม่มีแผนมันก็จะเน้นถามคนแถวนั้นเอา แต่คนเบตงเนี่ยแทบจะรู้จักกันหมดเลยนะ
แค่บอกว่ามาจากนี่ ร้านนี้แนะนำมา ก็คือทั่วถึงการหาที่พัก หรือรถเช่านั้นเลยใช้เวลานิดเดียว


- ใต้สุดแดนสยาม ด่านชายแดนมาเลเซีย -

หลังจากที่พวกเรามีรถ และฝนที่ตกลงมาตลอดของเบตงทำให้เราต้องแว้นพาฟ้าฝ่าสายฝนไปให้เห็นป้ายใต้สุดแดนสยามซะหน่อย ช่วงที่ไปเป็นช่วงเย็นแล้ว
เลยไม่มีคนเลยแม้แต่เจ้าหน้าที่ยังหายหมด งงมาก แต่ก็ private ดีนะ
ได้มีเวลาสัมผัสความรู้สึกชายแดนที่ใกล้ที่สุดเท่าที่เคยไปมาเลย

ด้วยเวลาที่จำกัดที่เราต้องไปถึงทางขึ้นฆูนุงซีลีปัตที่นัดพี่ประกายทิพย์เอาไว้ก่อนมืดซึ่งห่างจากที่เราอยู่ 22 km. และด้วยสภาพอากาศที่ฝนตกเรื่อยๆทำให้การเดินทางของพวกเราต้องค่อยๆไป ทำให้ยังเหมือนมีอะไรติดค้างในใจกับที่แห่งนี้ และคิกว่าอยากกลับไปตรงนี้อีกครั้ง และได้รู้เรื่องราวของจุดๆนี้มากกว่าเดิม


- เป้าหมายที่อยากมาเบตง ทางขึ้นฆูนุงซีลีปัต -

ทะเลหมอก ฆูนุงซีลีปัต ชื่อเสียงของที่นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เราตัดสินใจมาเบตง
พวกเราห็มุ่งฝ่าฝนไป เพื่อไปให้ถึงกม.22 จุดนัดพบกับรถที่จะพาขึ้นฆูนุงซีลีปัต ของประกายทิพย์แคมป์ปิ้ง ช่วงเวลานั้นฝนตกหนักจัดเลยเราใช้เวลาในการเดินทางนานกว่าเดิม 2 เท่าเพราะต้องขับช้าๆ แถมใกล้มืดแล้วอีกด้วย

หลังมาถึงทางขึ้นกม.22 บอกเลยว่าต้องสังเกตดีๆ เลยไปไกลเลย 5555
พวกเราจอดรถเช่าไว้ที่ด้านล่างซึ่งเป็นบ้านของเจ้าของแคมป์
และไม่นานก็มีรถรับ-ส่งมารับเรา เส้นทางขึ้นเขานั้นบอกเเลยว่าโคตรชัน โครตรลื่น ไม่ใช่วิบากอย่าฝืนจริงๆเพราะมันคือชีวิต ข้างๆนี่คือเหวเลย ขนาดนั่งรถ 4 wheel ที่มีที่จับดีๆยังเกือบร่วงเลยมันลื่นมากกกกก


- ประกายทิพย์แคมป์ปิ้ง อีก 200 เมตรคือยอดฆูนุงซีลีปัต -

จุดกางเต็นท์ ประกายทิพย์แคมป์ปิ้ง

จากตีนเขาขึ้นไปถึงลานกางเต็นท์ประมาณ 5 km. เราไปถึงในสภาพที่เหนื่อยล้า ข้าวก็ยังไม่ได้กิน น้ำก็ไม่ได้อาบ ตัวก็เปียก แถมอากาศยังหนาวและมืดมากอีกด้วย ไอ้ตัวเรากับน้องอ่ะไม่เป็นไรหรอก ผ่านกันมาเยอะแล้ว แต่ฟ้านี่สิ โดนรับน้องแบบโหดๆแต่เริ่มเลย
สงสารฟ้ามาก เราก็พูดกับฟ้าตลอดทาง ขอโทษนะพามาลำบากชัดๆ 555555

หลังจากถึงที่พัก กับสภาพหิวโซ ข้าวของก็เละเทะ โชคดีพี่เจ้าของได้เตรียมหมูกระทะรอพวกเราไว้ เวลาแบบนี้หมูกระทะหน้าเต็นท์ กับอากาศหลังฝนตกชื้นๆ มันเยียวยาเราได้จริงๆ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การพักผ่อน นั่งโง่ๆ ปิ้งหมูกระทะนั่งคุยกับคนตรงหน้าเราไปเรื่อยๆ

