ดอยฟ้างาม ทะเลหมอกลำปาง 2 วัน 1 คืน รีวิวโดย นายสองสามก้าว / A Life, A Traveller

ลำปาง ไม่ได้มีดีเพียงรถม้าหรือเมืองเก่า แถมลำปางยังมีทะเลหมอกสวยแน่นจนทำให้เราต้องร้องว้าวเหมือนกันนะ ผมชี้เป้าให้เลยที่ดอยฟ้างาม อำเภอแจ้ห่ม สัมผัสด้วยตัวเองมาแล้วว่าของเขาดีจริงจนต้องบอกต่อ แบบทริปนี้ของพวกเรายังไงล่ะขอเล่านิดว่าดอยฟ้างาม เป็นภูเขาลูกหนึ่งที่บ้านสาแพะ ตำบลบ้านสา อำเภอแจ้ห่ม ได้รับ

ดอยฟ้างาม ทะเลหมอกลำปาง 2 วัน 1 คืน

ดอยฟ้างาม ทะเลหมอกลำปาง 2 วัน 1 คืน

 วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565 เวลา 12.42 น.

 วันที่เดินทาง 21 พ.ย. 2564

ลำปาง ไม่ได้มีดีเพียงรถม้าหรือเมืองเก่า แถมลำปางยังมีทะเลหมอกสวยแน่นจนทำให้เราต้องร้องว้าวเหมือนกันนะ ผมชี้เป้าให้เลยที่ดอยฟ้างาม อำเภอแจ้ห่ม สัมผัสด้วยตัวเองมาแล้วว่าของเขาดีจริงจนต้องบอกต่อ แบบทริปนี้ของพวกเรายังไงล่ะ

ขอเล่านิดว่าดอยฟ้างาม เป็นภูเขาลูกหนึ่งที่บ้านสาแพะ ตำบลบ้านสา อำเภอแจ้ห่ม ได้รับการจัดตั้งเป็นป่าชุมชนบ้านสาแพะ ความสูงประมาณ 1,100 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งเพราะความที่วิวสวย มีทะเลหมอกให้ชมในช่วงฤดูหนาว แถมเดินเท้าไม่ยาก ทำให้ทางวัดสาแพะพนาราม ร่วมกับชาวบ้านพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนขึ้นมาฃ

ความเป็นมาของทริปนี้ พวกเรา 10 คน ยกพลแบกเป้เที่ยวลำปาง 2 วัน 1 คืน (ไม่รวมเดินทาง) โดยมีดอยฟ้างามเป็นจุดหมายหลัก ทว่าระหว่างทริปยังได้เที่ยวที่อื่นๆ แถวอำเภอแจ้ห่ม กับอำเภอเมืองปาน คือวัดเฉลิมพระเกียรติฯ กับ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน กลุ่มไหนจะเที่ยวตามแพลนนี้บอกเลยว่าไม่ยาก


(1)

เดินทางแบบสายลุยต้องรถทัวร์ล่ะครับ เพื่อนๆ มาจากกรุงเทพ ส่วนผมแยกเดินทางมาจากโคราช ต่างฝ่ายต่างถึง บขส.ลำปาง ตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง มีเวลาให้เตรียมตัวทำโน่นทำนี่แยะเลย

จุดหมายแรกของพวกเราคือวัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ หรือ วัดพระพุทธบาทสุทธาวาส หรือ วัดพระพุทธบาทปู่ผาแดง สุดแท้แต่จะเรียกชื่อไหนล้วนคือวัดเดียวกันซึ่งมีเจดีย์เรียงรายบนยอดเขาหินปูน เป็น Unseen Thailand นั่นแหละ ต้องแวะสักหน่อยเดี๋ยวเขาจะหาว่ามาไม่ถึงลำปาง (ฮา…)

จาก บขส. ลำปาง ถึงวัดประมาณ 70 กม. เราใช้วิธีสะดวกสุดสำหรับสิบคนคือการเหมารถสองแถว ทั้งประหยัดเวลาและหารกันแล้วถือว่าไม่แพงสำหรับการเดินทางไกล

เราถึงวัดเฉลิมพระเกียรติสักสิบโมงตรง การขึ้นด้านบนต้องใช้บริการรถรับ-ส่ง ของทางวัดเท่านั้น กำหนดขึ้น-ลง เป็นรอบเพราะทางขึ้นเขาเป็นถนนเลนเดียวไม่สามารถสวนกันได้

ค่าใช้จ่ายขึ้นเขา มีค่าเข้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระบาท 20 บาท ค่าบำรุงสถานที่ทางวัด 20 บาท และค่ารถรับ-ส่ง 50 บาท สรุปเป็น 90 บาท

หลังนั่งรถขึ้นเขาจนถึงจุดจอดปุ๊บก็เตรียมปาดเหงื่อได้เลย เพราะเราต้องเดินขึ้นเขาตามบันไดอีกกว่าครึ่งกิโลเมตร เอาจริงๆ เดินไม่ยากหรอกครับ ขึ้นเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก บันไดเขาทำไว้ดีเยี่ยมมาก

ถึงยอดแล้วไหว้พระ ชมวิว สูดอากาศ ถ่ายรูปสวยๆ กันตามอัธยาศัย เห็นแล้วต้องตาโตกับความศรัทธาในศาสนา และความพยายามของคนสร้างหมู่เจดีย์เหล่านี้ สมกับเป็น Unseen Thailand ครับ

ลงจากเขา หาข้าวกินที่ร้านด้านล่าง ก็ได้เวลาไปต่อที่ดอยฟ้างาม จุดนัดพบของเรากับผู้ดูแลเรื่องการท่องเที่ยวอยู่ที่วัดสาแพะพนาราม ห่างจากวัดเฉลิมพระเกียรติฯ สัก 20 กิโลเมตร ซึ่งที่วัดสาแพะมีสถานที่ให้เตรียมความพร้อม และห้องน้ำให้จัดทำธุระส่วนตัว

พอพร้อมแล้วก็เปลี่ยนพาหนะเป็นรถกระบะกระเตงๆ คลุกฝุ่นไปตีนดอยฟ้างามกันเลย ระยะทางอีกประมาณ 15 กิโลเมตร

รถมาจอดอยู่ตีนดอยฟ้างาม ทางเดินจากตรงนี้อีกเบาๆ เพียง 1.8 กิโลเมตร (หากฝนตกทางเละขึ้นมาถึงตรงนี้ไม่ได้จะเพิ่มระยะการเดินเป็น 2.5 กิโลเมตร) มีป้ายบอกเส้นทางและระยะทางเป็นระยะ สำหรับสายลุยบอกเลยว่าเดินง่ายมาก ขึ้นซำแฮก ภูกระดึง ยังเหนื่อยกว่าหลายเท่า (ฮา…)

ทางเดินเป็นทางชันขึ้นทีละนิดสลับทางราบหลายช่วง มีเนินชันยาวไม่มากนัก อะไรก็ดูค่อนข้างง่าย เหมือนเวลาเราเดินไปจุดชมวิวตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ มากกว่ามาเทรกกิ้งจริงจัง

ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 40 นาที เราก็มาถึงยอดดอยฟ้างามเรียบร้อย บนยอดเขาเป็นป่าโปร่ง มีที่ราบให้กางเต็นท์นิดหน่อย แต่ผมว่าการผูกเปลดูค่อนข้างสะดวกกว่ามาก โดยเฉพาะช่วงที่อากาศยังไม่หนาว

วันที่เราไปมีขึ้นสองกลุ่ม จัดพื้นที่กลุ่มเราตรงนี้ กลุ่มเขาตรงโน้น อยู่ห่างกันแบบสบายไม่รบกวนกัน บนนี้ไม่มีแหล่งน้ำแต่มีแทงค์น้ำสามารถมากรอกใช้ รวมถึงมีห้องน้ำแบบพอบรรเทาทุกข์ยามฉุกเฉินครับ

บนนี้มีกฎระเบียบที่ขอให้นักท่องเที่ยวร่วมมือกันสักหน่อยนะ ทั้งเรื่องจุดกางเต็นท์ การกำจัดขยะ การใช้เสียงดัง รวมถึงการห้ามดื่มเหล้าดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งทางวัดสาแพะดูแล