พี่เจ้าของเห็นสภาพพวกเราเหนื่อยจัดกันมา เลยมานั่งคุยด้วยอยู่พักใหญ่ ส่วนตัวเราก็เป็นคนเสือกๆ อยู่แล้วเราก็เลยคุยยาวเลยล่ะ เราได้แลกเปลี่ยนกันในหลายๆเรื่องทั้งสถานที่ต่างๆ และผู้คนของที่นี่
จริงๆแอบคาดหวังไว้อยู่แล้วว่ามาครั้งนี้เราอยากเจอผู้คน อยากแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆของที่นี่ และนี่ก็เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีสิ่งที่เราอยากรู้กับเบตงและสามจังหวัดอีกมากเลยล่ะ

หลังจากเราพูดคุย กินหมูกระทะกันอิ่ม พี่ประกายทิพย์แนะนำให้เราสามารถไปดูทางช้างเผือกบนยอดฆูนุงซีลีปัต เค้าบอกว่าถ้าฟ้าเปิดแล้วฝนหยุดมันสามารถมองเห็นได้จากตรงแคมป์เลยนะ
แต่เค้าก็ไม่รับประกันนะเพราะฝนเพิ่งหยุด ท้องฟ้าน่าจะปิดมองไม่เห็นอะไร
แต่พอผมฟังเท่านั้นแหละ หันไปถามน้องชายว่า “ ยังไงติ้ง ไปมั้ย ”
แน่นอนระดับพวกเรามันต้องไปสุดอยู่แล้ว ส่วนฟ้าขอพักผ่อนเพราะวันนี้เราน่าจะเหนื่อยกันมามาก


- ท้องฟ้าที่ปิด แลกกับวิวยามค่ำคืนของฆูนุงซีลีปัต -

คำแนะนำของพี่ประกายทิพย์ ทำให้ผมกับน้องตกลงกันว่าเออไหนๆเราก็ ถ่อมาถึงนี่แล้วเราไปให้สุดเลยมั้ย
ไม่ว่าอะไรก็อยากไปดูให้หมด พวกเราจึงรอฝนหยุดประมาณ 4 ทุ่ม เด็กหนุ่ม 2 คน กับไฟฉาย 1 กระบอกเดินขึ้นเขาท่ามกลางสภาพหลังฝนตกที่ไม่รู้ทางอากาศเวลานั้นเต็มไปด้วยไอน้ำ และลมที่พัดตลอดเวลา
ระหว่างทางเป็นหินชันแคบๆมีร่องรอยคนเดินขึ้นทำให้เดินตามได้ไม่ยาก จะมีบางจุดที่ดูชันมาแต่ก็มีเชือกขึงไว้ให้ปีน

ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชม. พวกเราก็ไปถึงยอดที่มองด้วยตาเปล่าสามารถมองเห็นทะเลหมอกวิ่งอยู่ตลอดเวลาได้สวยมาก ไอน้ำที่ถูกหอบมากับสายลมปะทะเข้าที่หน้า ช่วงเวลานั้น คือพูดได้เลยว่าฟินมาก

แต่น่าเสียดายที่เมื่อฝนตก เราก็จะอดเห็นช้างเผือกวันนี้ ในใจก็แอบผิดหวังเล็กน้อยแต่ทางกลับกันเราก็ได้เห็นวิวที่สุดยอดอยู่ตรงหน้าได้ คิดซะว่ามาเปิดแมพก่อนขึ้นมาจริงๆพนแล้วกัน

ตอนนั้นผมคิดในหัวว่าน้องชายผมก็อาจจะมีความรู้สึกเดียวกัน พวกเราสองเรารับรู้ถึงความตื่นเต้นจากร่างกาย ที่จะได้เจอวิวพรุ่งนี้เช้า มันจะสวยงามขนาดไหน และตัดสินใจเดินกลับไปที่พักและอดใจรอวันพรุ่งนี้ 05:00 กับทะเลหมอกที่เค้าว่าสวยที่สุด


ติดตามต่อได้ใน EP.12 ครั้งหนึ่งพวกเราเคยพบกันที่เบตง ช่วงเวลาที่จะไม่มีวันลืม

เขียนโดย : ป.ปลาตัวกลม

ติดตามเรื่องราวของพวกเราได้ที่
Facebook :
เหนียวที่ พี่น้อง
Instagram : nt_phinong
youtube :
https://www.youtube.com/channel/UCQHYzD7wnJRAnpnlv-7jcKw
read me :
https://th.readme.me/id/ppongsakorn

ความคิดเห็น