ระเบียงชมวิวอย่างดีตรงนี้คือแลนด์มาร์คของดอยฟ้างาม มองเห็นภาพมุมกว้างชัดเจน อีกฝั่งเห็นเขื่อนกิ่วลม รวมถึงโรงปูน SCG ที่อยู่อีกฝั่งของเขื่อน

พวกเราทำกิจกรรมชาวแคมป์ เตรียมอาหารเย็นพลางๆ พอใกล้พระอาทิตย์ตกค่อยเดินไปจุดชมวิวอีกมุมภูเขา โอ้โห… วิวกว้างไกลสวยสุดตา ยิ่งได้แสงยามเย็นของฤดูหนาวมาประกอบกันด้วย บรรยากาศโรแมนติกสุดๆ เชียวล่ะ

หลังฟ้าเริ่มมืดพวกเราค่อยกลับมาล้อมวงกินข้าวพูดคุยตามประสา ก่อนแยกย้ายเข้านอนเมื่อถึงเวลาอันสมควร สวดมนต์ขอพรรอลุ้นทะเลหมอกพรุ่งนี้ต่อไป (ฮา…)


(2)

มือถือดังปลุกตีห้าครึ่ง ผมดีดตัวออกจากเต็นท์ เดินถึงจุดชมวิวแล้วสมงสมองถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวเต็มที่ทันที เพราะภาพตรงหน้าคือทะเลหมอกนุ่มฟูสวยสุดใจ มีแสงสีส้มอมชมพูของพระอาทิตย์ซึ่งกำลังรอขึ้นจากเหลี่ยมเขาเป็นฉากหลัง ส่วนบนท้องฟ้ายังเป็นสีน้ำเงินเข้มพอให้เห็นดาวอยู่บ้าง

พอปลุกเพื่อนๆ ให้ตื่นมาดูทะเลหมอกตามหน้าที่เรียบร้อย ผมก็ได้ใช้เวลาทั้งหมดขลุกอยู่กับกล้องถ่ายรูปที่จุดชมวิวสมใจอยาก ฟ้าสว่างขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับหมอกที่ฟูสวยขึ้นเช่นกัน

มองไกลๆ จากดอยฟ้างามจะเห็นกลุ่มไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมากลายเป็นเหมือนเมฆอีกก้อน ไม่ต้องตกใจว่าเป็นกลุ่มควันพิษหรือใครเผาอะไรหรือเปล่า เพราะนั่นคือไอน้ำจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 50 กิโลเมตร

เช้าวันนี้มีนักท่องเที่ยวทยอยขึ้นดอยฟ้างามมาเรื่อยๆ เดินขึ้นเขาตั้งแต่ตีห้าบ้าง ตีห้าครึ่งบ้าง ด้วยเพราะระยะทางขึ้นไม่ไกล ทำให้ไม่ต้องมาค้างบนนี้ก็มาเที่ยวชมทะเลหมอกกันได้ครับ แต่เริ่มเดินตีห้านะ ต้องตื่นกี่โมงเพื่อเดินทางมาถึงตีนเขาก็คิดเอาแล้วกัน (ฮา…)

ฝั่งพระอาทิตย์ตก มีหมอกบางเป็นหย่อมๆ แต่สวยไปอีกบรรยากาศ

พวกเราดื่มด่ำความงามของธรรมชาติ ช่วยกันทำอาหารเช้า เคลียร์แคมป์ เก็บขยะ เอาอะไรขึ้นมาก็เอาลงไปให้หมด จนสิบโมงตรงนั่นแหละค่อยเริ่มเดินลง ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงครึ่้งชั่วโมงก็มาอยู่ข้างล่างเรียบร้อย นั่งรถกระบะคันเดิมกลับวัดสาแพะ ซึ่งเรานัดสองแถวให้มารอที่นั่น

มองนาฬิกายังไม่เที่ยงเลย เที่ยวไหนต่อดีนะ หลังลงมติแบบเอาไงก็เอาเถอะ (ฮา…) เราตกลงไปต่อกันที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน เพราะเป็นอุทยานฯ ใกล้ที่สุด ห่างไปสัก 40 กิโลเมตร

ถึงแจ้ซ้อนแล้วก็หาข้าวกิน ก่อนแยกย้ายตามใจใครอยากทำอะไรก็ทำ อยากเดินเที่ยวน้ำตกก็จัดไป อยากแช่น้ำร้อน หรือสนุกกับการต้มไข่ที่น้ำพุร้อนก็ตามชอบ ส่วนผมเดินตะลอนๆ ถ่ายรูปตามสไตล์ล่ะครับ

เดือนพฤศจิกายน น้ำตกแจ้ซ้อนสวยมาก น้ำเยอะกำลังดี ดูใสสะอาด บอกเลยว่าใครแวะมาเที่ยวแจ้ซ้อนยอมเหนื่อยเดินมานิดหน่อยเถอะนะ ส่วนที่บ่อน้ำร้อนก็ผู้คนกลับมาคึกคักในวันหยุด อดยิ้มไม่ได้ที่บรรยากาศการท่องเที่ยวกลับมาแล้ว

ประมาณสี่โมงเย็นพวกเราค่อยออกจาก อช.แจ้ซ้อน ยิงยาวนั่งรถสัปหงกกันกลับตัวเมืองลำปาง ถึง บขส. ยังไม่ค่ำด้วยซ้ำ เลยเหมาสองแถวไปเดินเที่ยวกาดกองต้าสักหน่อย หาช้อปของฝากและของกินอร่อยๆ เพราะตรงกับวันอาทิตย์พอดี

ตอนนี้กาดกองต้ากลับมาคึกคักอีกครั้งแล้ว ทั้งนักท่องเที่ยวและคนลำปางเองออกมาสร้างบรรยากาศให้คึกคัก ถ้าเข้าตัวเมืองลำปางช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ ต้องมาเดินเพลินๆ กันล่ะนะ

เรากลับมาถึง บขส. ลำปาง อีกรอบตอนสองทุ่มครึ่ง เพื่อนๆ รอรถทัวร์กลับ กทม. ส่วนผมก็เดินทางกลับโคราชด้วยรถทัวร์รอบใกล้กัน เป็นการปิดทริปลำปางสองวันเต็มกับหนึ่งคืนแบบฟินๆ ได้สัมผัสทะเลหมอกที่สวยมากอีกครั้งหนึ่ง

อย่างที่บอกครับทริปลำปางครั้งนี้ ไปเป็นกลุ่มไปเป็นก๊วนเที่ยวง่ายมาก แถมยังได้สัมผัสธรรมชาติแบบเต็มอิ่มแม้จะมีเวลาไม่มากนัก ลองมาดูครับแล้วเราจะได้เห็นลำปางในอีกมุมที่อาจทำให้ตกหลุมรักจังหวัดที่หลายคนใช้เป็นเพียงทางผ่านจังหวัดนี้เลยก็ได้นะ


ข้อมูลท่องเที่ยวดอยฟ้างาม

  • อยู่ที่บ้านสาแพะ ตำบลบ้านสา อำเภอแจ้ห่ม ในเขตป่าชุมชน
  • จุดหลักการบริการนักท่องเที่ยวอยู่ที่วัดสาแพะพนาราม
  • เปิดให้เที่ยวตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงเดือนมีนาคม
  • มีรถกระบะรับ-ส่ง จากบ้านสาแพะ-ตีนดอย 500 บาท
  • ไกด์นำทางไม่ค้างแรม 300 บาท ค้างแรม 500 บาท
  • ไม่แนะนำให้นำรถยนต์ส่วนตัวไปเองเพราะทางเป็นลูกรัง
  • ไม่แนะนำให้เดินทางโดยไม่มีไกด์ กรณีไม่รู้ทาง
  • เส้นทางเดินจากตีนดอยประมาณ 1.8 กิโลเมตร
  • บนเขากางเต็นท์ได้ ผูกเปลได้ กรุณาทำตามกฎระเบียบสถานที่
  • ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ มีแทงค์น้ำสามารถใช้ได้ แต่ควรสำรองของตัวเองไปด้วย
  • มีห้องน้ำสำหรับทำธุระส่วนตัวกรณีจำเป็น
  • ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บนเขาเป็นพื้นที่เขตวัดสาแพะ
  • ข้อมูลเพิ่มเติม ดูที่เพจของเขาได้เลย www.facebook.com/doiphangam.lp หรือ โทร. 0863737547 (คุณวิชัย)

ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
https://www.facebook.com/alifeatraveller

ความคิดเห็น